ท้องฟ้าเหนือหอสูงสุดของสำนักสยบจักรวาลพลันปกคลุมด้วยม่านเมฆสีทองอร่าม แสงทินกรยามเย็นสาดส่องผ่านทะเลหมอกปราณจนเกิดเป็รุ้งทอประกายจางๆ พาดผ่านยอดเขาที่ลอยเด่นอยู่กลางเวหา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้คือสถานที่ซึ่งมนุษย์ปุถุชนธรรมดาไม่มีวันได้เหยียบย่าง เป็ที่พำนักอันสันโดษของเหล่าเซียนผู้ทรงพลังสูงสุดแห่งใต้หล้า
เว่ยเฉินคุกเข่าอยู่ใจกลางลานหินขาวโพลน สายลมกรรโชกพัดผ่านชายเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาจากการฝ่าฟันด่านอุปสรรคเพื่อทดสอบตนครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต เขาเพิ่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองได้สำเร็จ และเพิ่งพิสูจน์ให้คนทั้งสำนักประจักษ์แจ้งว่าเด็กกำพร้าไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างเขาก็สามารถยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับทายาทของตระกูลใหญ่ได้อย่างทระนง
และในยามนี้ บุคคลที่เขาเฝ้ารอคอยจะพบหน้ามากที่สุดกำลังก้าวเดินฝ่าม่านหมอกหนาออกมา
"อาจารย์..."
เว่ยเฉินเงยหน้าขึ้น แววตาเปล่งประกายด้วยความปีติยินดีอย่างเหลือแสน เขาไม่เคยคิดฝันว่าชายผู้นี้ ชายผู้ที่เก็บเขามาเลี้ยงดูั้แ่ยังเป็ทารกทัศนาจรที่ถูกทิ้งไว้กลางป่าลึก ผู้ที่พร่ำสอนให้เขารู้จักการชักนำลมปราณสายแรกเข้าสู่ร่างกาย จะยอมสละเวลาอันมีค่ามาต้อนรับเขาด้วยตนเองในวันสำคัญเช่นนี้
ร่างของอาจารย์ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางแสงอัสดงสีทอง ใบหน้าที่เว่ยเฉินคุ้นเคยและเคารพรักมาตลอดชีวิตยังคงนิ่งสงบราวกับผืนน้ำไร้ระลอกคลื่น ทว่าครั้งนี้ ดวงตาคู่นั้นกลับอัดแน่นไปด้วยกระแสความรู้สึกที่เขาไม่เคยพบพานมาก่อน
มันคือความโศกเศร้า... ความโศกเศร้าอันลึกล้ำเนิ่นนานจนยากจะพรรณนา
"เ้าทำได้ดีมาก เว่ยเฉิน" เสียงของอาจารย์เอ่ยออกมาแ่เบา ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักอึ้งราวกับแบกขุนเขาทั้งลูกไว้บนบ่า "ทำได้ดีเกินกว่าที่ข้าคาดหวังไว้เสียอีก"
เว่ยเฉินคลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา "ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะอาจารย์คอยพร่ำสอนสั่งมาโดยตลอด ข้าน้อย..."
ทว่าเขายังไม่ทันได้กล่าวจนจบประโยค
หัตถ์ของอาจารย์ที่ยกขึ้นช้าๆ ราวกับจะลูบศีรษะของเขาด้วยความเอ็นดูเหมือนที่เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วนในวัยเยาว์ พลันพลิกฝ่ามืออย่างรวดเร็ว นิ้วทั้งห้าคดงอเป็รูปกรงเล็บเฉียบคม แสงปราณสีดำสนิทราวกับหลุมมืดมิดไร้ก้นบึ้งพวยพุ่งออกมาจากปลายนิ้วนั้นทันที
เว่ยเฉินไม่ทันตั้งตัว และไม่คิดแม้แต่จะเบี่ยงร่างหลบหลีก
เป็เพราะร่างกายและจิตใต้สำนึกของเขาปฏิเสธที่จะสลัดความภักดี
เขายังคงเชื่อใจชายตรงหน้าอย่างหมดหัวใจ แม้ในเสี้ยววินาทีที่มัจจุราชกำลังจะมาพรากเอาชีวิต
พลั่ก!
พลังปราณทมิฬอันบ้าคลั่งทะลุทะลวงเข้ากลางทรวงอกของเว่ยเฉินอย่างไม่ปรานี ความเ็ปอันแสนสาหัสที่ไม่อาจหาคำพูดใดมาอธิบายแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย เขาประจักษ์แจ้งลึกเข้าไปในจิติญญาว่าเส้นชีพจรหลักของตนถูกบดขยี้ฉีกขาดออกเป็เสี่ยงๆ ลมปราณที่เพียรสะสมมาทั้งชีวิตไหลทะลักออกจากาแราวกับมวลน้ำที่พังทลายทำลายเขื่อนกั้น
โลหิตสีแดงสดพ่นพรวดออกมาจากปาก เว่ยเฉินพยายามเงยหน้าขึ้นมองสบตาอาจารย์ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามนับหมื่นแสน
"ทำไม..." เขากระซิบถามแ่เบา เสียงนั้นขาดห้วงและแหบแห้งจนแทบไม่ได้ยิน
ใบหน้าของอาจารย์บิดเบี้ยวไปเพียงเสี้ยววินาที ราวกับกำลังต่อสู้กับความขัดแย้งบางสิ่งอย่างรุนแรงอยู่ภายใน จิตใจหัตถ์ที่จมลึกอยู่ในอกของศิษย์รักสั่นเทาเล็กน้อย ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับไม่ยอมเบือนหลบหนีไปจากสายตาของเว่ยเฉินแม้แต่น้อย ราวกับ้าให้ศิษย์ผู้นี้จดจำภาพของตนไว้จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต
"ข้าขอโทษ" อาจารย์กระซิบตอบ เสียงแหบพร่าราวกับกำลังกลืนก้อนสะอื้นลงไปในลำคอ "แต่นี่คือหนทางเดียวที่ข้าจะช่วยชีวิตเ้าได้จริงๆ"
คำพูดเ่าั้ไม่มีความหมายใดๆ สำหรับเว่ยเฉินอีกต่อไปแล้ว
โลกทั้งใบเริ่มอับแสงและมืดมิดลงทีละน้อย เสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านหอสูงค่อยๆ เลือนหายไปจากโสตประสาท ภาพสุดท้ายที่เว่ยเฉินทันได้มองเห็นก่อนสติจะดับสูญคือดวงตาอันแสนเศร้าสร้อยของชายผู้เป็ทั้งบิดาและอาจารย์ ดวงตาคู่นั้นเอ่อคลอด้วยน้ำตา แม้ว่าโดยปกติแล้ว ร่างกายของมหาเซียนระดับสูงเช่นนั้นจะไม่มีวันหลั่งน้ำตาออกมาง่ายๆ ก็ตาม
ร่างของเว่ยเฉินล้มพับลงกองอยู่บนลานหินขาว โลหิตสีแดงเข้มค่อยๆ ซึมกระจายออกไปเป็วงกว้าง แผ่ขยายราวกับดอกไม้โลหิตที่กำลังเบ่งบาน
อาจารย์ยืนนิ่งสงบอยู่เหนือร่างไร้ิญญาของศิษย์รักอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะยกมือขึ้นปาดหยาดน้ำตาที่เอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว เขาหันไปมองยังมวลหมู่เมฆสีทองอร่ามที่ยังคงปกคลุมท้องนภา ราวกับกำลังเจรจากับผู้ยิ่งใหญ่บางคนที่มองไม่เห็นตัวตน
"เมล็ดพันธุ์ต้นกำเนิดได้ฝังรากลึกลงในร่างของเ้าแล้ว" เขากระซิบแ่เบา "ข้าไม่มีทางเลือกอื่นใดอีกแล้ว เว่ยเฉิน หากปล่อยให้เ้าเติบโตและรุ่งโรจน์ในโลกยุคนี้ต่อไป เ้าจะกลายเป็เพียงเบี้ยตัวหนึ่งในกระดานหักเหลี่ยมที่พวกเผ่ามืดวางกลอุบายล่วงหน้าไว้นับพันปี... ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงจำเป็ต้องส่งเ้าย้อนเวลากลับไป กลับไปยังจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะสายเกินแก้"
สเต็ปต่อมาเขาโบกหัตถ์ขึ้นเบาๆ ร่างของเว่ยเฉินพลันลอยขึ้นจากพื้นอย่างไร้น้ำหนัก ถูกห่อหุ้มด้วยแสงปราณสีทองอ่อนละมุนราวกับผ้าไหมชั้นเลิศ ก่อนจะถูกนำไปวางลงอย่างนุ่มนวลบนแท่นศิลาโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหอสูง แท่นศิลานั้นสลักเสลาลวดลายอักขระที่ไม่มีผู้ใดในยุคนี้สามารถอ่านออก มันเป็ภาษาโบราณที่สาบสูญไปนานนับพันปีแล้ว
"นอนหลับให้สบายเถิด" อาจารย์วางฝ่ามือลงบนหน้าอกของร่างที่ไร้สัญญาณชีวิต ส่งพลังปราณเฮือกสุดท้ายเข้าไปกระตุ้นและปลุกเร้าเมล็ดพันธุ์ที่ฝังลึกอยู่ภายใน "เมื่อเ้าตื่นขึ้นมาอีกครั้ง โลกที่รอคอยเ้าอยู่จะเป็จุดเริ่มต้นของทุกสรรพสิ่ง... และจะเป็บทพิสูจน์ว่า ชะตากรรมที่ข้ามอบให้แก่นเ้านั้น คุ้มค่าแก่การเสียสละในค่ำคืนนี้หรือไม่"
แสงสีทองจากแท่นศิลาโบราณพลันสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนกินร่างของเว่ยเฉินไปทั้งหมด ก่อนจะม้วนตัวยุบลงจนเหลือเพียงจุดแสงเล็กๆ เท่าเมล็ดถั่วที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ทะลุผ่านชั้นเมฆ ทะลุผ่านมิติและกาลเวลา มุ่งหน้าสู่อดีตอันไกลโพ้นเมื่อหนึ่งพันปีก่อน
หอสูงกลับคืนสู่ความเงียบสงบเยือกเย็น มีเพียงคราบน้ำโลหิตจางๆ บนลานหินขาวที่ยังหลงเหลือเป็ประจักษ์พยานของค่ำคืนอันโหดร้ายนี้
และมีเพียงชายผู้เป็อาจารย์แต่เพียงผู้เดียวที่รู้แจ้งว่า นี่ไม่ใช่จุดจบของทุกสิ่ง
ทว่ามันคือจุดเริ่มต้นของมหาาที่จะกินเวลายาวนานนับพันปีต่างหาก