ส่งผู้อาวุโสทั้งสองและน้องๆกลับไปแล้วเจิ้งเหยียนแลภรรยาอยู่คุยกับท่านแม่ทัพเกี่ยวกับหนังสือขอเปิดกิจการที่เคยคุยกันก่อนหน้า เยี่ยเจิ้งสิงรับหนังสือมาเปิดอ่านเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์นักจึงนำกลับไปด้วยเพื่อจัดการที่เหลือต่อให้
คล้อยหลังท่านแม่ทัพเจิ้งเหยียนเล่าเรื่องที่คุยกับผู้อาวุโสก่อนหน้าให้ภรรยาฟัง
“เจ้าอยากไปหรือไม่เล่า?”เขาไม่มีปัญหาหากเจิ้งเหยียนอยากไปที่ไหน สำหรับอันจื่อเทาแค่มีเจิ้งเหยียนกับผู่เยว่ทุกที่ก็คือบ้าน ส่วนเจี้ยนฮ่าวเด็กคนนี้เจอบ้านที่แท้จริงแล้วคนในบ้านต่างก็ต้อนรับอย่างดี นับว่าเบาใจไปได้มาก
เจิ้งเหยียนส่ายหน้าก่อนเอนศีรษะพิงไหล่ภรรยาเงยหน้ามองด้วยรอยยิ้ม “ข้าอยู่ที่ใดก็ได้ แค่มีเจ้ากับเจี่ยเจียทุกที่ก็คือบ้าน”
“….อืม”สองตาสบประสานไม่ต้องกล่าววาจาใดอีก
ส่วนผู่เยว่คงต้องบอกกล่าวนางสักคำ
ทั้งสองกลับเรือนเล่าเรื่องบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแก่พี่สาวได้รับรู้ ผู่เยว่ได้ยินคำว่ามารดาก็นิ่งไปความทรงจำขาดๆหายๆวกกลับมาอีกครั้งไม่นานก็เรียกร้องหาเฉินซือเยว่วิ่งพล่านไปทั่วเรือน เมื่อไม่พบเจอนางทรุดกายร่ำไห้พร่ำเรียกหามารดาทั้งสะอื้นจนตัวโยน
เสียงร่ำไห้บาดลึกเข้าไปในใจคนฟัง เจิ้งเหยียนน้ำตาซึมเข้าไปโอบกอดพี่สาวปลอบโยนให้นางใจเย็นลง อันจื่อเทากำหมัดแน่นสิ่งที่กดเก็บไว้ชัดเจนขึ้นมาอีกครั้ง เขาเงยหน้าระบายลมหายใจเข้าออกกดมันกลับไปก่อนท่องไว้ว่ายังไม่ถึงเวลา จากนั้นเข้าไปโอบกอดพี่สาวกับสามีปลอบโยนทั้งสองคนไปพร้อมกัน
สุดท้ายผู่เยว่หลับไปเพราะความเหนื่อยอ่อน แม้ยามหลับยังคงมีเสียงสะอื้นพร่ำเรียกหามารดาเสียงแผ่ว อุณภูมิในกายสูงขึ้นรวดเร็วจนน่าหวั่นใจ อันจื่อเทารีบไปเรียกหมอที่ท่านแม่ทัพจัดหาไว้ให้ โชคดีนางแค่อ่อนล้าจากการร้องไห้นานเกินไป เด็กในท้องไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งสองโล่งใจผลัดกันเฝ้าไข้จนถึงเช้า
อันจื่อเทาตื่นมาบนตั่งในห้องผู่เยว่ คิ้วเรียวขมวดเพราะความทรงจำสุดท้ายเขาฟุบลงข้างเตียง
ทว่าไม่ทันได้แปลกใจนานเลี่ยงชิงที่ยกยาเข้ามาไขข้อสงสัยให้โดยไม่ต้องถาม"คุณชายเกรงว่าฮูหยินจะไม่สบายตัวเลยยกตั่งเข้ามาแล้วอุ้มฮูหยินขึ้นไปนอนบนนั้นขอรับ"
คนฟังพยักหน้ารับรู้คลับคล้ายคลับคลาว่ามีเรื่องเช่นนี้จริง ในอกราวบังเกิดกระแสสายหนึ่งหวานละมุนจนเผลอยิ้มออกมา
เลี่ยงชิงก้มหน้าทำเป็นไม่เห็น บ่าวน้อยกลั้นยิ้มวางถ้วยยาไว้บนตั่งข้างเตียงบอกความที่เจิ้งเหยียนสั่งไว้ก่อนออกไปก่อนขอตัวไปจัดมื้อเช้าให้เจ้านาย
สายของวันมีแขกแปลกหน้ามาเยี่ยมเยือนถึงเรือน อันจื่อเทาไม่รู้จักแต่ก็ต้อนรับตามมารยาท ครั้นเมื่อได้มองนางชัดๆความน่าจะเป็นหนึ่งผุดขึ้นรางๆ แต่ก็ปล่อยเบลอไว้ไม่ได้คิดต่ออีก
องค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือในชุดเต็มยศพร้อมด้วยองรักษ์นางกำนัลขนาบข้างตามเจ้าบ้านเข้าไปตามคำเชิญ กลิ่นอายสูงศักดิ์แผ่รอบกายกดผู้ต่ำกว่า ยามนั่งใบหน้ายังคงมองตรงประหนึ่งไม่เห็นใครอยู่ในสายตา
นางนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา อันจื่อเทายกชากับของว่างต้อนรับ รู้สึกหนักใจเล็กน้อยหากคนผู้นี้เป็นมารดาสามีจริงการกลับเข้าจวนคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเท่าไหร่
องค์หญิงใหญ่ทราบว่าบุตรชายแต่งภรรยาชาย ถึงคนส่วนมากเขาไม่นิยมทำกันแต่ก็ใช่จะไม่มี อย่างน้อยก็คนใกล้ตัวนางคู่หนึ่งจึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องนี้ นางลอบพิจารณาสะใภ้ หน้าตางดงามหมดจดบุคลิกสุขุมล้ำลึก ก่อนหน้านางเคยให้คนสืบประวัติมาแล้วน่าฉงนนักอยากรู้แท้จริงแล้วภรรยาบุตรชายเป็นคนเช่นไรแน่
“บุตรข้าเล่า”
“ออกไปดูโรงฝึกขอรับ”
“กล่าวกับเชื้อพระวงศ์ใช้วาจาสามัญได้หรือ”จบคำอันจื่อเทาถูกตำหนิจากนางกำนัลข้างกายองค์หญิงใหญ่ทันที “กริยาแข็งกระดากไม่ได้รับการอบรมมาหรือ”
คนถูกตำหนิขมวดคิ้วกล่าวขออภัยแล้วไม่กล่าวสิ่งใดอีก
องค์หญิงใหญ่ปรายตามองถามหาผู่เยว่ อันจื่อเทาแม้ไม่พอใจแต่เห็นแก่หน้าเจิ้งเหยียนจึงไม่กล้าทำตัวเสียมารยาทตอบกลับไปเท่าที่จำเป็น
“ดื่มยาหลับไปเมื่อครู่พะย่ะค่ะ”
ได้ยินว่าบุตรีไม่สบายองค์หญิงใหญ่แม้ยังคงสีหน้าเรียบเฉยทว่าภายในเริ่มร้อนใจขึ้นมาแล้ว ไถ่ถามอาการทราบว่าเป็นแค่ไข้ธรรมดาก็เบาใจลง
“ข้าจะไปดูนางสักหน่อย”ว่าจบก็ปรายตามองอันจื่อเทา คนถูกมองไม่กล่าวให้มากความผายมือไปทางห้องผู่เยว่ก่อนหันหลังเดินนำไป
บนเตียงในห้องมืดผู่เยว่นอนขดตัวยังคงมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาให้ได้ยิน อันจื่อเทายกเก้าอี้ไปไว้ข้างเตียงเชิญแขกผู้สูงศักดิ์นั่งแล้วหันไปเปิดหน้าต่างออกเล็กน้อยตามด้วยจุดเทียนและกำยานที่พึ่งดับไป
องค์หญิงใหญ่พิศมองใบหน้าบุตรีเพียงคนเดียว นัยน์ตาสั่นไหวใบหน้าซีดเซียวของคนบนเตียงซ้อนทับใบหน้ากลมมนร้องไห้โยเยของทารกแรกคลอด น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินนางยกมือขึ้นซับปรับสีหน้าให้เรียบนิ่งดังเดิม
“เหตุใดนางเป็นเช่นนี้”แม้จะเคยส่งคนไปสืบมาแล้วแต่เมื่อมาเห็นกับตาอาการของบุตรสาวดูจะหนักกว่าที่ได้ยินมาใจคนเป็นแม่มีหรือจะไม่รู้สึกอะไร
อันจื่อมองแผ่นหลังบอบบางเหยียดตรงรับรู้รางๆถึงความรู้สึกที่แผ่ออกจากสตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ ความรู้สึกที่ไม่ต่างจากเขาเท่าไหร่…
ครั้นจะเล่าให้ฟังทั้งหมดก็ใช่ที่ อันจื่อเทาไม่ใช่คนพูดมากจึงเล่าแค่ส่วนสำคัญ องค์หญิงใหญ่รับฟังเงียบๆทว่าสายตาเข้มขึ้นทุกขณะ
เจิ้งเหยียนกลับมาในช่วงเที่ยง เห็นว่าเรือนมีคนมากหน้าหลายตาแน่ชัดแล้วว่าผู้ใดมาเยือน สองขารีบเร่งเข้าไปด้านในสอดสายตามองหาเห็นเพียงนางกำนัลองครักษ์ไม่กี่คนทักทายเขาอย่างนอบน้อม ไม่เจอภรรยากับ… เขาไม่คิดเปิดปากถามใครตรงไปยังห้องพี่สาวด้วยความร้อนใจ
ทว่าร้อนใจแค่ไหนก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป เคาะประตูเอ่ยเรียกคนข้างในเสียงเบาเพราะเกรงจะรบกวนพี่สาวที่อาจจะยังพักผ่อนอยู่“เสี่ยวจื่อ”
รอไม่นานก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจากข้างในตามมาด้วยประตูถูกเลื่อนเปิด อันจื่อเทาส่งยิ้มน้อยๆเป็นการต้อนรับ “กลับมาแล้วหรือ”
เพียงเท่านี้ก็สามารถสลายความร้อนใจของเขาไปหมดสิ้น เจิ้งเหยียนยิ้มตอบกุมมือคนรักประสานทั้งห้านิ้วเข้าด้วยกัน “อืม กลับมาแล้ว”
“หิวหรือไม่”
“ยังไม่หิว เจ้าเล่ากินมื้อเที่ยงหรือยัง”
“ยังไม่หิวเหมือนกัน”
ทั้งสองสนทนาพลางเดินเคียงข้างเข้าไป เห็นสตรีนางหนึ่งนั่งหลังตรงอยู่ข้างเตียงพี่สาวแผ่นหลังที่ถอดเกราะออกไปแล้วช่างบอบบางเหลือเกิน นางเอ่ยขึ้นเมื่อเสียงฝีเท้าหยุดอยู่ด้านหลัง
“ข้ามาเยี่ยม”
“ขอรับ”
การพบกันครั้งที่สองของมารดากับบุตรต่างจากคราแรกเล็กน้อย ความห่างเหินยังคงไม่ลดน้อยลง ทว่าไม่ตรึงเครียดเท่าครั้งแรกแล้ว องค์หญิงใหญ่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยต่างกับข้างในที่ตื่นเต้นเล็กน้อยน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงอ่อนลงกว่าคราแรกมาก
“นั่งลงสิ ข้ามีเรื่องจะเจรจากับเจ้า”
เจิ้งเหยียนจูงมือภรรยานั่งบนตั่งไม่ห่างจากอีกฝ่ายเท่าไหร่ องค์หญิงใหญ่ไม่ได้หันมองคู่สนทนากุมมือบุตรสาวลูบเบาๆพลางมองใบหน้ายามหลับของนางที่เริ่มผ่อนคลายขึ้นบ้างแล้ว
“แม่ทัพผู้เฒ่าคงบอกเจ้าแล้ว”
“ขอรับ บอกแล้ว”
“อืม"ฟังจากน้ำเสียงนางพอเดาถึงความคิดบุตรชายได้แล้ว องค์หญิงใหญ่ปล่อมมือผู่เยว่ห่มผ้าให้นางก่อนหันไปทางคู่สนทนากล่าวต่อ “ไม่ว่าเจ้าจะตัดสินใจอย่างไรฐานะแท้จริงของเจ้าย่อมต้องประกาศให้รับรู้ทั่วกัน”
บุตรหงส์หลานมังกร*พลัดถิ่นหากการมีอยู่รู้ไปถึงหูผู้ไม่ประสงค์ดีไม่แคล้วถูกปองร้าย ในยามนี้สถานการณ์ในราชสำนักไม่มั่นคง สามขั่วอำนาจที่คานกันมาหลายปีสั่นสะเทือนเมื่อมีฝ่ายที่เริ่มลงมือแล้ว ยิ่งเซ่อเจิ้งหวางบุ๋นไม่มีทายาทที่สามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้ เซ่อเจิ้งหวางบู๊ก็ไร้ทายาทจากชายาเอก จุดยืนของพวกเขาจึงไม่มั่นคงเท่าไท่เฮาที่มีจักรพรรดิอยู่ในพระหัตถ์ซ้ำยังมีอัครเสนาบดีหนุนหลัง ขุนนางเฒ่าสามแผ่นดินที่ยึดครองราชสำนักได้อยู่หมัด
ด้วยเหตุนี้การปรากฏตัวของบุตรที่เกิดจากภรรยาเอกจะสามารถเพิ่มความมั่นคงของฝ่ายสามีนางได้อีกระดับ มากน้อยก็คงพอสั่นคลอนขุนนางที่ยังเลือกฝั่งไม่ได้วางตัวเป็นกลางมานานตัดสินใจได้สักที
“ข้าไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องทำเช่นนั้น”ที่ตรงนั้นไม่มีเราสองพี่น้องแต่แรกแล้วที่ผ่านมาพวกเขาก็อยู่ดีมาตลอด เจิ้งเหยียนไม่เข้าใจว่าสิ่งที่มารดาผู้ให้กำเนิดต้องการสำคัญไฉน ดวงตาสองคู่ที่ถอดแบบกันมาสบกันนิ่ง ความเงียบมาพร้อมบรรยากาศอึดอัดใจ อันจื่อเทามองสามีมือที่กุมกันไว้บีบแน่นขึ้นเรียกให้เจิ้งเหยียนละสายตาหันกลับไปมอง
“อย่าพึ่งวู่วาม ฟังก่อน”
เจิ้งเหยียนท่าทีอ่อนลงหันกลับไปหาองค์หญิงใหญ่ไม่กล่าวสิ่งใดบ่งบอกว่าเขาพร้อมฟังแล้ว องค์หญิงใหญ่มองสะใภ้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ก่อนหน้าสนทนากันไม่กี่ประโยคเรื่องลูกๆของนาง ไม่คิดว่าท่าทีแลสายตาภรรยาบุตรชายที่มองนางจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว
“ก่อนกลับสู่ฐานนันดรศักดิ์ประวัติบางส่วนจะถูกเปลี่ยน…”สิ่งถูกเปลี่ยนไม่เพียงประวัติของเขาสองพี่น้อง ประวัติมารดาผู้ล่วงลับของพวกเขาก็ถูกเปลี่ยนไปด้วย เฉินซือเยว่กลายเป็นภรรยาเอกของแม่ทัพเยี่ยที่ปกปิดฐานะเพื่อความปลอดภัยของท่านชายท่านหญิง อุทิศตนเลี้ยงดูบุตรให้องค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือ นางยังคลอดลูกชายให้แม่ทัพเยี่ยหนึ่งคนคือเยี่ยเจี้ยนฮ่าว เท่านี้ก็สามารถบอกใครต่อใครได้แล้วว่าเจี้ยนฮ่าวคือสายเลือดของสกุลเยี่ยสามารถสืบทอดตระกูลได้โดยชอบธรรม ตัดความเกี่ยวข้องทั้งหมดกับตระกูลหลัวโดยสิ้นเชิงประหนึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
เจิ้งเหยียนตะลึงงันไม่คิดว่าจะสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ “เรื่องเช่นนี้ทำได้จริงหรือ?”
“ย่อมได้ มีอำนาจมากพอสิ่งใดก็ทำได้ทั้งนั้น”
หลายวันต่อมาเมืองหลวงกล่าวขานถึงเรื่องบุตรหงส์มังกรขององค์หญิงใหญ่เตี้ยนจือกับเซ่อเจิ้งหวางมู่หรงชวี่ที่หายไปเมื่อหลายปีก่อนกลับมาแล้ว ว่ากันว่าให้ภรรยาเอกของท่านแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ค่อยพากลับมา บ้างสงสัยว่าท่านแม่ทัพที่อยู่แต่ในสนามรบเป็นส่วนใหญ่แต่งภรรยาตั้งแต่เมื่อใด หลายคนมากความคิดเห็นเล่าลือกันไปต่างๆนาๆ
สิ่งที่ต้องการให้รู้ก็รู้ทั่วกันแล้วส่วนจะเล่าลือไปแบบไหนไม่มีใครสนใจมันอีก ข่าวลือไม่นานเดี๋ยวก็เงียบไปเอง…
เจิ้งเหยียนกับครอบครัวย้ายเข้าจวนเซ่อเจิ้งหวาง ได้รับการแต่งตั้งเป็นซื่อจื่อสืบทอดบรรดาศักดิ์จากบิดา บันทึกชื่อเข้าผังตระกูลด้วยนามเดิมที่สลักไว้บนจี้กำไรหยก คือมู่หรงเหยียนกับมู่หรงผู่ หนึ่งวรรณกรรมหนึ่งเสียงดนตรีได้หวนคืนสู่ฐานันดรแท้จริงแล้ว
เพล้ง!!
“บัดซบ!”
ถ้วยชาหยกเคลือบชั้นดีแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเฉียดแก้มคนที่นั่งอยู่ใกล้
“พี่สะใภ้โปรดทรงระงับโทสะ”เลือดสีสดไหลจากบาดแผลทว่าเจ้าของมันยังคงไว้ซึ่งสีหน้าอ่อนน้อมไม่รู้สึกรู้สาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกาย
“ไม่เพียงพวกมันสั่นคลอนขุนนางขลาดเขลาพวกนั้นได้ ยังได้เจ้าหนุ่มผู้นั้นไว้ในมือ จะไม่ให้ข้ามีโทสะได้อย่างไร!”เข้าสู่สนามรบครั้งแรกก็สร้างผลงานใหญ่ได้แล้วมีหรือพระนางจะไม่สนใจ หากไม่ติดเยี่ยเจิ้งสิงที่ไม่ปล่อยโอกาสให้ผู้ใดสอดมือเข้าใกล้นางคงดึงเจ้าหนุ่มผู้นั้นมาแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งชิงชัง ไม่ว่ายามใดคนพวกนี้มักขัดแข้งขัดขานางอยู่ร่ำไป ดวงตาคู่งามฉายแววอำมหิตมองไปทางไหล้วนขัดหูขัดตาไปหมด
“แม้จะไม่ได้เจิ้งเหยียนมาอยู่ฝ่ายเราแต่ในศึกครานี้ยังมีคนอีกผู้ที่มีผลงานโดดเด่นไม่แพ้กัน" ไทเฮาเงียบไปมองคนผู้นั้นนิ่งอยู่นาน คนถูกมองยังคงสีหน้านอบน้อมปิดปากเงียบรอให้พระนางตกผลึกความคิดเอง เป็นนานกว่าพระนางจะขยับไทเฮาเอนกายพิงหมอนสีหน้าคลายความโกรธลงบ้างแล้ว
“กล่าวขึ้นมาเช่นนี้เจ้าดึงคนผู้นั้นมาได้แล้ว?”คนผู้นี้ใช่จะจัดการได้ง่ายก่อนหน้าพระนางเคยส่งคนไปหยั่งเชิงแต่ไม่ว่าจะหว่านลอมอย่างไรก็ไม่คล้อยตามจึงต้องวางมือก่อนชั่วคราว แต่นางไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่สนใจเสียทีเดียว รอเมล็ดที่หว่านไว้หยั่งรากเมื่อถึงเวลาอันสมควรย่อมต้องมีผลให้เก็บเกี่ยว
“ตอนนี้ยังไม่ได้ แต่ข้ามีหนทาง”
“อืม ครานี้ห้ามผิดพลาดอีก”
“แน่นอนพี่สะใภ้ จะไม่มีสิ่งใดผิดพลาดอีก”ดวงตาคู่งามมองผู้ได้ชื่อว่าเป็นน้องสามีและลูกพี่ลูกน้องมีสีหน้ามั่นใจเสียเต็มประดานางจึงผ่อนคลายลงเล็กน้อย เรียกนางกำนัลข้างกายเข้ามาทำแผลบนใบหน้าของอีกฝ่าย
***************
*บุตรหงส์หลานมังกร ลูกหลานเชื้อพระวงศ์