บทที่ 17 ดูดีแต่ใช้ไม่ได้ (รีไรต์)
“แม่ของคุณดีขึ้นหรือยัง? แม่จะดูแลเด็ก ๆ ได้จริง ๆ เหรอ?” เมิ่งว่านถังถามอีกครั้ง
วันนี้ลู่ชิงเหยี่ยต้องไปรายงานตัวที่หน่วยงาน
“ไม่เป็ไร ฉันบอกแม่ไว้แล้ว” เมื่อคืนลู่ชิงเหยี่ยแวะไปหาแม่ของเขามาแล้ว
แม่เฒ่าลู่ฟื้นแล้ว แค่ยังทำงานหนักไม่ได้ แต่คอยดูเด็ก ๆ ในบ้านได้ อีกอย่างโกวต้านและโกวเซิงก็ว่านอนสอนง่าย ไม่วิ่งเล่นซุกซน แถมยังช่วยดูแลเสี่ยวพ่างได้ เลยไม่ต้องคอยดูแลอะไรมากมายนัก
“งั้นก็ได้”
เมิ่งว่านถังเดินเข้าไปในห้อง เปิดตู้ หากระดาษกับปากกา วางไว้บนโต๊ะ แล้วเริ่มเขียนใบสั่งยา
ลู่ชิงเหยี่ยที่เดินผ่านมา เห็นสิ่งที่เธอกำลังเขียน ดวงตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย สายตาสอดส่องไปบนตัวเมิ่งว่านถังเป็ไปไม่ได้ที่เธอจะไม่รู้ตัว
ต่อไปนี้เธอวางแผนจะตรวจคนไข้ เพื่อหาไข่มาไว้กิน จะปิดบังซ่อนเร้นต่อไปไม่ได้แล้ว
เมิ่งว่านถังคิดว่าเขาคงไม่ว่าอะไร
“เธอกำลังเขียนอะไร?” ลู่ชิงเหยี่ยกลับถามอย่างเปิดเผย
“ใบสั่งยา” เมิ่งว่านถังอธิบายอย่างใส่ใจ “ร่างกายของพี่สะใภ้้าการปรับสมดุล ฉันเลยเขียนใบสั่งยาให้”
เธอแสดงออกอย่างใจกว้าง ใจกว้างจนดูเหมือนเื่นี้ไม่ใช่เื่ใหญ่โตแต่อย่างใด
เมิ่งว่านถังยังหันไปถามเขาอีกว่า “คุณมีปัญหาอะไรที่บอกไม่ได้หรือเปล่า? อาการาเ็ภายนอกแบบนี้ของคุณ ถ้าให้ฉันรักษา ฉันคงรักษาไม่หาย ฉันเป็แค่แพทย์แผนจีน แค่จับชีพจรยังพอทำได้”
ลู่ชิงเหยี่ย “...”
“มานี่สิ ฉันจะดูให้”
เมิ่งว่านถังให้เขาวางมือบนโต๊ะ แล้วยังพับผ้าอย่างตั้งใจเพื่อให้เขารองมืออีกด้วย ลู่ชิงเหยี่ยก็นั่งลงตามคำบอกจริง ๆ ไม่รู้ว่าเขากำลังทดสอบเธออยู่หรือเปล่า
ทว่าเมิ่งว่านถังไม่หวั่นเลยแม้แต่น้อย
ตอนที่เ้าของร่างเดิมยังเด็ก ถูกฝากเลี้ยงไว้ในบ้านพัก ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นด้วย เธอเลยไปนั่งอาบแดดกับคุณตาที่อยู่บ้านตรงข้ามทุกวัน มีปลูกดอกไม้บ้าง ปลูกต้นไม้บ้าง
สิ่งสำคัญที่สุดคือ คนแก่คนนั้นเป็แพทย์แผนจีนโบราณ แต่ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว
เมิ่งว่านถังไม่มีหลักฐานอะไรที่สามารถยืนยันได้
เธอเน้นย้ำเพียงความมั่นใจที่เต็มเปี่ยมเท่านั้น
“ร่างกายของคุณไม่ไหวแล้วนะ! ขาดสารอาหารรุนแรงมาก แถมยังมีาแเก่าด้วย คุณ...” เมิ่งว่านถังสำรวจผู้ชายตรงหน้าอย่างจริงจัง “คุณไม่รักชีวิตตัวเองแล้วรึไง? เอวของคุณไม่เจ็บเลยเหรอ?”
พูดจบ เธอก็ยื่นมือไปััที่เอวของเขา ลู่ชิงเหยี่ยตัวแข็งทื่อ ไม่กระพริบตาแม้แต่น้อย
ถ้าไม่ใช่เพราะเมิ่งว่านถังเชื่อมั่นในฝีมือการแพทย์ของตัวเอง เธอก็เกือบจะถูกเขาหลอกไปเสียแล้ว
“ฉันนึกว่าอาการป่วยของคุณอยู่ที่มือ ใครจะไปรู้ว่าป่วยที่เอว”
เมิ่งว่านถังนึกถึงลู่ชิงเหยี่ยที่ทำงานมาทั้งวัน เธอแทบจะเป็ลม
“ลู่ชิงเหยี่ย คุณอาจจะตายในสนามรบได้ แต่ห้ามเป็อัมพาตบนเตียงั้แ่อายุยังน้อยเด็ดขาด เป็ผู้ชายแท้ ๆ เพิ่งจะสามสิบ เอวก็แทบจะไม่ไหวแล้ว...”
เดิมทีลู่ชิงเหยี่ยนึกว่าเมิ่งว่านถังแกล้งเล่น ใครจะไปรู้ว่าเธอจะรู้เื่แพทย์แผนจีนจริง ๆ
“หมอบอกว่าอาการาเ็ที่เอวของฉันรักษาไม่หาย ได้แต่ประคับประคองไว้อย่างเดียว” ไม่อย่างนั้นคงไม่ย้ายเขามาเป็หัวหน้าหน่วยความปลอดภัยหรอก
เมิ่งว่านถังเงยหน้ามองชายตรงหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “นี่คือเหตุผลที่คุณไม่ยอมรักษาอย่างงั้นใช่ไหม? เขารักษาไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะรักษาไม่ได้ ดื่มยาจีนสักสองสามชุด ฝังเข็ม นวดปรับสมดุลร่างกายสักปีครึ่งก็หายได้ หรือว่าคุณอยากเป็อัมพาตไปตลอดชีวิตจริง ๆ?”
ภายนอกสีหน้าลู่ชิงเหยี่ยไม่แสดงอาการใด ๆ ทว่าภายในใจกลับตื่นตระหนกเป็อย่างมาก
หมอที่ตรวจอาการให้เขาเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ยังบอกว่ารักษาไม่หาย แล้วเมิ่งว่านถังจะรักษาให้หายได้อย่างไร
“ฉันยังต้องไปขับรถแทรกเตอร์”
เมิ่งว่านถังพูดอย่างโมโห “ขับรถแทรกเตอร์อะไร คุณไม่รักชีวิตแล้วรึไง?”
“บ้านเราเงินแทบไม่เหลือแล้ว”
ประโยคเดียวของลู่ชิงเหยี่ย ทำเอาเมิ่งว่านถังโต้กลับไม่ได้
เงินเพียงน้อยนิด ย่อมทำให้วีรบุรุษลำบากใจได้
“งั้นตอนเย็นคุณก็กลับมาให้เร็วหน่อย ฉันจะดูว่าวันนี้จะหาซื้อผ้าได้ไหม จะได้ทำผ้าที่ใช้พยุงเอวของคุณไว้ให้ พอตกเย็นกลับมาฉันจะนวดให้ ส่วนเื่ฝังเข็มคุณลองหาทางถามดูว่าจะหาซื้อได้ที่ไหนบ้าง ซื้อเข็มมาให้ฉันชุดหนึ่ง ตอนกลางวันคุณติดแผ่นแปะประคบยาไปทำงาน อย่าให้อาการปวดที่เอวแย่ลงไปกว่านี้เด็ดขาด”
แต่เดิมเมิ่งว่านถังตั้งใจจะไปซื้อข้าวฟ่างเพียงเล็กน้อย และดูว่าจะสามารถซื้อเนื้อกลับมาได้บ้างไหม แต่ตอนนี้พบว่าเงินในบ้านคงต้องเอาออกมาซื้อยาทั้งหมด
าแบนร่างกายของลู่ชิงเหยี่ย ไม่ใช่สิ่งที่จะที่รักษาหายได้ภายในวันสองวัน
แต่บ้านกลับต้องพึ่งพาเขาในการหาเงินอีก
ความรู้สึกบ้าบอเช่นนี้ ทำให้เมิ่งว่านถังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
“แม่โกวต้าน ไปกันเถอะ!”
เหมียวอิ๋นฮวายืนอยู่ที่ประตูะโ เมิ่งว่านถัง พับใบสั่งยาให้เรียบร้อย ถือไว้ในมือ หยิบถุงผ้าของตัวเองคล้องไหล่แล้วเดินออกไปข้างนอก
“ฉันไปแล้วนะ เช้านี้ คุณกับเด็ก ๆ ก็ต้มบะหมี่กินกันไปก่อน บะหมี่นั่นรีบกินให้หมด ไม่งั้นจะเสียเอา อีกอย่าง คุณกับเด็ก ๆ ก็ต้มไข่กินคนละฟองด้วยนะ”
พูดจบ เมิ่งว่านถังก็รีบวิ่งออกไป
เธอเคยเป็เด็กกำพร้ามาก่อน การต้มไข่สำหรับเธอแล้วเป็สิ่งที่ดีที่สุดและมีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด
หลังจากโตขึ้น เธอหาเงินได้หมื่นหยวนแรก ก็เลยซื้อไข่ไก่มาเป็ร้อยฟองเพื่อแก้แค้น กินไข่ทุกวัน ทั้งยังกินติดต่อกันถึงสามวันเต็ม ๆ
ต่อมา เธอออกไปทำงานนอกพื้นที่ บนรถไฟ เธอนำของอย่างอื่นติดตัวไปด้วย แต่เมื่อเย็นลงก็ไม่อร่อย ตัวเธอเองก็ไม่อยากซื้อข้าวกล่องบนรถไฟ ก็เลยพกไข่ต้มไปเยอะ ๆ
เธอกินแบบนี้มาสามปี แต่ก็ยังไม่เบื่อ
หลังจากที่ชีวิตความเป็อยู่ดีขึ้น เธอก็ยังคงกินไข่วันละฟองทุกเช้า
“รีบขึ้นรถเถอะ”
เหมียวอิ๋นฮวาจัดที่ให้เมิ่งว่านถัง ้าปูฟางข้าวสาลีไว้เยอะ เป็ฟางที่เอาไว้ในห้องเก็บของก่อนหน้านี้ ทั้งแห้งฟูฟ่องและไม่มีน้ำค้าง
“นอนตรงนี้เถอะ ยังไงก็ไม่มีคนอื่นแล้ว” พูดจบ เหมียวอิ๋นฮวาก็เอนตัวลงไปนอน
เมิ่งว่านถังเองก็ไม่ใช่คนเื่มาก เธอก็นอนลงบนรถเช่นเดียวกับเหมียวอิ๋นฮวา
สบายจริง ๆ
“เมื่อก่อนแถวบ้านเราก็มีตลาด แต่่สองสามปีมานี้ มีแค่ฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่ยังมีตลาด จากที่นี่ไปถึงทิศตะวันออกต้องอ้อมไปไกล รถวัวแบบนี้ ต้องใช้เวลาเดินทางมากกว่าชั่วโมง”
เหมียวอิ๋นฮวาไม่อยากนั่งไปตลอดทาง
เมิ่งว่านถังถามอย่างสงสัย “งั้นทำไมไม่ไปซื้อของที่ตัวอำเภอโดยตรงล่ะ ทำไมต้องไปตลาดด้วย”
ที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ ห่างจากตัวอำเภอไม่ไกลมากนัก
เดิมทีในตัวอำเภอก็มีตลาดแห่งหนึ่ง ตอนนี้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยทั่วไปตลาดมักจะอยู่ในบริเวณที่มีบ้านเรือนหนาแน่น
ตลาดนัดสี่เก้า
ก็คือดูจากปฏิทินจันทรคติ วันที่ 4, 9, 14, 19 ของทุกเดือนเท่านั้น ที่จะมีตลาด
“แต่ก่อนเธอวิ่งไปที่ตัวอำเภอทุกวัน มีทั้งเงินทั้งคูปอง อยากซื้ออะไรก็ซื้อไม่ได้รึไง พวกเราน่ะไม่เหมือนกัน พวกเราไม่มีทั้งเงินไม่มีทั้งคูปอง จักรยานที่เธอซื้อก็เป็ยี่ห้อเฟิ่งหวาง พวกเราซื้อก็เป็จักรยานยี่ห้อทั่วไป ไม่ต้องใช้คูปองแต่ก็ต้องจ่ายเงินไม่น้อย การไปตลาดน่ะของที่ต้องใช้คูปองมีน้อย หลายอย่างไม่ต้องใช้คูปองเลย”
เมื่อก่อนเหมียวอิ๋นฮวาก็อิจฉาเมิ่งว่านถังเหมือนกัน
สะใภ้บ้านไหนจะเหมือนเมิ่งว่านถัง ไม่ต้องทำอะไรเลย แถมยังกินดีกว่าคนอื่นอีก
“ไม่มีใครเคยบอก ฉันก็ไม่รู้”
เมิ่งว่านถังเอ่ยอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เ้าของร่างเดิมเอาแต่คิดจะหาเื่เฉินเจียวเจียว ไม่ก็คิดหาวิธีกินของอร่อย ๆ ลูกที่คลอดออกมาก็ไม่สนใจ จะไปสนใจเื่อื่นได้อย่างไร
“พี่รอง กำลังจะไปตลาดงั้นเหรอ? พาพวกเราไปด้วยได้ไหม?” เสียงคุ้นเคยนี้ทำให้เมิ่งว่านถังชำเลืองมอง
ปกติเวลาพี่รองขับรถไปตลาด มักจะมีคนขอติดไปด้วยเสมอ
โดยทั่วไปเขาก็มักจะตกลง
“ได้สิ”
เมื่อเหมียวอิ๋นฮวาได้ยินสามีของเธอตอบตกลง ก็ลุกขึ้นนั่งอย่างไม่เต็มใจ
สวีชุนเหม่ยเดินเข้ามา ถึงได้เห็นว่าเมิ่งว่านถังก็อยู่บนรถด้วย เธอแกล้งทำเป็ไม่เห็นเมิ่งว่านถัง แล้วทักทายเหมียวอิ๋นฮวาโดยไม่มีท่าทีเก้อเขินแม้แต่น้อย
“พี่สะใภ้ วันนี้ก็ไปตลาดเหมือนกันเหรอ?”
เมิ่งว่านถังคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้หน้าด้านจริง ๆ
เหมียวอิ๋นฮวาตอบแบบขอไปที “อืม”
สวีชุนเหม่ยไม่สนใจ ขึ้นรถแล้วหาที่นั่ง ยังตบที่ว่างข้างตัวแล้วพูดว่า “น้องสะใภ้ รีบขึ้นมาเร็ว เดี๋ยวมีคนมาขึ้นรถอีก จะไม่มีที่นั่งแล้วนะ”
เมิ่งว่านถังปรายตามอง เห็นหญิงสาวคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว มัดผมเปียสองข้าง ยืนอยู่ข้างรถม้าอย่างเรียบร้อย
หน้าตาของเธอดูดีทีเดียว
เพียงแต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับจ้องมองเธอตลอดเวลา ทั้งยังมีท่าทีราวกับอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยังลังเล