เกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 46 ขัดแย้ง

            องค์หญิงกับผู้อาวุโสหนานซานน่าจะมีเรื่องต้องพูดคุยกันอีกจึงไล่เยี่ยนเจาเจาออกไปข้างนอก

            เยี่ยนเจาเจาเองก็อยากคุยกับหนานหมิงเหอเลยรีบวิ่งออกมา

            ไม่รู้ผู้ใหญ่สองคนในห้องโถงหลักคิดสิ่งใดอยู่จู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะแผ่วเบาตามหลัง

            เยี่ยนเจาเจาไม่คิดสอดแนมว่าท่านแม่กับผู้อาวุโสหนานซานกำลังพูดอะไรกันนางยกกระโปรงขึ้น แล้วเร่งความเร็วฝีเท้าทันที

            “ไอ้หยาหายากที่จะเห็นตอนเขาตะขิดตะขวงใจเช่นนี้”

            ผู้อาวุโสหนานซานม้วนเคราพลางนั่งลงบนที่นั่งทางขวามือขององค์หญิงด้วยท่าทีเป็นกันเอง

            “อย่าดูเบาคนหนุ่มเล่า”องค์หญิงแย้มพระสรวลมีเลศนัย

            ผู้อาวุโสหนานซานเบิกตากว้างทันที“คิดเช่นนี้ผิดแล้ว อย่างไรข้ากับเขาก็ผูกมิตรกันมามากกว่าหนึ่งหรือสองปี เขาคงไม่ก้าวร้าวกับข้าเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้กระมัง?”

            “เจ้าไม่รู้หรือว่านิสัยของเขาเป็นอย่างไร?”

            องค์หญิงทำทีเป็นดื่มน้ำเพื่อปิดรอยสรวลที่สะกดไม่อยู่บนพระพักตร์

            “หากเขาย้อนกลับมาลงมือกับเจ้าก็อย่ามาขอร้องให้ข้าช่วยเล่าข้าไม่ได้บอกให้เจ้ากล่าวเช่นนั้นเสียหน่อย”

            การแสดงออกบนใบหน้าผู้อาวุโสหนานซานมีสีสันขึ้นทันทีเขาอ้าปากพะงาบๆ เพื่อจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ตอนกำลังจะพูดก็รู้สึกคันจมูกยิบๆขึ้นมา พออ้าปากเลยจามออกมาไม่หยุด

            องค์หญิงแย้มสรวลจนดวงเนตรหรี่ลง“ดูสิ ข้าเคยบอกแล้ว กรรมมาทันตาเห็นเลยไม่ใช่หรือ?”

            ผู้อาวุโสหนานซานยังอยากเถียงสักหน่อยแต่การจามไม่หยุดทำให้เขาพูดไม่ได้เลยสักคำเดียว จำต้องจามต่อไปจนน้ำหูน้ำตาไหลดวงตาบวมแดงก่ำเหมือนกระต่าย

            “ข้า...ข้าช่าง...ถ่ายทอดวิชาให้หมด...จนกลายเป็นอาจารย์อดตายจริงๆ! ฮัดชิ้วๆๆ!”

            ผู้อาวุโสหนานซานจามจนปอดแทบหลุดออกมาก็ยังฝืนพูดผลสุดท้ายจามหนักกว่าเดิม ให้คนมองตลกขบขัน

            ระหว่างที่จามออกมา เขาไม่ระวังเผลอถูเครายาวบนหน้าตนเองออกมองดีๆ ถึงเห็นว่าเครานั้นเป็นของปลอม

            “เจ้ายังไม่เข้าใจความคิดอ่านของเด็กคนนั้นหรือปกติเขาเป็นคนเย็นชา แต่หากแตะเกล็ดย้อนของเขาเข้า เขาก็ลงมือโหดเหี้ยมยิ่งกว่าผู้ใดเสียอีก”

            องค์หญิงถอนปัสสาสะมองสภาพปัจจุบันของผู้อาวุโสหนานซาน แล้วเอ่ยอย่างจนปัญญาเล็กน้อย “สภาพของเจ้าตอนนี้อย่าเพิ่งพูดเลยดีกว่าจะยิ่งทรมานเอาเปล่าๆ ข้าเองก็สุดวิสัยจะช่วยเหลือเช่นกัน”

            ผู้อาวุโสหนานซานพูดไม่ออกจริงๆต้องใช้เวลาประมาณครึ่งจิบชากว่าจะสงบลง ทว่าหนวดปลอมที่ติดบนใบหน้าเขาหลุดลอกออกไปหมดแล้วดูอเนจอนาถอย่างยิ่ง

            รอยสรวลบนพระพักตร์องค์หญิงค่อยเลือนหายไป“หากเป็นคนอื่น นี่นับว่าอกตัญญูเลี้ยงไม่เชื่องแล้ว เพียงแต่พวกเราไม่เหมือนใคร”

            ยากจะคาดเคาความนัยลึกซึ้งของประโยคนี้ผู้อาวุโสหนานซานเดิมคิดว่าตนเข้าใจหลายอย่างแล้ว แต่เมื่อคิดลึกลงไปอีกแววตานิ่งเรียบไร้คลื่นอารมณ์คู่นั้นก็ปรากฏวาบเบื้องหน้าอีกครั้งเลยรีบสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัว

            “เขายังจะกินข้าลงหรือ? ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ครองตำแหน่งแบบอย่างที่ดีอยู่”

            ผู้อาวุโสหนานซานถอนหายใจอย่างเฉยเมยเอื้อมมือไปหยิบผลไม้บนโต๊ะมาทาน ก่อนเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง “ไม่พบองค์หญิงน้อยมานานนางดูคล้ายองค์หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นเห็นมาดของพระองค์สมัยก่อนสองส่วนเลย”

            องค์หญิงน้อยย่อมหมายถึงเยี่ยนเจาเจา

            เยี่ยนเจาเจาไม่เคยรู้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาสังกัดกององค์หญิงล้วนแอบเรียกนางว่าองค์หญิงน้อยซึ่งไม่ว่าเยี่ยนเจาเจาจะได้รับการแต่งตั้งจากฮองเฮาแห่งต้าซีหรือไม่ฐานะของนางย่อมไม่มีวันเปลี่ยน

            “ยังมาพูดอีก”องค์หญิงแค่นเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ตั้งใจฟังคำพูดนางหรือ? ”

            ผู้อาวุโสหนานซานถึงกับงุนงง“ประโยคไหน? ”

            “ประโยคสุดท้าย”องค์หญิงวางถ้วยชาลงเบาๆหรี่ดวงเนตรย้อนคิดถึงท่าทางตอนเยี่ยนเจาเจาเอ่ยประโยคนั้นเมื่อสักครู่

            “นางถามเจ้าว่าชอบจันทน์หอมหรือเปล่า”

            ไม้จันทน์มีกลิ่นหอมเย็นอ่อนจางชวนผ่อนคลายสบายใจผู้คนส่วนใหญ่ล้วนชอบไม้จันทน์...แต่ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่าง คือมีสถานที่หนึ่งที่เต็มไปด้วยไม้จันทน์

            คำพูดเหล่านี้เหมือนน้ำเย็นจัดสาดไปยังศีรษะผู้อาวุโสหนานซานสีหน้าของผู้อาวุโสตะลึงค้าง ก่อนเอ่ยพึมพำว่า “ไม่...ไม่น่าเป็นไปได้กระมัง? ”

            “เดี๋ยวนี้นางไม่ค่อยพูดจาไร้สาระแล้วในเมื่อนางพูดเช่นนี้ เกรงว่าคงพอเดาที่มาของเจ้าได้เพียงแต่คร้านจะคิดมากเพราะเห็นแก่หน้าข้า

            เจ้าห้ามลืมเด็ดขาดเล่าแม้ว่านางไม่ได้ใช้แซ่เหลียง ทว่านางก็เป็นบุตรสาวของสกุลเหลียงเก่าข้า”

            องค์หญิงยิ้มนัยน์เนตรแฝงความห่วงหาและเจือความภาคภูมิใจเล็กน้อย

            เยี่ยนเจาเจาไม่รู้บทสนทนาที่เกิดขึ้นในห้องโถงหลัก ใจนางจดจ่อเพียงว่าหนานหมิงเหอจะพูดได้หรือไม่ หลังจากเดินวนอยู่สองรอบ สุดท้ายก็พบหนานหมิงเหอที่ยืนหลุบตาอยู่เงียบๆภายใต้กำแพงดอกเถิงหลัว[1] 

            “พี่ชายรองต่อไปท่านจะพูดได้แล้วนะเจ้าคะ”

            เยี่ยนเจาเจายินดีอย่างยิ่ง

            ในที่สุดก็มีหนทางรักษาลำคอเด็กหนุ่มที่ชาติก่อนมอบความรักความห่วงใยของพี่ชายทั้งหมดให้แก่นาง เยี่ยนเจาเจาย่อมรู้สึกดีใจเพียงเท่านั้น

            ท่าทางของหนานหมิงเหอสงบนิ่งกว่าเยี่ยนเจาเจาซึ่งตื่นเต้นมากมีแค่สายตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของเขายามมองไปยังนาง

            หนานหมิงเหอพยักหน้าเล็กน้อยเขาวางมือลงบนผมเยี่ยนเจาเจาแล้วลูบเบาๆ ก่อนอ้าปาก

            แต่เยี่ยนเจาเจาก็ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจธรรมดาอาจเพราะเขาไม่ได้พูดนานแล้ว จึงเอ่ยอะไรไม่ออกสักคำ

            “พี่ชายรองท่านอยากพูดอะไรเจ้าคะ?” เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่าตนต้องช่วยสอนหนานหมิงเหอพูดเลยรีบขยับเข้าหาเหมือนสุนัขรับใช้แล้วหรี่ตาถาม

            หนานหมิงเหอแตะพวงแก้มของเยี่ยนเจาเจาเบาๆนางย้อนคิดถึงรูปปากของหนานหมิงเหอเมื่อสักครู่ จึงเพิ่งรู้ตัวว่าเขาน่าจะอยากพูดนามของนาง

            เจาเจา

            เจาเจา สว่างสดใส

            ในหัวเยี่ยนเจาเจานึกถึงวลีนี้กะทันหันด้วยเหตุผลบางอย่างอันที่จริงในวลีเพียงต้องการสื่อคำว่า “เจา” เท่ากับสว่างไสว[2] แต่นางกลับนึกถึงตัวอักษร“หมิง” ในชื่อของหนานหมิงเหอด้วย ความรู้สึกสั่นไหวแปลกประหลาดเลยผุดขึ้นมาเรื่อยๆ

            “เจา เจา”

            เยี่ยนเจาเจาสอนหนานหมิงเหอพูดนามของตนเองทีละคำๆนางสมาธิจดจ่อ ถึงขั้นเกาหัวพยายามคิดหาวิธีการที่เหมาะสมไม่ได้สังเกตสักนิดว่าหนานหมิงเหอที่อยู่ข้างๆ เพียงก้มหัวมองแค่แม่นางน้อยบอบบางข้างกาย

            “ไอ้หยา พี่ชายรองข้าพูดตลอดเลย ท่านพูดสักครั้งสิเจ้าคะ”

            เจาเจาขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเบี่ยงหน้ามาก็สบเข้ากับนัยน์ตาอ่อนโยนลึกซึ้งของหนานหมิงเหอใจพลันเต้นไม่เป็นจังหวะ

            “เจาเจา”

            หนานหมิงเหอทอดถอนใจเขาค้อมตัวลงมาอยู่ระดับเดียวกับสายตาเยี่ยนเจาเจาเห็นความรู้สึกแปลกใจและปรีดาเหนือการควบคุมที่ปะทุออกมาจากดวงตาเมล็ดซิ่งคู่นั้นดังคาด

            บนโลกนี้คงมีเพียงคนนี้คนเดียวที่มีความสุขจากใจจริงเพราะตนพูดได้...สายตานางยามมองเขาไม่เคยแอบแฝงผลประโยชน์และชื่อเสียงใดๆนางเป็นดั่งแสงสว่างเดียวท่ามกลางความมืดมิดทั้งปวงของเขา

            เจาเจาคือแสงส่องทางเพียงหนึ่งเดียว

            แสงสว่างเจิดจ้าเช่นนี้จะให้เขาทำอย่างไร?

            จู่ๆ หนานหมิงเหอก็ถูกคลื่นลูกใหญ่ยักษ์ในใจตนกลืนกินจนสับสนมึนงง

            เจาเจา เจาเจา เจาเจา...

            หนานหมิงเหอพลันรู้สึกหายใจลำบากขึ้นมาแต่ก่อนเขาเพียงอยากปกป้องแสงสว่างขาวสะอาดไร้มลทินบนฝ่ามือนี้เท่านั้นแต่ยามนี้กลับข้ามเส้นที่ขีดไว้ตอนแรกโดยไม่รู้ตัว

            ใกล้มาหนึ่งชุ่น[3] ยิ่งต้องการเพิ่มอีกหนึ่งฉื่อ[4]

            หากได้มาอีกหนึ่งฉื่อเกรงว่าจะเอาหนึ่งจั้งแล้ว

            ความปรารถนาร้อยรัดพัวพันหัวใจของเขาเหมือนหนามเล็กแหลมกระทั่งหายใจยังเจ็บร้าวเมื่อนึกถึง

            หนานหมิงเหอไม่ได้คิดเพียงครั้งเดียวว่าตนยังมีโอกาสอีกหรือไม่และอดไม่ได้ที่จะกระเหี้ยนกระหือรือ อยากทำตามจิตใจโดยไม่ใยดีสิ่งใดสัตว์ร้ายดื้อด้านในตัวของเขามันร่ำร้องพร้อมปะทุออกมานานแล้ว

            เขาจะทำอย่างไรดี?

            หนานหมิงเหอก้มหน้าเห็นดวงตาบริสุทธิ์คู่นั้นมองตนเองที่นัยน์ตาขลาดกลัวในแววตานางไม่มีความรู้สึกอื่นใดนอกเหนือจากความสุข...นางยังเป็นเพียงน้องสาวของตนเองเท่านั้น

            คือน้องสาวที่เขาเคยเรียกกับปาก

            หากสัตว์ร้ายหลุดจากกรงเขาคงทำลายนาง

            เขาไม่คู่ควรดินบนพื้นจะอาจเอื้อมดวงตะวันเหนือฟากฟ้าได้อย่างไร...ดวงตะวันควรลอยเด่นเป็นสง่าไม่ใช่ถูกเขาลากลงมาเกลือกกลั้วโคลนตม

            หนานหมิงเหอหลับตาด้วยความทุกข์ทรมาน

            ทันใดนั้นเขาผลักเยี่ยนเจาเจาข้างกายออกก่อนเอ่ย “ขอโทษ” ด้วยท่าทีที่เกือบจะเสียมารยาท และรีบหนีกระเจิดกระเจิงไป

            เยี่ยนเจาเจายังไม่ทันตั้งสติเงาร่างของหนานหมิงเหอก็พ้นกำแพงดอกไม้ รีบร้อนจากไปแล้ว

            เยี่ยนเจาเจาพลันรู้สึกสูญเสียขึ้นมาทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดที่จะถูกทอดทิ้งด้วยซ้ำ

            เกือบหนึ่งเดือนหลังจากนั้นเยี่ยนเจาเจาไม่เห็นเงาร่างของหนานหมิงเหออีกเลย กระทั่งเป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยียนก็ยังไม่เคยพบหน้าเขาสักครั้ง

            เยี่ยนเจาเจายังจำได้ว่านางต้องสอนหนานหมิงเหอพูดแต่หนานหมิงเหอกลับย้ายออกจากเรือนหิมะมรกตไปอยู่เรือนไกลลิบจากนางบอกว่าเชิญผู้เชี่ยวชาญมาชี้แนะแล้ว ไม่จำเป็นต้องรบกวนน้องหญิง คำพูดคำจาถึงกับรักษาระยะห่างขึ้นกระทั่งนามเจาเจายังไม่เรียก

            หลังเยี่ยนเจาเจาฟังแล้วไม่คิดว่าผิดตรงไหนทว่าใจนางกลับไม่ยินยอม ความรู้สึกไม่ยินยอมไร้เหตุผลทำให้นางร้อนใจอย่างยิ่ง

            หรือตนทำสิ่งใดผิดจนยั่วโทสะหนานหมิงเหอให้โกรธเคืองใหญ่โตเช่นนี้?

            ร่างกายของเหรินเหยายังพักฟื้นอยู่ส่วนเรื่องของซ่งฝูจินไร้ความคืบหน้า เยี่ยนเจาเจาเลยอยากออกไปผ่อนคลายจิตใจ

            น่าเสียดายที่เฉินเซียงอี๋ถูกญาติผู้พี่ของนางก่อกวนจนปลีกตัวไม่ได้จึงไม่มีเวลาออกมาเล่นกับเยี่ยนเจาเจา

            ความร้อนรนและความน้อยอกน้อยใจของเยี่ยนเจาเจาพอกพูนจนถึงขีดสุดนางคิดว่าไม่ว่าอย่างไรตนก็เป็นคนขอท่านแม่ให้เชิญผู้อาวุโสหนานซานมาแม้หนานหมิงเหอจะไม่ชอบตนขึ้นมาอย่างกะทันหัน แต่อย่างน้อยควรต้องขอบคุณนางสักหน่อยมิใช่หรือ

            ยามนี้ปิดประตูเรือนไม่มาพบกันเลยหมายความว่าอย่างไร?

            เมื่อนางคิดเช่นนี้ความโกรธก็พลุ่งพล่านขึ้นมา นางคว้าร่มมากางแล้ววิ่งตรงไปยังเรือนพักปัจจุบันของหนานหมิงเหอคนเดียวโดยไม่เรียกกระทั่งหญิงรับใช้

            เรือนนั้นห่างไกลมาก ฝนก็ยังเทกระหน่ำเยี่ยนเจาเจาตัวเล็กนิดเดียว กางร่มก็เหมือนไม่ได้กาง ไม่ต่างอะไรกับบุปผาที่โดนลมฝนพัดจนบอบช้ำท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้าย

            นางฉวยโอกาสแอบวิ่งออกไปตอนเสี่ยวชุ่ยไม่อยู่และปี้สี่โดนนางสั่งให้ไปหยิบของที่เรือนนภาคราม พอครึ่งค่อนวันเหล่าหญิงรับใช้หานางไม่พบก็ตื่นตระหนก

            คุณหนูไปไหนแล้ว?

            คุณหนูของพวกนางกำลังวิ่งไปหอร่มรื่นอันไกลโพ้นพอเห็นหนานหมิงเหอยืนนิ่งอยู่ใต้ระเบียงราวกับคิดสิ่งใดอยู่ นางก็อ้าปากตะโกนเรียก“พี่ชายรอง!”

            หนานหมิงเหอได้ยินเสียงนางโดยไม่ทันตั้งตัวรูม่านตาเขาหดลงทันที ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าห้องราวกับหนีภัยพิบัติร้ายแรง

             

            เชิงอรรถ

            [1] ดอกเถิงหลัว หมายถึง ดอกวิสทีเรีย

            [2] สว่างไสว หมายถึง 明亮 ทับศัพท์ว่า หมิงเลี่ยง

            [3] ชุ่น หมายถึง 1 นิ้ว

            [4] ฉื่อ หมายถึง 10 นิ้ว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ขอเป็นสตรีไร้คุณธรรม [จบ] ที่คุณอ่าน

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    PAULSON พอลสัน : รักให้จำ (มี Ebook แล้วนะคะ)

    นิยาย รัก
    21K 111
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592