บทที่ 19
ความผิดปกติจากสนามรบ
เสียงกรีดร้อง เสียงฝีเท้า เสียงวุ่นวายหนีตายดังจ้าละหวั่นของขบวนอพยพดังสนั่นเมื่อเหล่าอสุรกายบุกเข้าโจมตี ฉันยิงธนูสกัดการโจมตีของพวกมันตัวแล้วตัวเล่า แต่ก็ยังช่วยกลุ่มอพยพให้ปลอดภัยได้ไม่หมด
“รีบวิ่งไปให้ถึงกำแพงเขตอาคมเร็วเข้า!!”
ฉันะโสั่งขบวนอพยพแล้วะโไปช่วยเด็กคนหนึ่งที่กำลังถูกอสุรกายต้อนจนมุม ลูกธนูของฉันปักเข้ากลางศีรษะของอสุรกาย มันร้องโหยหวนแล้วสลายไป ฉันพยุงร่างเด็กคนนั้นลุกขึ้นแล้วสั่งให้วิ่งหนีไปยังกำแพงเขตอาคมให้ไวที่สุด
“อย่าหยุดวิ่งเด็ดขาด!!”
เสียงร้องะโของฉันดังกึกก้องไปพร้อมๆ กับเสียงกรีดร้องของผู้คน
พวกอสุรกายตีขบวนอพยพแตกไปก่อนที่จะมาถึงจุดเตรียมพร้อมรบของพวกฉัน ทำให้ความวุ่นวายเกิดขึ้น
สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมาก ความโกลาหลพลุ่งพล่านไปทั่ว
ยูมิเองก็กำลังสกัดการโจมตีของอสุรกายรอบนอกให้ฉันอย่างสุดความสามารถ ฉันที่ต้องทำหน้าที่คุ้มกันและคอยสั่งการขบวนอพยพไม่มีเวลาเหลือพอจะไปช่วยยูมิเลยสักนิด
“โธ่เว้ย!!”
ฉันยิงธนูสกัดอสุรกายที่พยายามจะลากหญิงสาวคนหนึ่งออกจากเส้นทาง เธอร้องไห้ ไม่สามารถควบคุมสติได้ ฉันไม่มีเวลาพอจะมาปลอบใจเธอ จึงทำได้เพียงตบหลังแล้วสั่งให้วิ่งต่อไป
“ถ้ายังไม่อยากตาย เก็บชีวิตไปร้องไห้ในกำแพงเขตอาคมซะ!!”
ฉันม้วนตัวแล้วยิงธนูะเิออกไปทุกทิศทุกทาง เสียงตูมตามดังขึ้นพร้อมๆ กับร่างอสุรกายลอยละลิ่ว
“ยังไม่จบหรอกนะ ลองเอาท่าไม้ตายใหม่ของฉันไปกินหน่อยเป็ไง ท่าไม้ตาย ฝนดอกบัว ย้ากกก!!”
ฉันยิงธนูนับสิบๆ ลูกออกไป ในจังหวะที่ลูกธนูลอยอยู่กลางอากาศมันเปลี่ยนรูปลักษณ์เป็ดอกบัวขนาดใหญ่ เบ่งบานฉายแสงแล้วชำระล้างเหล่าอสุรกายเป็วงกว้าง
“กรร!!”
อสุรกายร่างแตกสลาย เนื้อเยื่อของพวกมันปลิวว่อนไปในอากาศ แล้วค่อยๆ กลายเป็ควันสีดำเหม็นไหม้
“เป็ไงล่ะ รู้ซึ้งถึงพลังของผู้กล้ารึยัง ท่าไม้ตายนี้ต่อยอดมาจากท่าดอกบัวพลีชีพเชียวนะ”
ฉันยืดอกภูมิใจในท่าไม้ตายใหม่ที่ท่านอิสึมิช่วยชี้แนะให้ ท่านอิสึมินำรายงานสรุปผลการต่อสู้ครั้งที่สองไปอ่านแล้วช่วยคิดค้นท่าฝนดอกบัวนี้ให้ฉัน มันมีข้อดีตรงที่ฉันใช้ได้หลายครั้ง ต่างจากท่าดอกบัวพลีชีพที่ฉันต้องทุ่มพลังทั้งหมดไปในการโจมตีครั้งเดียว
แม้ท่าฝนดอกบัวจะมีรัศมีการโจมตีไม่เท่าดอกบัวพลีชีพ แต่มันก็สามารถกวาดล้างอสุรกายได้เยอะอยู่พอสมควร
“แฮ่กๆ”
ให้ตายสิ เกลียดขีดจำกัดพลังผู้กล้าเสียจริง นี่ใช้ท่าฝนดอกบัวไปแค่ครั้งเดียวหอบแดกแล้วเหรอ คงต้องออมพลังหน่อยแล้วเรา ยังต้องสู้อีกหลายยก ถ้าพลังหมดก่อนมีหวังจบเห่แน่
“คุณโนกิ คุณยูมิ ระวังตัวด้วย ฉันได้รับคำพยากรณ์ใหม่ พวกอสุรกายกำลังจะเริ่มวิวัฒนาการแล้ว!!”
ไมยะใช้วิทยุสื่อสารมาหาพวกฉัน ฟังจากน้ำเสียงแล้วคำพยากรณ์ที่เธอได้รับคงหนักหนาเอาการอยู่เป็แน่
“ยูมิระวังตัวด้วย!!” ฉันวอบอกอีกฝ่ายแล้วเริ่มร่นถอยไปยังจุดปลอดภัย
“รับทราบค่าา”
ยูมิวอกลับมา ฟังจากน้ำเสียงแล้วเธอยังไหว รอบนอกคงมีอสุรกายอยู่ไม่น้อย ช่วยถ่วงเวลาให้ฉันเคลียร์เส้นทางด้านในให้ขบวนอพยพเข้าเขตกำแพงกันไปก่อนเถอะนะ หากเสร็จงานแล้วฉันจะรีบไปช่วยเธอ ยูมิ
ฉันะโถอยมาตั้งหลักอยู่บนดาดฟ้าของตึกร้างเพื่อประเมินสถานการณ์เบื้องล่าง
ตอนนี้พวกอสุรกายปกติที่วิ่งไล่กัดขบวนอพยพกำลังหยุดนิ่งอยู่กับที่ เป็ภาพที่แปลกตามาก ฉันไม่เคยเห็นพวกมันทำอะไรอย่างนี้มาก่อน เหมือนกองทหารราบหยุดนิ่งตามคำสั่งแม่ทัพอย่างนั้นแหละ
“เริ่มวิวัฒนาการแล้วสินะ”
อสุรกายั์รูปร่างคล้ายปีศาจตามตำนานญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนแปลงรูปร่าง หลังของพวกมันคดงอกลายเป็ั์หลังค่อม ิัของพวกมันปูดโปนแล้วเริ่มสร้างของแข็งมาห่อหุ้ม
“อสุรกายเกราะ!!”
ฉันรู้ได้ทันทีว่าพวกมันกำลังวิวัฒนาการเป็ตัวอะไร ไม่ได้การ อสุรกายที่ฉันรับมือไม่ได้กำลังโผล่มาแล้ว
“ทุกคนหนี หนีเร็วเข้า!!”
เสียงกรีดร้อง เสียร้องไห้ เสียงแห่งความหวาดกลัวดังกึกก้องไปทั่วอีกครั้ง ผู้คนต่างวิ่งหนีกันอย่างเอาเป็เอาตาย บางคนหกล้ม บางคนขาเจ็บ พวกเด็กๆ วิ่งตามพ่อแม่ไม่ทันแล้วก็เอาแต่ยืนร้องไห้
ฉันไม่สามารถทนเห็นภาพเ่าั้ จึงะโลงไปอยู่แนวหน้า ใช้ท่าฝนดอกบัวเคลียร์พื้นที่ด้านหลังของฉันให้เหลือเฉพาะมนุษย์ แล้วค่อยหันกลับมาประจันหน้ากับพวกอสุรกายเกราะ
“อย่าหวังว่าฉันจะปล่อยให้พวกแกข้ามเส้นนี้ไป”
ฉันใช้คันธนูขีดเส้นคั่นกลางบนถนน ตั้งท่ายืนหยัดปกป้องกลุ่มอพยพอย่างสุดความสามารถ ตอนนี้มีเพียงฉันที่เป็ดั่งเขื่อนกั้นเหล่าอสุรกายไม่ให้ไปกัดกินผู้คน หากฉันแพ้ เหล่าอสุรกายก็จะพุ่งเข้าจู่โจมผู้คนข้างหลังฉันไม่มีเหลือ ดังนั้นไม่ว่ายังไง ฉันก็จะต้องเอาชนะอสุรกายเกราะให้จงได้
“ฉันจะไม่ยอมแพ้พวกแกเด็กขาด!!”
“กรร!!”
เสียงร้องคำรามของพวกมันดังสนั่น จากนั้นพวกมันก็พุ่งเข้ามาหาฉัน
อสุรกายเกราะยกโล่ขึ้นมาเป็ดั่งกำแพงป้องกัน ลูกธนูของฉันถูกสะท้อนกลับไปจนหมดสิ้น
“หน็อยพวกแก!!”
ฉันปลดอาวุธสลายลูกธนูแล้วเรียกอาวุธออกมาใหม่ จากนั้นก็ใช้ท่าห่าฝนะเิโจมตีพวกมัน
บึม!!
เสียงะเิดังต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า พวกอสุรกายเกราะติดสถานะมึนงงกันเป็แถบๆ ฉันใช้โอกาสนี้ยิงฝนดอกบัวใส่พวกมัน ความเสียหายที่สร้างขึ้นสามารถสลายเกราะแข็งๆ ที่ห่อหุ้มร่างพวกมันเอาไว้ได้
“แบบนี้ก็สวยสิ!!”
ฉันเริ่มรู้วิธีที่จะเอาชนะพวกมันแล้ว ของแข็งที่ห่อหุ้มร่างกายของพวกมันก็เหมือนกระดองปู ใน่ที่พวกมันติดสถานะมึนงง กระดองปูปิดรอยต่อไม่สนิท หากยิงฝนดอกบัวเข้าไปจะสามารถสลายเกราะของพวกมันได้
“ที่นี้ก็เหลือแต่โล่สะท้อน!!”
ฉันม้วนตัวแล้วย่อตัวลงเล็งยิงลูกธนูความเร็วสูงออกไป
ท่านี้ฉันฝึกซ้อมมาอย่างดี การซ้อมยิงตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้ฉันสามารถควบคุมความเร็วและความแม่นยำในการยิงลูกธนูได้ การม้วนตัวจะช่วยลดระยะเวลาในการสร้างลูกธนูไปได้หลายวินาที ส่วนการย่อตัวเล็งยิงนั้นจะช่วยลดระยะเวลาตาพร่ามัวได้ดีขึ้น
ลูกธนูเองก็มีส่วนช่วยให้การโจมตีเฉียบคมขึ้นเช่นกัน เนื่องจากลูกธนูใช้เวลาสร้างน้อย ลูกธนูจึงบางและเบา ทำให้เวลายิงจะพุ่งเข้าหาเป้าหมายได้เร็วเทียบเท่าะุปืนสมัยก่อนเลยล่ะ
เสียงหวีดหวิวแหวกอากาศดังขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนที่ลูกธนูจะพุ่งทะลุโล่สะท้อนแล้วปักเข้ากลางอกของอสุรกายเกราะอย่างจัง
อสุรกายเกราะตัวที่ถูกฉันฆ่าจ้องมองฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อ มันร้องโหยหวนอย่างเจ็บใจแล้วสลายไป
ในที่สุด ฉันก็สามารถล้มอสุรกายเกราะได้
นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ฉันฆ่ามันได้ด้วยธนูเพียงดอกเดียว
การลองผิดลองถูกมาหลายต่อหลายครั้งมันแสดงผลลัพธ์แล้วในวันนี้!!
ฉันที่มีข้อกำจัดด้านพลังผู้กล้า วันนี้ฉันสามารถกัาวข้ามข้อจำกัดนั้นได้แล้ว!!
เพราะมีพลังไม่พอจึงต้องหาหนทางเสริมพลัง
เพราะมีพลังไม่พอจึงต้องหาหนทางต่อสู้ในรูปแบบใหม่
เพราะมีพลังไม่พอจึงต้องประยุกต์อาวุธให้เกิดประโยชน์สูงสุด
นี่คือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการต่อสู้กับพวกมัน
ไอ้พวกอสุรกายเกราะ!!
“กรร!!”
เหล่าอสุรกายเกราะร้องคำรามอย่างเสียขวัญเมื่อรู้แล้วว่าฉันสามารถต่อกรกับพวกมันได้ พวกมันหยุดนิ่งพยายามสร้างกระดองปูขึ้นมาห่อหุ้มร่างกายใหม่ แต่ฉันไม่มีทางยอมให้ทำ
ฉันยิงธนูความเร็วสูงออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า
อสุรกายเกราะล้มตายลงสิบตัวต่อสามวินาที
ยังไม่พอ ฉันต้องยิงให้เร็วกว่านี้ ต้องยิงให้ได้สิบตัวต่อหนึ่งวินาทีเหมือนที่ฝึกซ้อม!!
ฉึก ฉึก ฉึก!!
ยิงอีก ยิงต่อไป ยิงต่อไปเรื่อยๆ!!
ความเร็วในการยิงของฉันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จังหวะการสร้างลูกธนู จังหวะการยิง จังหวะการทะลวงเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
สิบตัวต่อสองวินาที
สิบตัวต่อหนึ่งจุดแปดวินาที
สิบตัวต่อหนึ่งจุดห้าวินาที
“ท่าไม้ตาย ป้อมปราการธนู์ ฆ่าล้างศัตรูสิบตัวต่อหนึ่งวินาที!!”
“ไมยะรายงายผล” ฉันวอถามไมยะ
“อสุรกายในบริเวณสามกิโลเมตรบนท้องถนนถูกกวาดล้างหมดแล้วค่ะ”
“ยูมิ เธอเป็ไงบ้าง”
“ทางนี้ไม่มีปัญหา แต่ว่านะคะแต่ว่า รู้สึกเหมือนเรายังไม่ชนะยังไงไม่รู้”
“หมายความว่าไง” ฉันขมวดคิ้วเมื่อได้ฟังคำพูดนั้น
“จะว่ายังไงดีล่ะคะ รู้สึกว่ามันยังไม่หมด”
“...”
“ทางฉันเองก็ยังรู้สึกค้างคากับความผิดปกติที่หาคำตอบไม่ได้ั้แ่ก่อนเริ่มรบแล้วค่ะ”
ทั้งไมยะทั้งยูมิรู้สึกเหมือนกันแบบนี้ แสดงว่าบอสั์ยังไม่ออกมาสินะ
“นี่ไมยะ มีความเป็ไปได้ไหมที่อสุรกายพวกนั้นจะสามารถวิวัฒนาการเป็บอสั์ได้”
“เื่นั้นยังไม่มีข้อมูลค่ะ แต่ถ้าถามถึงความเป็ไปได้ ฉันคิดว่ามีค่ะ”
“ยูมิกลับมาหาฉันหน่อย ฉันว่าอีกสักพักเราต้องเจอศึกหนักแน่”
“รับทราบค่า!!”
แล้วมันก็เป็อย่างที่ฉันคาดไว้จริงๆ
อสุรกายกลุ่มหนึ่งที่กรูกันมาเสริมทัพให้พวกพ้องต่างร้องคำรามอย่างโกรธแค้นเมื่อรู้ว่าพวกพ้องของพวกมันถูกกำจัดไปหมดสิ้น พวกมันเริ่มหลอมรวมร่างกันแล้วกลายเป็อสุรกายั์ร่างกายใหญ่โตเทียบเท่าตึกสิบชั้น!!
“หวา~ อย่างนี้ท่าจะไม่ดีแล้วสิคะ”
“มันยังเป็ร่างแรกอยู่ รีบจัดการมันก่อนที่จะวิวัฒนาการเป็อสุรกายเกราะหรืออสุรกายลิงเถอะ!!”
“รับทราบค่า!!”
ยูมิพุ่งตัวเข้าไปโจมตีอสุรกายั์ใหญ่ แสงสว่างสีชมพูสดใสเบ่งบาน แต่กลับสร้างความเสียหายให้มันได้เพียงเล็กน้อย
“แปลกมากค่ะ ฉันรู้สึกเหมือนชกร่างกายมนุษย์อยู่เลย”
“เธอหมายความว่าไง”
“ตอนฉันชกร่างกายของมัน ฉันรู้สึกเหมือนชกร่างกายมนุษย์ค่ะ มีความยืดหยุ่น มีแรงสะท้อน แล้วอุณหภูมิร่างกายของมันก็ดูจะใกล้เคียงกับมนุษย์มาก”
“นี่มันหมายความว่ายังไงไมยะ!!” ฉันวอไปถามไมยะอย่างแตกตื่น
“ฉะ ฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่รู้สึกว่าพวกมันจะวิวัฒนาการให้มีร่างกายเหมือนคน หากให้ฉันเดา มันคงเลียนแบบร่างกายมนุษย์เพื่อให้ง่ายต่อการใช้อาวุธค่ะ”
“หมายความว่าหลังจากนี้พวกมันจะสร้างอาวุธมาต่อกรกับเราเหรอ!”
“ฉันคาดว่าจะเป็อย่างนั้น”
ไม่ได้การ หากปล่อยทิ้งไว้ พวกเราเสียเปรียบแน่
“ยูมิ รีบจัดการมันเถอะ!!”
“ไม่บอกฉันก็จะทำอยู่แล้วค่า!!”
ยูมิพุ่งออกไปใช้ลูกเตะผู้กล้าแล้วต่อด้วยรัวหมัดไม่ยั้ง
ฉันเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า ยิงธนูความเร็วสูงออกไป จุดที่ฉันเล็งคือ่ท้อง เมื่อลูกธนูของฉันปักเข้าไป เืสีดำมะเมื่อมของเ้าอสุรกายก็ไหลออกมา
“นี่มันลอกเลียนแบบแม้กระทั่งเืเลยเหรอ!!”
“คุณโนกิคะ ฉันว่าท่าไม่ดีแล้วค่ะ” ยูมิะโกลับมาหาฉันพร้อมแบฝ่ามือให้ดู
“อสุรกายตัวนี้มีเืไหลออกมาจากจุดที่ฉันชกด้วยค่ะ แต่ว่านะคะ เืนี่น่ะ มันไม่เหมือนเืของมนุษย์ตรงกลิ่นนี่แหละค่ะ” ยูมิปิดจมูกเมื่อเผลอดมกลิ่นเืเหม็นเน่าเข้าไป
“เราต้องเก็บตัวอย่างเืกลับไปวิเคราะห์ ยูมิไปหาขวดอะไรก็ได้มาเก็บตัวอย่างเืเร็ว!!”
“รับทราบค่า!!”
ฉันยืนจ้องเ้าอสุรกายรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ตัวใหญ่เท่าตึกสิบชั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็คำพูดได้ เม็ดเหงื่อที่ผุดผายขึ้นมาทั่วทั้งร่างบอกให้ฉันรู้ว่า ศัตรูที่อยู่เบื้องหน้าเป็สิ่งมีชีวิตที่ต่อกรด้วยยากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา!!