เช้าวันถัดมา เรือนรองไม่ได้เงียบเหงาเหมือนตอนดึก แสงแดดสาดส่องผ่านบานหน้าต่างไม้สูงโปร่ง เผยให้เห็นฝุ่นละอองเต้นระบำในอากาศท่ามกลางเสียงกังวานของโลหะและเสียงน้ำเดือดปุดจากหม้อต้ม ห้องวิจัยใหญ่ชั้นสองถูกเปิดประตูเฟี้ยมออกกว้างจนเชื่อมกับโถงทานข้าว กลายเป็ศูนย์รวมของนักวิจัยทั้งหกคนที่ต่างขวนขวายในศาสตร์ของตนอย่างบ้าคลั่ง
ดิษเดินออกมาจากห้องพักพร้อมสมุดบันทึกเล่มหนา เขาพบเกษมกำลังส่องเลนส์แก้วเจียระไนกับแสงแดดอย่างขะมักเขม้น ใกล้กันนั้นคือสิน ชายหนุ่มร่างผอมบางที่จมอยู่กับกองสมุนไพรและขวดสารสกัดเข้มข้นจนส่งกลิ่นเขียวอื้ออึงไปทั่ว
“เบาหน่อยไอ้กล้า! ลิ่มเหล็กเอ็งมันกรีดหูข้าจนจะเสียสมาธิปรุงยาหมดแล้ว” สินละสายตาจากตาชั่งจิ๋วหันไปเอ็ดกล้าที่ยังคงลับเหล็กน้ำพี้อยู่ที่โต๊ะไม้แกร่งมุมโถงวิจัย
“เอ็งก็หัดชินเสียบ้างเถอะไอ้สิน ถ้าข้าชุบเหล็กชุดนี้ไม่สำเร็จ ดาบท่านจมื่นฯ จะได้เป็แค่เหล็กชั้นรอง มีหวังข้าโดนไล่ตะเพิดออกจากที่นี่แน่” กล้าสวนกลับพลางหัวเราะร่า ก่อนจะหันมาทางดิษ “ไงดิษ พรุ่งนี้ต้องไปกรมอู่ฯ แล้ว เตรียมตัวรับมือพวกทหารเรือขี้เมาแล้วหรือยัง?”
“คงต้องเตรียมตัวรับมือเื่มาตรฐานมากกว่าว่ะ” ดิษวางสมุดลงบนโต๊ะกลาง เรียกความสนใจจากชุนที่กำลังต่อฟันเฟืองกลไก และยศ นักวิจัยสายอุทกพลศาสตร์ที่เพิ่งเดินเช็ดคราบน้ำมันออกจากมือเข้ามาสมทบ
“มาตรฐานรึ? เอ็งหมายความว่าอย่างไร?” ยศถามด้วยความสงสัยในคำศัพท์ประหลาด
ดิษใช้แท่นถ่านแข็งที่ปลายถูกเหลาอย่างดีหุ้มด้วยประกับไม้ขนาดพอดีมือวาดเขียนลงในสมุด “อย่างเช่น ทำอย่างไรให้สกัดน้ำสมุนไพรในมือไอ้สินมันเข้มข้นเท่ากันทุกครั้ง”
“สกัด... เข้มข้น...” สินเอ่ยทวนคำพลางมองขวดในมือตนอย่างงุ่นงง
“ก็ที่เอ็งคั้นน้ำออกมานั่นแหละ เอ็งมั่นใจได้อย่างไรว่าต้นไม้แต่ละต้นที่เก็บมามีตัวยาเท่ากัน”
“ข้าเป็สิทธาพ่อหมอ ข้ามองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าต้นไหนเท่าใด” สินตอบอย่างซื่อๆ
ดิษส่ายหน้า “แล้วเอ็งจะปั้นยาลูกกลอนทีละเม็ดไปตลอดชีวิต โดยไม่ทำอะไรอย่างอื่นเลยเชียวหรือ?”
“ก็จริงอย่างเอ็งว่า” สินพยักหน้าพลางมองสีหน้าเพื่อนๆ ที่พากันยิ้มขันในความซื่อของตน “แล้วเอ็งจะทำได้อย่างไร”
“ก็เหมือนข้าที่กำหนดว่า ดินดำบริสุทธิ์เจ็ดส่วนเมื่อชั่งกับถ้วยนี้ต้องหนักแปดสลึงเสมอ” ดิษเดินไปหยิบถ้วยโลหะใบเล็กออกมากรอกดินดำจากชั้นวาง แล้ววางลงบนตราชั่งที่มีตัวถ่วงน้ำหนักพอเหมาะ “ทีนี้เราก็สามารถให้ผู้อื่นช่วยผลิตได้ เมื่อมีผู้ช่วยจำนวนมาก เราก็ผลิตในปริมาณมหาศาลได้ในคราวเดียว”
“ผลิต หมายถึงสร้าง อย่างนั้นหรือ” กล้าเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสนใจ
“ใช่ สมมติว่ามีคนช่วยไอ้เกษมฝนแก้วจนได้รูป แล้วนำไปขัดจนได้เนื้อใส งานมันจะไม่อิ่มตัวหรือก้าวหน้าไปกว่านี้เชียวหรือ” ดิษพยักพเยิดหน้าไปทางเกษมที่วางมือจากงานมาฟังอย่างตั้งใจ
“แล้วข้าจะทำได้อย่างไรเล่า” เกษมตาเป็ประกายถามอย่างตื่นเต้น
“เื่นั้นข้าจะไปตรัสรู้ได้เยี่ยงไร แค่หาวิธีพัฒนาดินดำหน้าข้าก็มอมแมมไปด้วยเขม่าควันแล้ว” ดิษส่ายหน้าหัวเราะร่วน “จริงๆ มันมีวิธีอย่างของไอ้ชุน ถ้าเขาสามารถสร้างชิ้นส่วนที่เป็สแตนดาร์ดเดียวกันเป๊ะๆ ได้ มันก็ไม่ยาก”
“ภาษาฝรั่งอีกแล้ว” ชุนเบ้ปาก
“ข้าหมายถึงถ้าเอ็งมีตัวอย่างที่ให้คนอื่นทำตามได้ เอ็งก็ใช้จำนวนคนมาชดเชยความก้าวหน้าได้” ดิษอธิบายเพิ่ม “ลองนึกดูนะชุน ถ้าเฟืองกลไกของเอ็งพังไปตัวหนึ่ง เอ็งไม่ต้องนั่งตีใหม่ให้เหนื่อย แต่สามารถหยิบเอาเฟืองตัวที่สองที่เตรียมไว้มาใส่แทนกันได้ทันที เพราะมันถูกสร้างมาด้วยขนาดที่เท่ากันทุกกระเบียดนิ้ว”
“แล้วกระเบียดนิ้วเอ็งกับข้าเท่ากันเสียที่ไหนเล่า” กล้าเอ่ยสวนกลับพลางลับเหล็กน้ำพี้ในมือจนเกิดเสียงใสกังวาน ไม่บาดหูเหมือนวันก่อนๆ ราวกับเขาเริ่มจับจุดสำคัญบางอย่างได้ ท่ามกลางเสียงหัวเราะครื้นเครงของเพื่อนทุกคน
บทสนทนาเริ่มเผ็ดร้อนขึ้นเมื่อดิษนำเสนอแิเื่การแยกส่วนประกอบและการประกอบเข้าด้วยกัน เกษมตื่นเต้นกับแิการหล่อเลนส์ให้มีรัศมีโค้งเท่ากันตามสูตรคำนวณ ขณะที่ยศที่นั่งเงียบมาั้แ่ต้นเริ่มคิดถึงการผลิตหม้อต้มไอน้ำด้วยชิ้นส่วนที่ถอดเปลี่ยนได้ เพื่อลดความเสี่ยงจากการะเิ ทุกคนถกเถียงกันอย่างมีรสชาติ ข้ามผ่านพรมแดนของไสยศาสตร์สู่โลกของการจัดการที่เป็ระบบ
ดิษมองดูเพื่อนนักวิจัยเ่าั้ด้วยความอิ่มเอมใจ แม้คำศัพท์ที่เขาหลุดปากออกมาจะดูประหลาดไปบ้าง แต่ความกระหายความรู้ของคนพวกนี้กลับรับเอาตรรกะไปปรับใช้ได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
เย็นย่ำค่ำวันนั้น บรรยากาศในวังสี่พระยาเริ่มเปลี่ยนไป เรือนหลักสว่างไสวด้วยแสงโคมระย้าหรูหรา เสียงดนตรีออเคสตราบรรเลงท่วงทำนองอ่อนช้อย สอดประสานกับเสียงล้อรถม้าที่พานักการทูตและขุนนางชั้นผู้ใหญ่เข้ามาไม่ขาดสาย
ดิษนั่งอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างในห้องพักชั้นสอง แสงเทียนวูบไห้สะท้อนหน้ากระดาษที่ใช้บันทึกสรุปผลการทดลองอุณหภูมิการกลั่นดินประสิว มือขวาถือดินสอถ่านเขียนขยุกขยิกสลับกับขีดเส้นกราฟแสดงความสัมพันธ์ของความร้อน มือซ้ายขยี้ขมับด้วยความล้าจนเขม่าดินสอเลอะเปื้อนิั เขาทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างเพื่อพักสายตา
ภาพที่เห็นคือโลกอีกใบที่ขนานอยู่กับห้องวิจัยอันอับชื้น เหล่านักการทูตฝรั่งสวมชุดพะรุงพะรังพร้อมวิกผมลอนขาวเดินเคียงคู่กับขุนนางไทยในชุดเต็มยศ พวกเขาถือไปป์ไม้อย่างดี พ่นควันสีเทาจางๆ ลอยฟุ้งกลางแสงไฟ บางกลุ่มหัวเราะร่าขบขันกับมุกตลกต่างภาษา บางกลุ่มกลับยืนกระซิบกระซาบด้วยใบหน้าเคร่งเครียดอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่
ในจังหวะที่กำลังเหม่อมองควันไปป์เ่าั้ สายตาของเขาสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งบนระเบียงชั้นสองของเรือนหลักที่มืดสลัว
คนในเครื่องแบบสีกรมท่าปักดิ้นเงินยืนนิ่งสนิทราวกับรูปสลักหินท่ามกลางความวุ่นวาย ชายผู้นั้นไม่ได้มองดูงานเลี้ยง แต่เขากำลังจ้องเขม็งมาทางหน้าต่างห้องของดิษอย่างไม่วางตา แววตานั้นคมปลาบและเย็นเยียบจนดิษรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาดื้อๆ สัญชาตญาณที่ไวต่อสิ่งผิดปกติร้องเตือนทันทีว่าเขากำลังถูกล็อกเป้าหมาย
ดิษขมวดคิ้ว เพ่งมองฝ่าความมืดเพื่อดูใบหน้าของอีกฝ่ายให้ชัดขึ้น
“มีอะไรหรือเ้าคะคุณชายดิษ มองหาใครในงานเลี้ยงรึเปล่าเ้าคะ?” เสียงแหลมเล็กดังขึ้นข้างหูอย่างกะทันหันจนดิษสะดุ้งสุดตัว เขาหันขวับไปพบกับนังจ้อยที่ยืนอยู่ข้างหลังั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในมือถือถาดน้ำชาที่ส่งควันกรุ่น จ้อยไม่ได้หลบตา แต่กลับเอียงคอมองข้ามไหล่ดิษไปยังสมุดบันทึกที่กางอยู่
“สะดุ้งตัวโยนเชียวนะเ้าคะ ป้าอิ่มให้จ้อยเอาน้ำชากับของว่างมาให้คุณชาย เห็นคุณชายเปิดหน้าต่างเขียนหนังสือแต่หัวค่ำจนจวนจะดึกแล้วก็ยังไม่เสร็จ” จ้อยถามพลางวางถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปที่จุดที่ดิษเพิ่งจ้องมองเมื่อครู่
ดิษรีบละสายตาจากระเบียงเรือนหลัก กลับมามองถ้วยน้ำชากับจานผลไม้แห้งตรงหน้า เขาพยายามควบคุมลมหายใจให้ปกติก่อนจะเอ่ยปัด “เปล่า ไม่มีอะไรหรอกจ้อย ฉันแค่ใคร่รู้ว่างานเลี้ยงขุนนางเขาเป็เยี่ยงไรเท่านั้นเอง เห็นมีแต่แขกบ้านแขกเมืองเดินกันเต็มไปหมด”
“เ้าค่ะ จ้อยก็ชอบความคึกคักไม่ใช่น้อย ได้ฟังเพลงฝรั่งไปกินถั่วคั่วไปเพลินเสียมาก ถ้าเยี่ยงนั้นก็รีบดื่มน้ำชาตอนยังร้อนนะเ้าคะ” จ้อยตอบพร้อมรอยยิ้มไร้เดียงสา มุมปากยังมีเศษถั่วติดอยู่บางๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปพร้อมเสียงฝีเท้าที่เบาหวิว
ดิษหันกลับไปที่ระเบียงอีกครั้ง ร่างขององครักษ์ปริศนาหายไปแล้ว เหลือเพียงม่านลูกไม้ที่ไหวเอนตามลม สมาธิที่แตกซ่านทำให้เขาทำได้เพียงปิดหน้าต่าง และดื่มน้ำชา พร้อมทานของว่างเพื่อปรับอารมณ์ เมื่อท้องอุ่นได้ที่เขาก็ดับตะเกียงเข้านอน