กัง—เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานรับยามเช้า ขณะที่แสงอรุณทอดผ่านทะเลเมฆ สาดลงสู่ลานกว้างเบื้องล่าง
กลางลานนั้นตั้งรูปปั้นหยกขนาดมหึมาของหญิงสาวผู้หนึ่ง งดงามราวหลุดออกมาจากตำนาน มือข้างหนึ่งถือเคียวยาว ส่วนอีกข้างรองรับจันทร์เสี้ยวขนาดใหญ่ บนข้อมือถึงข้อนิ้วประดับด้วยสร้อยกระพรวนเล็กซึ่งสะท้อนประกายแสงยามเช้าเป็ระยิบระยับ รายล้อมด้วยหมู่ดอกไม้และต้นไม้โบราณที่ได้รับการดูแลอย่างงดงาม
รอบลานมีศาลาเรียนตั้งอยู่ทั้งสี่ทิศ บางแห่งยังว่างเปล่า บางแห่งมีศิษย์เพียงไม่กี่คนกำลังนั่งอ่านคัมภีร์รอเวลาเรียน
ภายในศาลาแห่งหนึ่ง เยว่เสวี่ยหลิงนั่งอยู่มุมห้อง ค่อย ๆ จัดเตรียมคัมภีร์ของตน พลางมองออกไปยังทัศนียภาพเบื้องหน้า
“อารามนี้สวยจริง ๆ ...ราวกับ์เลย”
สายตาของนางทอดมองรูปปั้นหยกท่ามกลางสวนอันงดงามอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงใสเสียงหนึ่งจะดังขึ้นจากด้านข้าง
“ที่นี่เรียกว่าอารามเทพธิดา”
เยว่เสวี่ยหลิงหันไปตามเสียง
หญิงสาววัยใกล้เคียงกันกำลังวางคัมภีร์ลงข้างกาย นางมีใบหน้าน่ารัก ผิวขาวซีด ดวงตาและเส้นผมสีแดงดุจเปลวเพลิง ตัดกับปีกสีดำที่พับเก็บอยู่ภายใต้อาภรณ์สีขาว
“ข้าชื่อโยวหง” นางกล่าวเรียบ ๆ ดอกไม้สีแดงที่ซ่อนอยู่ในความมืด”
เยว่เสวี่ยหลิงยิ้มเล็กน้อย
“เยว่เสวี่ยหลิง ข้า—”
“เ้าคือเยว่เสวี่ยหลิงใช่หรือไม่”
โยวหงก้มหน้าเปิดคัมภีร์ สายตายังคงจับจ้องเพียงอักษรในคัมภีร์นั้น
“เ้ารู้จักข้าหรือ”
“ไม่รู้จัก” โยวหงพลิกหน้ากระดาษอีกหน้า “แต่ชุดของเ้าแตกต่างจากคนอื่น”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองอาภรณ์ของตน ก่อนเหลือบมองศิษย์รอบข้างซึ่งล้วนสวมชุดสีขาวคล้ายคลึงกัน
“เ้าคงไม่ได้รู้ชื่อข้าเพราะเื่อาภรณ์หรอกใช่ไหม”
คราวนี้โยวหงปิดคัมภีร์แล้วเงยหน้าขึ้นมองตรง ๆ
“เขาพูดกันว่าเ้าพักที่อารามมรกต” นางเว้น่สั้น ๆ “และไม่ต้องสอบเข้า”
เยว่เสวี่ยหลิงขมวดคิ้วน้อย ๆ
“ข้าทำอะไรให้เ้าไม่ชอบหรือเปล่า เ้าบอกข้าได้นะ”
โยวหงเหลือบมองกลุ่มศิษย์ที่นั่งอยู่ไม่ไกล ก่อนยกมือเท้าคางแล้วเปิดคัมภีร์หน้าถัดไป
"ข้าก็แค่ไม่ชอบความไม่ยุติธรรม แต่ก็ไม่ได้เกลียดเ้า... ส่วนคนอื่น ข้าไม่รู้"
เยว่เสวี่ยหลิงมองตามสายตานั้น ศิษย์จำนวนไม่น้อยกำลังลอบมองมาทางนาง บ้างกระซิบคุยกันเบา ๆ จนเยว่เสวี่ยหลิงต้องรีบหันกลับมา
“ข้าไม่ได้อยู่อารามมรกตแล้ว”
เยว่เสวี่ยหลิงเห็นโยวหงยังจดจ่ออยู่กับตำรา ก่อนถอนใจแล้วหลับตาลง
เ้าเลือกอยู่ที่อารามมรกตได้นะเสวี่ยหลิง เพราะที่นี่จะปลอดภัยสำหรับเ้า
“พี่หญิง...ข้าไม่อาจทำให้ท่านเสียชื่อ”
นางพึมพำกับตนเอง สูดลมหายใจลึก ก่อนลืมตาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
“ข้าก็เหมือนทุกคน ข้าพักอยู่ที่ชั้นล่างข้างลานฝึก แม้ข้าจะไม่ได้เข้าสอบ แต่ข้าจะพยายามและพิสูจน์ให้พวกเขาเห็น”
โยวหงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันกลับมามองนาง
แววตาของเยว่เสวี่ยหลิงกลับหนักแน่นกว่าที่เคย
ก่อนที่โยวหงจะได้ตอบ หญิงสาวอีกคนก็เดินเข้ามานั่งลงข้างเยว่เสวี่ยหลิง นางมีรอยยิ้มสดใสั้แ่แรกเห็น
“โยวหง ข้าว่านางเป็คนดีนะ”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันมาทางเยว่เสวี่ยหลิง
“ข้าชื่อฉิงอี มาจากจื่ออัน”
เยว่เสวี่ยหลิงมองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนยิ้มตอบ
“ข้าเยว่เสวี่ยหลิง”
ในจังหวะนั้นเอง เสียงอาจารย์ดังขึ้นจากด้านหน้าศาลา
“ทุกคน เปิดหน้าแรก”
ชายชราในอาภรณ์สีขาวลูบเครา พลางสะบัดแส้ในมือเบา ๆ เมื่อเสียงพลิกหน้าคัมภีร์ดังขึ้นทั่วทั้งศาลา
"วันนี้... เราจะเรียนเื่ความรักของเทพธิดา" เสียงอาจารย์ดังกังวานภายในศาลาที่เงียบสงบ "มีผู้ใดบอกข้าได้บ้าง ความรักของเทพธิดาคือสิ่งใด"
ศิษย์หลายคนมองหน้ากัน ก่อนที่หญิงสาวผู้หนึ่งจะยกมือขึ้น
“ท่านใช้ร่างของตนผนึกสิ่งชั่วร้าย เพื่อปกป้องผู้คนทั้งสามภพเ้าค่ะ”
ชายชราลูบเคราขาว พลางพยักหน้าเบา ๆ
“คำตอบนี้ไม่ผิด”
เขาใช้ปลายแส้เคาะลงบนโต๊ะเบา ๆ หนึ่งครั้ง
“มีผู้ใดตอบได้อีกหรือไม่”
คราวนี้เด็กหนุ่มผู้หนึ่งค่อย ๆ ยกมือขึ้น สีหน้าดูไม่มั่นใจนัก
“ข้าเคยอ่านในคัมภีร์ว่า ศาสตราเทพทั้งสามของเทพธิดา...ล้วนถือกำเนิดจากความรักขอรับ”
ชายชราพยักหน้าอีกครั้ง
“ไม่ผิดเช่นกัน”
เขาเดินช้า ๆ ผ่านแถวโต๊ะเรียน สายตากวาดมองศิษย์แต่ละคน
“แล้วแก่นของความรักนั้นคือสิ่งใด”
ภายในศาลาพลันเงียบลง ศิษย์หลายคนรีบก้มหน้าเปิดคัมภีร์ เสียงพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นประปราย บางคนค้นหาอย่างเร่งรีบ บางคนเพียงขมวดคิ้ว แต่ไม่มีผู้ใดยกมืออีก
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ชายชราจึงหยุดฝีเท้า
“หากคัมภีร์บอกคำตอบได้ง่ายเพียงนั้น”
เขาหันมองรูปปั้นเทพธิดาที่ตั้งอยู่กลางลานผ่านหน้าต่าง
“สามภพคงไม่ถกเถียงเื่นี้มาหลายพันปี”
สายลมอ่อนพัดผ่านศาลา หน้าคัมภีร์หลายเล่มพลิกไหวเบา ๆ
ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงทอดมองออกไปยังรูปปั้นหยกกลางลานโดยไม่รู้ตัว
* * * * *
แสงแดดยามบ่ายทอดส่องลงสู่ลานกว้างเบื้องหน้าอารามศาสตรา อาคารขนาดใหญ่ประดับตกแต่งด้วยศาสตราหลากชนิดราวกับเป็สัญลักษณ์แห่งพลังและเส้นทางของผู้ฝึกตน รอบลานกว้างมีชั้นวางอาวุธเรียงรายเป็แถว ทั้งกระบี่ หอก ง้าว แส้ ขวาน และศาสตราอีกมากมายที่เยว่เสวี่ยหลิงไม่เคยเห็นมาก่อน
เหล่าศิษย์ต่างเดินสำรวจด้วยความสนใจ บ้างหยิบขึ้นมาพิจารณา บ้างทดลองเหวี่ยงเบา ๆ เพื่อััน้ำหนักในมือ
“ท่านอาจารย์เฟิงอวี้ให้เวลาครึ่งชั่วยามเลือกศาสตราที่เหมาะสมกับตน”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งรีบคว้ากระบี่สีแดงสดขึ้นมา ดวงตาเป็ประกายทันที
“กระบี่เล่มนี้ช่างเหมาะกับข้าจริง ๆ”
ไม่ไกลกัน ชายร่างใหญ่ยกขวานด้ามหนาขึ้นด้วยมือเดียว ก่อนตบลงบนฝ่ามือตนเองดังปึก
“หนัก ๆ เช่นนี้สิถึงจะถูกใจข้า”
เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังขึ้นทั่วลาน ศิษย์หลายคนเริ่มแย่งกันดูอาวุธที่สนใจ จนศิษย์สองคนผลักกันโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ชั้นวางอาวุธด้านหนึ่งค่อย ๆ เอียงลง
เยว่เสวี่ยหลิงซึ่งยืนพิงต้นไม้อยู่เพียงลำพังพลันพุ่งกายออกไป
“โยวหง ระวัง!”
เสียงของฉิงอีดังขึ้นกะทันหัน
โยวหงซึ่งกำลังก้มเลือกศาสตราชะงัก ก่อนรีบหันกลับไปตามเสียงเรียก ทันทีที่เงยหน้า ศาสตราจำนวนมากก็หล่นกระจายลงจากชั้นวาง เสียงโลหะกระทบพื้นดังกระหึ่ม
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
โยวหงล้มตัวลงตามสัญชาตญาณ รอบด้านพลันเงียบไปชั่วขณะ
ติ๋ง...
ติ๋ง...
หยดเืสีแดงหยดลงบนพื้นหินทีละหยด
โยวหงลมหายใจหยุดไปชัวขณะ
เบื้องหน้า เยว่เสวี่ยหลิงยืนขวางอยู่ตรงนั้น มือข้างหนึ่งดันแผ่นเหล็กหนักที่ตกลงมาทับเอาไว้ เืค่อย ๆ ไหลผ่านปลายนิ้วลงสู่พื้น
“เ้า...”
มือของโยวหงสั่นเล็กน้อย ขณะมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองคราบเืบนปลายนิ้ว ก่อนฝืนยิ้ม
“ข้าไม่เป็ไร”
นางยกแผ่นเหล็กออก ก่อนวางลงกับพื้นอย่างระมัดระวัง แล้วหันไปมองชั้นวางอาวุธพลางยิ้มบาง
“ศาสตราบนแผงนี้ก็ยอดเยี่ยมเหมือนกันนะ”
ชายผู้หนึ่งเหลือบมองโยวหง ก่อนเดินเข้ามาเก็บศาสตราที่ตกกระจายอยู่ตามพื้น และหยิบขวานที่เปื้อนเืวางกลับขึ้นชั้น เหล่าศิษย์ซึ่งหันมามองเหตุการณ์ก็ทยอยหันกลับไปเลือกศาสตราของตนเองอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงหันหลังเดินจากไปเงียบ ๆ
โยวหงมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไป ปลายขวานบนพื้นยังมีคราบเืติดอยู่ ขณะที่อาภรณ์บริเวณแขนของเยว่เสวี่ยหลิงถูกของมีคมเกี่ยวจนขาด เืสีแดงค่อย ๆ ซึมผ่านเนื้อผ้าสีขาวอย่างชัดเจน
“โยวหง! เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ฉิงอีรีบวิ่งเข้ามาประคองสหาย แต่โยวหงไม่ได้ตอบ สายตาของนางยังคงทอดมองไปยังใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลออกไป ที่นั่น เยว่เสวี่ยหลิงกำลังนั่งอยู่เพียงลำพัง ใช้มือฉีกชายอาภรณ์ของตนออกเป็แถบผ้า ก่อนค่อย ๆ พันาแ
โยวหงเม้มริมฝีปากแน่น “ทำไม...ทำไมนางถึงเป็คนที่ช่วยข้า”
ฉิงอีปัดฝุ่นออกจากชายเสื้อของสหาย พลางหัวเราะเบา ๆ แล้วหันไปมองเยว่เสวี่ยหลิงเช่นกัน “ข้าบอกเ้าแล้ว ว่านางเป็คนดี”
ไม่นานนัก ชายหนุ่มสามคนก็เดินตรงเข้าไปใต้ร่มไม้ ขณะที่เยว่เสวี่ยหลิงกำลังรวบชายอาภรณ์ที่ฉีกขาด พยายามปกปิดาแบนแขนอย่างเงียบๆ
“เ้าไม่เลือกศาสตราหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้น “ข้ามีแล้ว”
ยังไม่ทันที่ชายทั้งสามจะตอบ หญิงสาวอีกสองคนก็เดินเข้ามาสมทบ หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าได้ยินมาว่าเ้าถือครองศาสตราเทพ”
สิ้นคำ สายตาหลายคู่ทั่วลานกว้างก็หันมาทางนางทันที เยว่เสวี่ยหลิงค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน ขณะที่ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ด้านหน้าก้าวเข้ามาอีกก้าว พลางกวาดสายตามองรอบกายนาง
“คงเป็เ้าสินะ ผู้ที่เข้าจวินเหิงหย่วนโดยไม่ต้องเข้าสอบ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงเล็กน้อย มือกำชายเสื้อแน่น “ท่านอาจารย์เฟิงอวี้ได้ทดสอบข้าแล้ว”
นางหมุนตัวหมายจะเดินจากไป ทว่ายังไม่ทันพ้น มือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาคว้าแขนที่มีาแไว้ เยว่เสวี่ยหลิงสะดุ้ง เืซึ่งเริ่มหยุดไหลกลับซึมผ่านผ้าพันแผลออกมาอีกครั้ง
“เ้าจะรีบไปไหน” ชายหนุ่มยิ้มเย็น พลางกำข้อมือนางแน่นขึ้น “เหตุใดไม่แสดงให้พวกเราดูเล่า ว่าเ้ามีดีอย่างไร”
เยว่เสวี่ยหลิงสะบัดมือออก ก่อนใช้มืออีกข้างลูบรอยช้ำบนข้อมือ “จะให้ข้าพิสูจน์อย่างไร”
ชายหนุ่มอีกคนชักกระบี่ออกจากฝัก ปลายคมสะท้อนแสงแดดยามบ่าย ก่อนชี้ตรงมายังนาง “ประลองกับข้าสักครั้งจะเป็ไร”
ศิษย์หลายคนถอยเปิดทางโดยอัตโนมัติ บางคนถึงกับวางศาสตราในมือลงแล้วหันมามอง เสียงกระซิบหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
“นั่นหลี่เซวียนมิใช่หรือ...คนที่อาจารย์หลิวชมต่อหน้าทุกคนในด่านแรก”
เยว่เสวี่ยหลิงเพียงส่ายหน้า พลางมองผู้คนรอบด้าน “ข้าไม่้าต่อสู้กับใคร”
นางหันหลังให้ปลายกระบี่ เสียงฮือฮาพลันดังขึ้นทั่วลาน ชายหนุ่มมองแผ่นหลังของนางแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ข้าบอกให้เ้าไปแล้วหรือ”
ฟึ่บ—
กระบี่พุ่งเข้าหาด้านหลังทันที เยว่เสวี่ยหลิงเบี่ยงกายหลบตามสัญชาตญาณ คมกระบี่เฉือนปลายเส้นผม ก่อนลากผ่านอาภรณ์เหนือไหล่จนขาดออก
ชายหนุ่มยังคงรุกไล่อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางเสียงเชียร์และเสียงหัวเราะของศิษย์รอบด้าน เยว่เสวี่ยหลิงถอยหนึ่งก้าว...สองก้าว พลิกกายหลบคมกระบี่ แล้วถอยออกไปอีกครั้ง
“ถือครองศาสตราเทพ...แต่รู้จักเพียงการหนีเท่านั้นหรือ”
ชายหนุ่มยกมุมปากขึ้น มองอาภรณ์ของนางซึ่งเต็มไปด้วยรอยฉีกขาด “เช่นนี้น่ะหรือ...ผู้ถือครองเสี้ยวจันทรา”
ฉับ—
ปลายกระบี่เฉือนผ่านแขนอีกข้าง เืสีแดงแต้มลงบนอาภรณ์สีขาวทันที
ชายหนุ่มเก็บกระบี่กลับเข้าฝัก ก่อนส่ายหน้าอย่างหมดความสนใจ “เสียเวลา”
เขาหันหลังเดินกลับไปยังลานศาสตราพร้อมสหาย ไม่นานผู้คนรอบข้างก็ทยอยแยกย้ายตามไป ราวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้น
“เสวี่ยหลิง!”
ฉิงอีรีบวิ่งเข้ามา โดยมีโยวหงตามมาติด ๆ นางก้มมองเืที่ค่อย ๆ ซึมผ่านแขนเสื้อด้วยสีหน้ากังวล
“เ้าาเ็อีกแล้ว ถึงเ้าจะสู้ไม่ได้ แต่เ้าก็ควรตอบโต้บ้างสิ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง พยายามใช้มือเพียงข้างเดียวพันแผลให้อีกข้างอย่างลำบาก โยวหงจึงค่อย ๆ ดึงผ้าผืนนั้นออกจากมือนาง
“ข้าทำให้เอง”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณ”
โยวหงค่อย ๆ พันผ้ารอบาแจนแน่นพอดี เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลง มือทั้งสองกำแน่น ขณะที่ร่างกายสั่นไหวเพียงเล็กน้อย
ฉิงอีเม้มริมฝีปาก “ข้าจะไปบอกอาจารย์”
เยว่เสวี่ยหลิงลืมตาขึ้นทันที ก่อนส่ายหน้า “ไม่เป็ไร พวกเ้าไม่จำเป็ต้องทะเลาะกับพวกเขาเพราะข้า”
สายตาของนางเลื่อนไปยังลานกว้างเบื้องหน้า เหล่าศิษย์ยังคงเลือกศาสตรา พูดคุย และหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีผู้ใดหันกลับมามองอีก
เยว่เสวี่ยหลิงมองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงมองผ้าพันแผลบนแขนของตน
“ดูเหมือน...ข้ายังพยายามไม่มากพอ”
* * * * *
ห้องพักมากมายทยอยดับแสงลงทีละดวง เหลือเพียงบางห้องที่ยังมีแสงตะเกียงส่องลอดออกมาจากหน้าต่าง ค่ำคืนนี้ไร้แสงจันทร์ มีเพียงหมู่ดาวพร่างพรายอยู่เหนือทะเลเมฆ
ใต้ต้นหลิวข้างลานฝึก เงาร่างหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ท่ามกลางความมืด เสี้ยวจันทราพุ่งแหวกอากาศออกไป ก่อนหมุนกลับเข้าหาเ้าของอีกครั้ง
“วันแรกเป็อย่างไรบ้าง”
เสียงหนึ่งดังขึ้น
เสี้ยวจันทราที่กำลังพุ่งไปข้างหน้าพลันหยุดนิ่ง ก่อนค่อย ๆ เลือนหายไป
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวออกมาจากเงาไม้ ก่อนย่อกายลงเล็กน้อยพลางประสานมือคารวะไปยังร่างในอาภรณ์สีแดงที่ยืนพิงเสาหินอยู่ไม่ไกล
“เหตุใดท่านจึงมาพบข้าในยามนี้”
โม่หยวนซางเลิกคิ้วเล็กน้อย
“ข้าจะมาพบเ้าต้องมีเหตุผลด้วยหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลงทันที
“เสวี่ยหลิงมิได้หมายความเช่นนั้น”
สายตาของโม่หยวนซางทอดผ่านใบหน้าของนาง ก่อนหยุดลงที่แขนทั้งสองข้างซึ่งยังพันผ้าเอาไว้
"พี่หญิงเ้าฝากมา"
เยว่เสวี่ยหลิงยื่นสองมือออกไปรับ ขณะที่โม่หยวนซางวางขวดยาลงบนฝ่ามือนาง
“ขอบคุณท่าน...และขอบคุณพี่หญิงด้วย”
ความเงียบทอดอยู่ระหว่างทั้งสอง
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ก่อนเอียงศีรษะเล็กน้อยเมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังคงมองนางอยู่
โม่หยวนซางชะงักเพียงเสี้ยวอึดใจ แล้วจึงละสายตาไปอีกทาง
“ถ้าเช่นนั้น...เสวี่ยหลิงขอตัว”
นางเพิ่งหมุนตัว เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“เยว่เสวี่ยหลิง!”
ฉิงอีวิ่งเข้ามาตามทางเดินหิน ขณะที่โยวหงเดินตามมาไม่ห่าง
นางมองเงาร่างสีแดงที่กำลังหายลับเข้าไปในความมืด ปีกสีดำด้านหลังพลันกระพือเบา ๆ โดยไม่รู้ตัว
“นั่นคือผู้นำภพอสูร”
ฉิงอีหันไปมองเพื่อนอย่างงุนงง
“เหตุใดเวลาพูดถึงเขา เ้าต้องทำท่าทางเช่นนั้นด้วย”
โยวหงรีบรวบมือไว้แนบอก พลางยิ้มกว้าง
“เ้าจะไปรู้อะไร ท่านโม่หยวนซางทั้งเก่ง ทั้งสง่างาม”
นางบิดตัวไปมาอย่างอดไม่ได้
ฉิงอีหัวเราะ
“ทำไมข้าจะไม่รู้...แต่เ้าดูจะชื่นชอบเขาเป็พิเศษนะ”
โยวหงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“คนภพอสูรเช่นข้า ชื่นชมผู้นำภพอสูรก็เป็เื่ปกติมิใช่หรือ”
พูดจบ นางก็หันกลับมามองเยว่เสวี่ยหลิงทันที สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เ้าสนิทกับท่านโม่หยวนซางหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงสะดุ้ง รีบยกมือขึ้นโบกไปมา
“ไม่ใช่นะ...เขาแค่เคยสอนข้า”
โยวหงนิ่งไป
ฉิงอีก็นิ่งไป
ทั้งสองค่อย ๆ หันมามองหน้ากัน ก่อนหันกลับมามองเยว่เสวี่ยหลิงพร้อมกัน
“เคยสอน?”
“ท่านโม่หยวนซางเนี่ยนะ?”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก
“เอ่อ...”
ยังไม่ทันอธิบาย ฉิงอีก็คว้ามือข้างหนึ่งของนาง ส่วนโยวหงคว้าอีกข้างทันที
“กลับห้อง”
“แล้วเล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้”