
ผณธรได้ของตามที่้าทั้งหมด เมื่อเาขับรถอกจากร้านก็อดที่จะนึกถึงเพื่อนรักไม่ได้ เพราะเป็เพื่อนที่เขสนิทมาก จบมาก็แยกย้ายกันไปทำงานตามท่ตนเองถนัดไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ยิ่งระยะที่เขาแยกตัวไปทำไร่ ทุกคนต่างงงงันที่เขาเองเลือกที่จะแยกตัวไปทำไร่ทำสวน แทนที่จะทำงานด้านบริหารในบริษัทใหญ่ ๆ ที่้าตัวเขามากมายหลายบริษัท
"เฮ้ยไอ้เสือมาได้ไงวะ"
พงศ์เทพร้องทักษ์ขณะที่ธีรยุทธก็เองก็รีบเดินรี่เข้ามาหาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มร่าเริง
"ไงพวก...โอ้โห..ฉันนึกว่าแกจะไม่เข้ามาชมแสสีในเมืองหลวงอีกแล้ว"
"คิดถึงนายสองคนเลยแวะมาหา"ผณธรยิ้มกว้างให้เพื่อน
"ปากหวานเป็เหมือนกันนะแก...เอ้ย นั่ง..นั่ง..."
ธีรยุทธรีบเลือ่นเก้าอี้ห้ผณธรแล้วตัวเองถึงได้ตามลงนั่ง
"ที่ไร่เป็ไงมั่งวะตอนนี้...ไปถึงไหนแล้ว...เ้าของไร่มือใหม่"
"พวกนานว่างก็ไปเที่ยวที่ไร่ของฉันซี่...ตอนนี้ที่เสร็จก็มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ให้นานสองคนตกปลาเล่นได้อย่างสบาย เลยล่ะ"
"มีอ่างเก็บน้ำด้วย"
พงศ์เทพมองเพื่อนหนุ่มตาโตแล้วเป่าปากวิ้ดวิ่ว
"น่าสนว่ะ...เฮ้ยยุทธว่าไง...อาทิตย์หน้าเลยเป็ไง"
เขาหันไปถามธีรยุทธที่นั่งฟังอย่างสนใจ พร้อมกับพยักหน้ารักอย่างเห็นด้วย
"เฮ้ยเดี๋ยวตอนนี้ยังไปไม่ได้"
"อ้าว เอาไงแน่วะ...เดี๋ยวบอกให้ไป เดี๋ยวบอกไม่ให้ไป"
"ไปน่ะไปได้ แต่ตอนนี้บ้านฉันยังสร้งไม่เสร็จ ปลายเดือนนี้คงจะเสร็จเรียงร้อย"
"อ่อ...มีการสร้างคฤฆาสน์กลางไรกลางสวนด้วย ยิ่งน่าสนโว้ย"
พงศ์เทพหัวเราะเบา ๆ เมื่อธีรยุทธเป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นบ้าง
"แล้วนี่นายมาทำอะไรที่กรุงเทพวะไผ่"
"มาเยี่ยมแม่ แล้วก็มาธุระด้วยนิดหน่อย...เสร็จธุระก็เลยมาหานายสองคนนี่แหละ"
"อ้าวถ้างั้นก็ต้องเลี้ยงฉลองกันหน่อยแล้ว...ใช่ไหมวะยุทธ"
"นั่นนะซี ั้แ่นายไปทำไรทำสวนนี่ พวกเราไม่เคยมีเวลาตั้งวงกันเลย"
"เอาตอนนี้เลยยังได้นะพวก ไปกันเลยมั้ย?"
พงศ์เทพทำท่ากระชุ่มกระชวยแบบมีพลังเหลือเฟือ ทำท่าขยับลุกทันควัน
"เฮ้ยวันนี้ไม่ได้ ต้องขอตัว" ดีว่าผณธรรีบยกมือห้ามทันเวลา
"นายฉลองกันก็แล้วกัน พอดีนัดช่างเอาไว้พรุ่งนี้ ต้องรีบกลับ"
"อะไรวะไม่มีนายแล้วจะเลี้ยงทำไม"
ธีรยุทธบ่นอุบทำหน้าเสียดายขณะที่พสศ์เทพนั่งลงเหมือนเดิม
"เสียดายว่ะ...เอ้า เอาอย่างนั้นก็ได้"ธีรยุทธเอ่ยขึ้น "ปลายเดือนนี้ฉันไปแน่นอน..นายเขียนแผนที่ให้ฉันหน่อย ฉันกับไอ้เทพจะบึ่งรถไปหานายถูก"
ผณธรเขียนที่อยู่ให้คร่าว ๆ พร้อมกำชับว่า
"นายสองคนต้องไปให้ได้น่ะ ฉันจะได้มีเพื่อนนอนคุยบ้าง"
"ฉันกับไอ้ยุทธน่ะไม่ทำให้นายหายเหงาได้หรอกนะ...มันต้องสาว ๆ ซีโว้ยเพื่อน"
พงศ์เทพพูดพลางให้ฝ่ามือตบฉาดลงที่ไหล่ของผณธร
"นายสงคนนี่คิดแต่เื่ผู้หญิง..แต่ฉันก็ไม่เห็นนายสองคนมีเมียกันสักที...หรือว่าเขากลัวความกะล่อนของพวกนายวะ
"ก็ทำนองนั้นแหละว่ะ"
ทุกคนพากันหัวเราะอย่างคร้นเครงแล้วธีรยุทธก็เสริมขึ้นว่า
"ถ้าฉันพาสาว ๆ ไปด้วยนายจะว่ายังไงวะไผ่"
"ตามสายเพื่อน แต่มีข้อแม้ว่าบ้านฉันต้องเสร็จก่อน"
"เฮ้ย..แล้วที่นั่นนาติดต่อสื่อสารยังไงวะ โทรศัพท์มีหรือเปล่า"
"ก็มือถือนี่แหละ แต่คลื่นไม่ค่อยดีนัก อากาศแย่ ๆ ก็ต้องเดินหาคลื่นกันหน่อย..ฝนตกก็ต้องทำใจ..มันลึกเหมือนกันถ้าอยู่กลางไร่นะ แต่ถ้าวันไหนอากาศดี ๆ ก็โทรหากันได้สบาย ๆ "
ผณธรคุยอยู่สักสักก็ลาเพื่อนกลับ เพราะเป็เวลามืดค่ำแล้ว เขาขับรถคู๋ใจไปตามท้องถนนที่คุ้นเคยเพราะเขาเทียวไปกลับระหว่างกรุงเทพและปากช่องจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่ถึงกระนั้นถนนสายนี้เมื่อดึกก็ดูเงียบเปลี่ยนวไม่น้อยระยะห่างจากที่หนึ่งไปสู๋ชุมชนอีกที่หนึ่งก็ต้องใช้เวลาไม่น้อยเขาจึงต้องเร่งความเร็วอีกนิดเพราะกว่าจะถึงไร่ ต้องแยกลงจากถนนหักลงไปอีก จากนั้นละจะเปลี่ยวพอสมควร ยังไม่ทันที่เขาจะได้เหยียบคันเร่งอย่างที่คิดเอาไว้เลยเขาก็ต้องเหยีบเบรคจนตัวโก่ง
"เอี้ยดดด.....โครม..."
เสียงล้อรถเบียดกับพท้นถนนดังสนั่น กว่าที่รถของเขาจะจอดสนิท ทันทีที่รถจอดานิทเขเปิดประตูแล้วรีบถลาไปที่ด้านหน้าของรถ ร่างหนึ่งที่นอนนิ่งอยู่ทำให้ชายหนุ่มหัวใจหล่นวูบเขารีบเข้าไปหาร่างนั้นแล้วพยายามที่จะแตะร่างนั้นเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นยังหายใจอยู่ไหมเขาแตะร่างนั้น ทำให้ได้ยินเสียงครางออกมาเบาๆ หัวใจที่ห่อเหี่ยวเมื่อครู่พองโตขชึ้นมาอีกครั้ง ว่ายังไม่ตาย!! เขาลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
"โอย ขาหักหมดแล้วมังเนี่ย...
เสียงคราวนั้นบ่นอกมาแบบกะปอดกะแปดเพราะความเจ็บเป็น้ำเสียงเล็กๆ
"เป็ไงบ้างไอ้หนู"
เขาให้สรรพนามจากน้ำเสียงที่ได้ยินนั้น
"ก็เจ็บนะซี ถามได้....ขาหักหมดแล้วมั้งเนียะ"
แต่เ้าของน้ำเสียงกลับแหวกลับมาด้วยความโกรธจัด
"ข้ามถนนไม่ดูรถเลยนี่เรา...ดีนะที่ฉันเบรคทัน ไม่งั้น.."
ร่างเล็กที่ครางอยู่นั้นหันมามองจ้องหน้าเขาอย่างเอาเื่
"ก็นายขับรถประสาอะไรไม่ดูคนข้ามถนน"
"เอาละ ๆ" เขายกมือเหมือนเป็การห้ามก่อน "เดินไปที่รถไหวเปล่าฉํรจะพาไปหาหมอ"
เขาไม่รอให้อีกฝ่ายขยับตัวเพื่อทดสอบว่าเดินได้หรือไม่ได้รีบขยับเข้าใกล้ทำท่าจะพยุงร่างขึ้นขึ้นจากพื้น
"นี่มันดึกแล้วนะทำไมถึงมาเดินข้ามถนนแถวนี้คนเดียว"
"ต้องตอบนายด้วยหรือเปล่า..นี่มันเื่ส่วนตัว"
คนตอบสะบัดเสียงพร้อมสบัดตัวทำให้อีกฝ่ายต้องรีบปล่อยมือ ทำให้ร่างนั้นทรุดลงไปกองกับพื้นอีกพร้อมด้วยเสียงครางและซี้ดปากด้วยความเจ็บเขาไม่รอให้เสียเวลาไปมากกกว่านี้รีบเข้าอุ้มร่างนั้นลอยขึ้นจากพื้นตรงไปที่รถทันที ไม่มีการขัดขืนหรือโต้แย้งใด ๆ เพราะคนเจ็บเองก็กำลังคิดว่าถ้าขืนเื่มากเขาอาจจะปล่อยให้เจ็บอยู่ตรงนี้ก็ได้สู้ให้เขาช่วยนั้นละดีที่สุดแล้ว เพราะตอนนี้หาทางจะไปยังไม่มีคิดไม่ออก มาเจอแบบนี้ยังดียังมีที่ไป เป็จังหวะกับชายหนุ่มเปิดประตูข้างคนขับออกเอาร่างที่อุ้มมานั้นหย่อนเข้าไปนั่ง ใจหนึ่งของเขาก็รู้สึกโล่งมากๆที่เ้าของร่างนี้เถียงได้แสดงอารมณ์ได้การเจ็บก็ยังคงพอทำเนาไม่อย่างนั้นคงโต้ตอบได้ไม่ขนาดนี้
และทันทีที่เขาเห็นใบหน้าของคนที่ถูกอุ้มมานั่งข้าง ๆ ได้ถนัดตาทำห้เขาหัวเราะหึหึในลำคอ หน้าตาดูเด็กอายุคงยังไม่มากเท่าไหร่นี่เองถึงได้เถียงเก่งคงหนีออกจากบ้านมาแน่ ๆ อาจจะอยู่แถวนี้หรืละแวกนี้ไม่ไกลเท่าไหร่นักหรอกดูการแต่งตัวภายใต้เสื้อผ้าตัวใหญ่ ใบหน้าอ่อนเยว์แก้มยุ้ยๆเหมือนเด็กผู้หญิงมากกกว่า แบบนี้ จะมีให้เห็นชัดก็แต่ความริดโรย และการส่งค้อนมาให้เขาบ่อยครั้ง
"เป็ไงมั่งยังเจ็บอยู่หรือเปล่า?"
เขาเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อนเพื่อเป็ฝ่ายชวนคุย
"เจ็บซีไ่ม่เจ็บไหวเหรอ ชนออกโครมเบ้อเร่อ"
"เฮ่ย พูดเกินไปหรือเปล่าเนี่ย"
เขาก็บอกกับความรู้สึกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าเพราะอะไรทำไมเวลาได้ยินน้ำเสียงและเห็นท่าทางของคนข้าง ๆ คนนี้ที่ไม่รู้จักกันด้วยซ้ไแต่ทำไมรู้สึกนึกสนุกชีวิตชีวาอยากจะโต้ตอบ อยากจะชวนคุยอยากจะโต้แย้งหรือขัดจังหวะ มีอาการครื้ม ๆ อย่างไรพิกลเหมือนได้เพื่อนใหม่ที่ถูกใจกระนั้น
"ถ้าโครมเบ้อเร่มป่านนี้เราไม่ได้มานั่งส่งค้อนประหลับประเหลือกขนาดนี้หรอก"
คนนั่งข้างๆหน้างอง้ำลงทันทีเหมือนถูกขัดใจแต่พยายามที่จะหลบสายตา
"ป่านนี้หมอคงปิดกันไปหมดแล้ว เอาไงดีล่ะ บ้านเราอยู่ที่ไหน"
เงียบไม่มีเสียงตอบของคนนั่งข้าง ๆ ทำให้ชายหนุ่มเริ่มเอะใจว่าเด็กคนนี้น่าจะมีปัญหาแล้วหนีออกนอกบ้านมาหรือเปล่า
"เอาอย่างนี้ก่อนนะ" แทนการถามต่อไปเขารีบให้ทางเลือกคนนั่งข้าง ๆ
"ถ้าไวฉันจะขับรถไปเรื่อย ๆ ก่อนแถวนี้ไม่มีคลีนิคหรอก...นู้น่ข้างหน้าจะมีชุมชนมีปั้มน้ำมันฉันจะวนสักรอบว่ามีคลีนิคเปิดไหม?"
แทนคำตอบคือการพยักหน้ารับ ผณธรยิ้มน้อย ๆ อย่างพึงพอใจ
"เออ เรายังไม่รู้จักชื่อกันเลยนะ"เขาเปลี่ยนเื่คุยเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเงียบ
"จำเป็ด้วยเหรอที่จะต้องรู้จักชื่อกัน"
"อ้าว อย่างน้อย ๆ เราจะได้จำไว้ว่าเราเคยได้รู้จักกันไง"
น้ำเสียงเขาคล้ายสัพหยอกแต่อีกฝ่ายน้ำเสียงจริงจัง
"แล้วคุณล่ะไม่เห็นบอกก่อน"
"ได้...ฉันชื่อผณธร เรียกไผ่ก็ได้ง่ายดี จำง่ายด้วย"
"คุณไม่เห็นบอกนามสกุลเลย...แล้วชื่อคุณล่ะแปลว่าอะไร"
"อ้อฮือ เอากันขนาดนั้นละเลย"
เสียงหัวเราะในลำคอของเขาทำให้อีกฝ่ายหดคอลงอย่างไม่พอใจ
"ก็แค่อยากรู้ เห็นชื่อแปลกๆ" เป็เสียงบ่นมากกกว่าจะเป็เสียงต่อว่า ทำให้ชายหนุ่มพูดขึ้นว่า
"เอ้างั้นฉันจะรายงานตัวใหม่"
ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ แล้วหันมามองเสี้ยวหน้าของคนถามนิดหนึ่ง จะด้ยอะไรเขาก็หาเหตุผลให้ตัวเองไม่ได้เช่นกันที่ทำให้เขารู้สึกอยากพูดอยากคุยอยากบอกอย่ากโต้ตอบกับเด็กคนนี้ หรรือเป็เพราะน้ำเสียงและท่าทางซื่อ ๆ เป็กันเองมองโลกในแง่ดีของเด็กคนนนี้ที่ไม่มีการระมัดระวังตัวอะไรเลยอย่างนี้ทำให้เขารู้สึกเป็กันเองสงสารเห็นใจอย่างบอกไม่ถูกอย่างนั้นหรือ
"ฉันชื่อ ผณธร อุสาหการ คำแปลของชื่อเป็นาม..คือพระศิวะ"
พอตอบออกไปแล้วชายหนุ่มก็อดที่จะแปลกจตัวเองไม่ได้ว่าทำไมจะต้องบอกละเอียดขนาดนั้น แล้วคนฟังจะเข้าใจหรือรู้เื่อะไรบ้างไหมหนอ...ทำให้เขาก็อดจะนึกขำตัวเองไม่ได้เช่นกัน