บทที่ 8 ยอมเสียไพ่ แต่ได้ชื่อ
“นี่ฉันตาฝาดไปหรือเปล่า? ไพ่ตายของไอ้หนุ่มหน้าจืดนั่นดันเป็เอซตัวสุดท้าย! เรียงกันสามตัว เป็ไพ่ตองเอซ! สุดยอดไพ่ที่ฆ่าได้ทั้งเทพทั้งพระ เป็ไพ่ที่ไม่มีใครเอาชนะได้ ไม่ว่าผู้จัดการติงจะได้ไพ่แบบไหนมาก็ต้องแพ้อยู่ดี ในเมื่อเป็แบบนี้ ทำไมเขาถึงไม่ยอมเปิดไพ่ให้เห็นล่ะ?” ชายหนุ่มคนหนึ่งเป็คนแรกที่ร้องะโออกมาด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ไพ่ที่ใหญ่ที่สุดของผู้จัดการติงก็แค่คิงสามตัว ในขณะที่ชายหนุ่มคนนั้นถือเอซสามตัว ซึ่งถือว่าไม่มีทางแพ้ หากเขาเล่นต่อ ต้องชนะได้มากกว่านี้แน่นอน ถ้าในมือมีไพ่ดีขนาดนี้ ทำไมถึงยอมแพ้โอกาสที่จะชนะแล้วจากไปล่ะ?”
ชายชราคนหนึ่งกล่าวว่า “พวกหนุ่ม ๆ อย่างพวกเธอเอาแต่คิดเื่เงิน เงินมันไม่ใช่ทุกอย่างของโลกซะหน่อย ฉันเดาว่าชายหนุ่มคนนั้นคงจะเป็เซียนพนันที่เก่งกาจไร้เทียมทานแหละมั้ง บางทีอาจจะมีเหตุผลบางอย่างทำให้เขาขัดสนเงินทองถึงได้มาที่บ่อน เขาอาจจะชนะได้ตลอด แต่ก็ไม่อยากที่จะทำมันมากเกินไป จึงเลือกที่จะละทิ้งไพ่ที่เหนือชั้นไป”
คุณป้าที่เพิ่งตั้งคำถามถึงคุณธรรมในการเล่นไพ่ของเฉินเซิงเมื่อครู่นี้ก็พูดขึ้นบ้างว่า “หนุ่มคนนี้ไม่เพียงแค่เล่นไพ่ได้เก่งกาจเท่านั้นนะ แต่คุณธรรมก็เยี่ยมด้วย หลังจากที่ได้ชัยชนะไปแล้วก็ยังไม่ลืมที่จะเว้นทางเอาไว้ให้ด้วย ถ้ามีโอกาส ฉันก็อยากจะขอคำชี้แนะเกี่ยวกับการเล่นไพ่จากเขาสักครั้ง”
“ใช่แล้ว คน ๆ นี้มีนิสัยดีจริง ๆ คบหาได้อย่างแน่นอน...”
หลังจากที่ได้เห็นไพ่ตายของเฉินเซิงที่วางทิ้งไว้แล้วเป็ไพ่เอซใบใหญ่ พวกเขาทั้งหมดก็พร้อมใจกันยกย่องในคุณธรรมอันสูงส่งของชายหนุ่ม มีเพียงหญิงสาวเ้าเสน่ห์เท่านั้นที่ได้แต่กัดฟันด้วยความโกรธไม่พูดอะไร
เฉินเซิงเลือกที่จะละทิ้งไพ่ทั้งที่ถือไพ่ที่ชนะได้แน่ ๆ เป็เหมือนกับกลยุทธ์ที่ใช้กันทั่วไปในโต๊ะพนัน เช่น เมื่อมีคนหนึ่งแพ้จนหมดตัวที่โต๊ะนั้นแล้ว บ่อนก็จะหาทางให้คนที่หมดตัวมีโอกาสชนะเล็กน้อย แล้วก็จะเชิญให้กลับไป
นี่ถือเป็การกระทำที่ให้เกียรติ ซึ่งเป็หลักการทำนองเดียวกับที่ว่า “อยู่ให้เป็ ตายให้ดี” การกระทำของเฉินเซิงก็ไม่ต่างจากนี้
แต่เมื่อนึกถึงเฉินเซิงที่เดินจากไปพร้อมกับเงินจากบ่อนหลายสิบล้านหยวน โดยที่ได้รับการยอมรับจากทุกคนรอบข้าง หญิงสาวเ้าเสน่ห์อดไม่ได้ที่จะด่าว่า “แม่งเอ๊ย เ้านั่นมันก็แค่แสร้งทำเป็ทิ้งเงินแสนบนโต๊ะไปเพื่อสร้างชื่อเสียงเท่านั้นแหละ มันแค่ทิ้งเงินแสนแต่ก็ได้ทั้งชื่อเสียงทั้งเงินกำไรไปพร้อมกัน มันได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนี่หว่า ไอ้หนุ่มนี่มันฉลาดแกมโกงจริง ๆ”
สิ่งที่หญิงสาวเ้าเสน่ห์พูดไว้อาจจะเป็ความจริง แต่ก็ไม่มีใครเชื่อสักเท่าไร
การพนันย่อมมีทั้งแพ้และชนะ บ่อนคงไม่สามารถห้ามไม่ให้ลูกค้าชนะและยอมให้คนอื่นเสียเงินได้ การกระทำของเฉินเซิงก่อนจากไปนั้นดูเหมือนเป็การแสดง แต่ในโลกนี้ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถปฏิเสธสิ่งล่อใจจากเงินได้
คนส่วนใหญ่ถ้าหากอยู่ในสถานการณ์เดียวกับเฉินเซิงก็ไม่มีทางที่จะทิ้งชิปมูลค่าแสนหยวนที่ตัวเองจะได้ไปแน่ ๆ หรืออาจจะใช้ไพ่เรียงชั้นสูงแบบนี้โกยเงินอีกก้อนโตก็ได้
เฉินเซิงเลือกที่จะละทิ้งไพ่ทั้งที่ถือไพ่เหนือชั้น จึงเป็ที่ยอมรับและชื่นชมจากคนส่วนใหญ่
“พี่ติง คนคนนั้นเรียกแท็กซี่ออกไปแล้ว พวกเราให้คนไปดักรอเขาบนถนนดีไหมครับ?” รปภ.ร่างกำยำที่สวมแว่นดำถามด้วยเสียงเบา
บ่อนมีกฎของบ่อน แขกที่มาเล่นพนันและชนะเงินรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ออกไปก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากชนะเงินรางวัลก้อนโต ถึงแม้ว่าจะมีโชคลาภก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ ั้แ่เฉินเซิงแลกชิปไปจนถึงตอนที่เขาเรียกรถแท็กซี่ออกไป ทุกอย่างอยู่ในสายตาของดิเอ็มเพอเรอร์เอนเทอร์เทนเมนต์ซิตีทั้งหมด
แค่หญิงสาวเ้าเสน่ห์พูดคำเดียว คนของบ่อนก็สามารถสกัดเฉินเซิงได้ทุกเมื่อ
“ช่างเถอะ” หญิงสาวเ้าเสน่ห์พูดด้วยสีหน้าขมขื่น
เฉินเซิงไม่เพียงได้เงินก้อนใหญ่จากบ่อน แต่ยังได้รับการยอมรับในคุณธรรมของเขาจากนักพนันทุกคน
คนที่มามีส่วนได้เสียที่นี่ มีที่ไหนที่ไม่มีภูมิหลัง ถ้าคนของบ่อนออกไปหาเื่เฉินเซิงตอนนี้ นักพนันบางคนที่แพ้และไม่มีที่ระบายความโกรธ นักเลงพนันเ่าั้น่าจะออกมาปกป้องเฉินเซิง แล้วกลับมาตำหนิดิเอ็มเพอเรอร์เอนเทอร์เทนเมนต์ซิตีได้
ถ้าคนของบ่อนกล้าสกัดเฉินเซิงจริง ๆ ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็ยังไง คนที่พ่ายแพ้ก็คงเป็พวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะได้เงินคืนจากมือเฉินเซิงเป็พันล้าน ก็เท่ากับว่าจะทำให้ลูกค้าโกรธและเสียลูกค้าประจำจำนวนมากไป
ถ้าเื่นี้แพร่ออกไปจะทำให้คนที่มาเยือนดิเอ็มเพอเรอร์เอนเทอร์เทนเมนต์ซิตี รู้สึกว่ามาเล่นที่นี่แล้วได้แต่แพ้เท่านั้น ใครจะกล้ามาเล่นที่นี่อีก
เงินรวมคนคนรวมเงินนี่แหละคือหลักการ
“ไปสืบประวัติของเ้าหนุ่มน้อยนั่นให้ฉันหน่อย ฉันจะดูว่าเ้าคนนั้นมีที่มาที่ไปยังไง” หญิงสาวเ้าเสน่ห์ พูดด้วยสีหน้าเ็า “ฉันไม่ได้หาเงินมาได้ง่าย ๆ ไม่ว่าคนนั้นจะมาด้วยเหตุผลอะไร ก็ไม่สามารถจะทำให้ที่นี่กลายเป็เครื่องกดเงินสดส่วนตัวของเขาได้!”
…
“โอ๊ย…”
เฉินเซิงได้ยินเสียงร้องใของหญิงสาวดังมาจากนอกห้องเช่า
เสียงที่ได้ยินฟังดูคุ้น ๆ เฉินเซิงจึงวิ่งออกไปที่ลานบ้าน จากนั้นก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งผมยาวสลวยรูปร่างอวบกำลังดี สวมชุดเดรสเข้ารูปสีดำล้มอยู่ที่พื้น
หญิงสาวสวมรองเท้าส้นสูงปรี๊ดเหมือนไม้ต่อขา เดินอยู่บนพื้นที่ขรุขระในสวน จึงทำให้เธอเสียหลักล้มลงไป
“อาจารย์หลิว มาได้ไงครับ?” เฉินเซิงถามด้วยความแปลกใจ จากนั้นก็เดินเข้าไปพยุงหญิงสาวสวยที่ล้มอยู่
หญิงสาวที่ล้มลงกับพื้นคือหลิวซือซือ อาจารย์สาวสวยประจำชั้นของเฉินเซิงที่มหาวิทยาลัยเจียงเฉิง ตลอด่เวลาสองปีในรั้วมหาวิทยาลัย อาจารย์สาวสวยผู้ที่ได้รับการยกย่องจากนักศึกษาเจียงเฉิงว่าเป็ผู้หญิงที่มีเสน่ห์ที่สุด เคยให้ความช่วยเหลือเขาอย่างมาก
พอคิดได้ว่าั้แ่เกิดใหม่มา เขายังไม่ได้กลับไปมหาวิทยาลัยหรือแม้แต่โทรทักทายอาจาย์ประจำชั้น ก็เลยทำให้เธอต้องเหนื่อยมาหาเอง ทั้งยังทำให้เธอได้รับาเ็ที่ข้อเท้าอีก เฉินเซิงก็รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก
หลิวซือซือข้อเท้าพลิกทำให้ไม่สามารถเดินได้ เฉินเซิงจึงต้องพยุงเธอด้วยการโอบเอวแล้วพาไปที่ห้องของเขา พอรู้สึกถึงความนุ่มนวลที่เอวของหลิวซือซือ เฉินเซิงก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
หลิวซือซือวางแขนขาวเนียนเรียวยาวของเธอไว้บนบ่าของเฉินเซิง ขณะที่เอวถูกมือใหญ่ของเขาโอบไว้ เธอรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเช่นกัน
หลิวซือซือเป็ผู้หญิงหัวโบราณ เธอไม่เคยใกล้ชิดกับเพศตรงข้ามมาก่อน ในตอนนี้ร่างกายของทั้งสองอยู่ชิดกัน ราวกับคู่รักที่กำลังมีความรัก
ที่สำคัญก็คืออีกฝ่ายไม่ใช่คนรักแต่กลับเป็นักศึกษาของเธอ หลิวซือซือจึงรู้สึกเขินอายมาก
หลิวซือซือพยายามยกมือออกจากไหล่ของเฉินเซิงแล้วพูดว่า “ฉันไม่เป็ไร เดินเองได้”
“ได้ครับ” เฉินเซิงก็คิดว่าถ้าไม่ปล่อยเธอเขาอาจจะถูกหาว่าจงใจฉวยโอกาสลวนลามเธอก็ได้ จึงปล่อยเอวบางของเธอออกด้วยท่าทางเขิน ๆ
ตอนแรกเฉินเซิงไม่ได้คิดอะไรมากเมื่อประคองหลิวซือซือ แต่หลังจากได้กลิ่นหอมเย้ายวนที่ลอยมาจากตัวเธอ เฉินเซิงก็อดไม่ได้ที่จะคิดฟุ้งซ่าน
พอััได้ถึงความอบอุ่นจากตัวของหลิวซือซือที่แผ่มาถึงปลายนิ้ว เฉินเซิงก็รู้สึกอยากจะสอดมือที่โอบเอวบางของหลิวซือซือขึ้นไปลูบยอดเขาหิมะอันน่าหลงใหล และอยากรูดมือขึ้นมาที่เนินอกของเธอ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าเฉินเซิงจะมีความคิดสกปรกอะไร แต่ผู้ชายปกติคนไหนบ้างที่ได้ใกล้ชิดกับหลิวซือซือสาวสวยระดับนี้จะไม่แอบคิดอะไรไปไกล
ถ้ายังคงพยุงเธอต่อ เขาไม่แน่ใจเลยว่าจะยับยั้งชั่งใจไม่ให้ทำเื่ไม่ดีได้หรือไม่ พอได้ยินข้อเสนอจากหลิวซือซือเขาต้องใช้ความพยายามอย่างมากกว่าจะดึงมือออกจากเอวบางอันนุ่มนวลของหลิวซือซือได้
หลิวซือซือเพิ่งจะก้าวออกไปได้หนึ่งก้าวก็รู้สึกปวดอย่างรุนแรงที่ข้อเท้าขึ้นมาทันที ร่างของเธอจึงเสียหลักอีกครั้ง และร้องกรี๊ดออกมาเมื่อกำลังจะล้มลงไปข้างหน้า
“อาจารย์หลิว!” พอเห็นหลิวซือซือเสียหลักเฉินเซิงก็รีบพุ่งตัวเข้าไปคว้าตัวเธอไว้ ก่อนที่ร่างอันบอบบางของหลิวซือซือจะได้ัักับพื้นอย่างจัง
“อ๊ะ...” หลิวซือซือร้องออกมาด้วยความใ แล้วก็ล้มลงไปในอ้อมกอดอันอบอุ่นของเฉินเซิง
เนื่องจากร่างกายของคนทั้งคู่แนบชิดกัน เสื้อชั้นในแบบดันทรงของหลิวซือซือก็แนบชิดไปกับหน้าอกอันแข็งแกร่งของเฉินเซิงโดยตรง เนินอดอันขาวนวลของเธอก็เลยทะลักออกมาจากขอบเสื้อชวนมองเป็พิเศษ
หลิวซือซือสูงถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบกว่าเิเ บวกกับส้นสูงที่สั้นกว่าตะเกียบนิดเดียว ทำให้ความสูงของเธอกับเฉินเซิงแทบจะไม่ต่างกัน
หลังจากที่ร่างกายของคนทั้งสองแนบชิดกัน ไม่เพียงแค่หน้าท้องแนบกับหน้าท้อง อกแนบกับอก แม้แต่ริมฝีปากของคนทั้งคู่ก็ยังแนบสนิทกัน
ทั้งเฉินเซิงและหลิวซือซือ ต่างก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเขาอยู่ในท่าทางที่ดูกุ๊กกิ๊กกันแบบนี้
ร่างกายของเฉินเซิงและหลิวซือซือแนบชิดติดกันราวกับเป็หนึ่งเดียว ริมฝีปากประกบกัน ขณะเดียวกัน ดวงตาทั้งคู่เบิกกว้าง จ้องมองกันด้วยความไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง