ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 75 ลูกกวาดรูปกระต่ายขาว

    ตอนที่75 ลูกกวาดรูปกระต่ายขาว

     

    กว่าที่ตระกูลฟู่จะรู้เรื่องนี้เวลาก็ได้ผ่านมากว่าครึ่งเดือนแล้ว ซึ่งฟู่เยี่ยน ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็ได้เปิดภาคเรียนแล้วเช่นกัน

     

    โดยวันนี้ฟู่เยี่ยนจะต้องไปรายงานตัวและวันนี้ฟู่ต้าอันและหลี่โม่ลี่ก็ได้มาที่บ้านของพวกเธอโดยเขาได้นำกระเป๋านักเรียนใบใหม่มาให้ฟู่เยี่ยน และยังได้ซื้อเครื่องเขียนต่าง ๆมาให้ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวด้วย

     

    โดยเขาได้เล่าว่าหลังจากที่หลี่ซ่งไป๋กลับไปถึงบ้านเขาก็ได้ไปหาหลี่ชุ่นลี่และไฉเฉี่ยวเหอเพื่อขอยืมเงินทว่าหลี่ชุ่นลี่รู้สึกผิดหวังกับลูกชายของเขามากจึงได้ปรึกษาเรื่องนี้กับไฉเฉี่ยวเหอและตัดสินใจให้หลี่ซ่งไป๋ยืมเงินแต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งก็คือครอบครัวของพวกเขาจะต้องแยกบ้านออกไป

     

    หลี่ซ่งไป๋ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งหากไม่นับเงินก้อนนี้ พ่อของเขาคงจะมีเงินเหลือไม่มากแล้วอย่างแน่นอนดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะยอมรับเงื่อนไขนั้นโดยไม่คาดคิดเลยว่าวันรุ่งขึ้นพ่อของเขาจะบังคับให้เขาย้ายออกไปจากบ้านทันทีโดยให้เหตุผลว่าเขาต้องทำตามเงื่อนไขที่ให้ไว้

     

    เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้หลี่ซ่งไป๋จึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อหาห้องพักของพนักงานแต่เนื่องจากเขาไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบดังนั้นเขาจึงไม่สามารถพักในหอพักพนักงานได้เขาและครอบครัวจึงต้องไปเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ที่ครอบครัวของเขาทั้งสามคนจะพออาศัยอยู่ได้แทน

     

    แต่อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นครอบครัวของหลี่ซ่งไป๋ก็มักจะกลับมาเยี่ยมพ่อกับแม่ของเขาที่บ้านอยู่บ่อยๆซึ่งไม่รู้ว่าเขากำลังพยายามที่จะทำดีเพื่อที่อยากจะกลับมาอยู่ที่บ้านเดิมหรือเปล่า

     

    ส่วนฟู่เยี่ยนนั้นยังคงไม่รู้ว่ามีเรื่องวุ่นวายนี้เกิดขึ้น เพราะเธอยังต้องไปโรงเรียนในตอนนี้ฟู่เยี่ยนได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมต้นซึ่งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมปลายประจำหมู่บ้านที่ฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวเรียนอยู่เล็กน้อยด้วยความที่ทั้งสองโรงเรียนไม่ได้อยู่ไกลกันมากนักพวกเขาจึงไปโรงเรียนด้วยกันทุกวัน

     

    ส่วนเพื่อนร่วมชั้นของฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวหลายคนที่อยู่หมู่บ้านห่างไกลนั้นก็ได้เลือกที่จะมาอาศัยอยู่ในหอพักของโรงเรียนทว่าฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวไม่ได้ทำแบบนั้นระยะทางจากหมู่บ้านอันผิงไม่ได้ห่างจากโรงเรียนมากนัก โดยใช้เวลาเดินแค่เพียง 40นาทีเท่านั้น หากใช้จักรยาน ก็จะใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 20 นาที

     

    เมื่อต้องแยกกันฟู่เยี่ยนจึงได้กล่าวลากับพี่ชายและพี่สาวของเธอ ก่อนจะเดินเข้าไปในโรงเรียนโดยโรงเรียนมัธยมต้นในหมู่บ้านนั้นมีนักเรียนไม่เยอะอยู่แล้วเธอจึงเดินหาห้องเรียนของตัวเองได้ไม่ยากนัก เพราะที่นี่ก็มีเพียง 2ชั้นเรียนเท่านั้น

     

    ซึ่งบนหน้าปกหนังสือของเธอก็ได้เขียนเอาไว้ว่าห้อง1 ดังนั้นเธอจึงได้เดินไปยังอาคารเรียนของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงประตูของห้องเรียน และวินาทีต่อมาเธอก็ได้ถูกใครบางคนตบที่ไหล่เบา ๆ

     

    “ฟู่เยี่ยนเธอมาเรียนได้แล้วอย่างนั้นเหรอ ! แล้วอาการบาดเจ็บของเธอล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง ? คุณครูบอกว่าเธอประสบอุบัติเหตุจนได้รับบาดเจ็บก็เลยไม่สามารถมาสอบได้ ฉันอยากไปเยี่ยมเธอมากเลยล่ะ แต่พี่ชายของฉันก็ไม่ยอมไปส่งฉันรู้สึกแย่มากเลยจริง ๆ ที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากรอที่จะเจอกับเธอตอนเปิดเทอมแบบนี้! ”

     

    ฟู่เยี่ยนจึงหันกลับไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะพบกับโจวชิวลู่เพื่อนสนิทของเสี่ยวฮั่วฟู่เยี่ยนจึงได้กล่าวทักทายออกไปด้วยท่าทีที่ดูไม่ค่อยมั่นใจนัก

     

    “ชิวลู่ ? ”

     

    “ใช่ฉันเอง ! เราไม่ได้เจอฉันมาแค่หนึ่งเดือนเอง เธอจำฉันไม่ได้แล้วเหรอ ? ” โจวชิวลู่ถามด้วยความประหลาดใจ

     

    “ไม่ใช่ฉันจำเธอได้ พอดีศีรษะของฉันได้รับการกระทบกระเทือนนิดหน่อยจึงทำให้ความทรงจำในก่อนหน้านี้ของฉันพร่ามัวไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง”ฟู่เยี่ยนรีบหาข้อแก้ตัวเพื่อที่จะแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้านี้ทว่ามันกลับสร้างความตื่นตระหนกในกับเพื่อนสนิทของเธอเป็นอย่างมาก

     

    “อะไรนะ? แล้วตอนี้เธอเป็นอย่างไรบ้าง ? เธอยังจำเพื่อนร่วมชั้นของเธอได้อยู่หรือเปล่า ! ”ทันใดนั้นเอง ดวงตาของโจวชิวลู่ก็เบิกกว้างขึ้นมาด้วยความตกใจ

     

    “ได้สิแต่ฉันก็ยังคงจำได้ไม่หมดหรอกนะ” ฟู่เยี่ยนกะพริบตาปริบ ๆพลางเริ่มพูดโกหกอีกครั้ง

     

    “โอ้แบบนี้แสดงว่าเธอคงจะได้รับบาดเจ็บอย่างสาหัสเลยสินะ ! ไม่เป็นไร ๆมีฉันอยู่นี่ทั้งคน เดี๋ยวฉันจะช่วยแนะนำทุกคนให้กับเธอเอง”โจวชิวลู่พูดพร้อมกับยืดหน้าอกของเธอขึ้นเธออาสาที่จะช่วยเพื่อนสนิทด้วยความเต็มใจ

     

    “ถ้าอย่างนั้นฉันคงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ ! ” หลังจากพูดจบฟู่เยี่ยนก็เผยรอยยิ้มที่ดูไร้เดียงสาออกมาตอนนี้เธอยังคงรู้สึกผิดที่กำลังหลอกเด็กคนหนึ่งอยู่งั้นเอาของอร่อยให้เธอกินเป็นการขอโทษแล้วกัน

     

    “เธอถ่อมตัวเกินไปแล้วนะเราเป็นเพื่อนสนิทกัน อย่าพูดแบบนั้นเลย ! ” ทันทีที่พูดจบ โจวชิวลู่ก็รีบคว้าไปที่แขนของฟู่เยี่ยนทันทีก่อนจะดึงเธอวิ่งเข้าไปที่ในห้องเรียน

     

    จึงทำให้อาจารย์ฟู่ผู้ซึ่งไม่ชอบให้ใครมาแตะต้องตัวไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอดทนกับเหตุการณ์นี้เท่านั้นเพราะตอนนี้เธอไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากใครได้เลยนั่นเอง !

     

    “ทางนี้ๆ นั่นคืออู๋จื่อเฉิง เป็นหัวหน้าชั้นของพวกเราเอง เขาเรียนเก่งพอกันกับเธอเลยนะซึ่งภาคเรียนที่แล้ว เขายังทำคะแนนสอบได้ที่หนึ่งอีกด้วยผู้ชายคนนี้ประมาทไม่ได้เลยจริง ๆ ! ”

     

    “ส่วนนี่คือเจิ้งฮุ่ยเธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดีที่สุดในชั้นเรียนของเราเลยก็ว่าได้แต่ไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอหรอกนะเพราะเธอบอกว่าพี่ชายของเธอเป็นสมาชิกของคณะปฏิวัติ ! ”

     

    “ยังมีอีกนะ...”

     

    ฟู่เยี่ยนฟังโจวชิวลู่คอยแนะนำเพื่อนทุกคนในชั้นเรียนด้วยความตั้งใจและไม่นานนักเธอก็จำเพื่อนทุกคนในชั้นเรียนได้แล้วนอกจากนี้เธอยังแยกคนบางคนที่ควรจะอยู่ให้ห่างได้อีกด้วย

     

    เช่น เจิ้งฮุ่ยที่บอกว่าตอนนี้มีสมาชิกของคณะปฏิวัติอยู่ที่บ้านดังนั้นจึงควรระวังเธอคนนี้เอาไว้ให้ดีเป็นพิเศษ

     

    เมื่อลงทะเบียนเสร็จเรียบร้อยแล้วเหล่านักเรียนต่างก็เลือกที่นั่งได้ตามใจชอบไปก่อนเพราะที่นั่งจะถูกจัดใหม่ตอนที่คุณครูประจำชั้นมาถึงอีกครั้งนั่นเอง

     

    ซึ่งคุณครูประจำชั้นของฟู่เยี่ยนเป็นชายหนุ่มที่ดูจะมีอายุใกล้เคียงกับพี่ใหญ่ของเธอเมื่อเขาเข้ามาในห้องเรียน เขาก็เริ่มจัดที่นั่งตามความสูงของนักเรียนทันที

     

    ในช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อนนั้นฟู่เยี่ยนได้ทานแต่ของดี ๆ ดังนั้นจึงทำให้ส่วนสูงของเธอพัฒนาขึ้นเป็นอย่างมากซึ่งด้วยความที่เธอและโจวชิวลู่นั้นมีความสูงที่ใกล้เคียงกันจึงได้ถูกจัดให้นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน ซึ่งเธอนั่งอยู่ในแถวที่สี่

     

    และด้วยความบังเอิญคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าของพวกเธอก็คือเจิ้งฮุ่ยนั่นเองเธอได้นั่งกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง

     

    ด้วยความที่วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกคุณครูประจำชั้นจึงเพียงแค่บอกถึงข้อควรระวังต่าง ๆและสิ่งที่จำเป็นสำหรับบทเรียนในวันพรุ่งนี้เท่านั้นก่อนจะจัดตารางเวลาให้กับทุกคน พร้อมกับให้เด็กทุกคนกลับบ้านได้

     

    ครอบครัวของโจวชิวลู่เองก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักโดยใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้นฟู่เยี่ยนเองก็รู้สึกลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะอยู่ที่นี่เพื่อรอกลับบ้านพร้อมกับฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวดีหรือเปล่า

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็ถูกชวนให้ไปที่สหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อซื้อเครื่องเขียนซึ่งฟู่เยี่ยนเองยังไม่รู้ว่าฟู่ต้าอันได้ซื่อเครื่องเขียนมาให้เธอที่บ้านแล้วทั้งยังซื้อมาเยอะมากอีกด้วย

     

    หลังจากที่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ดูเหมือนกับว่าเธอยังไม่มีปากกาเลย แต่เธอแค่ไม่รู้ว่าปากกามีราคาเท่าไหร่เธอจึงตัดสินใจที่จะไปดูพร้อมกับโจวชิวลู่

     

    เมื่อพวกเธอทั้งสองมาถึงสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคก็พบว่ามีผู้ปกครองหลายคนได้พาลูก ๆ มาซื้อดินสอด้วยเช่นกันซึ่งโจวชิวลู่เองก็มาที่นี่เพื่อซื้อดินสอด้วยแม้ว่าเธอจะเรียนชั้นมัธยมต้นแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงเขียนการบ้านด้วยดินสออยู่

     

    ดังนั้นเมื่อฟู่เยี่ยนบอกว่าเธอต้องการที่จะซื้อปากกาสีหน้าของโจวชิวลู่จึงเต็มไปด้วยความประหลาดใจ

     

    “เราใช้ดินสอไม่ได้เหรอปากกามันมีราคาแพงเกินไป ! มันมีราคาถึง 5 หยวนเลยนะ ! แม้แต่ครูใหญ่เองก็ยังมีแค่ด้ามเดียวเลย! พ่อของฉันบอกว่าจะซื้อให้ฉันตอนที่ฉันเข้าเรียนชั้นมัธยมปลายเลยด้วยซ้ำ ! ”

     

    หลังจากที่ได้ยินคำพูดของโจวชิวลู่ฟู่เยี่ยนจึงได้ล้มเลิกความคิดที่จะซื้อปากกาลงไปทันที

     

    ไม่ได้หากเธอซื้อปากกาล่ะก็ มีหวังคงจะได้ถูกคนทั้งโรงเรียนจับตามองอย่างแน่นอน!เธอควรทำตัวให้สมถะเอาไว้จะดีกว่า

     

    เมื่อตัดสินใจว่าจะไม่ซื้อมันแล้วดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้ซื้อดินสอและสมุดบันทึกที่มีลาดลายเหมือนกับของโจวชิวลู่แทนก่อนที่ทั้งสองจะเดินไปดูลูกกวาดรูปกระต่ายขาวต่อ

     

    แม้ว่าโจวชิวลู่จะเป็นเด็กผู้หญิงที่โตแล้วก็ตามแต่เธอก็ยังคงน้ำลายสออยู่ดีเมื่อเห็นลูกกวาดที่น่ากินแบบนี้

     

    “เอาไว้ถ้าฉันเก็บเงินได้มากพอฉันจะซื้อลูกกวาดรูปกระต่ายมาลองชิมดูสักครั้ง ฉันอยากรู้จริง ๆว่ารสชาติของมันจะอร่อยแค่ไหน ! ”

     

    ทันใดนั้นเองฟู่เยี่ยนก็นึกถึงลูกกวาดที่ฟู่เซินใส่ไว้ในกระเป๋าของเธอเมื่อเช้าขึ้นมาได้เธอจึงได้ล้วงมือเข้าไปหยิบมันออกมา ก่อนจะยื่นมันให้กับโจวชิวลู่

     

    “อ่ะลูกกวาดรสนมรูปกระต่ายขาวที่เธออยากชิม ลองชิมมันดูสิ ! ”

     

    “ว้าว! ฟู่เยี่ยน สุดยอดไปเลย แม่ของฉันไม่เคยซื้อมันให้กับฉันเลยสักครั้งมันดูน่ากินมากเลย เธอจะยกมันให้ฉันจริง ๆ เหรอ ? ” โจวชิวลู่รู้สึกว่าฟู่เยี่ยนเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอจริงๆ แม้แต่ลูกกวาดรูปกระต่ายขาวที่ดูแสนอร่อยนี้ ฟู่เยี่ยนยังยอมแบ่งมันให้กับเธอ

     

    “พอดีลุงรองของฉันกลับมาเยี่ยมบ้านเลยซื้อมันกลับมาฝากฉันด้วย เธอกินมันเถอะ ที่บ้านของฉันยังมีอีกเยอะเลย”ฟู่เยี่ยนทนไม่ได้เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าท้ายที่สุดแล้วเธอก็ยังคงดูเด็กมากจริง ๆ

     

    เมื่อได้ยินเช่นนั้นโจวชิวลู่ก็ได้เก็บลูกกวาดรูปกระต่ายขาวเอาไว้ในกระเป๋าของตัวเองอย่างทะนุถนอมพร้อมกับบอกว่าเธอจะเก็บมันเอาไว้กินตอนก่อนนอน

     

    ถึงแม้ฟู่เยี่ยนอยากจะบอกว่าการทานขนมหวานในตอนกลางคืนจะทำให้ฟันผุก็ตามแต่เมื่อเห็นท่าทางที่ดูปลาบปลื้มใจของโจวชิวลู่ ฟู่เยี่ยนจึงไม่ได้พูดอะไรออกมาให้เธอมีความสุขแบบนี้แหละดีแล้ว !

     

    หลังจากที่ออกจากสหกรณ์ขายสินค้าอุปโภคบริโภคฟู่เยี่ยนก็อยากไปที่ร้านรับซื้อของเก่าขึ้นมาทว่าโจวชิวลู่กลับรู้สึกงุนงงขึ้นมาเล็กน้อยดังนั้นฟู่เยี่ยนจึงได้อธิบายว่าที่นั่นมีหนังสือน่าสนใจอยู่มากมายเลยทีเดียว

     

    เมื่อโจวชิวลู่ถูกล่อลวงด้วยคำพูดที่ว่าเธอสามารถซื้อหนังสือได้ในราคาถูกมากๆ เธอจึงตัดสินใจที่จะตามฟู่เยี่ยนไปด้วยทันที

     

    ส่วนอีกด้านหนึ่งฟู่เซินและฟู่เหมี่ยวก็เลิกเรียนแล้วเช่นกันพวกเขาจึงได้เดินมารอที่ประตูโรงเรียนของฟู่เยี่ยนแต่ทว่ากลับไม่มีใครอยู่ในโรงเรียนเลยแม้แต่คนเดียวดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่าเสี่ยวฮั่วคงจะเดินกลับบ้านไปก่อนแล้วพวกเขาจึงได้เดินทางกลับบ้านด้วยเช่นกัน

     

    คล้ายกับเรื่องฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล) ที่คุณอ่าน