บทที่ 17 ลาออก (รีไรต์)
อวิ๋นซานมีเื่ทะเลาะกับพี่หลี่ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็ได้รับาแเพียงเล็กน้อย
หัวหน้าเรียกตัวไปที่ห้องทำงานเพื่อตำหนิและสั่งให้เขียนหนังสือทบทวนตนเอง
อวิ๋นซานไม่คิดที่จะเขียนจดหมายขอโทษและไม่ยอมรับความผิด เธอกลับไปที่โต๊ะทำงานเพื่อทำซิปที่เหลือให้เสร็จ
ส่วนพี่หลี่เองก็ไม่ยอมเช่นกัน เธอกลับไปทำงานด้วยความโกรธ
ในฝ่ายงานสนับสนุนมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้หญิงมีจำนวนมากกว่าเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็วัยสามสิบต้น ๆ พวกเธอสนิทกับพี่หลี่ เพราะทำงานร่วมกันมานานกว่า
อวิ๋นซานรู้สึกได้ว่ามีคนไม่ค่อยเป็มิตรกับเธอแต่เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะปกติพวกเธอก็ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก
หลังจากทำซิปเสร็จ อวิ๋นซานก็เขียนจดหมายร้องเรียนโดยไม่ระบุชื่อ ร้องเรียนพฤติกรรมของพี่หลี่ เธอชอบเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ หยิบฉวยเอาของในฝ่ายงานสนับสนุน เช่น กาว ถุงมือและอื่น ๆ ไปใช้เอง พนักงานคนอื่น ๆ ในทีมก็พบเห็นบ้างเป็ครั้งคราว แต่ทุกคนก็ทำเป็ไม่เห็น
อวิ๋นซานไม่เคยทำพฤติกรรมแบบนี้ เธอคิดว่าการเอาเปรียบเล็ก ๆ น้อย ๆ จะไม่ทำให้ร่ำรวยขึ้น แถมยังเป็การสนองความโลภของตัวเองให้กลายเป็สิ่งชั่วร้าย
จากนั้นอวิ๋นซานก็ยื่นใบลาออก
่นี้งานหายาก คนจำนวนมากที่ได้งานราชการต่างก็ตั้งใจจะทำไปจนเกษียณ พอพ่อแม่เกษียณลูก ๆ ก็รับ่ต่อ
แต่อวิ๋นซานรู้ว่าตอนนี้มีการปฏิรูปและเปิดประเทศแล้ว นอกจากงานราชการก็ยังมีทางเลือกอื่นอีก
ชีวิตที่แล้วที่กั่งเฉิง เธอไม่มีทั้งบัตรประชาชนและวุฒิการศึกษา ไปที่ไหนก็โดนดูถูก เธอต้องทำงานหลายอย่างเพื่อความอยู่รอด นายจ้างบางคนเห็นว่าเธอไม่มีเอกสารก็หักเงินเดือน เธอก็ไม่กล้าร้องเรียนเพราะกลัวถูกจับ
ถึงแม้เธอจะได้เข้าบริษัทด้านบันเทิงเพราะความสามารถด้านการเต้นรำและเป็ครูสอนเต้นให้กับนักแสดง มีงานทำเป็หลักเป็แหล่งแต่สุดท้ายก็ไม่ได้อยู่ต่อเพราะปัญหาเื่วุฒิการศึกษา
การศึกษา ความรู้ วุฒิการศึกษาสำคัญมากจริง ๆ แต่งงานแล้วยังอาจหย่าร้างได้ ทำงานก็อาจถูกไล่ออกได้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้เป็ของเราตลอดไป แต่ความรู้ที่เรียนรู้มาและวุฒิการศึกษาที่ได้รับจะอยู่ในมือเราตลอดไป
หลังจากที่เธอตระหนักถึงข้อนั้นแล้ว เธอจึงหางานที่มั่นคงขึ้น โดยทำงานใน่กลางวันและเรียนภาคค่ำ ด้วยความพยายาม เธอจึงสามารถสอบวัดระดับภาษาอังกฤษระดับ 4 และสอบใบรับรองนักบัญชีได้ในปีแรก หลังจากนั้นเธอก็ได้งานเป็พนักงานออฟฟิศและได้รับการแก้ไขปัญหาทะเบียนบ้าน ทำให้เธอสามารถปักหลักที่กั่งเฉิงได้สำเร็จ
ชีวิตใหม่ของเธอในครั้งนี้ เธอมีวุฒิแค่ระดับมัธยมปลาย ถึงแม้คนส่วนใหญ่จะมีวุฒิเท่าเธอ แต่เธอก็ไม่คิดจะหยุดอยู่แค่นี้
เธอจึงตัดสินใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ความรู้สมัยมัธยมปลายเธอลืมไปเยอะแล้ว การจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลา งานที่เธอทำอยู่ตอนนี้ เวลาไม่ค่อยยืดหยุ่น เงินเดือนก็น้อย สภาพแวดล้อมก็ทั่วไป บรรยากาศไม่ต้องพูดถึง เป็แหล่งรวมกลุ่มแม่บ้านที่ชอบนินทาคนอื่น ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าลาออกดีกว่า
หลังจากยื่นใบลาออก หัวหน้าก็ใมากและถามเธอว่า “อวิ๋นโหย่วฝูรู้เื่นี้หรือยัง?”
อวิ๋นซานพูดว่า “หัวหน้าคะ ฉันเป็ผู้ใหญ่ที่สามารถตัดสินใจเองได้แล้ว ฉันตัดสินใจด้วยตัวเองได้ค่ะ”
หัวหน้าถามต่อ “เป็เพราะข่าวลือในโรงงานหรือเปล่า?”
“ก็มีส่วนค่ะ แต่ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ หัวหน้าไม่ต้องรั้งฉันไว้หรอกค่ะ ่หลายปีที่ผ่านมา ฉันได้เรียนรู้อะไรมากมายจากคุณ ขอบคุณหน่วยงานและขอบคุณหัวหน้าที่ให้ความกรุณา ต่อให้ไม่ได้ทำงานที่เดียวกันแล้ว แต่ฉันก็จะตั้งใจทำงาน สร้างผลงานในตำแหน่งของตัวเองทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติ”
หัวหน้าถอนหายใจและในที่สุดก็อนุมัติ
เมื่อก้าวออกจากประตูหน่วยงานอวิ๋นซานรู้สึกโล่งใจ
…
หลังจากพูดคุยกันอยู่หลายวัน ในที่สุดพ่อแม่ของหูฟางก็ใจอ่อน
ไม่มีอะไรมาก แค่อย่างที่หูฟางพูด งานทำความสะอาดห้องน้ำของเธอในตอนนี้ ทำให้เธอไม่เป็ที่นิยมในตลาดหาคู่ คนอื่น ๆ พอได้ยินว่าเธอทำงานนี้ก็ต่างพากันวิ่งหนี
เพราะรูปร่างหน้าตาของหูฟางก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร เธอตัวเล็กอยู่แล้ว ทำให้หลายคนมองว่าเธอไม่เหมาะที่จะมีลูก คนที่ยอมมาดูตัวก็เพียงเพราะเธอมีงานทำ หวังว่าเธอจะช่วยหารายได้เข้าบ้านได้เท่านั้น
ตอนนี้ข้อดีเพียงข้อเดียวของเธอก็กลายเป็เื่ไม่น่าดู ใคร ๆ ก็เลยไม่สนใจ เดิมทีพ่อของหูฟางยังอยากให้เธออยู่บ้านหาเงินอีกสักสองสามปี แต่หูฟางก็อาละวาดที่บ้านทุกวัน บอกว่าเธออายุ 24 ย่าง 25 ปีแล้ว ทำงานมาั้แ่อายุ 17 ปี หาเงินมา 7-8 ปีแล้ว เงินเดือนของเธอก็ให้ที่บ้านหมดแล้ว มันก็มากพอแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้าจะให้เธอแต่งงานช้าไปกว่านี้ เธอคงไม่มีลูกแน่ ๆ
อีกอย่างคือ ที่บ้านมันอยู่กันไม่ไหวแล้ว ลูกชายสองคน ลูกสาวหนึ่งคนอยู่ที่บ้าน ลูกชายคนโตก็มีลูกแล้ว ลูกชายคนเล็กก็กำลังจะแต่งงาน จะเอาที่ไหนให้อยู่ มีแต่ต้องยกหูฟางออกไปให้แต่งงานถึงจะได้ห้องว่างเพิ่ม
สุดท้ายก็เลยตกลงให้หูฟางแต่งงานกับอวิ๋นอ้ายจวิน
แต่ว่าบ้านของอวิ๋นอ้ายจวินอยู่ในชนบท พวกเขาแต่งงานกันแล้ว หูฟางก็ยังต้องอยู่บ้านแม่ตัวเอง ไม่อย่างนั้นเธอจะทำงานยังไง
อวิ๋นอ้ายจวินเป็คนเด็ดขาด ไม่เพียงแต่รับปากอย่างเต็มที่แล้ว ยังคิดจะย้ายทะเบียนบ้านออกมาเป็คนเมืองด้วย
ย่าอวิ๋นรู้ข่าวนี้เข้า ก็ไม่ยอมกลับบ้าน แล้วบอกว่าจะรออวิ๋นโหย่วฝูหายดีก่อนค่อยไป
ที่จริงแล้วอยากจะให้อวิ๋นโหย่วฝูยืมบ้านที่ถนนเจี้ยนเซ่อให้อวิ๋นอ้ายจวินแต่งงาน แต่อวิ๋นโหย่วฝูไม่เห็นด้วย เธอก็เลยคะยั้นคะยอ พูดถึงความลำบากตอนที่เลี้ยงเขามา พูดไปถึงตอนที่ะเืใจก็ปาดน้ำตา
อวิ๋นโหย่วฝูเน้นย้ำกับเธอว่าบ้านหลังนี้เป็ของหลินสุยอัน ตัวเองไม่มีทางนำออกไปให้ได้
แต่ย่าอวิ๋นก็ไม่ยอมฟัง คิดว่าเขาเห็นแก่ตัว ใจแคบ เื่แค่นี้ก็ไม่ช่วย ต่อไปคงไม่ต้องหวังให้ครอบครัวพี่ชายคอยช่วยเหลืออะไรอีกแล้วใช่ไหม?
อวิ๋นโหย่วฝูไม่ยอม แต่พานหงเสียกลับเป็กังวล เธอเองก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ยืม แต่พอคิดถึงคำพูดของย่าอวิ๋น แล้วก็นึกถึงที่คนในบริเวณบ้านพักพูดกันว่าลูกสาวไม่มีพี่ชายน้องชาย ถ้าเกิดสุยอันเป็อะไรไป ลูกสาวจะทำยังไง? ถ้ามีคนคอยช่วยเหลือน่าจะดีกว่า
เธอจึงปรึกษากับอวิ๋นโหย่วฝู บ้านไม่ต้องให้ยืมก็ได้แต่อย่างน้อยก็ช่วยอวิ๋นอ้ายจวินหาวิธี หรือหาบ้านเช่าให้เขาแต่งงานก็ได้
อวิ๋นโหย่วฝูถูกย่าอวิ๋นรบเร้าจนปวดหัว แต่เขาก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของพานหงเสีย ใน่พักรักษาตัวนี้เขาฝืนออกไปหาเพื่อนร่วมงานและเพื่อนฝูงให้ช่วยเหลือ แจกส้ม แจกแอปเปิ้ลไปหลายถุงกว่าจะถามได้ความว่าญาติของเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งปล่อยเช่าบ้านอยู่ เป็ห้องเดี่ยว ใช้ครัวร่วมกับเ้าของบ้าน ค่าเช่าเดือนละสิบหยวน
แต่พอย่าอวิ๋นได้ยินว่าต้องเสียเงินก็อยากจะโวยวายอีก อวิ๋นโหย่วฝูพูดตัดบทไปตรง ๆ ว่าจะเช่าก็เช่า ไม่เช่าก็กลับชนบทไป
ส่วนอวิ๋นซานเพิ่งมารู้เื่ตอนที่อวิ๋นอ้ายจวินเช่าบ้านเรียบร้อยแล้ว เธอได้แต่รู้สึกอับจนคำพูด ย่าอวิ๋นคนนี้เหลือเกินจริง ๆ
อวิ๋นโหย่วฝูกับพานหงเสียตั้งใจปิดเื่นี้เป็ความลับไม่ให้ลูกสาวรู้ เพราะั้แ่ลูกสาวของพวกเขากลับมาจากเมืองเอสก็เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวใหญ่ เธอไม่เคยเสแสร้งแม้แต่น้อย แน่นอนว่าพวกเขาในฐานะพ่อแม่ก็สนับสนุนเธอและรู้สึกว่าครอบครัวใหญ่ไม่ได้ดีอย่างที่แสดงออก แต่เพราะถูกย่าอวิ๋นรบเร้าพวกเขาจึงช่วยเหลือ ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกสาวก็อดรู้สึกละอายใจไม่ได้
ทว่าความละอายใจนี้ไม่คงอยู่ได้นานก็แปรเปลี่ยนเป็ความโกรธและเ็ปใจเมื่อรู้ว่าลูกสาวของพวกเขาลาออกจากงาน!