ั้แ่รับเด็กสี่คนเข้ามา ต้าไห่ดูเหมือนจะทำผลงานได้เป็ชิ้นเป็อันมากที่สุด เฉียวเฟิงให้ต้าไห่หาข้อมูลรายชื่อของพ่อค้าที่ต่างๆ ทั้งในอาณาจักรและนอกอาณาจักร ทำการติดต่อขายโอสถวิเศษระดับต่ำจำนวนมาก โดยไม่ขายผ่านร้านโอสถในเมืองอีก
จากนั้นตัวมันก็ปลอมตัวทำการติดต่อการค้าไปทั่ว สร้างเส้นทางการขนส่งไปสู่อาณาจักรต่างๆ ผ่านกลุ่มการค้าของต้าไห่ นอกจากมันจะได้เงินแล้วตอนนี้ต้าไห่ก็กำลังมีชื่อเสียงเป็อย่างมากในตระกูลของตัวมัน ในฐานะพ่อค้าอายุน้อยที่สร้างกำไรได้มากที่สุดให้ตระกูล
นอกจากนั้นต้าไห่ยังได้รับการฝึกวิชาคำนวณจากเฉียวเฟิง พร้อมคำแนะนำในการทำธุรกิจแบบยุคสมัยใหม่ตามความรู้โลกเก่าของเฉียวเฟิง ทำให้ตอนนี้ต้าไห่จึงเป็นายน้อยที่เป็จุดสนใจในตระกูลของตัวเองเป็ที่สุด
ทุกคนในตระกูลแถบไม่อยากเชื่อว่า เด็กอายุ 12 ปี จะทำได้ถึงขนาดนี้ ส่วนด้านวรยุทธ์เฉียวเฟิงเน้นวิชาตัวเบาและวิชาหลบหนีให้ต้าไห่มากเป็พิเศษ ทำให้ความชำนาญของวิชาตัวเบาและวิชาซ่อนตัวของต้าไห่ จึงนับเป็อันดับหนึ่งในกลุ่มเด็กน้อยทั้งสี่คน แต่ถึงแบบนั้นก็เหนือกว่าพานลี่ไม่มากเพราะนางคืออัจฉริยะตัวจริง
ผ่านมาหนึ่งชั่วยามกว่าแล้ว… ตอนนี้พวกเขามาถึง…
‘เมืองหางัสะบัดน้ำ’ แห่งอาณาจักรเก้าัแล้ว
— ณ โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งแห่งแดนใต้ “เมืองหางัสะบัดน้ำ” —
“ศิษย์พี่ถึงแล้วเ้าคะ ไปเชิญท่านน้าลงมาเถอะนะ” พานลี่พูดพลางดึงแขนเสื้อของเฉียวเฟิงเบาๆ
“อืม”
ถ้าเป็ในชีวิตก่อนของจ้าวหมื่นมารกับมารดา ทั้งสองจะใช้วิธีล่องเรือเดินทางลงสู่แดนใต้ ใช้เวลาเกือบๆ เดือนครึ่งจึงจะมาถึงเมืองแห่งนี้ได้ มันทั้งเนิ่นนานและสภาพน่าเวทนา
แต่ในครั้งนี้เฉียวเฟิงกับพามารดามาถึงที่นี้ได้ภายในเวลา 3 วันเท่านั้น แถมตลอดการเดินทางก็สะดวกสบายทั้งอาหารการกินก็ล้วนแต่เป็ของดีเลิศ
แต่ถึงอย่างนั้นท่านแม่ตอนนี้ก็เริ่มมีอาการป่วยไข้ให้เห็นอยู่ตลอดแล้ว เมื่อเห็นเช่นนี้เฉียวเฟิงก็ยิ่งสะท้อนใจในความยากลำบากของจ้าวหมื่นมารในอดีต ที่ต้องพากเพียรมากเพียงไรในอดีตเพื่อมาที่นี่
แม้ตอนนี้ท่านแม่ยังเจ็บป่วยทรมานหนักๆ แต่ในการเดินทางไกลต่อเนื่องท่านก็ยังดูเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย
ไม่ต้องพูดถึงในระยะเวลาอีก 2 ปีข้างหน้า ที่ท่านแม่ไร้ยารักษาและต้องเดินทางไกลนับเดือน เฉียวเฟิงไม่อยากคิดภาพนี้เลยว่าสภาพจิตใจแม่ลูก เ้าหมื่นมารและมารดาคนนี้ของตัวมันในเวลานั้น นั่นจะเป็เช่นไร ในชั่วครู่หนึ่งมันพลันรับรู้ความรู้สึกของจ้าวหมื่นมาร ที่ต้องพบเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องเดินทางไกลมาเมืองหางัสะบัดน้ำร่วมกับมารดา
ความเ็ปแสนสาหัสคล้ายทิ่มแทงเฉียวเฟิงโดยไม่มีใครรู้
.
.
.
“ท่านแม่ ท่านลุกขึ้นไหวหรือไม่ขอรับ” เฉียวเฟิงพูดจาอ่อนโยน
“แม่ไม่เป็ไรมากหลอกเ้าตัวน้อยของแม่ แม่ต้องขอบคุณ คุณหนูพานลี่อย่างมากเลย การเดินทางครั้งนี้สะดวกสบายยิ่งกว่านอนอยู่บ้านเราสองแม่ลูกเสียอีกคุณหนูพานลี่” มารดาของเฉียวเฟิงพูดอย่างมีความสุข พร้อมยิ้มให้เด็กน้อยพานลี่ ตลอดชีวิตนางไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสได้นั่งเกี๊ยว์สั่งที่เลื่องชื่อเช่นนี้ของอาณาจักรเลย
ว่ากันว่ามีแต่เศรษฐีระดับร้อยทองขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีโอกาสเรียกใช้มันได้ เพราะราคาที่แพงมหาศาลสำหรับคนทั่วไป
“เฟิงน้อย เ้าไม่ต้องพยุงแม่ก็ได้ แม่เ้ายังแข็งแรงดี”
“ท่านแม่ ให้ข้าทำมันเถอะขอรับ การได้ดูแลท่านคือความสุขของข้า” เฉียวเฟิงพูดไปก็ยิ้มไป
มารดาได้ยินลูกน้อยดังนี้ก็มีความสุขใจ 12 ปีแล้วที่เก็บทารกน้อยมาเลี้ยงดู ไม่มีครั้งใดเลยที่นางรู้สึกเสียใจ แม้รูปลักษณ์ของลูกน้อยเฉียวเฟิงของนางจะไม่น่ามองในสายตาของใครต่อใคร แต่สำหรับนางลูกน้อยคนนี้คือสิ่งที่มีค่าที่สุดของนาง
เหมียวฝูนางยิ้มพร้อมจ้องมองเฉียวเฟิงลูกตัวน้อยอย่างมีความสุข ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับคุณหนูพานลี่
“คุณหนูพานลี่ ท่านแม่ของข้าอยากกล่าวขอบคุณหนู” เฉียวเฟิงพูดพร้อมขยิบตาและยิ้มบางเบา
พานลี่ได้ยินดังนั้นก็รีบตามน้ำเล่นตามบทที่ศิษย์พี่บอก
“ไม่เป็อะไรหรอกเ้าคะท่านน้า เฉียวเฟิงกับพานลี่เป็เพื่อนรักกัน นับถือกันประดุจพี่น้อง การได้ดูแลท่านน้าเช่นนี้นับเป็หน้าที่ของสหายเช่นพานลี่แล้วเ้าคะ” พานลี่พูดอย่างเคอะเขิน
“แต่ถึงอย่างนั้นข้าในฐานะของมารดาของเฉียวเฟิง ข้าก็ต้องขอขอบคุณคุณหนูพานลี่เป็อย่างยิ่ง ท่านมีบุญคุณต่อเราสองแม่ลูกมากจริงๆ เ้าคะคุณหนูพานลี่”
“ท่านน้า ท่านโปรดอย่าพูดเช่นนี้กับข้าอีก มิฉะนั้นข้ากับเฉียวเฟิงยังนับว่าเป็สหายร่วมอาจารย์กันได้อีกอย่างไร พวกเรารักกันดุจพี่น้อง และทั้งยังเป็ศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกันด้วย”
มารดาของเฉียวเฟิงได้ยินดังนั้นน้ำตาอาบแก้มคิดนึกในใจ ดีใจแทนบุตรชายที่ได้มีสหายที่ดีเช่นนี้ ไม่เพียงไม่รังเกียจรูปลักษณ์ภายนอกของเฉียวเฟิง แต่ทั้งยังยื่นมือช่วยเหลือยามยากล้ำบากเช่นนี้อีก…
เฉียวเฟิงอยู่ด้านหลังมารดาทำมือเป็สัญญาลักษณ์ชูนิ้วโป้ง พร้อมขยับปากอย่างไม่มีเสียง “เ้าทำได้เยี่ยมมาก”
พานลี่เห็นเช่นนี้ก็ดีใจจนอดอมยิ้มไม่ได้ เพราะหลายปีที่อยู่ด้วยกับศิษย์พี่ นางก็รู้สึกตัวเสมอว่าเฉียวเฟิงไม่ใช่เด็กธรรมดา ทั้งมากความรู้ความสามารถทั้งเชิงวิชาการ และเชิงวิชายุทธ์ ที่ไม่เป็สองรองใคร ทำให้เวลานางอยู่ข้างๆ เฉียวเฟิงราวกับอยู่กับคนพิเศษที่รักและเมตตานางยิ่ง นางจึงเคารพรักและนับถือเฉียวเฟิงยิ่งกว่าใครๆ ในใจนาง
“ท่านน้าโปรดเข้าไปพักข้างในก่อนเถอะ และข้าขอช่วยพยุงท่านด้วยอีกคนเ้าคะ”
หลีกังเห็นดังนั้นก็อยากจะทำบ้าง “ขอให้ข้าช่วยพยุงท่านน้าบ้างสิ” หลีกังพูดอย่างใสซื่อ
ทั้งสามได้ยินเช่นนั้นต่างพากันหัวเราะอย่างมีความสุข
…เช้าวันใหม่มาถึง เฉียวเฟิงขอให้พานลี่ร่วมเดินทางและอ้างตัวนางเป็ผู้ช่วยออกเงินค่ารักษามารดาของตน
สำหนักแพทย์ยิ่งใหญ่นั้นไม่ใช่สถานที่ธรรมดา แม้ศิษย์ท่านหมอเทวดาจะเป็ผู้มีเมตตายิ่ง แต่ท่านก็มักไม่ออกมาต้อนรับแขกหรือรักษาผู้คนทั่วไป ปล่อยให้เป็หน้าที่ของเหล่าศิษย์น้อยใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นโดยทั่วไปก็เพียงพอต่อการรักษาโรคทั่วไปทั้งหมดแล้ว
และการขอให้ศิษย์หมอเทวดารักษา จากสำนักแพทย์ยิ่งใหญ่รักษานั้นก็มีเพียงเงื่อนไข 2 ข้อ ถ้าไม่้าเสียเงิน หนึ่งโรคที่เกิดขึ้นต้องไม่เคยมีคนรักษาได้จริงๆ
สองไม่ใช่คนเลวทราม เพียงสองเงื่อนไขนี้ศิษย์หมอเทวดาผู้นี้ก็ยินดีรักษา กว่า 50 ปีมานี้ ศิษย์หมอเทวดายึดมั่นหลักการไม่เก็บเงินผู้มารักษาที่เข้าเงื่อนไขนี้เลย แต่หากติดต่อเป็แขกส่วนตัวหนึ่งร้อยเหรียญทองจึงเป็ราคาที่รู้กันในการให้ศิษย์หมอเทวดารักษา
การเดินทางของเฉียวเฟิงครั้งนี้ หวังเพียงแค่ให้ศิษย์ในของสำหนักแพทย์ยิ่งใหญ่รักษามารดาก็เกินพอ เพราะมันพอสามารถตรวจอาการของท่านแม่ได้ แต่จนใจที่ตนเองไม่มีความรู้มากพอรักษานางได้ ขอบเขตความรู้ของจ้าวหมื่นมารที่มีให้มันตอนนี้ มีแต่ระดับต่ำเกินไปและไม่ตรงกับโรคของนางเลย
ระหว่างเดินทางไป เฉียวเฟิง พานลี่และมารดาต่างเดินดูบ้านเมืองและร้านค้ากันอย่างสนุกสนาน เพราะที่ตั้งสำหนักแพทย์ยิ่งใหญ่ไม่ไกลจากโรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งและมุมเมืองที่เจริญด้วยการค้าขายมากนัก
แต่ทันใดนั้นเอง…
“อัก…” !!!ความรู้สึกนี้มันอะไร…