บทที่ 14 เหตุใดจึงเข้าร่วม
ในวันที่เงียบสงบท้องฟ้าแจ่มใส สายลมสดชื่นพัดพากลิ่นหอมของสวนพฤกษามอบความสดชื่นให้ทั้งเมืองเมฆาคราม
ณ สำนักเหนือ์เสียงการฝึกยุทธ์ของเหล่าศิษย์ในสำนักดังก้องไปทั่วลานฝึก ภาพของเหล่าอาจารย์ที่ทุ่มเทในการสั่งสอนและเหล่าศิษย์ที่มุ่งมั่นฝึกฝนเป็ภาพที่น่ามองมิน้อยเลย
ชายหนุ่มที่มองภาพนี้อยู่บนห้องเ้าสำนักก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้ นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้วหลังจากที่เริ่มให้เหล่าจอมยุทธ์จากสองสำนักได้เริ่มสอนวิชาแก่เหล่าศิษย์ในสำนัก
จากที่ชายหนุ่มได้สังเกตใน่สองวันที่ผ่านมาทั้งอาจารย์และเหล่าศิษย์เข้ากันได้ดีเป็อย่างมาก สิ่งนี้จะทำให้การฝึกฝนสำเร็จราบรื่นเร็วขึ้นไปอีกขั้น
ขณะที่ชายหนุ่มขบคิดสิ่งต่างๆอยู่นั้น เสียงใสรื่นหูก็ดังขึ้น “กำลังทำสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะท่านหลินตง” เ้าของเสียงก็คือฉินซูและจ้าวอ้ายฉิงที่พึ่งว่างจากการสอนศิษย์นั่นเอง
เมื่อเห็นว่าผู้มาคือหญิงสาวทั้งสอง ชายหนุ่มก็ยกยิ้มขึ้นพร้อมเอ่ย “พวกเ้าสอนศิษย์เป็เช่นไรบ้างช่วยเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
สิ้นเสียงชายหนุ่มได้ผายมือเชิญหญิงสาวทั้งสองนั่งลงพร้อมรินชาให้พวกนาง ในตอนนี้ชายหนุ่มไม่มีมาดของเ้าสำนักเลยแม้แต่น้อย
หญิงสาวทั้งสองที่เห็นการกระทำของชายหนุ่มก็รู้สึกปลื้มปีติ ไม่ว่าจะเมื่อ500ปีที่แล้วหรือตอนนี้ หลินตงก็ไม่เคยปฏิบัติต่อพวกนางเปลี่ยนไปเลย
แม้กระทั่งฉินซูในตอนที่ยังเป็สาวใช้ของจ้าวอ้ายฉิง ชายหนุ่มก็ปฏิบัติกับนางเฉกเช่นหญิงสาวทั่วไป ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่ชายหนุ่มจะดูถูกนางหรือวางตัวข่มนาง
ทางด้านของชายหนุ่มเอง ไม่ว่าตัวเขาจะมีพลังยุทธ์ระดับใดเขาก็จะปฏิบัติต่อพวกนางเฉกเช่นเดิมเพราะในตอนที่ตัวเขาเป็เพียงบัณฑิตตัวน้อยที่พึ่งเข้าสำนักศึกษา
พวกนางก็มิเคยดูถูกหรือปฏิบัติไม่ดีต่อตัวชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย
ในระหว่างที่หนึ่งบุรุษและสองสตรีกำลังคิดกับตัวเองอยู่นั้น จู่ๆเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของศิษย์ในสำนัก
“ท่านเ้าสำนักขอรับเกิดเื่แล้วขอรับ” เมื่อได้ยินสิ่งที่ศิษย์ผู้นั้นเอ่ยสีหน้าของชายหนุ่มก็เปลี่ยนไปในทันที ไม่รอช้าชายหนุ่มจึงเปิดประตูให้ศิษย์ผู้นั้น พร้อมเอ่ยถาม
“เกิดเื่อันใดขึ้นเช่นนั้นรึ” ภายในใจของชายหนุ่มเริ่มคิดถึงความเป็ไปได้ต่างๆนานา เมื่อได้ยินคำถามศิษย์ผู้นั้นจึงเอ่ยขึ้น
“เรียนท่านเ้าสำนักศิษย์ของเราที่คอยเฝ้าชายแดนของเมืองได้รายงานมาว่ามีจอมยุทธ์ไม่ทราบที่มาได้เข้าปะทะกันขอรับ”
“ตามรายงานของศิษย์ผู้นั้นจอมยุทธ์ทั้งสองมีพลังยากหยั่งถึงและพลังทำลายที่ทั้งสองแสดงออกมาก็กระจายเป็วงกว้าง”
“ขืนปล่อยไว้แบบนี้ต่อไปพื้นที่ชายแดนของเราได้พังไม่เป็ท่าแน่ขอรับ ขอท่านเ้าสำนักช่วยไปหยุดทั้งสองก่อนที่ความเสียหายจะมากไปกว่านี้เถอะนะขอรับ”
เมื่อฟังเื่ราวจนจบชายหนุ่มจึงได้หันไปเอ่ยกับหญิงสาวทั้งสอง “ข้าฝากพวกเ้าทั้งสองคอยดูแลความสงบเรียบร้อยของสำนักด้วยล่ะ อย่าให้เหล่าศิษย์แตกตื่นข้าขอใช้เวลาไม่นาน ข้าจะรีบกลับมา”
เอ่ยจบชายหนุ่มก็ได้พุ่งออกจากทางหน้าต่างของห้องเ้าสำนักขึ้นไปเหนือท้องฟ้าพร้อมพุ่งตรงไปยังชายแดนที่มีการปะทะ
เมื่อถึงที่เกิดการปะทะ ชายหนุ่มถึงกับพูดอันใดมิออกป่าพฤกษาบริเวณโดยรอบถูกรัศมีพลังทำลายไปสิ้น สิ่งนี้ทำให้ชายหนุ่มอดที่จะรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้
เมื่อมองไปที่จอมยุทธ์ที่ทำการต่อสู้กันอยู่ กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชายหนุ่มถึงกับกระตุก จอมยุทธ์คนแรกนั้นเป็บุรุษมีรูปร่างที่สูงใหญ่ใบหน้ายั่วยวนกวนบาทา ส่วนอีกคนเป็บุรุษหนุ่มสวมเสื้อคลุมสีขาวร่างกายพอๆกับชายหนุ่ม
ใช่แล้วนี่ก็คือหม่าฉือและเจียงเป่านั่นเอง เดิมทีทั้งสองนั้นคิดจะมาเยี่ยมเยือนแต่ก่อนที่จะถึงเมืองเมฆาครามทั้งสองก็ได้พบกันเสียก่อนและด้วยนิสัยกวนบาทาของหม่าฉือ ทั้งคู่จึงลงเอยเช่นนี้
ในระหว่างที่ทั้งสองกำลังสู้กันอย่างดุเดือด เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้น “นี่พวกเ้าคิดจะทำลายป่าชายแดนของข้ากันเลยรึ”
เมื่อหันไปมองที่ต้นเสียง ร่างของชายหนุ่มก็ปรากฏอยู่ในม่านตาของทั้งสอง แต่สิ่งที่ตอบกลับชายหนุ่มคือเสียงยั่วยวนกวนบาทาของหม่าฉือ
“หากสหายยุทธ์หลินตง้าจะหยุดพวกข้าเ้าก็คงจะต้องใช้กำลังหยุดพวกข้าแล้วล่ะนะ เพราะตอนนี้พวกข้านั้นเืร้อนเต็มที่แล้วคงไม่มีอะไรหยุดพวกข้าได้นอกจากกำปั้นเเข็งๆ”
ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้นถึงกับพูดอะไรไม่ออก เ้าหม่าฉือวันนี้เ้านี่คงไม่ได้กินอะไรผิดมาหรอกนะ หม่าฉือที่เห็นการแสดงออกของชายหนุ่มก็เดาความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที
“ฮึๆแต่ครั้งนี้มิได้มีเพียงข้าหรอกนะเอ่ยเสร็จ” เสียงของเจียงเป่าก็ดังขึ้นสหายยุทธ์ “ตัวข้านั้นรู้ว่าท่านแข็งแกร่งแต่ในฐานะจอมยุทธ์ย่อมอยากประลองฝีมือกับผู้เก่งกาจอยู่แล้ว”
“สหายยุทธ์กล้าประลองกับข้าและหม่าฉือพร้อมกันหรือไม่” เดิมทีเจียงเป่ามิได้มีความคิดเช่นนี้แต่เมื่อครู่หม่าฉือ กระซิบบอกให้เขาร่วมมือกัน แล้วจะได้เห็นวิชามรรคร้ายกาจของชายหนุ่ม
ถึงเขาจะรักสงบสักแค่ไหนอย่างไรเสียเขาก็เป็ถึงราชันย์ยุทธ์ย่อมอยากเห็นวิชามรรคที่ร้ายกาจเป็ธรรมดา
บวกกับตัวเขาในตอนนี้ที่กำลังประลองยุทธ์กับหม่าฉือเืในกายกำลังเดือดพล่าน จึงตอบตกลงข้อเสนอของหม่าฉือโดยไม่ลังเล
ชายหนุ่มเมื่อเห็นการแสดงออกของทั้งคู่ ตัวเขาได้แต่เอามือกุมขมับของตัวเอง “เฮ้อ..เอาละในเมื่อพวกท่านอยากจะประลองกับข้า ข้าขอนำเหล่าศิษย์ในสำนักและผู้คนในเมืองมาชมด้วยได้หรือไม่”
“นี่คงเป็การต่อสู้ที่ไม่ได้หาดูกันง่ายๆเหล่าจอมยุทธ์ที่ได้มาดูอาจจะทะลวงคอขวดที่ติดมานานก็ได้ ส่วนเหล่าผู้คนธรรมดาก็ถือซะว่าให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตากันเสียหน่อย” นี่คือสิ่งที่ชายหนุ่มคิด
แต่ในด้านของหม่าฉือและเจียงเป่าเมื่อได้ยินว่าจะให้ผู้อื่นมาชมการประลองด้วยสีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไป “นะ..นี่”
ไม่รอให้ทั้งคู่ได้เอ่ยอันใดชายหนุ่มก็ได้เอ่ยขึ้น
“หรือพวกท่านสองคนกลัวจะแพ้ข้างั้นรึ” ได้ยินเช่นนั้นทั้งคู่จึงได้แต่ยอมรับข้อเสนอแต่โดยดี ในเวลานี้เสียงของชายหนุ่มก็ดังขึ้นทั่วทั้งเมืองเมฆาคราม
“อรุณสวัสดิ์ชาวเมืองเมฆาครามและศิษย์สำนักเหนือ์ทุกท่าน บัดนี้ตัวข้าหลินตงเ้าสำนักเหนือ์และเ้าสำนักพันศาสตรากับเ้าสำนักลิขิตฟ้า จะทำการประลองยุทธ์กัน”
“ข้าขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมเป็สักขีพยานในการประลองครั้งนี้ที่ชายแดนของเมืองด้วยเถิด” สิ้นเสียงของชายหนุ่มเหล่าจอมยุทธ์ในสำนักเหนือ์และชาวเมืองเมฆาคราม ถึงกับอึ้งจากสิ่งที่ได้ยินไปชั่วขณะ
ต่อมาเสียงโห่ร้องของเหล่าจอมยุทธ์และผู้คนภายในเมืองเมฆาครามก็ดังขึ้น “ท่านเ้าสำนักจะแสดงฝีมือให้พวกเราเห็นเป็บุญตาแล้ว”
ทางด้านของจ้าวอ้ายฉิงและฉินซูเมื่อได้ยินสิ่งที่ชายหนุ่มได้เอ่ยให้ทั่วทั้งเมืองฟัง ทั้งสองก็ได้แต่มองหน้ากันด้วยสีหน้ามึนงง “ท่านต้องไปหยุดการต่อสู้มิใช่หรือแล้วเหตุใดจึงเข้าร่วม” พวกนางมีความคิดเช่นนี้พร้อมๆกัน
ไม่กี่อึดใจต่อมาเหล่าจอมยุทธ์พเนจรและเหล่าชาวเมืองก็เดินออกมาจากตัวเมือง ตามมาด้วยอาจารย์และศิษย์ของสำนักเหนือ์ที่นำมาโดยจ้าวอ้ายฉิงและฉินซู
เมื่อเห็นผู้คนที่หลั่งไหลกันมามากขึ้นเรื่อยๆ หม่าฉือและเจียงเป่าก็อดรู้สึกกดดันขึ้นมาไม่ได้ พวกเขาสองคนนั้นรู้ความแข็งแกร่งของชายหนุ่มดีถึงได้ใช้วิธีสองต่อหนึ่ง
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาทั้งสองก็ไม่มั่นใจอยู่ดีว่าจะชนะชายเบื้องหน้าของพวกเขาได้ แล้วการที่จะต้องมาแพ้ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้มันน่าอายยิ่งนักแล้วนี่ยังเป็การประลองสองต่อหนึ่งอีกด้วย
คิดได้เช่นนี้หม่าฉือและเจียงเป่าได้ส่งกระแสจิตถึงกัน “ไอเ้าหมาบ้า ไอเ้านักต้มตุ๋น มีอะไรเราต้องใส่ให้หมดการประลองครั้งนี้เราห้ามแพ้เด็ดขาด” ทั้งสองพูดออกมาพร้อมๆกัน
ทางด้านของหลินตงเมื่อเห็นว่าจ้าวอ้ายฉิงและเฉินซูนำเหล่าอาจารย์และศิษย์ในสำนักมาชายหนุ่มก็ส่งยิ้มอันสดใสไปให้พวกนาง
เมื่อหม่าฉือและเจียงเป่ามองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มส่งยิ้มไปพวกเขาก็ได้แต่เบิกตาโต งดงาม งดงามยิ่งนักแม่นางทั้งสองนี้เหตุใดจึงได้งดงามเช่นนี้กัน
ในเวลานี้ยกเว้นคนของสำนักที่คุ้นเคยและรู้ความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างหลินตงกับจ้าวอ้ายฉิงและฉินซู จึงมิได้มีความคิดใดๆกับนางทั้งสองแต่ไม่ใช่กับผู้คนที่อยู่ตรงนี้
ทุกคนในที่นี่ต่างมองไปยังจุดๆเดียวกันพร้อมกับมีประโยคหนึ่งผุดขึ้นในสมอง งดงามยิ่งนัก
ทางด้านหม่าฉือที่ความอดทนต่ำสุด จึงได้เอ่ยถามชายหนุ่มออกไปสหายยุทธ์หลินตง “แม่นางทั้งสองนี้คือศิษย์ในสำนักเ้ารึ”
ทุกคนในที่นี้เมื่อได้ยินคำถามจึงตั้งใจรอฟังคำตอบจากชายหนุ่มอย่างจริงจัง
เมื่อได้ยินคำถามเช่นนี้ชายหนุ่มก็ได้ตอบกลับไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พวกนางคือคนในครอบครัวของข้า”
“คนในครอบครัวรึ” นี่หมายความว่าอย่างไรผู้คนที่ได้ยินต่างตีความไปต่างๆนาๆ แต่สำหรับหม่าฉือและเจียงเป่าพวกเขาได้ฟันธงไปแล้วว่าสตรีผู้งดงามทั้งสองนั้นต้องเป็สตรีข้างกายหลินตงเป็แน่แท้
ด้วยความคิดเช่นนี้ทั้งสองจึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและจ้องมองไปที่หลินตง “เ้าหมอนี่มีพร์ การฝึกยุทธ์ที่เก่งกาจยังมิพอ ยังจะมีโชคเื่สตรีด้วยอย่างนั้นรึ ข้าอิจฉายิ่งนัก”
ในตอนนี้แม้แต่เจียงเป่าที่มีเหตุผลที่สุดยังอดอิจฉาชายหนุ่มมิได้ เวลานี้ทั้งสองได้ตั้งปณิธานไว้แล้ว “ต่อให้ต้องใช้ลมปราณยันหยดสุดท้ายข้าก็จะล้มหลินตงผู้นี้ให้ได้”
จากผู้เขียน:ขอเบาๆสมองอีกสักตอนนะครับ5555
ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio