ฉันชื่อ เจส เป็นักข่าวท้องถิ่นที่พวกตำรวจมักเรียกกันอย่างเหยียดหยามว่า ‘หมาบ้า’ แต่ฉันไม่สนใจฉายานั้นหรอก ตราบใดที่ยังสามารถขุดคุ้ยความจริงได้ ฉันก็จะไม่ยอมจำนนต่ออำนาจมืดหรืออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างคดีล่าสุดที่เกิดขึ้นใน "หมู่บ้านสบหมอก" กับข่าวลือเื่ "ผีลักซ่อน" ที่ทำให้ชาวบ้านหายตัวไปอย่างลึกลับ ฉันไม่เชื่อเื่ไร้สาระแบบนั้นเด็ดขาด มันจะต้องเป็อำนาจมืด หรือขบวนการลักพาตัวของใครบางคนที่มีอิทธิพลในหมู่บ้านนี้อย่างแน่นอน
ทันทีที่ฉันมาถึงหมู่บ้านสบหมอก ััแรกของหมู่บ้านนี้คือความเงียบสงบ แต่เป็ความสงบที่ ‘มากเกินไป’ จนน่าขนลุก ราวกับบรรยากาศทั้งหมดถูกจัดฉากเอาไว้เพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนอย่างฉัน แต่ถึงอย่างนั้น ภาพตรงหน้ากลับย้อนแย้งด้วยชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ดูครึกครื้น พวกเขาหัวเราะและเดินเตร่ราวกับไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติที่แฝงอยู่ในนี้เลยแม้แต่น้อย
ความจริงยิ่งปรากฏชัดขึ้นเมื่อฉันลองเปิดประเด็นสอบถามถึงคดีคนหายและตำนานผีลักซ่อน วินาทีนั้นเอง ฉันสังเกตเห็นสีหน้าของชาวบ้านที่เปลี่ยนไปทันทีเมื่อได้ยินคำถาม ความกังวลและความหวาดระแวงถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านแววตา หลายคนเลี่ยงที่จะสบตาและรีบเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว บางคนปฏิเสธด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ และที่น่ากลัวคือชาวบ้านบางรายถึงกับกรีดร้องเสียงหลงอย่างบ้าคลั่งทันทีที่ฉันพูดถึงเื่นี้ ราวกับว่าพวกเขากำลังปกปิดความลับบางอย่างร้ายแรงและสยดสยองจนเกินกว่าจะรับมือได้เอาไว้
ปกติแล้วฉันชอบการสืบคดีคนเดียว เพราะมันรวดเร็วและไม่ต้องคอยวิ่งตามใคร แต่ในวินาทีนี้ฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ ความมั่นใจที่เคยมีเริ่มสั่นคลอน เมื่อฉันตระหนักได้ว่าตอนนี้ ‘หมาบ้า’ อย่างฉันเองนั่นแหละที่กลายเป็ผู้ถูกล่า
หลังจากที่เริ่มสืบคดีมาได้เพียงไม่นาน ความรู้สึกหนักอึ้งอย่างประหลาดก็เริ่มเกาะกินที่ต้นคอของฉัน ราวกับมีกระแสไฟจางๆ จากสายตาคู่หนึ่งคอยแอบสังเกตการณ์อยู่เื้ัตลอดเวลา ไม่ว่าฉันจะแทรกตัวเข้าไปในตลาดที่ผู้คนพลุกพล่านเพื่อสอบถามข้อมูลคดีคนหาย หรือเดินลัดเลาะไปตามตรอกแคบๆ ที่รกร้าง ความรู้สึกถูกสะกดรอยตามนั้นก็ไม่เคยจางหายไป ทุกครั้งที่ฉันแกล้งหันขวับกลับไปมอง สิ่งที่พบกลับมีเพียงสายลมที่พัดผ่านใบหน้าเฉยเมยของชาวบ้านที่ก้มหน้าก้มตาทำธุระของตน ราวกับว่าสายตาคู่นั้นซ่อนตัวอยู่ในอากาศธาตุและเฝ้ามองฉันด้วยความสนุกสนานที่เห็นเหยื่อเริ่มกระวนกระวายใจ
แม้แต่ในพื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยที่สุดอย่างห้องพัก ฉันก็ยังถูกตามรังควานอย่างไม่ลดละ บานประตูไม้ที่ถูกลงกลอนแ่าและหน้าต่างที่ปิดสนิท มันไม่ได้ให้ความรู้สึกอุ่นใจเลยแม้แต่น้อย ทุกย่างก้าวที่ฉันเดินผ่าน ทุกประโยคที่ฉันขีดเขียนลงในสมุดบันทึก ฉันััได้ถึงแรงกดดันที่จ้องเขม็งมาจากมุมมืดของเพดาน หรืออาจเป็รอยแยกเล็กๆ บนฝาผนังที่ใครบางคนจงใจเจาะทิ้งไว้ มันเป็ความรู้สึกรุกรานที่น่ารังเกียจ เหมือนถูกจ้องมองในขณะที่ฉันกำลังเปลือยเปล่าและไร้ทางสู้ ทุกการเคลื่อนไหวของฉันถูกบันทึกไว้โดยบุคคลนิรนามที่ฉันไม่รู้แม้แต่ชื่อ
คืนหนึ่งที่หมอกลงจัดจนบดบังแสงจันทร์ เสียงฝีเท้าแ่เบาก็เริ่มทำลายความเงียบสงัดยามค่ำคืน
ตึก... ตึก...
เสียงนั้นจงใจลงน้ำหนักอย่างระมัดระวังจนน่าขนลุก มันเคลื่อนที่มาอย่างช้าๆ ก่อนจะหยุดอยู่ตรงหน้าประตูห้องพักของฉันพอดี ฉันนั่งนิ่งเป็หิน กลั้นหายใจจนปอดแทบะเิ จ้องมองเงาดำมืดที่พาดผ่านช่องว่างใต้ประตูอย่างไม่วางตา รอคอยว่าเมื่อไหร่ที่ลูกบิดประตูจะถูกบิดออก แต่เมื่อฉันรวบรวมความกล้าพุ่งไปกระชากประตูเปิดออกเพื่อเผชิญหน้า สิ่งที่อยู่เบื้องหน้ากลับมีเพียงทางเดินที่มืดมิดและว่างเปล่า ไร้เสียง ไร้เงา และไร้ร่องรอยของสิ่งมีชีวิตใดๆ ราวกับว่าสิ่งที่มายืนอยู่เมื่อครู่เป็เพียงิญญาร้ายที่มาเพื่อเตือนให้ฉันรู้ว่า ฉันไม่มีทางหนีพ้นสายตาคู่นั้นได้เลย ไม่ว่าจะอยู่ในแสงสว่างหรือความมืดก็ตาม
หลังจากที่ฉันขุดคุ้ยลงไปจนเริ่มมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมของคดีนี้ สายตาของชาวบ้านที่เคยมองฉันด้วยความหวาดระแวงก็เริ่มแปรเปลี่ยนไป ทุกคนมองมาที่ฉันด้วยสายตาเย็นเยียบ ราวกับว่าฉันเป็ ‘ศพ’ ที่กำลังเดินได้และเพียงแค่รอวันถูกขุดหลุมฝังเท่านั้น
วินาทีนั้นฉันตระหนักได้ทันทีว่า ตัวเองไม่ได้กำลังต่อสู้กับตำนานผีสาง แต่ฉันดันไปแตะต้องเข้ากับรังแตนของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่แข็งแกร่งและโเี้ที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้เข้าให้แล้ว บรรยากาศรอบตัวเริ่มตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก พวกมันไม่จำเป็ต้องไล่ล่าฉันอย่างโจ่งแจ้งเลย เพราะตอนนี้คนทั้งหมู่บ้านเป็หูเป็ตาให้พวกมันเรียบร้อยแล้ว พวกมันก็แค่รอเวลาที่จะจัดการ ‘หมาบ้า’ อย่างฉันให้หายไปตลอดกาล
สิ่งเดียวที่ฉันทำได้ในตอนนี้คือการเรียกกำลังเสริมแบบลับๆ โดยติดต่อให้ เจได คู่หูตากล้องของฉัน ให้เขารีบเข้ามาในหมู่บ้านสบหมอกนี้ทันที "เจได! พี่ได้ข้อมูลลับสำคัญเกี่ยวกับแก๊งลักพาตัวที่หมู่บ้านสบหมอกแล้ว! วันพรุ่งนี้รีบมาที่ไร่ชาหมู่บ้านสบหมอกนะ!" ฉันทิ้งข้อความเสียงให้รุ่นน้องตากล้องอย่างเร่งรีบ นี่เป็โอกาสเดียวที่จะส่งต่อหลักฐานทั้งหมด และหวังว่าเจไดจะสามารถเปิดโปงเื่นี้ได้ หรืออย่างน้อยเขาก็อาจจะมาช่วยฉันได้ ก่อนที่ฉันจะกลายเป็เหยื่อรายต่อไปของแก๊งลักซ่อนนี้
แม้จะยืนส่งข้อความเสียงอยู่หน้าห้องน้ำสาธารณะที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ฉันกลับรู้สึกหวาดระแวงยิ่งกว่าตอนอยู่คนเดียวเสียอีก หลากหลายสายตาจับจ้องมาที่ฉันราวกับว่าฉันเป็เหยื่อรายต่อไปที่กำลังจะถูกล่า อีกทั้งฉันยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น บางอย่างกำลังพุ่งตรงมาที่ฉันอย่างเงียบเชียบ จนแทบจะทำให้ฉันต้องรีบวิ่งหนีไปให้พ้นจากตรงนี้ทันที
ฉันรีบเข้าไปในห้องน้ำหญิงอย่างรวดเร็ว มือของฉันกุมมีดพับไว้แน่นในกระเป๋า ไม่ได้รู้สึกปลอดภัยขึ้นเลยแม้แต่น้อย เพราะฉันมั่นใจว่าเงาที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่มันคือคนในหมู่บ้านคนหนึ่งที่กำลังรอโอกาสอยู่
ความรู้สึกว่าถูกจ้องมองมันยังคงหนักอึ้งจนฉันแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อบางเบาปะทะจมูกทันทีที่ผลักประตูเข้าไป แสงไฟนีออนสีขาวกะพริบถี่ๆ ราวกับจะเสียในอีกไม่ช้า
ห้องน้ำแห่งนี้มันแปลกตา ผิดปกติ ไม่มีเสียงน้ำไหล ไม่มีเสียงคนใช้ห้องน้ำก่อนหน้าเลย ไม่มีแม้กระทั่งหยดน้ำบนพื้น ทุกอย่างดูแห้งสนิทและไร้ร่องรอยการใช้งาน ทั้งที่มันเปิดท่ามกลางคนพลุกพล่านเช่นนี้ แต่กลับไม่มีนักท่องเที่ยวคนไหนเข้ามาใช้งานเลย หรือจริงๆ แล้วมันคือกับดักั้แ่แรก? ความคิดบ้าๆ ผุดขึ้นมาในหัว
ฉันเลือกห้องน้ำห้องในสุดอย่างรวดเร็ว บานประตูไม้เก่าๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นเมื่อถูกปิดลง มือของฉันสั่นเทาขณะเลื่อนกลอนเหล็กที่เย็นเฉียบเข้ามาล็อก หวังว่ามันจะช่วยกั้นโลกภายนอกออกไปได้บ้าง
ขณะที่กำลังตั้งสติ ฉันนำมือที่กุมมีดพับออกมาจากกระเป๋า จู่ๆ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางด้านนอก มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินปกติ แต่มันเหมือนคนลากเท้าอย่างเชื่องช้า แต่กลับหนักอึ้งจนพื้นะเื
ตึก... ตึก... ตึก...
เสียงนั้นค่อยๆ ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หัวใจของฉันเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมาจากอก ฉันกลั้นหายใจ ฟังเสียงทุกย่างก้าวที่กำลังเคลื่อนที่ และคิดอยู่ในหัวว่า เสียงฝีเท้านี้เป็เสียงฝีเท้าของใคร
เสียงฝีเท้าหยุดลง!
มันอยู่ตรงหน้าประตูห้องน้ำที่ฉันกำลังหลบอยู่! ความเงียบที่ตามมานั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงใดๆ ทั้งหมด ฉันจินตนาการถึงใบหน้าอำมหิตที่กำลังยืนจ้องบานประตูนี้อยู่ ภาพจากข่าวลือเื่คนหาย ภาพของชาวบ้านที่กรีดร้องอย่างเสียสติผุดขึ้นมาในหัว พวกมันมาแล้ว พวกมันตามฉันมาจนเจอ!
เพียงไม่นานเสียงฝีเท้านั้นได้หายไปแล้ว... หรือว่ามันยังยืนอยู่ตรงนั้น เพียงแต่ไม่ส่งเสียง? ความหวาดระแวงกัดกินฉันจนแทบคลั่ง ฉันตัดสินใจจะลุกขึ้นไปแง้มดู แต่ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง...
หมับ!
ฉันรู้สึกเหมือนมีมือใครบางคนพุ่งทะลุเข้ามาจากด้านหลัง! มันเย็นเฉียบและแข็งกระด้างราวกับกรงเล็บเหล็ก มือปริศนานั้นจิกเข้าที่ไหล่ของฉันอย่างแรง จนเืไหลหยดลงพื้น ก่อนจะออกแรงกระชากอย่างรวดเร็ว ฉันกรีดร้องออกมาสุดเสียง แต่กลับไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกจากลำคอเลย! ฉันพยายามดิ้นสุดแรง แต่สุดท้ายก็สู้แรงของคนปริศนานั้นไม่ไหว... ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนฉันตั้งตัวไม่ทัน
และห้องน้ำหญิงแห่งนั้นกลับสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
กลอนเหล็กที่เคยถูกล็อกจากด้านในของห้องน้ำห้องในสุด ค่อยๆ ถูกปลดออกอย่างช้าๆ และประตูห้องน้ำก็ค่อยๆ แง้มออกดังเดิม ราวกับไม่เคยมีใครเข้าไปใช้งานมันเลย ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยเื ไม่มีของใช้ส่วนตัวของเจสตกหล่นอยู่เลยแม้แต่น้อย ทุกบานประตูของห้องน้ำยังคงแง้มเปิดเหมือนเมื่อตอนที่เจสเดินเข้ามาครั้งแรก และไร้ซึ่งเงาของ "หมาบ้า" อย่างเจส ที่เคยยืนอยู่ตรงนั้น มีเพียงความว่างเปล่าและความเงียบที่น่าขนลุกปกคลุมไปทั่วทั้งห้องน้ำ
ณ ร้านขายของฝาก
จินหรี่ตาลงพลางมองไล่ไปตามสิ่งของ 3 อย่างที่วางเรียงอยู่บนเคาน์เตอร์ชำระเงินในร้านขายของฝากที่เปากำลังเตรียมจะจ่ายเงิน
ชิ้นแรกคือ เบี้ยแก้ ถัดมาคือ ถุงข้าวสารเสก และชิ้นสุดท้ายคือ น้ำเต้า ลูกเล็กผิวเรียบมันวับที่ร้อยด้วยเชือกสีแดงสด
จินนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาอดไม่ได้ที่จะโพล่งถามออกมาเมื่อเห็นเปาหยิบกระเป๋าสตางค์เตรียมจ่ายเงิน “ซื้อมาทำพิธีไล่ผีเหรอ?”
“ใช่แล้วล่ะ” เปาตอบสั้นๆ น้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงความจริงจัง วินาทีนั้นเองทำให้จินรู้ว่า ไม่ใช่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รับรู้ ถึงไอเย็นเยือกและแรงพยาบาทที่แอบซ่อนอยู่ในอ่างเก็บน้ำ เปาเองก็ััได้ถึงิญญาร้ายตนนั้นได้เช่นกัน
แต่คำตอบนั้นทำให้ติณณ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ถึงกับตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น เขาขยับเข้ามาใกล้จนแทบจะเกยไหล่เปา “โห พี่เปา! ของพวกนี้มันใช้ได้จริงเหรอครับ? ผมเคยเห็นแต่ในหนังที่เขาเอาข้าวสารสาดใส่ผีแล้วมันจะะเิ ‘ตู้ม’ เลยเปล่าพี่!”
เปาหัวเราะเบาๆ กับท่าทางตื่นตูมของติณณ์ “ไม่ถึงกับะเิหรอกติณณ์ แต่มันเอาไว้ ‘กัน’ มากกว่า ‘แก้’ อย่างเบี้ยแก้นี่ ถ้าคืนนี้มีอะไรแปลกๆ เข้ามาใกล้ ปรอทข้างในจะสั่นเตือนเรา”
จินเลิกคิ้วมองเพื่อนอย่างเหลือเชื่อ “นี่นายกะจะจัดเต็มขนาดนั้นเลยเหรอ?”
“กันไว้ดีกว่าแก้ จิน” เปาหยิบถุงของฝากขึ้นมาหลังจากชำระเงินเสร็จสิ้น แล้วหันไปสบตากับติณณ์ที่ยังทำท่าเหมือนอยากจะขอลองสาดข้าวสารดูสักกำ “โดยเฉพาะที่พักที่เรากำลังจะไปคืนนี้ ฉันว่าของพวกนี้ ‘จำเป็’ กว่าที่นายคิดนะ”
คำพูดทิ้งท้ายของเปาทำเอาความตื่นเต้นของติณณ์เริ่มเปลี่ยนเป็ความขนลุกซู่ ส่วนจินได้แต่กำหมัดแน่น พลางมองออกไปนอกหน้าต่างของร้านขายของฝาก