ตอนที่ 2 สมดั่งใจปรารถนา
เสียงร้องที่โหยหวนนั้นดังกรีดผ่านไปยังสนามรบที่มีการต่อสู้อย่างดุเดือดฉับพลันนั้นหัวใจที่สงบนิ่งของชายคนหนึ่งที่กำลังบุกขึ้นไปเข่นฆ่าศัตรูพร้อมกองทหารม้าจำนวนหนึ่งก็พลันบีบรัดแน่นอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ดวงตาสีดำสนิทที่เคยมุ่งมั่นแค่เพียงเป้าหมายตรงหน้าก็พลันเกิดอาการพร่ามัวเล็กน้อยร่างสูงใหญ่บนอาชาพันธุ์ดีซวนเซไม่มั่นคงเขาบีบบังเหียนในมือแน่นเพื่อเรียกสติที่หลุดลอยไปของตัวเองให้กลับมา
ในจังหวะนี้เองก็มีหอกปลายแหลมหนึ่งพุ่งเข้ามากระแทกหมวกเกราะสีทองของเขาจนร่วงหล่นลงสู่พื้นปลายเหล็กกล้านั้นได้กรีดผ่านข้างขมับของเขาไปเป็ทางยาวหยาดเืสีแดงไหลซึมออกมาอย่างรวดเร็ว
แรงจู่โจมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายสังหารนั้นทำให้มู่หลงซางฉีได้สติกลับคืนมาอย่างรวดเร็วก่อนจะเบี่ยงตัวหลบดาบอีกเล่มที่พุ่งเข้ามาทางด้านข้างแล้วใช้ข้อศอกขวากระแทกร่างสูงใหญ่ของฝ่ายตรงข้ามแล้วตวัดดาบเข่นฆ่าศัตรูที่ขนาบอยู่ทั้งสองข้างทางให้ตายตกตามไปในทันที
เขาบุกขึ้นไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละสังหารแล้วสังหารอีก ไม่มีแม้กระทั่งเวลาจะมองดูศัตรูที่ล้มตายอยู่เื้ัสายตาของเขาจดจ่ออยู่แค่เพียงร่างสูงใหญ่บนหลังม้าที่กลางลานสนามรบคนนั้นเพียงผู้เดียว
แม้ร่างกายของเขาจะเปียกชุ่มไปด้วยเืมากเพียงไรมีรอยาแฉกรรจ์มากเพียงไรแต่เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามของคนที่รอคอยให้เขากลับไปแล้วฝ่ามือแกร่งก็กำชับดาบในมือเอาไว้แน่นก่อนจะห้อตะบึงฝ่ากองทัพของศัตรูขึ้นไปและบุกโจมตีอย่างไร้ความปรานี
ฟึบ!
หลังจากผ่านการเคี่ยวกรำมาเป็เวลานานถึงสามวันสามคืนในที่สุดปลายดาบของเขาก็ได้ลิ้มรสหยาดโลหิตสุดท้ายก่อนที่ฝ่ามือแกร่งจะชูศีรษะของแม่ทัพฝ่ายศัตรูขึ้นมาพร้อมหยัดกายอยู่บนม้าสีดำที่แข็งแรงสง่าท่ามกลางสนามรบที่มีหยาดเืสีแดงชาดไหลน่องไปทั่วแผ่นดินแล้วเปล่งเสียงดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้าในยามราตรีอันมืดมิด “แม่ทัพฉานสิ้นแล้วแคว้นซีหลิงเป็ผู้ชนะ!”
เสียงร้องดังกึกก้องนี้ได้สะท้อนจิตใจของผู้คนนับหมื่นที่จะเหลือรอดอยู่ในสนามรบที่โหดร้ายนี้ก่อนจะมีเสียงโห่ร้องดังสนั่นแผ่กระจายไปรอบทิศ “าจบแล้ว!”
“ซีหลิงชนะแล้ว!”
“พวกเราชนะแล้ว!”
“องค์รัชทายาทจงเจริญ!”
“ซีหลิงจงเจริญ!”
ทหารซีหลิงทุกคนต่างพร้อมใจกันชูดาบในมือขึ้นมาแล้วเปล่าเสียงร้องเพื่อเชิดชูให้กับชัยชนะครั้งนี้อย่างกึกก้อง
เสียงร้องะโที่ดังกึกก้องนี้ได้แผ่กระจายออกไปสร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหารที่ร่วมรบในาทำให้จิตใจของพวกเขาฮึกเหิมขึ้นมาก่อนจะพากันขับไล่ศัตรูเ่าั้ให้ออกไปจากดินแดนซึ่งเป็ของพวกเขา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใดมู่หลงซางฉีไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาพาร่างกายที่บอบช้ำของตัวเองฝ่าวงล้อมเสียงร้องสรรเสริญที่กึกก้องอยู่รอบตัวได้อย่างไรจวบจนเมื่อเขาเดินทางมาถึงค่ายทหารแล้ว ร่างที่เคยเหยียดตัวตรงอย่างองอาจอยู่บนหลังอาชาพันธุ์ดีนั้นก็พลันร่วงลงไปกองอยู่บนพื้นทันทีเผยให้เห็นาแฉกรรจ์ตรงอกซ้าย
“องค์รัชทายาท!”
“ตามหมอเร็ว! องค์รัชทายาทถูกแทงที่หน้าอก!”
“ทรงอดทนไว้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ!”
มู่หลงซางฉีมองดูพระจันทร์ทอแสงนวลตาที่เด่นเป็สง่าอยู่บนท้องฟ้าท่ามกลางเสียงร้องะโด้วยความร้อนใจดังไปทั่วทุกสารทิศทว่ายามนี้หัวใจของเขากลับเงียบสงบยิ่งนัก
าจบลงแล้ว ในที่สุดเขาก็จะได้กลับบ้านสักที
ดวงตาคมแกร่งคู่นั้นมองดูใบหน้างามล้ำที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้าในยามราตรีเขาอยากเอื้อมมือเข้าไปััใบหน้าอ่อนนุ่มของโฉมสะคราญที่ยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนเสมอมาเหลือเกิน
ทว่าเนื้อตัวของเขาเต็มไปตัวาแฉกรรจ์อยู่หลายแห่งเขาได้ทุ่มเทพละกำลังที่มีไปหมดแล้วยามนี้ร่างกายของเขาเริ่มอ่อนแอลงทุกทีจนกระทั่งไร้ซึ่งเรี่ยวแรงใดๆ อย่างสิ้นเชิง
ชายหนุ่มใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเอื้อมฝ่ามือที่เปื้อนเืออกไปคว้าคอเสื้อของหมอหลวงผู้หนึ่งเอาไว้เขาข่มความทรมานจากพิษาแตรงหน้าอก แล้วเอ่ยความปรารถนาของตัวเองออกมาอย่างยากลำบาก
“ช่วยข้า... ไม่ว่าอย่างไรข้าจะตายไม่ได้! ข้าไม่ยอมตายเด็ดขาด!” ไม่อย่างนั้น หยางน่าของเขาคงจะเสียใจมากแน่...
เมื่อนึกถึงใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาในยามที่เห็นเขาได้รับาแกลับไปทุกครั้งนึกถึงน้ำเสียงอ่อนหวานที่ปลอบประโลมเขาด้วยความเป็ห่วงจากใจจริงไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะไม่ยอมตายเป็อันขาด แม้แต่์ก็ไม่อาจพรากเขาไปจากนาง! เขาไม่ยอม!
เพียงแค่นึกถึงตรงนี้นี้ชายหนุ่มก็กระอักเืออกมาคำโต อาการของเขาดูย่ำแย่อย่างสุดแสนทว่าสีหน้าของเขากลับดูมีความสุขยิ่งนัก
ชายหนุ่มหัวเราะให้กับความดื้อรั้นของตัวเองอยู่เงียบๆมุมปากของเขาโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มออกมาในใจของเขาเอาแต่เฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปััใบหน้าของนางอันเป็ที่รักอีกครั้งนางคือสิ่งเดียวที่ยึดเหนี่ยวดวงจิตของเขาเอาไว้ได้ในเวลานี้
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็จะต้องกลับไปแน่นอน...
หลังจากนั้นดวงตาคู่คมก็พลันดับวูบสนิทไปในทันทีผู้คนที่ยืนรายล้อมอยู่ต่างก็รู้สึกใอย่างมากและรีบเร่งมือรักษาาแฉกรรจ์เ่าั้โดยเร็ว
“องค์รัชทายาททรงอดทนไว้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ! เร่งมือเร็วเข้า!”
เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบมากมายค่อยๆเลือนลับหายไปแทนที่ด้วยเสียงบรรเลงบทเพลงสูงต่ำดังแว่วมาจากเมืองหลวงอันรุ่งโรจน์ที่ห่างไกลบริเวณเก๋งริมสระบัวอันแสนสงบเงียบปรากฏเรือนร่างแบบบางของสตรีหนึ่งที่กำลังนั่งบรรเลงเพลงพิณอยู่เพียงลำพังบทเพลงที่หญิงสาวบรรเลงเพลงนั้นเต็มไปด้วยความสับสน วุ่นวายคล้ายกับมีเื่ราวบางอย่างกำลังรบกวนจิตใจของนางอยู่
วินาทีต่อมาเสียงบรรเลงเพลงนั้นก็ได้หยุดลงพร้อมเสียงฝีเท้าของสาวใช้คนสนิทดังขึ้นพร้อมเสียงกระซิบที่ข้างหู“คนของอารามสงบใจแจ้งข่าวมาว่าคุณหนูระ...รอง จากไปแล้วเ้าค่ะ”
“อย่างนั้นรึ... ” นางตอบเพียงสั้น ๆดวงตาแสนเศร้าเหม่อมองไปไกลสาวใช้ที่ก้มตัวอยู่เห็นเ้านายเงียบไปจึงได้เอ่ยถามขึ้น
“คุณหนูเ้าคะคือว่าคนของอารามสงบใจบอกว่าสุนัขตัวนั้นไล่ตามพวกเขาไม่เลิกพวกเขาไม่มีทางเลือกก็เลย...โยนศพนางทิ้งไว้ที่หุบเขาไร้ญาติเ้าค่ะ อย่างนี้จะเป็ปัญหาหรือไม่เ้าค่ะ”
“จะเป็ปัญหาอะไรได้ ในเมื่อพิธีศพก็จัดเสร็จแล้วศพก็อยู่ในหลุมเรียบร้อย อย่างไรเสียหยางอิ่งก็ไม่เคยสำคัญเท่าหยางน่าอยู่แล้วนี่ไม่มีใครสนใจหรอกว่าศพที่อยู่ในหลุมจะเป็ตัวจริง...หรือว่าตัวปลอม...” หญิงสาวยิ้มเยาะให้กับชะตาชีวิตเล็กน้อยก่อนที่นางจะปรับสีหน้าใหม่ให้เป็ปกติและเอ่ยถามต่อว่า “สุนัขตัวนั้นอยู่ที่ใด”
“มันะโตามศพลงไปในหุบเขาเ้าค่ะหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เห็นมันกลับขึ้นมาอีกเลย คาดว่าน่าจะตายตามเ้าของไปแล้วกระมังเ้าคะ...”เมื่อสาวใช้คนนั้นพูดมาถึงตรงนี้ นางก็อดผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความสงสารไม่ได้
ดวงตาหงส์ทรงเสน่ห์ตวัดมองสาวใช้ของน้องสาวที่นางรับมาอยู่ข้างกายแทนนางกำนัลประสบอุบัติเหตุตายไปพร้อมกับน้องสาวสุดที่รักของนางแวบหนึ่งก่อนจะเผยรอยยิ้มที่อ่อนหวานออกมาอย่างแ่เบา
“สงสารรึ คิดว่าข้าโหดร้ายมากใช่หรือไม่...” เสียงเ็ากระจ่างใสที่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ทำให้สาวใช้ตัวน้อยร่างกายสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวทันที
เหตุใดตนจะไม่รู้เล่าว่าสตรีที่คลี่รอยยิ้มอ่อนโยนราวกับพระโพธิสัตว์ผู้ทรงเมตตาตรงหน้าเื้ัสามารถลงมือได้เหี้ยมโหดมากเพียงไร แม้แต่ของสำคัญของพี่สาวนางยัง่ชิงมาได้อย่างเืเย็นแล้วหญิงรับใช้ต่ำต้อยเช่นตนจะเหลือรึหากทำผิดพลาดเพียงนิดเดียวคงไม่แคล้วถูกฆ่าตายอย่างอนาถแน่...
เมื่อเห็นท่าทางที่หวาดกลัวนั้นแล้วหญิงสาวก็ยิ้มมุมปากอย่างสนุกสนาน ทว่าดวงตากลับทอประกายดำมืดยิ่งนัก “หากว่าเ้าสงสารทำไมไม่ตายตามนางไปเสียล่ะ...”
“ปะ...เปล่าเ้าค่ะ บ่าวมิกล้า! คุณหนูโปรดละเว้นบ่าวด้วยบ่าวผิดไปแล้ว” สาวใช้นามว่าชุนเอ๋อร์ผู้นั้นรีบก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นอย่างนั้นมุมปากของโฉมสะคราญล่มเมืองก็พลันโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มที่เ็า“ไม่ต้องกลัวไปหรอกตราบใดที่เ้าไม่ขวางทางข้า ข้าก็จะไม่ทำอะไรเ้า...”
“มะ...ไม่เ้าค่ะ บ่าวพร้อมสนับสนุนคุณหนูหยางอิ่งเพียงผู้ดะ...”
เพี๊ยะ!
สาวใช้นางนั้นไม่ทันจะพูดจบฝ่ามือบางก็สะบัดตบหน้านางไปหนึ่งฉาดปลายเล็บสีชมพูอ่อนที่ได้รับจากตกแต่งเป็อย่างดีกรีดผ่านผิวเนื้อที่เปราะบางของสาวใช้นางนั้นจนมีเืซึมออกมาก่อนที่นางจะคว้าคอสาวใช้คนนั้นเข้ามาใกล้แล้วจ้องมองสาวใช้ที่อยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาที่โเี้เกินสุดประมาณ
“อย่าให้ข้าได้ยินชื่อนั้นอีกไม่อย่างนั้นข้าจะตัดลิ้นโสโครกของเ้าทิ้งซะ ต่อไปนี้มีเพียงหยางน่าไม่มีหยางอิ่งผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว จำใส่หัวไว้!” หญิงสาวผลักศีรษะของสาวใช้ออกไปด้านข้างอย่างแรงพร้อมปรายตามองดูร่างที่สั่นเทาแวบหนึ่งก่อนจะเบนสายตาไปสนใจพิณโบราณล้ำค่าตรงหน้าแทนกรีดปลายนิ้วััมันอย่างนุ่มนวลราวกับเป็ของรักของหวงก็มิปาน
หญิงสาวเก็บท่าทางที่เกรี้ยวกราดนั้นกลับไปแล้วแทนที่ด้วยท่าทางที่สง่างามและอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เบาสบายว่า “อย่าลืมมอบรางวัลให้อารามสงบใจด้วยเล่าบอกว่าข้าขอบคุณที่พวกเขาส่งน้องสาวของข้าให้จากไปอย่างสงบ...”
พอพูดจบแล้ว นางก็หันกลับมาบรรเลงเพลงต่อบทเพลงคราวนี้ มีท่วงทำนองที่แสนสงบและไพเราะระรื่นหูเป็อย่างมากััได้ถึงความโล่งใจและปีติยินดีของผู้บรรเลงอาภรณ์สีขาวนวลที่นางสวมอยู่ช่วยขับให้ผิวของนางดูเปล่งประกายราวเทพธิดาผู้งดงามที่มาบรรเลงบทเพลงแห่งสรวง์บนโลกมนุษย์
หญิงสาวเหลือบมองดูกำไลสีขาวนวลที่เปื้อนเืในห่อผ้าตรงหน้าอย่างสงบนิ่งก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าลายปักสีชมพูอ่อนหวานออกมาเช็ดทำความสะอาดมันอย่างทะนุถนอมแล้วสวมมันเข้ากับข้อมือเล็กของตัวเองแทน
นางชูมือข้อมือเล็กบอบบางขึ้นเหนือศีรษะพร้อมมองดูสิ่งที่นางเฝ้าปรารถนาเป็จริงขึ้นมาทีละน้อยแสงจันทร์ที่ส่องสะท้อนกำไลสีขาวนวลล้ำค่าให้เปล่งประกายเฉิดฉายเหนือกว่าเครื่องประดับใดที่เคยได้พานพบตรงหน้านี้ทำให้มุมปากของหญิงสาวโค้งขึ้นเป็รอยยิ้มอย่างพึงพอใจ
พี่สาว ท่านจะโทษข้าไม่ได้นะเป็ท่านเองที่บีบบังคับข้า หากไม่มีท่าน ชีวิตข้าคงไปได้ไกลกว่านี้ท่านไม่ต้องห่วง บาปในชาตินี้ ข้าจะชดใช้ให้ท่านในชาติหน้า...