ผ่านไป 3 ชั่วโมง ไป่ฉีกลับมาที่ห้องฝึกของเฟิงเทียนอีกครั้ง คราวนี้เฟิงเทียนสัมผัสได้ถึงการกระเพื่อมของพลังปราณในห้อง จึงออกจากการบ่มเพาะพลังทันที
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอโทษจริง ๆ ครับ” เฟิงเทียนกล่าว
“เออ ๆ ข้าให้อภัยเจ้า ดูจากความเร็วในการบ่มเพาะ เกรงว่าวันนี้คงไม่สามารถทะลวงสู่ชั้นถัดไปได้” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับส่งขวดกระเบื้องสีขาวอีกขวดไปให้
“สิ่งนี้คือโอสถเสริมลมปราณที่เหมาะกับปราณชั้นราชันย์ ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะของเจ้า คงอีกหลายวันกว่าจะสามารถใช้โอสถทะลวงชั้นจักรพรรดิได้ ข้าจะมาเช็กเจ้าทุกวัน หากเห็นว่าถึงระดับที่สามารถทะลวงชั้นได้ ข้าจะดำเนินการทันที เพื่อให้ทันงานประลองที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราจัดขึ้น” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ ว่าแต่ท่านอาจารย์จะลงด้วยไหมครับ” เฟิงเทียนถาม
“สนามเด็กเล่นแบบนั้น ข้าไม่สนหรอก แต่มันจำเป็นกับเจ้าในการแสดงความสามารถเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลให้สนับสนุนเจ้า” ไป่ฉีกล่าว
“เช่นนี้เอง ศิษย์ยังต้องเรียนรู้อีกมาก” เฟิงเทียนกล่าว
“ฝึกต่อไป ข้าขอตัวก่อน” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไปจากห้องฝึกของเฟิงเทียน เมื่อเฟิงเทียนเห็นว่าอาจารย์ไปแล้ว เขาจึงนั่งลงฝึกลมปราณต่อ
ทางไป่ฉี หลังกลับมาที่ห้องฝึกของตน เขาใช้โอสถคืนร่าง ตามด้วยไปจัดการเรื่องสมุนไพรอีกเล็กน้อย ก่อนจะมายังห้องขังที่เขาใช้สร้างศิลาสวรรค์
“อืม สร้างมาได้หลายก้อนทีเดียว” ไป่ฉีตรวจดูแล้วหยิบมา 5 ก้อน โดย 4 ก้อนเขาจะนำไปใช้กับเขตแดนฝึกฝนที่เขาจะสร้างขึ้นใหม่
“จะผ่านคอขวดนี้ไปได้รึเปล่านะ” ไป่ฉีตัดสินใจว่าวันนี้เขาจะต้องผ่านคอขวดนี้ไปให้ได้
“เขตแดนฝึกฝนทำงานปกติดี โอสถกินไปเรียบร้อย ศิลาสวรรค์พร้อม” ไป่ฉีตรวจความพร้อมอีกครั้ง ก่อนจะนั่งลงในเขตแดนฝึกฝนที่เขาทำขึ้นมาใหม่ เพราะเขตแดนที่เขาทำขึ้นใหม่นั้นเวลาภายในเขตแดนจะเร็วกว่าข้างนอกหลายเท่า หากบ่มเพาะภายในเขตแดนนี้ พลังปราณจะสามารถก้าวหน้าได้เร็วกว่า และที่เขาสามารถสร้างเขตแดนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ก็เพราะศิลาสวรรค์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณที่มีพลังมากพอสำหรับขับเคลื่อนเขตแดนระดับสูง ซึ่งความแตกต่างของเวลาภายในกับภายนอกตอนนี้ห่างกันมาก
ไป่ฉีทำการโคจรลมปราณเพื่อเพิ่มพูนระดับพลังของตน และใช้เวลาบ่มเพาะจนถึงเย็น วันนี้เขาก็ยังไม่สามารถทะลวงชั้นปราณได้อย่างที่เขาคิด จึงกลับไปที่ห้องเช่าของครอบครัวด้วยความผิดหวัง
เมื่อไป่ฉีกลับมาถึงก็พบว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่ คงจะไปออกกำลังกายแน่ ๆ
ช่วงหลังพ่อกับแม่ของเขาแข็งแรงขึ้นมาก ด้วยความช่วยเหลือจากไป่ฉี เขาใส่โอสถฟื้นฟูสภาพร่างกายในอาหารให้พ่อกับแม่เสมอ สิ่งที่พ่อของเขาไม่รู้คือไป่ฉีค่อย ๆ รักษาตันเถียนของพ่อให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง ด้วยเพราะตันเถียนเสียหายมานาน การกู้คืนมาจึงต้องใช้เวลาสักหน่อย คงอีกไม่นานเจ้าตัวคงจะสามารถกลับมาสัมผัสพลังปราณได้อีก
“เฮ้อ ตอนนี้ระดับปราณเพิ่มขึ้นมาแค่ 1 ขั้นเท่านั้นเอง ถ้าเข้าสู่ระดับราชันย์ทรราชได้ คงสามารถเรียกเจ้านั้นออกมาได้ล่ะนะ” ไป่ฉีพึมพำออกมา ด้วยความที่เขายุ่งจึงทำให้ลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นคืนเดือนมืด
ห้างสรรพสินค้าในเมืองชายแดนของประเทศมังกรทอง
ไป๋กุ้ยอิงเดินทางมาเพื่อซื้อหนังสืออ่าน และมาพบชายหนุ่มที่เธอค่อนข้างถูกชะตาด้วย วันนี้ก่อนเธอออกจากบ้านได้โทรบอกมี่หมิงว่าจะมาที่เมืองนี้ ให้ไปเจอกันที่ร้านอาหารที่เธอกับเขานัดกันเป็นประจำ
ไป๋กุ้ยอิงเดินเข้ามาในร้านอาหารที่เธอนัดกับมี่หมิงเอาไว้
“พี่กุ้ยอิง ทางนี้ครับ” มี่หมิงยกมือขึ้นเพื่อให้ไป๋กุ้ยอิงเห็นเขาที่นั่งรออยู่
“มานานแล้วเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงเดินมาโต๊ะที่มี่หมิงนั่งอยู่ สำหรับเธอแล้วมี่หมิงคล้ายไป่ฉีมาก สิ่งที่เธอคิดว่าคล้ายคือร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แม้จะไม่ได้ฝึกพลังปราณ ทั้งที่ชนกับเธอที่ฝึกยุทธ์จนถึงระดับจักรพรรดิแล้ว แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บเลย หากเป็นคนอื่นคงได้กระดูกหักกันบ้างล่ะ
“สักพักเองครับ” มี่หมิงหน้าขึ้นสีเล็กน้อย ก่อนหน้านี้เขากับหญิงสาวมักโทรคุยกันเสมอ นัดเจอกันบ้าง ช่วงนี้ยิ่งค่อนข้างบ่อย เพราะเขาปิดเทอมแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ด
บางทีมี่หมิงก็ถามความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายบ้าง บางครั้งก็ถามเรื่องแนวข้อสอบที่จะใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแอสการ์ด ทำให้เขากับไป๋กุ้ยอิงสนิทกันมากขึ้น
“สั่งอะไรรึยัง” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“ยังเลยครับ ผมไม่รู้ว่าพี่กุ้ยอิงชอบทานอะไร” มี่หมิงเอามือลูบหลังหัวไปมาด้วยความเขินอาย ส่วนไป๋กุ้ยอิงที่เห็นการกระทำของมี่หมิงก็หัวเราะเบา ๆ
“เพิ่งเคยนั่งทานข้าวกับผู้หญิง 2 ต่อ 2 เหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“ค...ครับ” มี่หมิงตอบ เขาก้มหน้าลง ตอนนี้หน้าเขาแดงไปจนถึงใบหูแล้ว
“ไม่ต้องเกร็งหรอก ทำตัวตามสบายดีกว่า แบบฉันไง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว เมื่อเธอยิ้ม มี่หมิงราวกับเห็นดอกไม้เบ่งบานรอบตัวของเธอ
“ว่าแต่พี่กุ้ยอิง จริงเหรอครับที่ผมคล้ายกับคนที่พี่ชอบ” มี่หมิงเอานิ้วชี้เกาแก้มของตัวเอง เขามองไปทางอื่นด้วยความเขินอาย
'อ๊าก ถามไปแล้ว คำถามนี้เสียมารยาทสุด ๆ เลย' มี่หมิงคิด
“อือ เหมือนมากเลยล่ะ” ไป๋กุ้ยอิงมีสีหน้าเศร้าปรากฏให้เห็น ทำให้มี่หมิงรู้สึกเจ็บแปล๊บที่อกของเขา
“ผมสามารถแทนเขาได้ไหม” มี่หมิงถาม
“เดี๋ยวเถอะ ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ ถ้านายสอบติดที่แอสการ์ด ฉันจะลองคิดดูก็แล้วกัน” ไป๋กุ้ยอิงดีดหน้าผากมี่หมิง โดยใช้แรงเพียงแค่ 1 ในพันส่วนเท่านั้น
“คร้าบ ๆ ถึงตอนนั้นอย่าลืมที่พูดนะพี่” มี่หมิงกล่าว ในใจพลันรู้สึกมีความหวังขึ้น
ทั้ง 2 คนคุยไปด้วยกินไปด้วย ตอนนี้ไป๋กุ้ยอิงเริ่มจะทำใจเรื่องของไป่ฉีได้แล้ว อาจจะเพราะชายหนุ่มตรงหน้านี้ก็ได้ที่เป็นคนฉุดเธอขึ้นมาจากความรู้สึกเศร้า
หลังมื้ออาหารมี่หมิงกับไป๋กุ้ยอิงไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ
“มืดแล้ว ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ” กุ้ยอิงกล่าว เพราะตอนนี้เป็นเวลา 1 ทุ่มแล้ว
“ครับ กลับดี ๆ นะครั....บ อึ๊ก” มี่หมิงยังพูดไม่ทันจบ เขาก็รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก จนยืนไม่ไหว
“มี่หมิงเป็นอะไรไป” ไป๋กุ้ยอิงเข้าไปดูอาการของมี่หมิงทันที
“อ๊า ผมปวดหัว มันร้อน ทรมานเหลือเกิน” มี่หมิงร้องด้วยความเจ็บปวด ขณะเดียวกันพลังปราณเริ่มแผ่ออกมาจากตัวของเขา ทำให้ไป๋กุ้ยอิงชะงักมือที่จะไปจับตัวของมี่หมิง
“มี่หมิง นายเป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“ผะ...ผู้ฝึก....อะไรผมไม่รู้....อ๊า” มี่หมิงร้องเสียงดังลั่น พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณชั้นปราณจิตออกมา เส้นผมของเขากลายเป็นสีแพลตินั่ม นัยตาสีดำที่เบิกกว้างเปลี่ยนเป็นสีแดง ปากที่อ้าร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่ได้เผยให้เห็นเขี้ยวของเขาที่ยาวขึ้นจนเห็นได้ชัด ทำให้ไป๋กุ้ยอิงเข้าใจทันที
“ที่แท้นายก็คือมารค้างคาวเบี้ยนฝู๋สินะ” ไป๋กุ้ยอิงถอยห่างออกมาทันที เหล่าคนคุ้มกันของตระกูลไป๋ที่อยู่ไม่ไกลรีบออกมาคุ้มกันไป๋กุ้ยอิงเช่นกัน
มี่หมิงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม แต่มีรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าแทน ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน
“คิดว่าจะตายไปแล้วซะอีก อวี้กงมันชักจะประมาทข้าเกินไปแล้ว ไหนดูซิ 1...2...3...4...5 มี 5 คนงั้นสินะ พวกเจ้าจะต้องมาเป็นทาสรับใช้ของข้า โดยเฉพาะเจ้าสาวน้อย ข้าจะให้เจ้าเป็นภรรยาเอกของข้าเลยทีเดียว” เบี้ยนฝู๋กล่าว
คนตระกูลไป๋ และไป๋กุ้ยอิงสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แผ่ออกมาแต่มันก็สายเกินไป
“ขยับตัวไม่ได้” ไป๋กุ้ยอิงตื่นตระหนกทันที
“ทำไมกัน นี่มันเกิดอะไรขึ้น” คนคุ้มกันคนหนึ่งกล่าวขึ้น
“ข้าเป็นมารค้างคาว มีความสามารถในการควบคุมโลหิตที่อยู่ในระยะของวิชาข้า พวกเจ้าหนีข้าไปไหนไม่พ้นแล้ว มาเป็นพลังให้ข้าซะเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เบี้ยนฝู๋เดินไปยังคนคุ้มกันของไป๋กุ้ยอิง
ผลัก คนคุ้มกันของไป๋กุ้ยอิงอยู่ ๆ ก็สามารถขยับตัวได้ เขาต่อยเข้าไปที่เบี้ยนฝู๋จนมันกระเด็นไป 3 เมตร
“แก กล้ามาก ตายซะ” เบี้ยนฝู๋เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหมอกสีดำพุ่งเข้าทำร้ายคนคุ้มกันทั้ง 4
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนคุ้มกันทั้ง 4 ดังขึ้น เมื่อหมอกดำพุ่งทะลุตัวของพวกเขา พวกเขาทรุดตัวลงเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสภายใน เบี้ยนฝู๋ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย
“พวกแกโชคดีจริง ๆ ที่อายุของพวกแกมากเกินกว่าที่ข้าต้องการ ไว้ข้าสูบเลือดจากนาง แล้วเปลี่ยนให้นางเป็นผีดูดเลือด และให้นางฆ่าพวกเจ้าด้วยมือของนางเอง” เบี้ยนฝู๋จับคางของไป๋กุ้ยอิงให้เชิดขึ้น
“แกวางแผนตีสนิทกับฉัน เพื่อจะดูดเลือดฉันงั้นเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตอนนี้รู้สึกโกรธมากที่ถูกหลอก ทำไมกัน เธอคิดว่าเจอคนที่เธออยู่ด้วยแล้วสบายใจ คนที่ช่วยฉุดเธอออกจากความทุกข์ใจ แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งหมดนั่นเป็นแผนเพื่อที่จะสูบเลือดของเธอ
“หึ หึ ข้าไม่ได้วางแผนเลยสาวน้อย จะบอกอะไรให้นะ ข้ากับเจ้าหนุ่มนี่ใช้ร่างเดียวกัน ข้าใช้ร่างมันได้ในตอนกลางคืนเท่านั้น แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร ช่วงนี้ข้าไม่สามารถคุมร่างของมันได้แม้กระทั่งเวลากลางคืน จนกระทั่งคืนนี้ ช่างโชคดีจริง ๆ ที่จะได้ดื่มเลือดของสาวงาม แถมยังเป็นสาวพรหมจรรย์ซะด้วย เจ้ารักเจ้าหนุ่มนี่สินะ ให้ข้าใช้ร่างมันทำสิ่งที่มันต้องการทำกับเจ้าแทนดีไหมนะ หึ หึ” เบี้ยนฝู๋กล่าวก่อนจะเริ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กับต้นคอของไป๋กุ้ยอิง
ไป๋กุ้ยอิงหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม หยาดน้ำตาของเธอไหลอาบทั้ง 2 แก้ม เธอดีใจที่มี่หมิงไม่ได้ทำเพราะเขาอยากทำ แต่ถูกสิ่งที่สิงอยู่ในร่างของเขาควบคุมให้เขาทำเรื่องไม่ดี
'ฉันอยากช่วยเขา แต่ว่าฉันตอนนี้จะทำอะไรได้ล่ะ' ไป๋กุ้ยอิงคิด แต่ขณะนั้นเองร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก็คลายมือที่บีบคางเธอออก มือทั้ง 2 ข้างเปลี่ยนมากุมที่ศีรษะแทน
“อึก อ๊า นี่มันอะไรกัน ยามค่ำคืนข้าน่าจะคุมร่างของมันได้นี่นา มันไม่ควรจะสามารถต่อต้านข้าได้” เบี้ยนฝู๋เซถอยหลังก่อนจะทรุดตัวลง
ไป๋กุ้ยอิงสัมผัสได้ว่าพลังปราณของเบี้ยนฝู๋กำลังหายไป และเธอก็หลุดจากวิชาของเบี้ยนฝู๋แล้ว จึงรีบวิ่งเข้าไปหาร่างของมี่หมิงที่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังพยายามขัดขืนการคุมร่างของเบี้ยนฝู๋
“มี่หมิง นายต้องตั้งสติ สู้กับมัน นายได้ยินฉันไหม” ไป๋กุ้ยอิงจับไปที่ต้นแขนของมี่หมิงทั้ง 2 ข้าง
“พี่กุ้ยอิง หนี....ไป ผมจะ....ไม่ไหวแล้ว” มี่หมิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาของชายหนุ่มตอนนี้เดี๋ยวเป็นสีแดง เดี๋ยวเป็นสีดำ สีผมก็เปลี่ยนสลับไปมาอย่างรวดเร็ว ไป๋กุ้ยอิงดึงร่างของชายหนุ่มเข้ามากอด
“เชื่อฉัน นายชนะมันได้ สู้กับมัน ฉันก็จะสู้ไปพร้อมกับนายด้วย ถ้านายแพ้ ฉันก็จะยอมถูกมันสูบเลือดจนตาย” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“พี่กุ้ยอิง ผมไม่อยาก....ทำร้ายพี่” มี่หมิงกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“เจ้าหนู ดื่มเลือดของนางสิ แล้วเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก” คราวนี้น้ำเสียงของมี่หมิงเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“ไม่ แกออกไปจากร่างของฉันเดี๋ยวนี้ ฉันไม่มีทางทำร้ายคนที่ฉันรักเด็ดขาด” มี่หมิงตะโกนออกมา เขาเค้นแรงใจทั้งหมดเพื่อขัดขืนเบี้ยนฝู๋เต็มกำลัง
ที่ต้นไม้ใกล้ ๆ ไป่ฉีกำลังมองละครฉากนี้อยู่ เขามาถึงตั้งแต่เบี้ยนฝู๋ตื่นขึ้นมาแล้ว เพียงแต่เขาอยากรู้ว่าชายหนุ่มเจ้าของร่างหลังจากได้รับอักขระลมปราณเพิ่มความแข็งแกร่งให้วิญญาณไปแล้ว จะสามารถต่อต้านและกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ได้รึเปล่า เมื่อครู่เป็นไป่ฉีที่ช่วยแก้วิชาของเบี้ยนฝู๋ให้กับคนคุ้มกันทั้ง 4 คน แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เอาซะเลย
'สัดส่วนวิญญาณของเบี้ยนฝู๋กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ชายหนุ่มที่ชื่อมี่หมิงกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องไป๋กุ้ยอิง ผลที่ได้เป็นไปในทางที่ดี รอดูต่อสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายวิญญาณของเบี้ยนฝู๋จะถูกวิญญาณของมี่หมิงกลืนกินจนหมด' ไป่ฉีคิด
“หนอย คราวนี้........ข้าจะยอม........ถอยไปก่อน” กล่าวจบสีผมของมี่หมิงก็กลับมาเป็นสีดำอีกครั้ง พร้อมกับร่างของชายหนุ่มทิ้งตัวลงใส่ไป๋กุ้ยอิง
“แฮก แฮก พี่กุ้ยอิง ไม่เป็นไรใช่ไหม” แม้จะเหนื่อยมาก แต่มี่หมิงก็ถามไป๋กุ้ยอิงว่าเป็นอะไรรึเปล่า ความทรงจำของเขาตอนนี้สับสนอย่างมาก มี่หมิงพบว่ามีความทรงจำบางส่วนที่ไม่ใช่ของเขาไหลเข้ามาในหัว หนึ่งในนั้นคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังปราณโดยใช้เลือดมนุษย์ของเบี้ยนฝู๋
“อือ ฉันไม่เป็นไร มี่หมิง นายไปอยู่ที่บ้านของฉันก่อนไหม ที่นั่นมีการคุ้มกันแน่นหนา หากเจ้าเบี้ยนฝู๋นั่นตื่นขึ้นมาอีก อย่างน้อยมันก็ออกไปทำร้ายใครไม่ได้ง่าย ๆ” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว
“ไม่ต้องหรอก” เสียงชายหนุ่มดังมาจากต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
ไป๋กุ้ยอิงกับมี่หมิงมองไปยังต้นเสียง พวกเขาเห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาในชุดเสื้อและกางเกงวอร์มสีดำ เดินมาทางพวกเขา
“ไป่...เอ้ย....อวี้กง” ไป๋กุ้ยอิงพูดขึ้น สายตาของเธอดูเปลี่ยนไป มันมีทั้งความดีใจและความเศร้าแฝงอยู่ด้วยกัน มี่หมิงสังเกตเห็นมัน เขามองไปยังชายหนุ่มที่มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่
“ก็ถือว่านายสู้ได้ไม่เลวทีเดียว คราวก่อนที่สู้กับมันฉันเล่นงานมันไปหนักไม่น้อยเลยทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว
“นายเคยปะทะกับมันเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม
“อืม ที่จริงแล้วเท่าที่ตรวจสอบ ในวันเกิดครบ 18 ปีของมี่หมิง เขาไปที่ผับที่เกิดเหตุผีดูดเลือดครั้งแรก เพื่อนของเขาไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ แล้วหนีไป ส่วนตัวเขาที่เพิ่งกลับมาจากเข้าห้องน้ำก็โดนซ้อมจนจะตายอยู่แล้ว จากนั้นวิญญาณของมารค้างคาวก็พุ่งเข้าไปในร่างของเขา” ไป่ฉีอธิบาย
“มีทางเอามันออกไหม” ไป๋กุ้ยอิงรีบถามอย่างร้อนใจ
“จากที่ตรวจสอบ วิญญาณของเขากับเบี้ยนฝู๋นั้นกำลังรวมกัน ก่อนหน้านี้วิญญาณของเบี้ยนฝู๋กลืนกินวิญญาณของเขาไป 2 ใน 10 ส่วน แต่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ที่เขาสู้เพื่อปกป้องเธอ ทำให้วิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นชั่วคราวและเริ่มกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋” ไป่ฉีหยุดพูดก่อนจะหันไปหามี่หมิง
“ตอนนี้มีความทรงจำแปลก ๆ เข้ามาในหัวนายแล้วใช่ไหม” ไป่ฉีถาม
“ใช่ ความทรงจำน่ารังเกียจ” มี่หมิงกล่าว
“หากเกิดเหตุการณ์ที่มันเข้าคุมร่างนายอีก ให้นายต่อสู้กับมันเหมือนอย่างวันนี้ เมื่อวิญญาณของมันถูกวิญญาณของนายกลืนกินจนหมด นายถึงจะปลอดภัย จำไว้” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ” ไปษกุ้ยอิงถาม
“ถ้าจะตัดวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ออกก็ทำได้อยู่ แต่กลัวว่าวิญญาณของมี่หมิงจะได้รับความเสียหายจนกลายเป็นเหมือนคนไร้วิญญาณมากกว่า” ไป่ฉีตอบ
“เป็นแบบนี้นี่เอง” มี่หมิงเริ่มเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้แล้ว
“งั้นฉันไปก่อนนะ” กล่าวจบไป่ฉีก็เตรียมตัวจะจากไป เขาเห็นมี่หมิงใช้มือของเขาโอบไป๋กุ้ยอิงมาใกล้ตัว ราวกับต้องการแสดงให้ไป่ฉีเห็นว่าไป๋กุ้ยอิงเป็นของเขา ไป่ฉีแค่ยกยิ้มขึ้นก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย
“เดี๋ยวเถอะ นายฉวยโอกาสฉันเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตีแขนมี่หมิงเบา ๆ
“ขอโทษครับ แหะ ๆ ผมขอโทษสำหรับเรื่องวันนี้ด้วยนะครับ” มี่หมิงกล่าว
หลังจากนั้น ไป๋กุ้ยอิงโทรให้คนขับรถมาพาคนคุ้มกันทั้ง 4 คนไปขึ้นรถ ส่วนเธอก็กล่าวลามี่หมิงแล้วไปขึ้นรถเพื่อกลับตระกูลไป๋
“ฉันจะต้องชนะแกให้ได้ไอ้ค้างคาวหื่นกาม” มี่หมิงกล่าว
ทางด้านไป่ฉี
หลังจากดึงจิตกลับมาได้ไม่นาน เมิ่งชิงชิงก็กลับมาถึงห้องพอดี เขาจึงอ้อนเธอเล็กน้อย แหย่เธอนิดหน่อยแล้วค่อยจะปล่อยเธอไปอาบน้ำ
'แผนกำจัดเบี้ยนฝู๋ที่เราวางไว้คืบหน้าไปมาก แต่ที่เป็นกังวลตอนนี้คือกลุ่มชายหนุ่ม 5 คนจากตระกูลใหญ่ที่ต่างกันมารวมตัวกันภายใต้ชื่อ เบญจดารา จากที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราให้ข้อมูลมา ทั้ง 5 คนเคยเป็นขยะของตระกูลมาก่อน หลังเจ็บหนักปางตายกลับมีฝีมือรุดหน้าขึ้นจนน่าตกใจ พอจะสรุปได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มเบญจดารา จากต้าเซียนไม่ผิดแน่' ไป่ฉีนอนคิดแผนรับมือจนผลอยหลับไป
_________________________________
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ
