แสงรำไรของยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างกระดาษสาเข้ามาภายในห้องนอนที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นคาวกามจางๆ เว่ยเสวี่ยเหลียนเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นจากนิทรา ความรู้สึกแรกที่นางรับรู้ไม่ใช่ความหนาวเย็นของอากาศยามเช้า แต่กลับเป็ไออุ่นจากบางสิ่งที่อยู่ในอุ้งมือ
นางก้มลงมองด้วยความงัวเงีย ก่อนจะเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เมื่อพบว่ามือเรียวสวยของตนเองกำลัง กอบกุมท่อนเอ็น ที่อ่อนตัวของสุนเก่อเอาไว้แน่นราวกับเด็กน้อยหวงของเล่น นิ้วของนางสอดประสานและวางทาบอยู่บนส่วนหัวหยักอย่างคุ้นเคย ราวกับว่าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา จิตใต้สำนึกของนางโหยหาและไม่อาจปล่อยวางจากความเป็ชายของฆาตกรผู้นี้ได้
"นี่ข้า... ทำบ้าอะไรลงไป?"
นางสบถในใจด้วยความตื่นตระหนก รีบชักมือกลับราวกับต้องของร้อน ใบหน้าสวยแดงซ่านด้วยความอับอายระคนสับสน นางรีบตะเกียกตะกายลงจากเตียงด้วยร่างเปลือยเปล่า หันกลับไปมองสุนเก่อที่ยังคงนอนกรนเบาๆ อย่างสบายอารมณ์ นางกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะรีบดึงม่านเตียงปิดลงอย่างมิดชิด เพื่ออำพรางร่างของชายชู้และร่องรอยากามเมื่อคืนไม่ให้ใครเห็น
แต่ทว่า ความรู้สึกวูบวาบที่ฝ่ามือและความร้อนรุ่มในกายกลับยังไม่จางหาย แทนที่นางจะรีบไปล้างหน้า เสวี่ยเหลียนกลับเดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน หยิบเอาหนังสือภาพ 'คัมภีร์วสันตลีลา' และนิยาย 'บันทึกสวาทหอแดง' ที่ซ่อนไว้ขึ้นมาเปิดอ่านต่อ นางไล่สายตาดูภาพวาดบุรุษสตรีที่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอย่างถึงพริกถึงขิง ยิ่งดูนานเข้า ลมหายใจของนางก็ยิ่งติดขัด ความเงี่ยนง่านที่สะสมมาตลอดคืนเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง ร่องสวาทของนางเริ่มขมิบตอดรัดอากาศธาตุ และเริ่มมีน้ำหวานซึมออกมา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
"ฮูหยินเ้าคะ บ่าวขอนำน้ำล้างหน้าเข้าไปนะเ้าคะ"
เสียงสาวใช้หน้าห้องทำให้อารมณ์กามของนางสะดุดกึก เสวี่ยเหลียนรีบหุบหนังสือฉับแล้วยัดมันกลับไปซ่อนใต้กองสมุดบัญชีอย่างรวดเร็ว นางสูดหายใจลึกปรับสีหน้าให้ดูเคร่งขรึมก่อนเอ่ยอนุญาต
"เข้ามาได้"
เมื่อประตูเปิดออก เหล่าสาวใช้ยกอ่างล้างหน้าและเสื้อผ้าเข้ามา พวกนางทำท่าจะเดินตรงไปที่เตียงเพื่อเก็บกวาดและเปลี่ยนผ้าปูที่นอนตามกิจวัตร แต่เสวี่ยเหลียนรีบยกมือห้ามเสียงแข็ง
"หยุด! วันนี้ไม่ต้องยุ่งกับเตียงนอน ห้ามใครเปิดม่านหรือแตะต้องมันเด็ดขาด ข้า... ข้ายังอยากได้กลิ่นธูปที่ข้าจุดไหว้สามีเมื่อคืน ข้าจะจัดการมันเองทีหลัง"
สาวใช้ต่างมองหน้ากันด้วยความงุนงงแต่ก็ไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งนายหญิง พวกนางรีบเข้ามาปรนนิบัติเสวี่ยเหลียนชำระล้างร่างกายและสวมใส่เครื่องแต่งกาย
นางยืนหน้ากระจก ปล่อยให้สาวใช้สวม ชุดไว้ทุกข์สีขาวบริสุทธิ์ ทับลงบนร่างกายที่เพิ่งผ่านมือชายและยังคงมีความกระสันคุกรุ่นอยู่ภายใน ผ้าไหมสีขาวที่สื่อถึงความโศกเศร้าและความบริสุทธิ์กลับห่อหุ้มจิตใจที่เริ่มบิดเบี้ยวและร่างกายที่พร้อมจะอ้าขาให้ชายอื่นได้ทุกเมื่อ เสวี่ยเหลียนมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจก แววตาของนางดูสับสนระหว่างสตรีผู้สูงศักดิ์กับนางแพศยาที่ซ่อนอยู่ภายใน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารยามเช้านี้ดูจะอึมครึมและน่าอึดอัดยิ่งกว่าวันใด เว่ยเสวี่ยเหลียนนั่งทานข้าวต้มด้วยท่าทีที่พยายามสงวนกิริยาที่สุด แต่นางกลับรู้สึกเหมือนมีหนามแหลมทิ่มแทงอยู่กลางหลัง เมื่อััได้ถึงสายตาของ เว่ยเฉิง ที่จ้องมองมาด้วยความวิตกกังวล เด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีผู้นี้เริ่มมีความคิดอ่านที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะหลอกได้ง่ายๆ เหมือนเด็กเล็ก
"ท่านแม่ขอรับ..." เว่ยเฉิงวางตะเกียบลง ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคาใจ "เมื่อคืน... ข้าได้ยินเสียงร้องของท่านแม่ดังมาจากในห้องอีกแล้ว เสียงมันฟังดู... ทรมานและขาดห้วงยิ่งนัก ท่านแม่แน่ใจหรือขอรับว่าไม่ได้ป่วยไข้ หรือมีใคร... เข้าไปรบกวนท่าน?"
คำถามนั้นทำให้ช้อนกระเบื้องในมือของเสวี่ยเหลียนกระทบกับขอบชามเสียงดัง 'กริ๊ก' หัวใจของนางกระตุกวูบ ความหวาดกลัวว่าลูกชายจะล่วงรู้ความลับเื่ที่นางเริงรักกับชายชู้ทำให้แผ่นหลังของนางชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ
"เหลวไหลน่าเฉิงเอ๋อร์" เสวี่ยเหลียนรีบปรับสีหน้าให้ดูดุเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อน "แม่บอกเ้าแล้วว่า่นี้แม่ฝันร้ายบ่อยครั้ง พ่อเ้าเพิ่งจากไป แม่ย่อมโศกเศร้าจนเก็บไปละเมอ ใครเล่าจะกล้าเข้ามารบกวนแม่ในห้องนอน? เ้าอย่าได้คิดฟุ้งซ่านไปเอง รีบทานข้าวเถอะ จะได้ไปเรียนหนังสือ"
เว่ยเฉิงก้มหน้าลงรับคำ "ขอรับท่านแม่..." แม้ปากจะรับคำ แต่แววตาของเขากลับยังเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ความเป็ห่วงแม่ทำให้เขาเริ่มจับสังเกตสิ่งผิดปกติรอบตัวได้มากขึ้น
เมื่อมื้อเช้าจบลง เสวี่ยเหลียนรีบปลีกตัวหนีมายังห้องทำงานทันที นางพยายามใช้ตัวเลขในสมุดบัญชีมาช่วยสงบจิตใจที่ว้าวุ่น ทว่านั่งลงได้เพียงไม่นาน ประตูห้องทำงานที่ควรจะสงวนไว้สำหรับผู้นำตระกูลก็ถูกผลักเปิดออกโดยไม่มีสัญญาณเตือน
สุนเก่อ เดินอาดๆ เข้ามาด้วยท่าทางอุกอาจ มันปรายตามองสาวใช้สองคนที่ยืนฝนหมึกอยู่อย่างรำคาญใจ
"พวกเ้าออกไปให้หมด ข้ามีเื่สำคัญต้องหารือกับฮูหยินเป็การส่วนตัว"
เหล่าสาวใช้ต่างมองหน้ากันด้วยความลังเล เพราะตามธรรมเนียมแล้วชายหญิงไม่ควรอยู่กันตามลำพังในที่ลับตา โดยเฉพาะกับฮูหยินหม้ายที่เพิ่งเสียสามี แต่เมื่อเสวี่ยเหลียนไม่เอ่ยคัดค้านและพยักหน้าให้เบาๆ พวกนางจึงจำต้องถอยออกไปและปิดประตูลง
ทันทีที่ลับหลังคนนอก เสวี่ยเหลียนก็รีบลุกขึ้นยืนจ้องหน้าชายชู้ "เ้าเข้ามาทำอะไรที่นี่สุนเก่อ? ที่นี่คือห้องทำงาน เป็สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับดูแลกิจการตระกูลเว่ย ไม่ใช่ที่ที่เ้าจะเข้ามาทำรุ่มร่ามได้ตามใจชอบนะ!"
สุนเก่อแค่นหัวเราะ มันเดินอ้อมโต๊ะเข้ามาหานางช้าๆ ราวกับราชสีห์ต้อนเหยื่อ "ศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ? ฮูหยิน... เ้าลืมไปแล้วหรือว่าเ้าอ้าขาให้ข้ากระแทกจนน้ำแตกมาแล้วที่ไหนบ้าง? หน้าโลงศพผัวเก่าเ้าก็ทำมาแล้ว หน้าป้ายิญญาบรรพชนเ้าก็ครางลั่นมาแล้ว... แล้วนับประสาอะไรกับห้องทำงานแคบๆ นี่?"
คำพูดหยาบโลนที่ขุดเอาความร่านในอดีตขึ้นมาตอกย้ำ ทำเอาเสวี่ยเหลียนเถียงไม่ออก ริมฝีปากที่เตรียมจะด่าทอกลับเม้มแน่น ทว่าสิ่งที่น่าละอายที่สุดคือ ร่างกายของนางกลับตอบสนองต่อวาจาสามหาวนั้นอย่างรุนแรง เพียงแค่ได้ยินคำว่า 'เย็ดหน้าโลงศพ' ร่องสวาทภายใต้กางเกงชั้นในของนางก็ขมิบตัวและหลั่งน้ำหวานออกมาจนแฉะเยิ้มทันที
สุนเก่อเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของนางก็รู้ทันทีว่าเหยื่อติดกับ มันรวบเอวบางของนางเข้ามาแนบชิดแล้วก้มลงบดจูบอย่างเร่าร้อน เสวี่ยเหลียนแทนที่จะผลักไส กลับเผยอปากรับลิ้นสากของมันเข้ามาดูดดึงอย่างกระหาย มือเรียวที่เคยถือพู่กัน บัดนี้เลื่อนลงไปที่เอวของตนเอง แล้วจัดการ ปลดสายรัดเอว ของชุดไว้ทุกข์ออกด้วยมือของนางเองอย่างรวดเร็ว พร้อมที่จะเปลี่ยนห้องทำงานอันทรงเกียรติให้กลายเป็สังเวียนกามในพริบตา