
“ของวิเศษของพวกข้าที่ฝากเอาไว้ล่ะ ท่านคงไม่ลืมหรอกใช่หรือไม่” ซือเฟิงหรือแม่ทัพ์
“ไม่ลืม ไม่ลืมหรอกน่า แหมทำอย่างกับว่าข้าจะยึดของพวกท่านเอาไว้อย่างนั้นแหละ มันจะไปมีประโยชน์อะไรกับข้าเล่า” ไท่ซ่านเหล่ากุงแสดงสีหน้ารำคาญใจ
ไท่ซ่านเหล่ากุงเริ่มร่ายคาถาอัญเชิญสัตว์เทพ มีลำแสงสีทองครอบคลุมไปที่ตัวของเด็กทั้งสาม เด็กๆ ชอบใจมาก นอนหัวเราะปรบมือ ยิ้มอย่างเบิกบานใจ จู่ๆ ก็มีสัตว์ตัวเล็กๆ ปรากฏกายขึ้นข้างๆ เด็กทั้งสามคน
ซือหลงมีัทอง ตัวเล็กเท่างูเขียว มานอนข้างๆ ซือเทียนมีกิเลนสีแดง มานอนอยู่ด้านข้างเช่นกัน ซือเฟิงมีเสือดำ ช่างมีนิสัยเหมือนเ้าของไม่มีผิด ขึ้นไปนอนอยู่บนอกของซือเฟิง
“ว้าวนี่ท่านให้พวกข้าเหรอ” เทพสายฟ้าดีใจที่ตนเองได้สัตว์คู่บุญเป็ัทอง
“ใช่ข้าอุตส่าห์ไปต่อรองกับพ่อแม่ของเ้าพวกนี้เพื่อให้ยอมปล่อยลูกหลานมาเป็สัตว์คู่บุญของพวกท่านเชียวนะ เห็นความดีของข้าบ้างหรือยัง”
“ขอบคุณท่านมากนะไท่ซ่านเหล่ากุง” แม่ทัพ์/เทพวายุ/เทพสายฟ้า
“ไม่เป็ไรๆ ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก แค่พวกท่านช่วยดูแลหลานสาวของข้า แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว” ไท่ซ่านเหล่ากุงลูบศีรษะของเด็กๆ สายตาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา
“ไม่ต้องเป็ห่วงนางเป็มารดาของข้า ข้าต้องปกป้องนางให้พ้นจากอันตรายทั้งปวงอยู่แล้ว” ซือเฟิงหรือแม่ทัพ์ให้คำมั่นสัญญา
“เอ๊ะแต่ข้าได้ข่าวมาว่า หลานสาวของท่านก็มีฝีมือมิใช่น้อยไม่ใช่หรือ คงไม่ต้องให้พวกข้าปกป้องหรอกมั้ง” ซือหลงหรือเทพสายฟ้าก็รู้ว่ามารดาของพวกเขามีของวิเศษมากมาย เท่าที่มองเห็นในมิตินี่ก็มากกว่าเขาที่เป็เทพบน์แล้ว
“หลานของข้าก็คือมารดาของพวกเ้า จะปกป้องนางหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกเ้าตัดสินใจ” ไท่ซ่านเหล่ากุงงอนเทพทั้งสามสะบัดหน้าหนี
“พวกท่านอย่าเสียเวลาอีกเลย เดี๋ยวจะหมดเวลาของไท่ซ่านเหล่ากุงซะก่อน ไหนล่ะพรของพวกข้า” เทพวายุเกรงว่าเง็กเซียนจะเรียกตัวไท่ซ่านเหล่ากุงกลับจึงรีบให้ไท่ซ่านเหล่ากุงให้พรพวกเขาก่อน
“แหม งกเหมือนมารดาซะจริง” ไท่ซ่านเหล่ากุงบ่นเบาๆ
“บ่นอะไรตาเฒ่าพวกข้าได้ยินนะ” ซือเฟิงหรือแม่ทัพ์
“เอ้าๆๆ จะเอาไหมพรน่ะ พูดมากกันซะจริง” ไท่ซ่านเหล่ากุงเริ่มให้พรเด็กๆ ทีละคน
“พวกเ้าทั้งสามจงเป็ผู้นำที่ดี เป็ผู้ปกป้อง มีความจำเป็เลิศ มีสติปัญญา ความคิดกว้างไกล มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเกินกว่าใครๆ” ไท่ซ่านเหล่ากุง
“นี่ตาเฒ่าไหนล่ะของวิเศษของข้าน่ะ” ซือหลง
“ใช่ของข้าด้วย” ซือเทียน
“นึกว่าจะไม่เอาซะแล้ว” ไท่ซ่านเหล่ากุงเรียกอาวุธออกมาอยู่บนมือ
“อย่าลีลาเอาอาวุธของพวกข้ามาได้แล้ว” ซือเฟิง
ไท่ซ่านเหล่ากุงมอบกระบี่ให้ซือหลง มอบธนูให้กับซือเทียน และมอบดาบใหญ่ให้กับซือเฟิงอาวุธเหล่านี้ คืออาวุธประจำกายของเด็กทั้งสามคน อาวุธทั้งสามชิ้นลอยไปหาเด็กทั้งสาม แต่ด้วยเด็กๆ ยังตัวเล็กและอาวุธชิ้นใหญ่เกินไปจึงทำให้เย่ชิงเซียนเก็บอาวุธของเด็กๆ เอาไว้ในมิติ
ไท่ซ่านเหล่ากุงบอกให้เย่ชิงเซียนเอาอาวุธของเด็กๆ แช่เอาไว้ในน้ำทิพย์ในมิติ จนกว่าจะถึงเวลาที่เด็กๆ จะได้ใช้ค่อยเอาขึ้นจากน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอาวุธ อย่างไรเสียอาวุธทั้งสามชิ้นก็คืออาวุธเทพถึงจะโดนองค์เง็กเซียนถอดอิทธิฤทธิ์ออกไปแล้ว แต่ถ้าได้แช่อยู่ในน้ำทิพย์ก็จะเรียกคืนอิทธิฤทธิ์ได้กึ่งหนึ่งก็ยังดี
ก่อนกลับขึ้น์ไท่ซ่านเหล่ากุงก็มอบห่อผ้าให้กับเย่ชิงเซียนหนึ่งห่อ ในนั้นประกอบไปด้วยขวดยาที่มีอยู่หนึ่งขวด กำไลข้อมือข้อเท้าของเด็กๆ อย่างละ สามคู่ มีสร้อยคอคอของเด็กพร้อมจี้ห้อยคอรูปสัตว์ประจำตัวของแต่ละคน เย่ชิงเซียนนำเครื่องประดับมาใส่ให้กับบุตรทั้งสามทันที หลังจากนั้นก็พากันออกไปจากมิติ
เครื่องประดับเหล่านี้ไท่ซ่านเหล่ากุงร่ายเวทกำกับเอาไว้ จะอยู่ติดกายของเด็กๆ ไปตลอดชีวิตใครก็ไม่สามารถถอดออกไปจากตัวของเด็กๆ ได้หลังจากที่นำมาใส่ให้แล้ว เครื่องประดับเหล่านี้จะช่วยเหลือชีวิตของเ้าของได้คนละสามครั้ง หลังจากนั้นมันจะกลายเป็เพียงเครื่องประดับธรรมดา ถ้าไม่อยากให้ใครเห็นมันก็จะฝังเข้าไปในเนื้อ โดยไม่ได้สร้างความเ็ปให้กับเด็กๆ แต่อย่างใด คนที่จะถอดเครื่องประดับเหล่านี้ออกจากตัวของเด็กๆ ได้ก็คือเ้าของหรือตัวของเด็กๆ เองเท่านั้น
หลังจากที่เทพทั้งสามลงไปจุติได้ไม่นานเทพบุปผาก็ออกมาจากการถือศีล หลังจากพักผ่อนจนหายเหนื่อยแล้ว เทพบุปผาก็ตั้งใจจะไปหาสหายทั้งสาม แต่ไม่ว่าไปที่ตำหนักไหนก็ไม่พบใครเลยสักคน ในระหว่างที่กำลังโมโหเทพทั้งสามที่ไปเที่ยวเล่นโดยไม่ได้บอกตนเอง ไท่ซ่านเหล่ากุงก็เดินทางผ่านมาพบกับเทพบุปผาที่กำลังโมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยงอยู่ จึงเข้ามาไขข้อสงสัยให้กับเทพบุปผา
ไท่ซ่านเหล่ากุงจดจำได้ดีว่าหลานสาวของเขาปรารถนาอยากจะมีลูกสาวเอาไว้เชยชม และตัวของเขาเองก็อยากจะได้เหลนสาวเอาไว้สักคนเหมือนกัน เทพบุปผาดูๆ ไปแล้วก็ไม่มีอะไรเสียหาย เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะไปกำเนิดเป็เหลนของเขาคิดได้ดังนั้น ไท่ซ่านเหล่ากุงก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปพูดคุยกับเทพบุปผา
“ใครทำให้โกรธหรือโมโหล่ะ ถึงได้อารมณ์เสียขนาดนี้”
“ก็จะใครที่ไหนซะอีกล่ะ ก็เทพสายฟ้า เทพวายุ แม่ทัพ์น่ะสิ ไม่รู้ว่าหายไปเที่ยวเล่นที่ไหนกัน นี่ข้าส่งจิตไปหาก็ไม่ส่งจิตตอบกลับมา แล้วจะไม่ให้ข้าโมโหได้อย่างไร”
“ท่านอย่าได้โกรธเทพทั้งสามเลย ตอนนี้เทพทั้งสามลงไปจุติยังโลกมนุษย์ตามพระบัญชาขององค์เง็กเซียนแล้ว ไม่ว่าท่านจะพยายามส่งจิตเรียกสักเท่าไหร่ เทพทั้งสามก็ไม่อาจได้ยินหรือตอบกลับท่านได้”
“ห๊าาา อะไรนะ องค์เง็กเซียนมีพระบัญชาให้เทพทั้งสามลงไปจุติเบื้องล่างเหรอ จะเป็ไปได้อย่างไร ท่านไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่” เทพบุปผามองหน้าไท่ซ่านเหล่ากุงพยายามค้นหาความจริง
“ข้าจะไปหลอกเ้าทำไมกัน ถ้าเ้าไม่เชื่อจะไปถามใครดูก็ได้ เขารู้กันทั้งนั้น เื่นี้ใช่ว่าจะเป็ความลับซะที่ไหน” ไท่ซ่านเหล่ากุงแสดงทีท่าไม่พอใจ ทำท่าจะเดินหนี
“เดี๋ยวๆ ก่อน ข้าขอโทษ ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าพวกเขาไปจุติที่ใด ข้าจะได้ตามไปถูก” เทพบุปผารีบเรียกไท่ซ่านเหล่ากุงก่อนที่เขาจะเดินหายไป
“ท่านแน่ใจนะว่าจะลงไปจุติเบื้องล่างลำบากไม่ได้สุขสบายเหมือนเบื้องบนนะ” ไท่ซ่านเหล่ากุงลองใจเทพบุปผา
“แน่ใจสิ ข้าไม่ยอมให้สามคนนั้นไปสนุกกันเองหรอก อย่างไรก็ต้องมีข้าเป็ส่วนหนึ่งด้วย” เทพบุปผาตอบไท่ซ่านเหล่ากุงอย่างมั่นใจ แววตาเด็ดเดี่ยว
ไท่ซ่านเหล่ากุงเห็นท่าทางของเทพบุปผาแล้วก็เกิดพอใจจึงช่วยกันวางแผนให้เทพบุปผาลงมาจุติในท้องของเย่ชิงเซียนในปีต่อมา ส่วนอาวุธวิเศษของเทพบุปผาก็ถูกไท่ซ่านเหล่ากุงฝังเอาไว้ให้บนหน้าผากเพื่อให้คอยคุ้มครอง และไม่ให้องค์เง็กเซียนถอดอิทธิฤทธิ์ไปจนหมด
