"ที่นี่คือ?" อวิ๋นเป่ยเยี่ยพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาเตรียมจะก้าวเท้าออกจากห้องบรรทม เพื่อดูให้แน่ใจว่าที่นี่คือตำหนักใดกันแน่
พระสนมผู้ใดกันหนอ ที่ให้กำเนิดองค์หญิงน้อยที่น่ารักน่าชัง ผิวพรรณผุดผ่องดั่งหยกแกะสลักเช่นนี้ให้แก่เขา เขาจะต้องตกรางวัลให้นางอย่างงามเสียแล้ว
"ฝ่าา ที่นี่คือตำหนักมู่จิ่น ที่ประทับของพระสนมไป๋เพคะ" แม่นมจางที่อยู่ด้านข้างเอ่ยเตือนขึ้นมาอย่างรู้ความ
"จริงด้วย พระสนมไป๋ ข้าจะเข้าไปดูนางเสียหน่อย" อวิ๋นเป่ยเยี่ยถูมือไปมา ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในห้องบรรทมด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข
ปกติแล้วเขาแทบจะไม่ค่อยได้ก้าวเท้าเข้ามาในวังหลังนัก แม้จะจำใบหน้าของพระสนมไป๋ได้ไม่ชัด ทว่าในความทรงจำ นางเป็สตรีที่อ่อนโยนแต่ก็เด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
ครั้งล่าสุดที่เขาพบหน้านาง ก็คงเมื่อราว ๆ สิบเดือนก่อนกระมัง…
วันนั้นเขาวุ่นวายจนหัวหมุนกับราชกิจ ขณะเสด็จไปพักผ่อนหย่อนใจยังสวนด้านหลัง และเสด็จผ่านตำหนักมู่จิ่นแห่งนี้ ก็บังเอิญได้ยินเสียงอ่านหนังสืออันแ่เบาดังแว่วออกมา จึงแวะเข้ามาดู…
"พระสนมไป๋สิ้นลมแล้วเพคะ..." แม่นมจางเอ่ยเสียงเบาด้วยความเวทนา คล้ายกับรำพึงรำพันกับตนเอง และคล้ายกับกำลังเตือนสติองค์ฮ่องเต้
เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ฝีเท้าของอวิ๋นเป่ยเยี่ยก็พลันชะงักงัน แววตาของเขาฉายความตกตะลึงและความโศกเศร้าพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้านอวิ๋นตั๋วตั๋วที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วมุ่น เดิมทีนางคิดว่าผู้เป็บิดามารดาผู้ให้กำเนิดของนางจะมาถึงแล้ว ทว่าบิดาแท้ ๆ ของนางกลับจำไม่ได้กระทั่งว่าที่นี่คือตำหนักของมารดานางหรือนี่?
ช่างเ็าไร้หัวใจเสียจริง สมกับที่เป็ตระกูล์ ไร้ซึ่งความผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น
นางอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจมองฟ้า แล้ววันเวลาหลังจากนี้ นางจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรเล่า?
ไทเฮาทรงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วไว้ในอ้อมอก เมื่อเห็นเด็กตัวน้อยแค่นี้กลับเผยสีหน้าหนักใจออกมา ก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้ "เด็กดี ไม่ต้องกลัวนะลูก ข้าจะรักและเอ็นดูเ้าเอง"
พระนางทรงตบหลังอวิ๋นตั๋วตั๋วเบา ๆ อย่างทะนุถนอม "ต่อไปนี้ เ้าจงชื่อว่า ตั๋วตั๋ว… อวิ๋นตั๋วตั๋ว"
ไทเฮาทรงพระราชทานนามให้ด้วยพระองค์เอง นี่เป็ครั้งแรกที่ไทเฮาทรงตั้งชื่อให้แก่พระราชนัดดา นับเป็เกียรติยศสูงสุดแห่งแคว้นหนานหยาง
[หวังว่าเด็กคนนี้จะมีโชคดีมากมาย มีชีวิตที่ราบรื่นตลอดไป]
อวิ๋นตั๋วตั๋วกะพริบตากลมโตปริบ ๆ นางส่งเสียงอ้อแอ้อยากจะบอกว่านางชอบชื่อนี้มาก แต่เสียงที่เปล่งออกมากลับมีเพียงเสียงร้องแง ๆ
ชื่อนี้เหมือนกับชื่อในชาติที่แล้วของนางเลย!
นางหวังว่านางจะมีเงินทองมากมาย มีคนโปรดปรานรักใคร่มาก ๆ และที่สำคัญที่สุด ขอให้มีหนุ่มหล่อรายล้อมอยู่ข้างกายมากมายด้วยเถิด!
"เสด็จแม่ พระสนมไป๋จากไปแล้ว เด็กคนนี้ไม่ให้..." อวิ๋นเป่ยเยี่ยลอบกลืนน้ำลาย เขายื่นมือออกไปอย่างนึกประหม่าเล็กน้อย ลอบสังเกตสีหน้าของไทเฮา ด้วยหวังจะอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วมาเลี้ยงดูด้วยตนเอง
"เด็กคนนี้ ข้าจะเลี้ยงดูเอง" กล่าวจบ ไทเฮาก็กระชับอ้อมกอดอวิ๋นตั๋วตั๋วแน่นขึ้น ทรงนำเตาพกใบเล็กที่ยังอุ่น ๆ ซุกเข้าไปในผ้าห่มบุนวมลายปักที่ห่อหุ้มร่างเล็ก ๆ ของอวิ๋นตั๋วตั๋วเอาไว้ จากนั้นก็เสด็จออกจากตำหนักมู่จิ่น มุ่งหน้าไปยังตำหนักโซ่วชางโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
มือของอวิ๋นเป่ยเยี่ยชะงักค้างอยู่กลางอากาศ เขามองตามไทเฮาที่อุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วจากไปตาละห้อย ภายในใจบังเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาจับใจ
"ฝ่าา การที่องค์หญิงน้อยทรงถูกรับไปเลี้ยงดูโดยไทเฮาเช่นนี้ จะดูไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ?" จ้าวตงเฉวียน กงกงคนสนิทข้างกายฮ่องเต้รีบยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
วันนี้เขาเห็นไทเฮาทรงด่าทอฮ่องเต้ฉอด ๆ โชคดีที่ปกติเขาเป็คนปากหนักและเก็บความลับเก่ง ไม่อย่างนั้นคงถูกลากตัวไปฆ่าปิดปากเป็แน่แท้
ตามธรรมเนียมของวังหลัง หากพระสนมยศต่ำให้กำเนิดทายาท ล้วนต้องส่งไปให้ฮองเฮาทรงเลี้ยงดูทั้งสิ้น
แต่การที่ไทเฮาทรงพาตัวองค์หญิงไปเช่นนี้ ชัดเจนว่าไม่เห็นฮองเฮาอยู่ในสายตา เกรงว่าทิศทางลมในวังหลังคงจะต้องเปลี่ยนไปอีกคราเสียแล้ว
"ไม่เป็ไรหรอก เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น ย่อมถือเป็ความบกพร่องต่อหน้าที่ของฮองเฮาเช่นกัน" อวิ๋นเป่ยเยี่ยตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
จ้าวกงกงพยักหน้ารับ องค์หญิงเพิ่งประสูติกลับถูกคนจับโยนลงบ่อน้ำร้าง ทว่าโชคดีที่ปลอดภัย ไทเฮาและฮ่องเต้ไม่ได้ทรงเอาผิดฮองเฮาก็นับว่าปรานีมากแล้ว หากฮองเฮาทรงฉลาดพอ ก็ไม่ควรจะไปแย่งชิงสิทธิ์ในการเลี้ยงดูองค์หญิงน้อย
"อย่างไรเสียเสด็จแม่ก็ทรงมีอายุมากแล้ว เ้าจงส่งคนเก่ง ๆ จากกรมวังไปคอยปรนนิบัติที่ตำหนักโซ่วชางสักสองสามคนก็แล้วกัน เ้าจงไปคัดเลือกด้วยตนเอง เลือกคนที่รู้ความหน่อย อย่าให้พวกงุ่มง่ามไปทำเื่ให้เสด็จแม่ต้องกริ้ว"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าาโปรดวางพระทัย บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้" จ้าวตงเฉวียนค้อมตัวคำนับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"จริงสิ ข้าวของทุกอย่างในตำหนักมู่จิ่นแห่งนี้ ห้ามผู้ใดแตะต้องเด็ดขาด และอย่าให้พระสนมคนอื่นย้ายเข้ามา ให้คนมาคอยปัดกวาดทำความสะอาดทุกวันด้วย เมื่อตั๋วตั๋วโตขึ้น อย่างไรเสียนางก็ย่อมต้องอยากมาดูที่พักของมารดานางบ้าง" อวิ๋นเป่ยเยี่ยทอดถอนใจอยู่ในอก เด็กคนนี้กำพร้ามารดาั้แ่เกิด เขาจำต้องรักและทะนุถนอมนางให้จงหนักเสียแล้ว
ที่ตำหนักเจาหยาง
ทันทีที่ 'เจาหยวนฮองเฮา' แห่งแคว้นหนานหยางได้ทราบข่าวที่ถูกส่งมา นางก็นั่งไม่ติดที่ราวกับมีเข็มทิ่มแทงอยู่บนเบาะรองนั่ง
"วันนี้เป็ถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพของเสด็จแม่ ผู้ใดกันที่บังอาจทำเื่สิ้นคิดไร้มโนธรรมเช่นนี้ออกมาได้? ช่างสารเลวเสียจริง นี่มันหาเื่เดือดร้อนให้คนอื่นโดยแท้!"
เจาหยวนฮองเฮารู้สึกราวกับมีมดนับหมื่นตัวกำลังกัดทึ้งหัวใจ เหงื่อเย็น ๆ ผุดพรายเต็มหน้าผาก วังหลังอยู่ภายใต้การดูแลของนาง แต่กลับเกิดเื่ใหญ่โตปานนี้ ไทเฮาและฝ่าาจะทรงลงทัณฑ์นางเช่นไร?
"พระนางอย่าได้ทรงกังวลไปเลยเพคะ โชคดีนักที่องค์หญิงน้อยไม่เป็อันตรายใด ๆ " ชุ่ยหลิง นางกำนัลคนสนิทข้างกายฮองเฮาเอ่ยปลอบประโลมอยู่ด้านข้าง พร้อมกับประคองถ้วยน้ำชาอุ่น ๆ ถวาย
"บ่าวได้ยินมาว่าสองคนนั้นถูกคุมตัวไปที่กรมราชทัณฑ์ฝ่ายในแล้วเพคะ" ชุ่ยหลิงค้อมตัวลงกระซิบที่ข้างพระกรรณของฮองเฮา
"หากเด็กนั่นเป็อะไรไป ข้าคงถึงคราวเคราะห์ใหญ่แน่!" เจาหยวนฮองเฮาทรุดตัวลงนั่งแล้วก็ผุดลุกขึ้นมาอีกครั้ง สองมือบีบเข้าหากันแน่น
"อย่าให้ข้าจับได้เชียวนะว่าไอ้ลูกเต่าตัวไหนมันช่างโง่เง่าเต่าตุ่น ใช้วิธีการต่ำช้าเลวทรามเช่นนี้! ถุย!" เจาหยวนฮองเฮาถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างหัวเสีย
ชุ่ยหลิงลอบกลืนน้ำลาย เมื่อได้ยินฮองเฮาพ่น 'วาจาดอกไม้' ออกมาเป็ชุด นางก็ถึงกับใบ้รับประทาน ไม่รู้จะต่อบทสนทนาอย่างไรไปชั่วขณะ
"พระนางอย่าเพิ่งวู่วามเลยเพคะ เสวยน้ำชาอุ่น ๆ ให้ชุ่มคอ ระงับโทสะก่อนเถิดเพคะ"
แท้จริงแล้ว เจาหยวนฮองเฮามาจากชนเผ่าซยงหนู เป็ชาวหนานหยางที่เติบโตในดินแดนซยงหนู จึงมีนิสัยใจร้อน อารมณ์ร้าย ขัดใจเมื่อใดเป็ต้องด่าเปิง
สมัยที่อวิ๋นเป่ยเยี่ยยังไม่ได้ครองราชย์ นางเคยช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ต่อมาจึงได้กลายเป็พระชายาเอกขององค์รัชทายาทและเลื่อนขั้นเป็ฮองเฮาในที่สุด
"เร็วเข้า เตรียมเกี้ยวไปกรมราชทัณฑ์ฝ่ายใน!" เจาหยวนฮองเฮายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ก่อนจะตบโต๊ะดังปัง เตรียมตัวจะไปไต่สวนเ้าบ่าวสุนัขสองคนที่หาเื่ปวดเศียรเวียนเกล้ามาให้นาง
"รีบไปเตรียมเตาพกมาให้ข้า เร็วเข้า! มัวชักช้าอืดอาดอยู่ได้ ขยับตัวให้มันกระฉับกระเฉงหน่อย!"
องค์ชายใหญ่ 'อวิ๋นอี้ป๋อ' เห็นพระมารดาร้อนรนเช่นนั้น ก็รู้สึกเป็ห่วงยิ่งนัก "เสด็จแม่ ลูกจะไปเป็เพื่อนพ่ะย่ะค่ะ"
"โอ๊ย เ้าอยู่เฉย ๆ ไปเลยนะ ไม่ต้องมาสอดรู้สอดเห็นแถวนี้!" ฮองเฮาขมวดคิ้วมุ่น ทอดพระเนตรมองบุตรชายในอุทรของตนด้วยความไม่พอใจ
"หากไม่ใช่เพราะวัน ๆ เ้าเอาแต่ลอยชายไม่เอาถ่าน หนังสือหนังหาไม่อ่านจนข้าต้องมาคอยนั่งเฝ้าทุกวันแล้วล่ะก็ เสด็จแม่อย่างข้าก็คงไม่ต้องเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรงไปดูแลวังหลังหรอก!"
เจาหยวนฮองเฮาสวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกไปพลาง สบถด่าทอพ่นวาจาดอกไม้ออกมาไปพลาง ก่อนจะก้าวฉับ ๆ มุ่งหน้าไปยังกรมราชทัณฑ์ฝ่ายในอย่างรวดเร็ว
ชุ่ยหลิงกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามผู้เป็นาย คอยผูกเชือกที่คอและเอวให้ฮองเฮา พร้อมกับยื่นเตาพกไม้แกะสลักที่ใส่ถ่านหอมจนอุ่นวาบให้ถึงพระหัตถ์
อวิ๋นอี้ป๋อปีนี้อายุสิบสองชันษาแล้ว เขาไม่ชอบเรียนรู้ราชกิจ ทั้งยังไม่ชอบฝึกฝนวรยุทธ์ สิ่งเดียวที่โปรดปรานคือการนั่งยอง ๆ อยู่มุมกำแพง กัดนิ้วมือและอ่านหนังสือนิทาน บิดาของเขาก็ไม่เคยสนใจใยดี เจาหยวนฮองเฮาจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องรับหน้าที่อบรมสั่งสอนบุตรชายเพียงลำพังด้วยการนั่งเฝ้าให้เขาอ่านหนังสือทุกวัน
ส่วนไทเฮานั้น สำหรับพระราชนัดดาองค์โตที่มีโอกาสสืบทอดราชบัลลังก์สูงลิ่วผู้นี้ ทว่ากลับไม่รู้หลักการปกครองบ้านเมือง ทั้งยังไม่รู้วิธีครองใจผู้คน พระองค์ก็ทรงปล่อยปละละเลย ไม่เคยถามไถ่ถึงเช่นกัน