จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 122 ไป๋กุ้ยอิงอยู่ในอันตราย Re

            ผ่านไป 3 ชั่วโมง  ไป่ฉีกลับมาที่ห้องฝึกของเฟิงเทียนอีกครั้ง  คราวนี้เฟิงเทียนสัมผัสได้ถึงการกระเพื่อมของพลังปราณในห้อง  จึงออกจากการบ่มเพาะพลังทันที


            “ท่านอาจารย์  ศิษย์ขอโทษจริง ๆ ครับ” เฟิงเทียนกล่าว


            “เออ ๆ  ข้าให้อภัยเจ้า  ดูจากความเร็วในการบ่มเพาะ  เกรงว่าวันนี้คงไม่สามารถทะลวงสู่ชั้นถัดไปได้” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับส่งขวดกระเบื้องสีขาวอีกขวดไปให้


            “สิ่งนี้คือโอสถเสริมลมปราณที่เหมาะกับปราณชั้นราชันย์  ด้วยความเร็วในการบ่มเพาะของเจ้า  คงอีกหลายวันกว่าจะสามารถใช้โอสถทะลวงชั้นจักรพรรดิได้  ข้าจะมาเช็กเจ้าทุกวัน  หากเห็นว่าถึงระดับที่สามารถทะลวงชั้นได้  ข้าจะดำเนินการทันที  เพื่อให้ทันงานประลองที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราจัดขึ้น” ไป่ฉีกล่าว


            “ครับ  ว่าแต่ท่านอาจารย์จะลงด้วยไหมครับ” เฟิงเทียนถาม


            “สนามเด็กเล่นแบบนั้น  ข้าไม่สนหรอก  แต่มันจำเป็นกับเจ้าในการแสดงความสามารถเพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากเหล่าผู้อาวุโสในตระกูลให้สนับสนุนเจ้า” ไป่ฉีกล่าว


            “เช่นนี้เอง  ศิษย์ยังต้องเรียนรู้อีกมาก” เฟิงเทียนกล่าว


            “ฝึกต่อไป  ข้าขอตัวก่อน” กล่าวจบไป่ฉีก็หายไปจากห้องฝึกของเฟิงเทียน  เมื่อเฟิงเทียนเห็นว่าอาจารย์ไปแล้ว  เขาจึงนั่งลงฝึกลมปราณต่อ


            ทางไป่ฉี  หลังกลับมาที่ห้องฝึกของตน  เขาใช้โอสถคืนร่าง  ตามด้วยไปจัดการเรื่องสมุนไพรอีกเล็กน้อย  ก่อนจะมายังห้องขังที่เขาใช้สร้างศิลาสวรรค์


            “อืม  สร้างมาได้หลายก้อนทีเดียว” ไป่ฉีตรวจดูแล้วหยิบมา 5 ก้อน โดย 4 ก้อนเขาจะนำไปใช้กับเขตแดนฝึกฝนที่เขาจะสร้างขึ้นใหม่


            “จะผ่านคอขวดนี้ไปได้รึเปล่านะ” ไป่ฉีตัดสินใจว่าวันนี้เขาจะต้องผ่านคอขวดนี้ไปให้ได้


            “เขตแดนฝึกฝนทำงานปกติดี  โอสถกินไปเรียบร้อย  ศิลาสวรรค์พร้อม” ไป่ฉีตรวจความพร้อมอีกครั้ง  ก่อนจะนั่งลงในเขตแดนฝึกฝนที่เขาทำขึ้นมาใหม่  เพราะเขตแดนที่เขาทำขึ้นใหม่นั้นเวลาภายในเขตแดนจะเร็วกว่าข้างนอกหลายเท่า  หากบ่มเพาะภายในเขตแดนนี้  พลังปราณจะสามารถก้าวหน้าได้เร็วกว่า  และที่เขาสามารถสร้างเขตแดนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ก็เพราะศิลาสวรรค์ที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณที่มีพลังมากพอสำหรับขับเคลื่อนเขตแดนระดับสูง  ซึ่งความแตกต่างของเวลาภายในกับภายนอกตอนนี้ห่างกันมาก


            ไป่ฉีทำการโคจรลมปราณเพื่อเพิ่มพูนระดับพลังของตน  และใช้เวลาบ่มเพาะจนถึงเย็น  วันนี้เขาก็ยังไม่สามารถทะลวงชั้นปราณได้อย่างที่เขาคิด  จึงกลับไปที่ห้องเช่าของครอบครัวด้วยความผิดหวัง


            เมื่อไป่ฉีกลับมาถึงก็พบว่าพ่อกับแม่ไม่อยู่  คงจะไปออกกำลังกายแน่ ๆ


            ช่วงหลังพ่อกับแม่ของเขาแข็งแรงขึ้นมาก  ด้วยความช่วยเหลือจากไป่ฉี  เขาใส่โอสถฟื้นฟูสภาพร่างกายในอาหารให้พ่อกับแม่เสมอ  สิ่งที่พ่อของเขาไม่รู้คือไป่ฉีค่อย ๆ รักษาตันเถียนของพ่อให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง  ด้วยเพราะตันเถียนเสียหายมานาน  การกู้คืนมาจึงต้องใช้เวลาสักหน่อย  คงอีกไม่นานเจ้าตัวคงจะสามารถกลับมาสัมผัสพลังปราณได้อีก


            “เฮ้อ ตอนนี้ระดับปราณเพิ่มขึ้นมาแค่  1 ขั้นเท่านั้นเอง  ถ้าเข้าสู่ระดับราชันย์ทรราชได้  คงสามารถเรียกเจ้านั้นออกมาได้ล่ะนะ” ไป่ฉีพึมพำออกมา  ด้วยความที่เขายุ่งจึงทำให้ลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นคืนเดือนมืด


            ห้างสรรพสินค้าในเมืองชายแดนของประเทศมังกรทอง


            ไป๋กุ้ยอิงเดินทางมาเพื่อซื้อหนังสืออ่าน และมาพบชายหนุ่มที่เธอค่อนข้างถูกชะตาด้วย  วันนี้ก่อนเธอออกจากบ้านได้โทรบอกมี่หมิงว่าจะมาที่เมืองนี้  ให้ไปเจอกันที่ร้านอาหารที่เธอกับเขานัดกันเป็นประจำ


            ไป๋กุ้ยอิงเดินเข้ามาในร้านอาหารที่เธอนัดกับมี่หมิงเอาไว้


            “พี่กุ้ยอิง ทางนี้ครับ” มี่หมิงยกมือขึ้นเพื่อให้ไป๋กุ้ยอิงเห็นเขาที่นั่งรออยู่


            “มานานแล้วเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงเดินมาโต๊ะที่มี่หมิงนั่งอยู่  สำหรับเธอแล้วมี่หมิงคล้ายไป่ฉีมาก  สิ่งที่เธอคิดว่าคล้ายคือร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป  แม้จะไม่ได้ฝึกพลังปราณ  ทั้งที่ชนกับเธอที่ฝึกยุทธ์จนถึงระดับจักรพรรดิแล้ว  แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บเลย   หากเป็นคนอื่นคงได้กระดูกหักกันบ้างล่ะ


            “สักพักเองครับ” มี่หมิงหน้าขึ้นสีเล็กน้อย  ก่อนหน้านี้เขากับหญิงสาวมักโทรคุยกันเสมอ  นัดเจอกันบ้าง  ช่วงนี้ยิ่งค่อนข้างบ่อย  เพราะเขาปิดเทอมแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยแอสการ์ด  


            บางทีมี่หมิงก็ถามความเป็นอยู่ของอีกฝ่ายบ้าง  บางครั้งก็ถามเรื่องแนวข้อสอบที่จะใช้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแอสการ์ด  ทำให้เขากับไป๋กุ้ยอิงสนิทกันมากขึ้น


            “สั่งอะไรรึยัง” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            “ยังเลยครับ  ผมไม่รู้ว่าพี่กุ้ยอิงชอบทานอะไร” มี่หมิงเอามือลูบหลังหัวไปมาด้วยความเขินอาย  ส่วนไป๋กุ้ยอิงที่เห็นการกระทำของมี่หมิงก็หัวเราะเบา ๆ


            “เพิ่งเคยนั่งทานข้าวกับผู้หญิง 2 ต่อ 2 เหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            “ค...ครับ” มี่หมิงตอบ  เขาก้มหน้าลง  ตอนนี้หน้าเขาแดงไปจนถึงใบหูแล้ว


            “ไม่ต้องเกร็งหรอก  ทำตัวตามสบายดีกว่า  แบบฉันไง” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว  เมื่อเธอยิ้ม  มี่หมิงราวกับเห็นดอกไม้เบ่งบานรอบตัวของเธอ


            “ว่าแต่พี่กุ้ยอิง  จริงเหรอครับที่ผมคล้ายกับคนที่พี่ชอบ” มี่หมิงเอานิ้วชี้เกาแก้มของตัวเอง  เขามองไปทางอื่นด้วยความเขินอาย


            'อ๊าก  ถามไปแล้ว  คำถามนี้เสียมารยาทสุด ๆ เลย' มี่หมิงคิด


            “อือ เหมือนมากเลยล่ะ” ไป๋กุ้ยอิงมีสีหน้าเศร้าปรากฏให้เห็น  ทำให้มี่หมิงรู้สึกเจ็บแปล๊บที่อกของเขา


            “ผมสามารถแทนเขาได้ไหม” มี่หมิงถาม


            “เดี๋ยวเถอะ  ได้ทีเอาใหญ่เลยนะ  ถ้านายสอบติดที่แอสการ์ด  ฉันจะลองคิดดูก็แล้วกัน” ไป๋กุ้ยอิงดีดหน้าผากมี่หมิง  โดยใช้แรงเพียงแค่ 1 ในพันส่วนเท่านั้น


            “คร้าบ ๆ ถึงตอนนั้นอย่าลืมที่พูดนะพี่” มี่หมิงกล่าว  ในใจพลันรู้สึกมีความหวังขึ้น


            ทั้ง 2 คนคุยไปด้วยกินไปด้วย  ตอนนี้ไป๋กุ้ยอิงเริ่มจะทำใจเรื่องของไป่ฉีได้แล้ว  อาจจะเพราะชายหนุ่มตรงหน้านี้ก็ได้ที่เป็นคนฉุดเธอขึ้นมาจากความรู้สึกเศร้า  


            หลังมื้ออาหารมี่หมิงกับไป๋กุ้ยอิงไปเดินเล่นกันที่สวนสาธารณะใกล้ ๆ


            “มืดแล้ว  ฉันคงต้องกลับแล้วล่ะ” กุ้ยอิงกล่าว  เพราะตอนนี้เป็นเวลา 1 ทุ่มแล้ว


            “ครับ  กลับดี ๆ นะครั....บ  อึ๊ก” มี่หมิงยังพูดไม่ทันจบ  เขาก็รู้สึกปวดหัวอย่างหนัก  จนยืนไม่ไหว


            “มี่หมิงเป็นอะไรไป” ไป๋กุ้ยอิงเข้าไปดูอาการของมี่หมิงทันที


            “อ๊า  ผมปวดหัว  มันร้อน  ทรมานเหลือเกิน” มี่หมิงร้องด้วยความเจ็บปวด  ขณะเดียวกันพลังปราณเริ่มแผ่ออกมาจากตัวของเขา  ทำให้ไป๋กุ้ยอิงชะงักมือที่จะไปจับตัวของมี่หมิง


            “มี่หมิง  นายเป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            “ผะ...ผู้ฝึก....อะไรผมไม่รู้....อ๊า” มี่หมิงร้องเสียงดังลั่น พร้อมกับปลดปล่อยพลังปราณชั้นปราณจิตออกมา  เส้นผมของเขากลายเป็นสีแพลตินั่ม  นัยตาสีดำที่เบิกกว้างเปลี่ยนเป็นสีแดง  ปากที่อ้าร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อครู่ได้เผยให้เห็นเขี้ยวของเขาที่ยาวขึ้นจนเห็นได้ชัด  ทำให้ไป๋กุ้ยอิงเข้าใจทันที


            “ที่แท้นายก็คือมารค้างคาวเบี้ยนฝู๋สินะ” ไป๋กุ้ยอิงถอยห่างออกมาทันที  เหล่าคนคุ้มกันของตระกูลไป๋ที่อยู่ไม่ไกลรีบออกมาคุ้มกันไป๋กุ้ยอิงเช่นกัน


            มี่หมิงค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้น  ก่อนจะเงยหน้าขึ้น  เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่ม  แต่มีรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฎขึ้นมาบนใบหน้าแทน  ราวกับไม่ใช่คนคนเดียวกัน


            “คิดว่าจะตายไปแล้วซะอีก  อวี้กงมันชักจะประมาทข้าเกินไปแล้ว  ไหนดูซิ  1...2...3...4...5 มี 5 คนงั้นสินะ  พวกเจ้าจะต้องมาเป็นทาสรับใช้ของข้า โดยเฉพาะเจ้าสาวน้อย  ข้าจะให้เจ้าเป็นภรรยาเอกของข้าเลยทีเดียว” เบี้ยนฝู๋กล่าว


             คนตระกูลไป๋ และไป๋กุ้ยอิงสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่แผ่ออกมาแต่มันก็สายเกินไป


            “ขยับตัวไม่ได้” ไป๋กุ้ยอิงตื่นตระหนกทันที


            “ทำไมกัน  นี่มันเกิดอะไรขึ้น” คนคุ้มกันคนหนึ่งกล่าวขึ้น


            “ข้าเป็นมารค้างคาว  มีความสามารถในการควบคุมโลหิตที่อยู่ในระยะของวิชาข้า  พวกเจ้าหนีข้าไปไหนไม่พ้นแล้ว  มาเป็นพลังให้ข้าซะเถอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” เบี้ยนฝู๋เดินไปยังคนคุ้มกันของไป๋กุ้ยอิง


            ผลัก  คนคุ้มกันของไป๋กุ้ยอิงอยู่ ๆ ก็สามารถขยับตัวได้  เขาต่อยเข้าไปที่เบี้ยนฝู๋จนมันกระเด็นไป 3 เมตร


            “แก  กล้ามาก  ตายซะ” เบี้ยนฝู๋เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นหมอกสีดำพุ่งเข้าทำร้ายคนคุ้มกันทั้ง 4


            เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนคุ้มกันทั้ง 4 ดังขึ้น  เมื่อหมอกดำพุ่งทะลุตัวของพวกเขา  พวกเขาทรุดตัวลงเพราะได้รับบาดเจ็บสาหัสภายใน  เบี้ยนฝู๋ปรากฎตัวขึ้นอีกครั้งด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้าย


            “พวกแกโชคดีจริง ๆ ที่อายุของพวกแกมากเกินกว่าที่ข้าต้องการ  ไว้ข้าสูบเลือดจากนาง  แล้วเปลี่ยนให้นางเป็นผีดูดเลือด  และให้นางฆ่าพวกเจ้าด้วยมือของนางเอง” เบี้ยนฝู๋จับคางของไป๋กุ้ยอิงให้เชิดขึ้น


            “แกวางแผนตีสนิทกับฉัน  เพื่อจะดูดเลือดฉันงั้นเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตอนนี้รู้สึกโกรธมากที่ถูกหลอก  ทำไมกัน  เธอคิดว่าเจอคนที่เธออยู่ด้วยแล้วสบายใจ  คนที่ช่วยฉุดเธอออกจากความทุกข์ใจ  แต่กลับกลายเป็นว่าทั้งหมดนั่นเป็นแผนเพื่อที่จะสูบเลือดของเธอ


            “หึ หึ ข้าไม่ได้วางแผนเลยสาวน้อย   จะบอกอะไรให้นะ  ข้ากับเจ้าหนุ่มนี่ใช้ร่างเดียวกัน  ข้าใช้ร่างมันได้ในตอนกลางคืนเท่านั้น  แต่ไม่รู้เป็นเพราะอะไร  ช่วงนี้ข้าไม่สามารถคุมร่างของมันได้แม้กระทั่งเวลากลางคืน  จนกระทั่งคืนนี้  ช่างโชคดีจริง ๆ ที่จะได้ดื่มเลือดของสาวงาม  แถมยังเป็นสาวพรหมจรรย์ซะด้วย  เจ้ารักเจ้าหนุ่มนี่สินะ  ให้ข้าใช้ร่างมันทำสิ่งที่มันต้องการทำกับเจ้าแทนดีไหมนะ หึ หึ” เบี้ยนฝู๋กล่าวก่อนจะเริ่มโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้กับต้นคอของไป๋กุ้ยอิง


            ไป๋กุ้ยอิงหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม  หยาดน้ำตาของเธอไหลอาบทั้ง 2 แก้ม  เธอดีใจที่มี่หมิงไม่ได้ทำเพราะเขาอยากทำ  แต่ถูกสิ่งที่สิงอยู่ในร่างของเขาควบคุมให้เขาทำเรื่องไม่ดี


            'ฉันอยากช่วยเขา  แต่ว่าฉันตอนนี้จะทำอะไรได้ล่ะ' ไป๋กุ้ยอิงคิด  แต่ขณะนั้นเองร่างของชายหนุ่มตรงหน้าก็คลายมือที่บีบคางเธอออก  มือทั้ง 2 ข้างเปลี่ยนมากุมที่ศีรษะแทน


            “อึก  อ๊า  นี่มันอะไรกัน  ยามค่ำคืนข้าน่าจะคุมร่างของมันได้นี่นา  มันไม่ควรจะสามารถต่อต้านข้าได้” เบี้ยนฝู๋เซถอยหลังก่อนจะทรุดตัวลง


            ไป๋กุ้ยอิงสัมผัสได้ว่าพลังปราณของเบี้ยนฝู๋กำลังหายไป และเธอก็หลุดจากวิชาของเบี้ยนฝู๋แล้ว  จึงรีบวิ่งเข้าไปหาร่างของมี่หมิงที่ตอนนี้ดูเหมือนกำลังพยายามขัดขืนการคุมร่างของเบี้ยนฝู๋


            “มี่หมิง  นายต้องตั้งสติ  สู้กับมัน  นายได้ยินฉันไหม” ไป๋กุ้ยอิงจับไปที่ต้นแขนของมี่หมิงทั้ง 2 ข้าง


            “พี่กุ้ยอิง  หนี....ไป  ผมจะ....ไม่ไหวแล้ว” มี่หมิงเงยหน้าขึ้น  ดวงตาของชายหนุ่มตอนนี้เดี๋ยวเป็นสีแดง  เดี๋ยวเป็นสีดำ  สีผมก็เปลี่ยนสลับไปมาอย่างรวดเร็ว  ไป๋กุ้ยอิงดึงร่างของชายหนุ่มเข้ามากอด


            “เชื่อฉัน  นายชนะมันได้  สู้กับมัน  ฉันก็จะสู้ไปพร้อมกับนายด้วย  ถ้านายแพ้  ฉันก็จะยอมถูกมันสูบเลือดจนตาย” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            “พี่กุ้ยอิง  ผมไม่อยาก....ทำร้ายพี่” มี่หมิงกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด  ก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง


            “เจ้าหนู  ดื่มเลือดของนางสิ  แล้วเจ้าจะแข็งแกร่งขึ้นจนไม่มีใครรังแกเจ้าได้อีก” คราวนี้น้ำเสียงของมี่หมิงเปลี่ยนไปอีกครั้ง


            “ไม่  แกออกไปจากร่างของฉันเดี๋ยวนี้  ฉันไม่มีทางทำร้ายคนที่ฉันรักเด็ดขาด” มี่หมิงตะโกนออกมา  เขาเค้นแรงใจทั้งหมดเพื่อขัดขืนเบี้ยนฝู๋เต็มกำลัง


            ที่ต้นไม้ใกล้ ๆ ไป่ฉีกำลังมองละครฉากนี้อยู่  เขามาถึงตั้งแต่เบี้ยนฝู๋ตื่นขึ้นมาแล้ว  เพียงแต่เขาอยากรู้ว่าชายหนุ่มเจ้าของร่างหลังจากได้รับอักขระลมปราณเพิ่มความแข็งแกร่งให้วิญญาณไปแล้ว  จะสามารถต่อต้านและกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ได้รึเปล่า  เมื่อครู่เป็นไป่ฉีที่ช่วยแก้วิชาของเบี้ยนฝู๋ให้กับคนคุ้มกันทั้ง 4 คน  แต่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์เอาซะเลย


            'สัดส่วนวิญญาณของเบี้ยนฝู๋กำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง  ชายหนุ่มที่ชื่อมี่หมิงกำลังทุ่มสุดตัวเพื่อปกป้องไป๋กุ้ยอิง  ผลที่ได้เป็นไปในทางที่ดี  รอดูต่อสักหน่อยก็แล้วกัน  ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป  สุดท้ายวิญญาณของเบี้ยนฝู๋จะถูกวิญญาณของมี่หมิงกลืนกินจนหมด' ไป่ฉีคิด


            “หนอย  คราวนี้........ข้าจะยอม........ถอยไปก่อน” กล่าวจบสีผมของมี่หมิงก็กลับมาเป็นสีดำอีกครั้ง  พร้อมกับร่างของชายหนุ่มทิ้งตัวลงใส่ไป๋กุ้ยอิง


            “แฮก  แฮก  พี่กุ้ยอิง  ไม่เป็นไรใช่ไหม” แม้จะเหนื่อยมาก  แต่มี่หมิงก็ถามไป๋กุ้ยอิงว่าเป็นอะไรรึเปล่า  ความทรงจำของเขาตอนนี้สับสนอย่างมาก  มี่หมิงพบว่ามีความทรงจำบางส่วนที่ไม่ใช่ของเขาไหลเข้ามาในหัว  หนึ่งในนั้นคือเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังปราณโดยใช้เลือดมนุษย์ของเบี้ยนฝู๋


            “อือ  ฉันไม่เป็นไร  มี่หมิง  นายไปอยู่ที่บ้านของฉันก่อนไหม  ที่นั่นมีการคุ้มกันแน่นหนา  หากเจ้าเบี้ยนฝู๋นั่นตื่นขึ้นมาอีก  อย่างน้อยมันก็ออกไปทำร้ายใครไม่ได้ง่าย ๆ” ไป๋กุ้ยอิงกล่าว


            “ไม่ต้องหรอก” เสียงชายหนุ่มดังมาจากต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล


            ไป๋กุ้ยอิงกับมี่หมิงมองไปยังต้นเสียง  พวกเขาเห็นชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลาในชุดเสื้อและกางเกงวอร์มสีดำ  เดินมาทางพวกเขา


            “ไป่...เอ้ย....อวี้กง” ไป๋กุ้ยอิงพูดขึ้น  สายตาของเธอดูเปลี่ยนไป  มันมีทั้งความดีใจและความเศร้าแฝงอยู่ด้วยกัน  มี่หมิงสังเกตเห็นมัน  เขามองไปยังชายหนุ่มที่มาใหม่ด้วยสายตาไม่เป็นมิตรเท่าไหร่


            “ก็ถือว่านายสู้ได้ไม่เลวทีเดียว  คราวก่อนที่สู้กับมันฉันเล่นงานมันไปหนักไม่น้อยเลยทีเดียว” ไป่ฉีกล่าว


            “นายเคยปะทะกับมันเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงถาม


            “อืม  ที่จริงแล้วเท่าที่ตรวจสอบ  ในวันเกิดครบ 18 ปีของมี่หมิง  เขาไปที่ผับที่เกิดเหตุผีดูดเลือดครั้งแรก  เพื่อนของเขาไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ แล้วหนีไป  ส่วนตัวเขาที่เพิ่งกลับมาจากเข้าห้องน้ำก็โดนซ้อมจนจะตายอยู่แล้ว  จากนั้นวิญญาณของมารค้างคาวก็พุ่งเข้าไปในร่างของเขา” ไป่ฉีอธิบาย


            “มีทางเอามันออกไหม” ไป๋กุ้ยอิงรีบถามอย่างร้อนใจ


            “จากที่ตรวจสอบ  วิญญาณของเขากับเบี้ยนฝู๋นั้นกำลังรวมกัน  ก่อนหน้านี้วิญญาณของเบี้ยนฝู๋กลืนกินวิญญาณของเขาไป 2 ใน 10 ส่วน  แต่เหตุการณ์เมื่อครู่นี้ที่เขาสู้เพื่อปกป้องเธอ  ทำให้วิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นชั่วคราวและเริ่มกลืนกินวิญญาณของเบี้ยนฝู๋” ไป่ฉีหยุดพูดก่อนจะหันไปหามี่หมิง


            “ตอนนี้มีความทรงจำแปลก ๆ เข้ามาในหัวนายแล้วใช่ไหม” ไป่ฉีถาม


            “ใช่  ความทรงจำน่ารังเกียจ” มี่หมิงกล่าว


            “หากเกิดเหตุการณ์ที่มันเข้าคุมร่างนายอีก  ให้นายต่อสู้กับมันเหมือนอย่างวันนี้  เมื่อวิญญาณของมันถูกวิญญาณของนายกลืนกินจนหมด  นายถึงจะปลอดภัย  จำไว้” ไป่ฉีกล่าว


            “ไม่มีทางอื่นเลยเหรอ” ไปษกุ้ยอิงถาม


            “ถ้าจะตัดวิญญาณของเบี้ยนฝู๋ออกก็ทำได้อยู่  แต่กลัวว่าวิญญาณของมี่หมิงจะได้รับความเสียหายจนกลายเป็นเหมือนคนไร้วิญญาณมากกว่า” ไป่ฉีตอบ


            “เป็นแบบนี้นี่เอง” มี่หมิงเริ่มเข้าใจสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นแบบนี้แล้ว


            “งั้นฉันไปก่อนนะ” กล่าวจบไป่ฉีก็เตรียมตัวจะจากไป  เขาเห็นมี่หมิงใช้มือของเขาโอบไป๋กุ้ยอิงมาใกล้ตัว  ราวกับต้องการแสดงให้ไป่ฉีเห็นว่าไป๋กุ้ยอิงเป็นของเขา  ไป่ฉีแค่ยกยิ้มขึ้นก่อนจะหายไปอย่างไร้ร่องรอย


            “เดี๋ยวเถอะ  นายฉวยโอกาสฉันเหรอ” ไป๋กุ้ยอิงตีแขนมี่หมิงเบา ๆ


            “ขอโทษครับ  แหะ ๆ  ผมขอโทษสำหรับเรื่องวันนี้ด้วยนะครับ” มี่หมิงกล่าว


            หลังจากนั้น  ไป๋กุ้ยอิงโทรให้คนขับรถมาพาคนคุ้มกันทั้ง 4 คนไปขึ้นรถ  ส่วนเธอก็กล่าวลามี่หมิงแล้วไปขึ้นรถเพื่อกลับตระกูลไป๋


            “ฉันจะต้องชนะแกให้ได้ไอ้ค้างคาวหื่นกาม” มี่หมิงกล่าว


            ทางด้านไป่ฉี

            หลังจากดึงจิตกลับมาได้ไม่นาน  เมิ่งชิงชิงก็กลับมาถึงห้องพอดี  เขาจึงอ้อนเธอเล็กน้อย  แหย่เธอนิดหน่อยแล้วค่อยจะปล่อยเธอไปอาบน้ำ


            'แผนกำจัดเบี้ยนฝู๋ที่เราวางไว้คืบหน้าไปมาก  แต่ที่เป็นกังวลตอนนี้คือกลุ่มชายหนุ่ม 5 คนจากตระกูลใหญ่ที่ต่างกันมารวมตัวกันภายใต้ชื่อ เบญจดารา  จากที่ทางสมาคมการค้าตะวันจันทราให้ข้อมูลมา  ทั้ง 5 คนเคยเป็นขยะของตระกูลมาก่อน  หลังเจ็บหนักปางตายกลับมีฝีมือรุดหน้าขึ้นจนน่าตกใจ  พอจะสรุปได้ว่าน่าจะเป็นกลุ่มเบญจดารา จากต้าเซียนไม่ผิดแน่' ไป่ฉีนอนคิดแผนรับมือจนผลอยหลับไป

    _________________________________

    ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ