ชั่วพริบตาเดียวเวลาผันผ่านไปแล้วสามวันเต็มกระทั่งถึงวันแต่งงานของมู่อวิ๋นหาน
มู่อวิ๋นจิ่นลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่เช้าและแต่งตัวเกล้าผมอย่างประณีตเป็นพิเศษ
เมื่อเตรียมตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วมู่อวิ๋นจิ่นให้จื่อเซียงไปหยิบของขวัญแสดงความยินดี จากนั้นก็เดินออกจากห้องนอน
เมื่อก้าวเท้าออกมาก็เห็นติงเสี่ยนมายืนอยู่หน้าห้องฉู่ลี่แล้ว
มู่อวิ๋นจิ่นเดินผ่านห้องของฉู่ลี่แอบชำเลืองตามองเข้าไปในห้องที่แง้มประตูอยู่เห็นเขาสวมอาภรณ์สีม่วงกับมงกุฎหยกด้วยความสง่างาม
“เจ้าจะไปไหน?” ฉู่ลี่ถามขึ้น
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “วันนี้เป็นวันแต่งงานของพี่ชาย ข้าต้องไปจวนอัครมหาเสนาบดีมู่”
“แล้วเจ้าละ?” มู่อวิ๋นจิ่นถามกลับฉู่ลี่ไป
ฉู่ลี่ยกมุมปากขึ้น “ราชครูจ้วงเชิญข้าไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนสกุลจ้วง”
“แบบนี้นี่เอง ช่างประจวบเหมาะจริงเชียว พวกเราไปร่วมงานแต่งเดียวกันอย่างนั้นขอตัวก่อน มู่อวิ๋นจิ่นอมยิ้มและเดินออกจากเรือนลี่เฉวียนไป
ติงเสี่ยนที่ยืนมองอยู่หน้าประตูแอบสัพยอกขึ้นมา “องค์ชายช่างใส่ใจพระชายาเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ”
“ตอนนี้นางแต่งเข้าจวนของข้า ทุกสายตาจึงจับจ้องมาที่นางในฐานะที่นางเป็นคนในปกครองของข้าแล้ว ความปลอดภัยของนางนั้นข้าต้องดูแลนางอย่างเต็มความสามารถ” ฉู่ลี่ตอบกลับ
ติงเสี่ยนพยักหน้างกๆ แอบยิ้มอยู่ในใจ “นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นองค์ชายพูดเยอะขนาดนี้พ่ะย่ะค่ะ”
…
เมื่อมู่อวิ๋นจิ่นเดินทางไปถึงจวนอัครมหาเสนาบดีมู่ก็เห็นว่าหน้าประตูจวนประดับประดาด้วยสีแดงแห่งความเป็นมงคลแขกเหรื่อจำนวนไม่น้อยต่างนั่งตามที่ที่จัดไว้ภายในห้องโถงรับรองต่างเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยอย่างยินดีปรีดา
มู่อวิ๋นจิ่นก้าวข้ามประตูจวนเข้าไปอัครมหาเสนาบดีมู่ และลัวหนิงอวี่ก็ออกมาต้อนรับขับสู้ “คารวะพระชายาหก”
“ท่านพ่อและซานเหนียงไม่ต้องมากพิธี ตามสบายเถอะวันนี้ลูกกลับมาร่วมแสดงความยินดีกับพี่ใหญ่ในฐานะบุตรสาว มิใช่ในฐานะพระชายาหก”มู่อวิ๋นจิ่นกล่าวด้วยเสียงเรียบ
อัครมหาเสนาบดีมู่และลัวหนิงอวี่จึงหยักหน้ารับ
จากนั้นบรรดาใต้เท้าที่มีชื่อเสียงต่างมาถึงจวนส่งยิ้มพูดกับอัครมหาเสนาบดีมู่ “ช่วงนี้จวนอัครมหาเสนาบดีมู่มีเรื่องน่ายินดีมากกระผมขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย”
“ใต้เท้าหลี่ไม่ต้องเกรงใจ บุตรสาวของท่านใกล้เข้าถึงพิธีวัยปักปิ่นแล้วถึงตอนนั้นกระผมก็จะไปดื่มสุราแสดงความยินดีเช่นกัน” อัครเสนาบดีตอบยิ้มๆ
“ท่านอัครเสนาบดีมู่พูดขนาดนี้แล้ว กระผมจะเชิญท่านเป็นคนแรกเลย”
บรรดาใต้เท้าสนทนาทักท่านกับพอหอมปากหอมคอแล้วก็ต่างพากันเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีเสียงสนทนาอย่างคึกคักมู่อวิ๋นจิ่นกวาดสายตามองไปรอบ ๆจึงเห็นเจ้าบ่าวมู่อวิ๋นหานสวมอาภรณ์สีแดงเดินออกมา
ทันทีที่มู่อวิ๋นหานเห็นมู่อวิ๋นจิ่นนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจก่อนที่จะเดินเข้ามาแล้วก้มหน้ากระซิบกระซาบ “อวิ๋นจิ่นมาถึงแล้ว”
“ใช่แล้ว นี่ท่านพี่กำลังจะไปสู่ขอใช่หรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้น
มู่อวิ๋นหานพยักหน้ารับและพูดบางอย่างกับมู่อวิ๋นจิ่นอีกสองสามประโยคก่อนจะหัวเราะชอบใจ “เอาล่ะได้เวลามงคลแล้วที่จะต้องไปสู่ขอเจ้าสาว”
หลังจากสิ้นเสียงบรรดาเเขกเหรื่อก็เดินตามมู่อวิ๋นหานออกไป
มู่อวิ๋นจิ่นเห็นภาพเบื้องหน้าก็ได้แต่เบะปากนึกถึงภาพตอนที่นางแต่งงานกับฉู่ลี่เป็นนางที่ต้องไปจวนเพื่อไปสู่ขอองค์ชายหกเอง
แต่โชคดีเหลือเกินที่องค์ชายหกไม่ได้ทรมานหรือกลั่นแกล้งนางแต่อย่างใดดังนั้นก็พอลบล้างเรื่องที่นางต้องแบกหน้าไปจวนของฝ่ายชายได้บ้าง
หลังจากที่ขบวนสู่ขอเดินออกไปหมดแล้วจวนอัครเสนาบดีมู่กลับอยู่ในความเงียบสงบอีกครั้ง
“โอ้โห พี่สามกลับมาแล้ว” เสียงกู่ร้องของน้องห้ามู่เซี่ยโหรวดังขึ้น
มู่อวิ๋นจิ่นหันกลับไปมองตามเสียงเห็นมู่เซี่ยโหรวสวมชุดสีชมพูดูท่าทางเรียบร้อยเดินเข้ามาทำความเคารพที่เบื้องหน้า
ด้านหลังของมู่เซี่ยโหรวมองเห็นน้องสี่มู่หลิงจูที่เดินออกมาจากเรือนด้านหลังพอดีและเมื่อนางเห็นมู่อวิ๋นจิ่นที่ห้องโถงก็ถึงกับชะงักงัน
จากนั้นมู่หลิงจูค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาเบื้องหน้าทำความเคารพ “คารวะพระชายาหก”
“ตามสบายเถอะ” มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยเสียงเรียบ
“ขอบพระทัยพระชายาหก” มู่หลิงจูตอบขอบคุณจากนั้นเงยหน้าขึ้นพูดต่อว่า “ท่านกับข้าก็เป็นพี่น้องท้องเดียวกันอีกอย่างวันนี้เป็นวันมงคลของพี่ใหญ่อีกเช่นนั้นน้องจะเรียกท่านว่าพี่สาวได้หรือไม่?”
มู่อวิ๋นจิ่นแอบเม้มปากเบาๆ“ดูท่าหลายเดือนมานี้ น้องสาวของพี่คนนี้จะเลิกถือทิฐิแล้ว”
“ก็ใช่นะสิท่านพี่ ทุกอย่างเป็นเพราะท่านพี่มอบให้กับน้องเหตุใดวันนี้ท่านพี่มาคนเดียวเล่า? องค์ชายหกมิได้มาด้วยกันหรือ?”มู่หลิงจูถามขึ้นอย่างใคร่รู้
“น้องสาวช่างระลึกนึกถึงสามีของพี่ดีจริงเชียว!” มู่อวิ๋นจิ่นตั้งใจเหน็บด้วยคำว่า‘สามี’
ทางมู่หลิงจูถึงกับหน้าซีดในฉับพลันรีบแสร้งยิ้มออกมา “ท่านพี่ก็พูดไปเรื่อยบัดนี้องค์ชายหกเป็นพี่เขยของหลิงจูไปแล้วหลิงจูเพียงแค่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเพียงเท่านั้นเอง”
“องค์ชายหกไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนสกุลจ้วง” มู่อวิ๋นจิ่นเดินไปหาเก้าอี้นั่งแล้วรินน้ำชาใส่ถ้วยยกขึ้นจิบอย่างช้า ๆ
มู่เซี่ยโหรวที่แม้อายุจะน้อยแต่สามารถมองดูสถานการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
เมื่อก่อนในจวนอัครเสนาบดีมู่พี่สาวของมู่เซี่ยโหรวทั้งสองคนนั้น คนหนึ่งเป็นที่รักทะนุถนอมดั่งไข่มุกล้ำค่าส่วนอีกคนกลับเป็นที่น่าอับอายจนอยากเหยียบให้จมธรณี
มาบัดนี้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือนทุกอย่างกลับตาลปัตรเป็นคนละเรื่องไปหมดแล้ว
ตอนนี้พี่สามนั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอกสบายใจดูไม่เหมือนกับคนขี้ขลาดไร้ความสามารถเหมือนเมื่อก่อน
“พี่สามทานของว่างเถอะ” มู่เซี่ยโหรวถือของว่างที่จัดวางอย่างประณีตยื่นให้มู่อวิ๋นจิ่น
มู่อวิ๋นจิ่นหันไปยิ้มให้มู่เซี่ยโหรว “ขอบใจน้องห้า”
จากนั้นนางหยิบของว่างขึ้นมากัดคำเล็กๆ อย่างผู้ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
กระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งชั่วยามด้านนอกมีเสียงประทัดดังขึ้นบรรดาแขกเหรื่อต่างทยอยพากันวิ่งออกไปที่หน้าประตูใหญ่
เห็นทีมู่อวิ๋นหานที่ไปสู่ขอกลับมาแล้วมู่อวิ๋นจิ่นจึงรีบลุกขึ้นด้วยความสงสัยเพื่อเดินไปดูหน้าคุณหนูจ้วงว่าเป็นอย่างไร
ไม่นานนักมู่อวิ๋นหานได้อุ้มจ้วงอวี้เหยียนเข้ามาในห้องโถง
เมื่อเห็นเหตุการณ์นั้นมู่อวิ๋นจิ่นก็กลับขมวดคิ้วเข้าหากัน
…
หลังจากเสร็จพิธีมู่อวิ๋นหานได้อุ้มจ้วงอวี้เหยียนเข้าไปเรือนด้านหลังส่วนแขกเหรื่อถูกจัดให้นั่งตามโต๊ะที่จัดเตรียมไว้
ทั้งมู่อวิ๋นจิ่นมู่เซี่ยโหรวก็พากันเข้าไปนั่งโต๊ะที่จัดไว้ส่วนอัครมหาเสนาบดีมู่กับลัวหนิงอวี่ก็ยุ่งอยู่กับการรับรองแขกจนไม่มีเวลาสนใจบุตรสาว
มู่หลิงจูนั่งลงที่โต๊ะทำท่าทำทางลังเลใจก่อนจะเอ่ยตะกุกตะกัก “ท่านพี่หลิงจูอยากจะขอร้องท่านพี่ช่วยเหลือสักเรื่องหนึ่งจะได้ไหม?”
“ช่วยเรื่องอะไร?” มู่อวิ๋นจิ่นชำเลืองด้วยหางตา
มู่หลิงจูเม้มปากแน่น “ตั้งแต่ที่เกิดเรื่องกับท่านแม่คนตระกูลมู่ต่างอยากลบชื่อหลิงจูออกจากตระกูล และไม่ให้หลิงจูเข้าห้องศาลบรรพชน”
“หลิงจูขอร้องวิงวอนท่านพ่อหลายต่อหลายครั้ง แต่ท่านพ่อมิยอมออกหน้าให้ดังนั้นอยากให้ท่านพี่ใช้ฐานะของพระชายาหกออกหน้าให้เสียหน่อย”
พอได้ยินว่าต้องพัวพันถึงคนในตระกูลมู่อวิ๋นจิ่นกลับแสยะยิ้มออกมา “พี่เองก็อยากช่วยทว่าจนปัญญานี่สิ”
…
หลังจากงานเลี้ยงฉลองแต่งงานผ่านพ้นเป็นที่เรียบร้อยในช่วงบ่ายมู่อวิ๋นจิ่นก็ขอตัวกลับจวนองค์ชายหกทันที
ในระหว่างทางกลับมู่อวิ๋นจิ่นไม่ได้ขึ้นรถม้า แต่กลับเดินทอดน่องผ่านตลาดอย่างสบายใจ “จื่อเซียง เจ้าว่าวันนี้ปฏิกิริยาท่าทางของมู่หลิงจูเป็นอย่างไร?” มู่อวิ๋นจิ่นถามขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
จื่อเซียงอึ้งไปชั่วขณะและเลิกคิ้วด้วยความตกใจ “นิสัยคุณหนูสี่ดูเปลี่ยนไปมากทีเดียวทั้งยังปฏิบัติต่อคุณหนูอย่างนอบน้อม แต่บ่าวคิดว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลทว่าไม่รู้จะอธิบายออกมาอย่างไรเจ้าค่ะ”
“ที่แท้เจ้าก็คิดเหมือนข้านี่เอง” มู่อวิ๋นจิ่นหัวเราะเสียงเบา
“บ่าวโง่เขลา มิกล้าคิดอะไรมากไปกว่านี้เจ้าค่ะ” จื่อเซียงตอบเสียงอ่อย
เมื่อนายบ่าวคู่นี้เดินทางกลับมาถึงจวนองค์ชายหกแล้วก็เห็นแม่นมเสิ่นกำลังนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอยู่ที่สวนดอกไม้ทันทีที่นางเห็นมู่อวิ๋นจิ่นก็รีบกระโดดลุกขึ้นทันใด
“พระชายากลับมาแต่หัววันเลยนะเจ้าคะ” แม่นมเสิ่นเอ่ย
มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่พยักหน้าและยิ้มรับ
“องค์ชายหกได้เดินทางออกไปข้างนอกเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะเดินทางกลับมาเมื่อใดแต่ไหนแต่ไรมาองค์ชายไม่เคยไปงานเลี้ยงของทั้งองค์หญิงองค์ชายรวมทั้งขุนนางน้อยใหญ่แต่เพราะราชครูจ้วงเป็นอาจารย์ขององค์ชายที่ได้รับความเคารพอย่างมากองค์ชายจึงต้องให้เกียรติไปร่วมงาน” แม่นมเสิ่นเล่าให้ฟัง
เมื่อได้ยินดังนั้นทางด้านมู่อวิ๋นจิ่นก็ได้แต่ยิ้มเพียงเล็กน้อย
“เอ่อ นี่ก็ใกล้วันที่เจ็ดแล้ว ของขวัญวันเกิดขององค์ชายหกนั้นพระชายาได้ตระเตรียมเรียบร้อยหรือยังเจ้าคะ?” แม่นมเสิ่นพรวดถามขึ้น
พอเอ่ยถึงของขวัญวันเกิดแม่นมเสิ่นก็ยกมือขึ้นตีหัวตัวเอง สองวันมานี้นางลืมเรื่องนี้ไปสนิท
“ข้าจำได้อยู่ เดี๋ยวจะกลับไปเตรียมนี่แหละ” มู่อวิ๋นจิ่นตอบกลับ
หลังสิ้นเสียงมู่อวิ๋นจิ่นก็ได้เดินกลับไปที่เรือนลี่เฉวียน
พอกลับมาถึงนางก็นั่งลงบนเก้าอี้หินในห้องยกมือขึ้นเกาหัวไปมาอย่างครุ่นคิดว่าจะเลือกสิ่งใดเป็นของขวัญดี
“คุณหนู วันนั้นแม่นมเสิ่นเกริ่นเป็นแนวทางไว้แล้วหากต้องการแสดงถึงความจริงใจบ่าวคิดว่าคุณหนูน่าจะเย็บถุงหอมให้กับองค์ชายหกด้วยมือตัวเองดีหรือไม่เจ้าคะ?”จื่อเซียงแนะนำขึ้นมา
พอได้ยินคำว่าถุงหอมมู่อวิ๋นจิ่นกลับขมวดคิ้วเข้าหากัน ยกมือขึ้นปฏิเสธ “ของแบบนั้นซับซ้อนไม่เหมาะที่ข้าจะทำหรอก”
“เช่นนั้นบ่าวก็คิดอะไรไม่ออกแล้วเจ้าค่ะแต่เมื่อไม่นานมานี้บ่าวได้ยินคนพูดกันว่าหากสตรีจะมอบของขวัญโดยปกติแล้วมักจะเย็บถุงหอมด้วยตัวเอง” จื่อเซียงเล่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังออกมา
มู่อวิ๋นจิ่นยังได้ยินคำว่า ‘ทำด้วยมือตนเอง’ ในคำพูดของจื่อเซียง
ใช่แล้วของที่ทำด้วยมือนั้นมักแสดงถึงความจริงใจที่มีให้แต่ในตอนนี้จะทำสิ่งใดให้กับฉู่ลี่ดี?
มู่อวิ๋นจิ่นครุ่นคิดกวาดสายตาไปรอบ ๆ เมื่อเห็นโคมไฟที่หน้าประตูวางเรียงรายเป็นแถว ๆทันใดนั้นนางเหมือนจะคิดสิ่งใดได้ขึ้นมาบ้างแล้ว
“จื่อเซียงเดี๋ยววันที่หกเมื่อไหร่ เจ้าไปเตรียมหูหลัวปัว[1]ไว้ให้ข้าจำนวนหนึ่ง”
จื่อเซียงงงงวยกับสิ่งที่มู่อวิ๋นจิ่นต้องการใช้เป็นของขวัญแต่กระนั้นทำได้เพียงพยักหน้ารับ
ในระหว่างที่นายบ่าวคู่นี้สนทนากันไปเรื่อยเปื่อยฉู่ลี่ในชุดสีม่วงได้เดินเข้ามาในเรือนลี่เฉวียน และนั่งเก้าอี้หินฟังอยู่ข้างหลัง
ติงเสี่ยนได้เดินตามหลังฉู่ลี่เข้ามาพลางเอ่ยขึ้น “พระชายากลับมาเร็วจริงขอรับ”
“อืม กลับมาเร็วกว่าพวกเจ้าเมื่อครู่นี้เอง” มู่อวิ๋นจิ่นตอบ
จากนั้นจื่อเซียงและติงเสี่ยนได้ขอตัวไปด้านนอกภายในห้องจึงเหลือเพียงฉู่ลี่และมู่อวิ๋นจิ่นเพียงสองคน
“วันนี้ตอนกลางคืน เจ้าไปวัดสุ่ยอวิ๋นกับข้าด้วย” ฉู่ลี่ขยับเข้ามาพูดใกล้ๆ
พอได้ยินชื่อวัดสุ่ยอวิ๋นนางจึงเอ่ยถามฉู่ลี่ว่า “ไปทำอะไรที่นั่น?” แม้ภายในใจของมู่อวิ๋นจิ่นนั้นไม่มีความปรารถนาที่จะไปเหยียบที่นั่นอีก
“ทำธุระ” ฉู่ลี่ตอบเสียงเรียบ
มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วอย่างสงสัย “ทำไมต้องเลือกไปตอนกลางคืนด้วย?”
………………..
[1] หูหลัวปัว คือ แครอท