Demonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก

    สงครามตะวันจันทรา:นางยักษ์

                พวกศิลามาถึงจุดหมายรอบตัวของเขามีสภาพเป็นวิหารทรงไทยทำจากแก้วสีฟ้าครามน้ำทะเล    ห่างออกไปเพียงเล็กน้อยคือทะเลสาบน้ำในทะเลสาบใส่จนมองเห็นก้นบึ้งและสิ่งที่อยู่ข้างใต้คือสตรีหนึ่งรูปโฉมงดงามผอมเพียวใบหน้าคมสันมีลวดลายแบบยักษ์ใบใบหน้าร่างของนางใหญ่โตเท่าภูเขา    ผมสีดำยาวกำลังยืนหลับตาสนิทอยู่ในผลึกสีฟ้ารายล้อมด้วยวงไสยเวทย์อาคมมากมาย 

                ริมฝั่งทะเลสาบปรากฎเผ่าคนธรรพ์มากมายและเผ่ากินรีที่มายืนมุงดูบางอย่าง   ร่างชายหนุ่มรูปงามผมสีดำแต่งกายในชุดไทยโบราณสีดำยืนเหม่อมองใจกลางทะเลสาบด้วยแววตาแสดงอารมณ์อันหลากหลายข้างชายหนุ่มคือเด็กหนุ่มวัยสิบแปดแต่งกายชุดสีแดงใบหล่อเหลามีลวดลายแบบยักษ์บนใบหน้า   ศิลาทราบได้ทันทีว่าทั้งสองคือใคร

                “ท่านพี่อภัยมณี   น้องพาท่านศิลามาแล้วค่ะ”  นางเงือกสาวบอกชายหนุ่ม

                พระอภัยมณีหันมามองศิลาพร้อมกับก้มศรีษะให้เชิงเคารพเขาเช่นเดียวกับสินสมุทร  “ข้าคืออภัยมณี”  เขาเผยมือไปทางเด็กหนุ่ม  “นี่ลูกชายข้าสินสมุทร    เราขอบคุณท่านมากที่มาตามคำขอของเรา”  

                ศิลาและพวกฟ้าครามก้มหัวให้อีกฝ่ายด้วยมารยาทพร้อมกับเขาพูดขึ้นว่า  “มิได้    ผมมาเพราะเป้าหมายและผลประโยชน์เพียงเท่านั้นท่านไม่ต้องขอบคุณอะไร”

                “อย่ามัวช้าเสียเวลาเลย”  ภุชจังพูดขึ้น   เธอมองไปที่ใจกลางทะเลสาปด้วยสีหน้าเคร่งเครียดปรากฎฝูงมังกรมีปีกแบบผีเสื้อหลากสีสันนับหมื่นตัว  “ขืนชักช้าจะไม่ทันการ   หากฝูงผีเสื้อคำสาปทั้งหมดนั่นทะลวงค่ายกลอาคมออกมาได้เราจะลำบาก”

               “ใช่”  หงอคงเสริม  “ตัวของพวกมันเล็กมาก   พอๆกับตะลุงจัง   คาดว่าการจะกำจัดพวกมันคงไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะขนาดตะลุงจังยังเล่นเอาซะเหนื่อย”

                ศิลาหันมองฝูงผีเสื้อคำสาป  “คงอย่างที่นายว่า   เหมือนพวกมันจะสามารถระเบิดตัวเองได้   หรือไม่  หากพวกมันตายจะระเบิดตัวเองทำร้ายศัตรูที่ฆ่ามัน”

                “เป็นสกิลติดตัวที่ยุ่งยากเลยซินะคะ”  ฟ้าครามหันมาถามศิลา      เขาพยักหน้ารับ   

                “ด้วยจำนวนของพวกมันกับระดับราชันย์ดาเมจที่ระเบิดออกมาคงรุนแรงมาก  เผลอๆถ้าพวกมันระเบิดตนเองพร้อมกันเกาะนี้อาจจะหายไปเลยก็ได้   เพราะตอนนี้พวกเรามาอยู่ที่นี่ทำให้พวกมันได้รับบัฟจากเศษวิญญาณธรรมชาติเพิ่มเข้าไปอีก”

                “อย่างที่ท่านจอมมารศิลาเห็น”  อภัยมณีกล่าวขึ้น  “เรื่องที่ข้าจะไว่วานท่านคือขอให้ท่านช่วยผนึกนางผีเสื้อสมุทรไว้อีกสักครั้ง   ค่ายกลที่ใช้ผนึกนางในตอนนี้อ่อนกำลังลงเต็มที   ซ้ำยังถูกฝูงผีเสื้อคำสาปทะลวงเอาตัวเองจู่โจมค่ายกลตลอดเวลาคาดว่าไม่ช้าค่ายกลคงจะพังทลาย”

                ศิลามองชายหนุ่มพร้อมกับพยักหน้าก่อนที่เขาจะถาม  “ท่านเองสามารถซ่อมผนึกหรือวางค่ายกลสะกดนางผีเสื้อสมุทรได้ด้วยตนเองแล้วเหตุใดถึงไม่ทำ   ทำไมถึงไว่วานผม”   เขาใช้เนตรมารตรวจสอบค่าสถานะของพระอภัยมณีแล้วว่าคนผู้นี้คือระดับตำนานและสินสมุทรเองก็เป็นระดับตำนาน   พระอภัยมณีเรียกได้ว่ามีพลังเวทมนต์สูงมากเทียบเท่ากับฟ้าครามสมัยที่ยังเป็นเทพีรัตติกาล   ดังนั้นการจะลงไปสร้างค่ายกลสะกดนางผีเสื้อสมุทรด้วยตัวเองย่อมไม่ใช่ปัญหาเพราะสินสมุทรเป็นเผ่ายักษ์เรียกได้ว่าเป็นสายแทงค์ชั้นยอดเลยก็ว่าได้   

                สองพ่อลูกมองหน้ากันด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกไม่รู้จะตอบคำถามของศิลายังไงดี    เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจอมมารผู้นี้จะมีทักษะที่ตรวจสอบอะไรแบบนี้ได้        สินสมุทรระบายลมหายใจออกมายาวเหยียดก่อนจะพูดขึ้น

                “บอกไปท่านอาจจะไม่เชื่อเพราะเหตุผลมันค่อนข้างจะบ้าบอ  ข้าเป็นลูกของท่านแม่ผีเสื้อสมุทรกับท่านพ่ออภัยมณี   การจะให้ลงมือสะกดแม่ของตนเองคนเป็นลูกอย่างข้าทำใจไม่ลง   เช่นเดียวกับท่านพ่อที่ทำใจสะกดท่านแม่ที่เป็นภรรยาทั้งคนไม่ได้   แม้ท่านแม่จะร้ายกาจทำลายได้ทุกสรรพสิ่งทว่าท่านก็ยังเป็นแม่ของข้าและภรรยาของท่านพ่อ   ท่านแม่มิเคยทำร้ายพวกเราท่านเป็นแม่ที่ดีเป็นภรรยาที่ดีรักท่านพ่อสุดหัวใจแต่เพื่อคนส่วนมากเราจึงต้องทำตามเพื่อมิให้ทุกชีวิตถูกสังหาร”

                ฮืมมมๆๆ....แง้ๆ...    ศิลาหันมามองหวานใจที่ตื่นตันใจจนร้องไห้ออกมา  “ซึ้งจังเลยคะพี่ศิขา   น้องฟ้าประทับใจมาก   เราช่วยเขากันเถอะคะ”  เจ้าหล่อนปาดน้ำตาร้องกระซิกๆเป็นเด็ก

                “อีกอย่าง”  พระอภัยมณีกล่าวขึ้น  “ค่ายกลของพระสงฆ์โยคีนั้นป้องกันการบุกรุกจากภายนอกพวกเราจึงเข้าไปไม่ได้   การจะเข้าไปคือต้องทำลายค่ายกลผนึกเสียก่อนทว่าแบบนั้นฝูงผีเสื้อคำสาปจะหลุดออกมา   พวกมันทั้งรวดเร็ว  และหลังมานี้พวกมันแข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาด   พวกเราไม่มีเขตแดนที่ทรงพลังมากพอจะกักกันพวกผีเสื้อคำสาปพวกนั้นไม่ให้หลุดรอดออกไปในขณะที่สร้างค่ายกลผนึกใหม่”

                ศิลาพยักหน้าก่อนจะหันมาสั่งกับผู้ติดตามของตน  “สัมพาที  สดายุ  ภุชจัง  ทั้งสามสร้างเขตแดนขึ้นมากักกันพวกผีเสื้อคำสาป   หงอคงนายกับฉันจะทำลายค่ายกลของโยคี   น้องฟ้าสร้างเขตแดนจันทราอีกชั้นภายในเขตแดนอสูรของพวกสัมพาที   หากมีเขตแดนของมารระดับตำนานทั้งสามและเขตแดนจันทราของจันทราเทพพวกมันยังหลุดรอดออกมาได้อีกก็จะเกินไปล่ะ”

                ทั้งหมดพยักหน้ารับคำก่อนจะพุ่งทยานตัวลงใต้ทะเลสาปด้วยความรวดเร็ว  “ศิลาแล้วเจ้าจะทำลายค่ายกลยังไง   มันไม่ใช่อะไรที่จะใช้พลังมากกว่าเข้าสู้หรือทำลายแล้วมันจะพัง”  การจะทำลายค่ายกลคือต้องทำตามเงื่อนไขไปที่ละขั้นตามที่ผู้ร่ายได้บัญญัติเอาไว้

                ศิลาเม้มริมฝีปากพยายามขบคิดหาวิธีในขณะที่กำลังดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ  เพียงชั่วครู่พวกเขาลงมาถึงก้นทะเลสาบที่พื้นเป็นผลึกโปร่งแสงสีฟ้า   “ที่แท้น้ำในทะเลสาบเป็นสีฟ้าเพราะผลึกพวกนี้นี่เอง”  ศิลาเปรยออกมาก่อนจะมองเบื้องหน้าของตนที่เป็นกำแพงแก้วเวทมนต์มีตัวหนังสืออักขระเวทมนต์ลอยอยู่

                 “เอาไงดีคะพี่ศิ”  เจ้าหล่อนหันมาถามเห็นศิลาเหม่อมองจ้องนางผีเสื้อสมุทรไม่วางตาจนเจ้าหล่อนต้องหยิกแขนเขาเรียกคืนสติ

                 “อู๊ยยย..   ซูดดด”  ชายหนุ่มสะดุ้งโหยงสุดตัวซูดปากด้วยความแสบ     เจ้าหล่อนมองค้อนควับคาดโทษไว้หนึ่งคดีจนเขาต้องรีบแก้ตัว  “พี่แค่สงสัยน่ะคะ   แบบว่าไม่เหมือนที่พี่จินตนาการไว้เลย”

                 “แล้วที่พี่จินตนาการไว้เป็นแบบไหน”  เจ้าหล่อนกอดอกเชิดหน้าหันไปทางอื่นถามกลับด้วยเสียงกระแทกขุ่นเคือง

                 “นางผีเสื้อสมุทรที่พี่เคยอ่านน่าตาจะอัปลักเป็นยักษ์ตัวใหญ่อ้วน”

                 หงอคงมองจ้องสตรีที่หลับไหลในผลึกก่อนจะพูดขึ้น  “แต่นี่มันงามระดับมิสยูนิเวิร์สเลยนะเฮ่ย”  

                 “ไม่น่าเชื่อว่าจะร้ายกาจขนาดใครๆหวาดหวั่น”  สัมพาทีเปรยออกมา

                 “พวกนายกางเขตแดน”  ศิลาหันมาสั่ง  “น้องฟ้าคะ  ช่วยใช้เขตแดนรัตติกาลที”

                 เจ้าหล่อนขมวดคิ้ว  “ไม่ใช่เขตแดนจันทราหรอคะ”

                 ศิลาส่ายศรีษะก่อนจะฉีกยิ้มออกมา  “ไม่ต้องถึงเขตแดนจันทราหรอกค่ะ  ตอนนั้นที่พี่บอกแค่อยากให้คนพวกนั้นสบายใจและเห็นว่าเราทำเต็มที่จริงๆ  แค่เขตแดนรัตติกาลก็พอแล้ว”  

                 เจ้าหล่อนพยักหน้าก่อนจะปรากฎโดมสีดำขนาดใหญ่โอบร้อมทั่วบริเวณของทะเลสาบจากนั้นศิลาก็หันมามองนางผีเสื้อสมุทรที่หลับไหลเขาหรี่ตาจ้องหญิงสาวร่างยักษ์ด้วยสายตาค้นหา  “ท่านหรอกใครก็ได้บนโลกใบนี้แต่ท่านหรอกข้าไม่ได้   ออกมาคุยกันเถอะไอ้ค่ายกลนี่น่ะ  มันเป็นสิ่งที่ท่านสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเท่านั้นรวมถึงฝูงผีเสื้อคำสาปพวกนั้นด้วยพวกมันมีไว้เพื่อปกป้องท่านจากคนพวกนั้น”

                 ฟ้าคราม  ภุชจัง  หงอคง  สัมพาที  สดายุ  ตะลุงจัง   ทั้งหมดมองศิลาด้วยความงุ่นงง   พวกเขาไม่เข้าใจในสิ่งที่ศิลาพูดฟ้าครามที่คงสภาพเขตแดนรัตติกาลอยู่เงยหน้ามองเขตแดนสีดำกระจ่างดาวของเธอ   ที่แท้เขตแดนรัตติกาลที่พี่ศิของเธอสั่งให้สร้างนั้นไม่ได้มีไว้กักกันฝูงผีเสื้อคำสาปหรือเพื่อเพิ่มความหนาแน่นแต่อย่างใด   แต่เขาให้เธอสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้คนภายนอกเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นภายในนี้ต่างหาก     ก่อนที่ใครจะได้ถามอะไรทั้งหมดต่างเบิกตามองเป็นจุดเดียวกันนั่นคือด้านหลังของยักษ์สาวสวยขนาดใหญ่ปรากฎเงาสตรีนางยักษ์แสนงดงามกำลังเดินออกมาด้วยท่าทางอรชรอ้อนแอ้นทว่าท่าทางของเธอดูอ่อนเพลียนางยักษ์สาวตนนี้ดูเหมือนนางผีเสื้อสมุทรที่ร่างใหญ่กำลังหลับไหลอยู่ในผลึกไม่มีผิด

                “ท่านรู้ได้เยียงไรว่าผนึกมนต์สะกดและค่ายกลไสยเวทย์ของพระอาจารย์โยคีได้เสื่อมสภาพลงไปแล้ว   ยิ่งกว่านั้นท่านยังรู้ถึงขนาดว่าคนพวกนั้นหมายชีวิตเรา”  นางยักษ์เอ่ยถามเสียงแหบแห้งละเพียพร้อมกับร่างค่อยๆแปลงเป็นมนุษย์หญิงสาว

                “ผมรู้ได้ยังไงเรื่องนั้นไม่สำคัญ   ที่ผมอยากรู้ตอนนี้คือคนพวกนั้นรู้หรือยังว่าท่านตื่นจากนิทรามาได้สักพักแล้ว”  

                หญิงสาวไม่ตอบคำถามของศิลา   สายตาของเธอทีแต่ความสับสนหวาดกลัว   และเธอยังคงฝืนเร่งพลังถ่ายเทมายังผนึกกำแพงเวทมนต์เพราะกลัวว่าศิลาจะเข้าไปทำร้ายเธอ        ศิลาส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจพร้อมกับบ่นในใจ     

                 ‘ให้ตายเถอะโรบิ่น    นางผีเสื้อสมุทรนางยักษ์ที่ใครๆหวาดกลัวดันกลายมาเป็นนางยักษ์แสนอ่อนแอซะนี่   จากพระอภัยมณีและพวกนางเงือกที่ต้องหนีนางผีเสื้อสมุทรกลับกลายเป็นว่านางผีเสื้อสมุทรต้องปกป้องชีวิตตนเองจากคนพวกนั้น    มันอะไรกันล่ะนี่ไอ้เหตุการณ์แบบนี้มันอะไรกัน    แล้วเราจะเอายังไง    คิดหาวิธีแก้สถานการณ์แบบสดๆไปเลยละทิ้งความรู้ในวรรณคดีไปให้หมดพราะตอนนี้ทุกอย่างมันผิดเพี้ยน’   เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

                 “ท่านอย่าฝืนเลย   พลังท่านแทบจะหมดตัวอยู่แล้ว   ขื่นท่านยังฝืนส่งพลังเวทย์มาเสริมความแข็งแกร่งให้กำแพงค่ายกลวงไสยเวทย์นี่พลังชีวิตท่านจะหมดตัวเอานะ”   นางผีเสื้อสมุทรที่กลายเป็นหญิงสาวยังคงไม่ฟังคำ      ศิลาถอนหายใจอีกเฮือกใหญ่  “ถ้าผมจะฆ่าท่านล่ะก็ลำพังแค่ไอ้ค่ายกลกับวงไสยเวทย์รวมถึงฝูงผีเสื้อคำสาปนั่นด้วย  ผมดีดนิ้วทีเดียวทุกอย่างก็อันตรธานหายหมดในพริบตา    ท่านไม่ได้หายใจจนถึงตอนนี้หรอก     ท่านคลายค่ายกลพวกนี้เถิดผมขอฟังเรื่องราวทั้งหมดจากท่าน”

                 หญิงสาวมีสีหน้าลังเล   แม้เธอจะสัมผัสพลังของบุรุษตรงหน้าไม่ได้เพราะเขตอาคมกั้นอยู่ทว่าแค่สายตาของเธอก็ดูออกว่าชายคนนี้แข็งแกร่งเพียงใดและสิ่งที่เขาพูดมาล้วนเป็นความจริงหากเขาคิดจะทำลายค่ายกลของเธอแค่ดีดนิ้วเดียวก็เกินพอ      นางผีเสื้อสมุทรหันมองฟ้าครามด้วยความเพ่งพินิจณ์พิจราณาก่อนจะอุทานออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ  “จะ...จันทราเทพ!!...”  เธอหันมองศิลาอีกครั้ง  “ท่านคือบัลลังก์มารสูงสุดศิลา   นายเหนือหัวของจันทราเทพนี่เอง    ก็ได้เราจะเชื่อท่าน”  

                ค่ายกล   ฝูงผีเสื้อคำสาปหายไปในพริบตาพร้อมกับร่างของหญิงสาวทรุดลงกับพื้นล้มทั้งยืนด้วยความอ่อนแรง   ภุชจังรีบพุ่งตัวเข้าประครองหญิงสาว

                “ท่านศิลา!!    แบบนี้แย่แน่   นางเสียพลังมากเกินไป   ที่ผ่านมานางคงนำพลังชีวิตของตนมาเป็นพลังเวทย์เพื่อคงสภาพค่ายกลไว้เป็นแน่”

                ศิลารีบเดินเข้ามาดูใกล้ๆ   ตอนนั้นเองร่างจำแลงนางยักษ์ผีเสื้อสมุทรขนาดใหญ่โตก็หายไปเพราะพลังของร่างต้นได้หมดลงทำให้ศิลาเห็นรอบข้างอย่างชัดเจนบริเวณเป็นเพียงพื้นที่โล่งทว่าที่ๆเคยเป็นบริเวณเท้าของร่างจำแลงปรากฎทางลึกลงไปข้างใต้   เขาคิดว่านั่นคงเป็นที่นางผีเสื้อสมุทรใช้หลบซ่อนตัวและคอยส่งพลังคงสภาพทุกอย่างเอาไว้

                 “สดายุรักษาได้ไหม”  เขาหันมาถามลูกชายตัวน้อย

                 “ใย”  เจ้าตัวน้อยบอกพร้อมพยักหน้าก่อนจะปรากฎบอลเพลิงสีฟ้าขึ้นที่มือขวาจากนั้นบอลเพลิงค่อยๆลอยเข้าปกคลุมอาบร่างหญิงสาวผีเสื้อสมุทรที่นอนหมดสภาพ   เพลิงของสดายุสามารถรักษาฟื้นคืนได้ทุกชีวิตก็จริงแต่ทว่าหากคนหรือสิ่งมีชีวิตพวกนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับศิลาจะต้องใช้เวลาสักระยะถึงจะหายเป็นปกติไม่เหมือนพวกอาชญากรที่จะหายทันทีเพราะคนพวกนั้นมีความเกี่ยวข้องกับศิลาในฐานะลูกน้อง

                เวลาผ่านไปสิบนาทีหญิงสาวลืมตาตื่นมองร่างกายของตนเองด้วยความประหลาดใจ   ทั้งพลังวิญญาณ  พลังจิต  พลังสมาธิ   พลังชีวิต  ทั้งหมดของเธอฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด   

                “พี่ศิรู้ได้ยังไงค่ะว่าคนพวกนั้นจ้องทำร้ายนางผีเสื้อสมุทร”  ฟ้าครามถามด้วยความสงสัยพร้อมกับชี้ไปทางหญิงสาว   เธอค่อยๆเดินเข้ามาหาศิลาพร้อมกับคงสภาพเขตแดนเอาไว้

                 “อย่างที่พี่เคยบอกไปพระอาจารย์โยคีคือฤษี  การที่นางสุวรรณมาลีจะเรียกผิดอาจจะไม่แปลกเพราะนางอาจจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์  แต่การณ์ที่พระอภัยมณีเรียกพระอาจารย์โยคีว่าพระสงฆ์มันแปลก”

                 “เพียงแค่นั้นท่านถึงกับทราบเรื่องราวได้ทั้งหมด?”  หญิงสาวหันมาถามศิลา

                 เขาส่ายศรีษะ  “ไม่ใช่แค่นั้น   ก่อนอื่นผมขอถามท่านสักข้อ  ท่านรักพระอภัยมณีมากไหม”  

                 “มาก”  หญิงสาวตอบกลับทันที  “มากถึงขั้นผู้หญิงคนหนึ่งจะรักใครได้”

                 “แล้วเกี่ยวอะไรกันคะ”  ฟ้าครามถามด้วยความสงสัย

                 “น้องฟ้ารักพี่มากป่าว”  เขาหันมาถามหวานใจต่อ   เจ้าหล่อนขมวดคิ้วอยากจะบอกว่าผิดเรื่องเปล่าพี่ศิแต่ทว่าสีหน้าของชายหนุ่มกลับดูจริงจัง

                 “ยังจะถามอีกหรอคะ   รักมากกว่าที่นางผีเสื้อสมุทรรักพระอภัยมณีอีกค่ะ”

                 ศิลาอมยิ้มออกมา  “นั่นแหละ  เมื่อเรารักใครมากขนาดแม้ชีวิตก็ให้ได้   การที่คนรักของเราขอบางสิ่งในเรื่องที่เราทำให้ได้เราจะไม่ทำให้เลยหรือไง    พระอภัยมณีและสินสมุทรบอกว่าจำใจต้องผนึกนางผีเสื้อสมุทรเอาไว้เพื่อให้ทุกชีวิตในเกาะปลอดภัย   การที่สามีและลูกเอ่ยปากขอไม่ให้นางห้ามทำร้ายใคร”  เขาหันมองนางผีเสื้อสมุทร  “พี่เชื่อว่าเธอต้องทำให้แน่นอน   เพราะนางผีเสื้อสมุทรน่ะรักพระอภัยมณียิ่งกว่าชีวิต  และสินสมุทรก็เป็นลูก   ความต้องการของนางผีเสื้อสมุทรมีเพียงอย่างเดียวขอแค่ให้ได้อยู่กับพระอภัยมณีสามคนพ่อแม่ลูก    ส่วนเรื่องที่ทำให้ท่านจะถูกฆ่าก็เพราะท่านคือคนที่ครอบครองวงแหวนแห่งโลกา”

                 

                 

                 

    คล้ายกับเรื่องDemonlord online ราชาอสูรสะท้านโลก ที่คุณอ่าน