โจวผิงบนพื้นเผยแววตาเหลือเชื่อสุดขีด ปากพูดงึมงำ “เจ้าทาสกระบี่นี่คุณสมบัติโง่เขลา เหตุใดถึงบรรลุขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสามได้!”
นักการโรงชะล้างกระบี่ที่ต่างกำลังยุ่งกับงานในลานกว้างต่างรู้สึกเหลือเชื่อเสียยิ่งกว่าโจวผิงอีก รับความจริงตรงนี้ไม่ได้
วิถียุทธ์ขั้นสามจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกสำนักชิงอวิ๋น จู่ ๆ จากฐานะทาสกระบี่ก็สูงกว่าพวกเขาไปมาก
หลินอวิ๋นมองโจวผิง ไม่ได้เอื้อนเอ่ยใด ๆ แต่หมุนกายเดินกลับไปยังโรงชะล้างกระบี่
โจวผิงมีใจจะตามไป ทว่าพอเห็นหลินอวิ๋นเข้าไปในโรงชะล้างกระบี่แล้วก็เลิกคิดไปด้วยความคับแค้นใจ โมโหเสียจนชกลงพื้นดังโครมไปหนึ่งหมัด
โรงชะล้างกระบี่เป็นโรงที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษ เป็นสถานที่ต้องห้ามสำหรับคนทั่วไป
ศิษย์ฝ่ายนอกกับนักการเข้าไปไม่ได้ ข้างในรับผิดชอบชะล้างบำรุงรักษากระบี่คู่กายของศิษย์ฝ่ายใน ในนั้นมีแต่ของคุณภาพสูงค่า มีแม้กระทั่งอาวุธลึกลับที่มีระดับชั้นสูงกว่านั้น
นักการธรรมดาพวกนี้ไม่เข้าใจวิธีการบำรุงรักษาในนั้นเลย ขืนเข้าไปสุ่มสี่สุ่มห้าจะทำให้กระบี่เสียหายได้
คนที่เข้าไปในนี้ได้มีแค่หลินอวิ๋นคนเดียว ต่อให้เป็นโจวผิงก็ยังไม่กล้าเข้าไป
“ศิษย์พี่โจว ไม่เป็นไรนะขอรับ”
“ศิษย์พี่โจว ไอ้ทาสกระบี่หลินอวิ๋นนี่จู่ ๆ ก็ได้พลิกตัวเฉยเลย จากนี้เกรงว่าคงก้าวกระโดดขึ้นฟ้า ใครก็ขวางไม่อยู่แล้ว”
“เวรแล้ว ปกติเราพูดฉีกหน้าเจ้านี่ตลอด จากนี้คงมีปัญหาแน่ ๆ แล้ว”
“พูดให้มันน้อย ๆ หน่อย เจ้านี่ก็แค่อาศัยยาลูกกลอนที่ศิษย์พี่หญิงซูให้เป็นรางวัลจนโชคดีบรรลุวิถียุทธ์ขั้นสาม อยากจะเป็นศิษย์ฝ่ายนอกไม่ได้ง่ายขนาดนั้น!”
โจวผิงที่โดนหลินอวิ๋นชกปลิวไม่ยอมรับอยู่ภายในใจ คิดว่าตนแค่ประมาทเท่านั้น
ตอนนี้หลินอวิ๋นทำให้เขาขายหน้ายับกลางโรงชะล้างกระบี่ นี่ถ้าไม่กู้หน้าคืนมา จากนี้ในโรงชะล้างกระบี่จะมีใครยอมเขากันล่ะ
โจวผิงมองโรงชะล้างกระบี่ด้วยความเย็นชาทีหนึ่งก่อนจะหมุนตัวจากไปอย่างเร็วไว
“หลินอวิ๋นนี่เหลือจะทน บิดาโจวผิงเป็นผู้อาวุโสฝ่ายนอก พี่ใหญ่เขาเป็นยอดฝีมือในหมู่ศิษย์ฝ่ายนอก จากนี้คงได้ลำบากแน่”
“เจ้าทาสกระบี่ทำนิสัยแบบนี้ ปกติโดนกดขี่หนักมาก พอมีกำลังเข้าหน่อยก็ไม่รู้จักฟ้าสูงดินต่ำ ไม่อยากเชื่อว่าจะกล้าทุบตีศิษย์พี่โจว”
“แต่จะว่าไปเมื่อครู่ศิษย์พี่โจวสภาพแย่พอสมควรเลย ปกติเจ้านี่ก็ทรมานเราอยู่แล้วนี่ เมื่อครู่นี้ถือว่าหลินอวิ๋นช่วยระบายอารมณ์ให้เราด้วยซ้ำ”
หลังนักการนับร้อยสนทนากันอยู่ชั่วครู่แล้วก็ตั้งทัพกันใหม่ เริ่มดูแลรักษากระบี่สะพายของศิษย์ฝ่ายนอกคนอื่น ๆ
ทันทีที่หลินอวิ๋นผลักประตูเข้ามาก็สัมผัสได้ถึงไอหนาวแผ่คลุมเข้ามาภายในโรงชะล้างกระบี่
ไอหนาวนี่มาจากบ่อน้ำเย็นแห่งหนึ่งกลางโถงใหญ่
พื้นผิวบ่อน้ำหนาวเยือก มีน้ำแข็งลอยอยู่ และยังมีกระบี่ล้ำค่าวางอยู่นับสิบเล่ม
หลินอวิ๋นที่ผสานความทรงจำกับเจ้าของร่างเดิมแล้วก็รู้ว่าบ่อน้ำเย็นนี่ค่อนข้างลึกลับ น้ำแข็งที่ลอยอยู่กลางบ่อเย็นเยือกเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปีของทะเลสาบซิงเยวี่ยแห่งแค้วนเทียนสุ่ย มีน้อยคนในสำนักที่รู้ความลับในนั้น
อีกด้านของบ่อน้ำเย็นเยือกนั้นคือชายชราผู้หนึ่งที่กำลังลับกระบี่ ส่งเสียงดังชิ้ง ๆ
ข้างหินลับกระบี่มีของเหลววิญญาณสีต่างกันสิบชนิดวางอยู่ มือชายชรามีท่วงท่าดูช่ำชอง เขาหยิบของเหลววิญญาณต่าง ๆ ออกมาตลอดเวลา บ้างผสมกันหรือเติมไปบนหินลับกระบี่เดี่ยว ๆ
หลินอวิ๋นไม่เอ่ยคำ เพียงมองชายชราลับกระบี่เงียบ ๆ รอจนอีกฝ่ายทำงานเสร็จและตัวกระบี่เบา ๆ แล้วเขาถึงได้ผสานมือกล่าวด้วยความเคารพ “ผู้อาวุโสหง ข้าน้อยหลินอวิ๋น บรรลุวิถียุทธ์ขั้นสามแล้ว อีกไม่กี่วันข้างหน้าจะต้องออกจากโรงชะล้างกระบี่แล้วขอรับ”
แท้จริงแล้วชายชราผู้นี้ต่างหากที่เป็นผู้ดูแลโรงชะล้างกระบี่ที่แท้จริง เพียงแค่ไม่ชอบสอดมือเข้าไปยุ่ง ถึงได้มีโอกาสให้คนธรรมดาอย่างโจวผิง
ทักษะบำรุงรักษากระบี่เหนือชั้นของหลินอวิ๋นก็มาจากผู้อาวุโสท่านนี้ทั้งหมด และเพราะผู้อาวุโสหงเขาถึงมีคุณสมบัติเข้ามาในโรงชะล้างกระบี่นี้ ถึงได้มีความสามารถบำรุงรักษากระบี่ให้ศิษย์ฝ่ายในบางส่วนด้วยตัวคนเดียว
ผู้อาวุโสหงแปลกใจเล็กน้อยอยู่ชั่วครู่ก่อนถอนหายใจเบาว่า “ก็ไม่แปลกใจ ถึงคุณสมบัติเจ้าจะแย่ ทว่าได้ยาลูกกลอนที่ซูจื่อเหยาให้เป็นรางวัลไปตั้งเยอะขนาดนั้น ทะลวงพลังก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติ”
“เพียงแต่ว่า…หนทางวิถียุทธ์ต้องบรรลุถึงขอบเขตแห่งต้นกำเนิดเสียก่อนถึงจะนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง ด้วยคุณสมบัติของเจ้าจะเดินไปนั้นยากเกินไป คงจะเป็นทางตันเสียมากกว่า”
“เจ้ากับกระบี่มีวาสนาต่อกัน เชื่อมต่อจิตวิญญาณกับศาสตราวุธลับได้ ถ้าไปอยู่ข้างนอกแล้ว ตาเฒ่าอย่างข้ายังช่วยเจ้าเสาะหาหนทางสู่ปรมาจารย์ลับได้ บรรลุถึงจุดสูงสุด ให้ผู้แข็งแกร่งสุดยอดแย่งกันประจบสอพลอได้เช่นกัน” หลินอวิ๋นไม่เข้าใจคำพูดส่วนใหญ่ของผู้อาวุโสหง ปรมาจารย์ลับคืออะไร? เหตุใดขอบเขตแห่งต้นกำเนิดถึงเป็นจุดเริ่มต้นเส้นทางแห่งวิถียุทธ์ที่แท้จริง?
แต่ว่าหลินอวิ๋นก็สัมผัสได้ชัดเจนถึงความห่วงใยและกังวลใจจากในคำพูดนั้น
ยังมีประโยคแรก แม้แต่ผู้อาวุโสหงยังพูดแบบนี้ ดูท่าหลินอวิ๋นคงได้ของดีจากซูจื่อเหยามามากจริง ๆ
“ขอบคุณที่ผู้อาวุโสหงเป็นห่วง หลินอวิ๋นตัดสินใจเส้นทางของตัวเองแล้ว ไม่ว่าหนทางแห่งวิถียุทธ์จะยากเพียงใดก็ต้องเดินต่อไปให้ได้ คนเกิดมาหนึ่งภพชาติ ไม่แสวงหาชื่อเสียง แต่แสวงหาสิ่งที่หากตนไม่ทำแล้วต้องละอายใจ ก็จะมีอิสรเสรีได้”
หลินอวิ๋นเป็นคนสองภพ ตายแล้วเกิดใหม่ จึงมองปัญหามากมายได้ขาดยิ่งขึ้น
ผู้อาวุโสหงได้ยินดังนั้นก็ฉงนใจ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้มทันที “หากทำในสิ่งที่ตนไม่ทำแล้วต้องละอายใจก็จะมีอิสรเสรีอย่างนั้นรึ?” ในคำพูดมีความหมายไม่มีสิ้นสุด แต่ผู้อาวุโสหงก็ไม่ได้พูดอะไรมาก
“จากทาสกระบี่สู่วิถียุทธ์ขั้นสามถือว่าเป็นก้าวเดียวขึ้นสวรรค์ น่ายินดีน่าเฉลิมฉลอง เจ้ายังจำตาแก่อย่างข้าได้ นับว่าหาได้ยาก ข้าไม่มีอะไรอย่างอื่นให้เจ้า แต่ภาพนี้อยู่กับข้ามาหลายปี เจ้าเก็บเอาไว้แล้วกัน”
กล่าวจบ ผู้อาวุโสหงส่งม้วนภาพให้หลินอวิ๋นม้วนหนึ่ง
หลินอวิ๋นได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไป เขารู้จักภาพนี้ นี่เป็นของที่ผู้อาวุโสหงรักมากที่สุด เขามักจะหยิบมันออกมาเหม่อมองดูอยู่บ่อย ๆ ผู้อาวุโสหงมีบุญคุณกับตน เขาจะไปแย่งของรักมาเช่นนี้ได้อย่างไร จึงรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ตอนนั้นข้ากลายเป็นคนพิการเพราะภาพนี้ ก็ยังไม่เข้าใจความลึกลับในตัวมัน ตอนนี้ครึ่งตัวข้ากลายเป็นดินเหลืองแล้ว คงจะตายได้ทุกเมื่อ ถ้าเก็บไว้กับข้า จะให้มันฝังลงดินเหลืองไปพร้อม ๆ กับข้ารึ?”
“ถ้าจำไม่ผิด เจ้าฝึกฝนหมัดพยัคฆ์ร้าย…ไม่ว่าอย่างไร ภาพนี้ก็คงมีผลมหัศจรรย์บางอย่างกับเจ้าไม่มากก็น้อย”
ผู้อาวุโสหงไม่อธิบายอะไรอีก แต่บังคับยัดเยียดให้หลินอวิ๋นก่อนจะโบกมือว่า “ไปเถอะ จากนี้อย่ามาที่นี่อีก ออกจากที่นี่ไปแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร เจ้าหลินอวิ๋นก็ไม่ใช่ทาสกระบี่แห่งชิงอวิ๋นอีก!” ผู้อาวุโสหงเน้นน้ำเสียงคำพูดสุดท้าย ทำให้หลินอวิ๋นถึงกับใจสั่นไหว ไม่ผิด นับจากนี้ไป ไม่ว่าคนอื่นจะมองอย่างไร ข้าหลินอวิ๋นก็ห้ามดูถูกตัวเอง
เขารับภาพวาดนั้นมาแล้วโค้งตัวอย่างตั้งใจก่อนจะป้องมือเอ่ยลาไป
ผู้อาวุโสหงมองแผ่นหลังหลินอวิ๋นพลางถอนหายใจเบา แอบรู้สึกเสียดายอยู่ในใจ
เมื่อเดินออกจากโรงชะล้างกระบี่มา พวกกลุ่มนักการบนลานกว้างต่างมองหลินอวิ๋นด้วยแววตาแตกต่างกัน มีทั้งริษยา มีอิจฉา สีหน้าซับซ้อนกัน
ทุกคนต่างรู้ว่าแม้จากนี้หลินอวิ๋นจะเป็นอย่างไร เขาก็ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก
โจวผิงหลีกไป ไม่ได้อยู่ขวางทางเขา นี่ทำให้หลินอวิ๋นแปลกใจนิด ๆ เขาหยุดอยู่ที่นี่ชั่วครู่ก่อนจะไปจากที่แห่งนี้โดยไม่หันกลับมาอีก มุ่งหน้าไปยังห้องไม้เล็ก ๆ ของตน
ห้องไม้ทำแบบง่าย ๆ ห่างไกลจากผู้คน ดูไม่สะดุดตากลางยอดเขาชิงอวิ๋นอันยิ่งใหญ่
หลินอวิ๋นจับพู่กันเขียนอะไรบางอย่างกลางห้องอย่างเรียบง่าย
ยาลูกกลอนบำรุงกายร้อยเม็ด ยาลูกกลอนเลือดลมยี่สิบเม็ด ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมสามร้อยตำลึงทอง…
ไม่ผิด ตอนนี้เขากำลังเขียนโอสถและทรัพย์สินทั้งหมดที่ซูจื่อเหยาให้ทานเขามาตลอดสองปีมานี้
ทักษะการบำรุงรักษากระบี่ของหลินอวิ๋นใช้ได้ เขาเองที่เป็นคนบำรุงกระบี่ให้ซูจื่อเหยาระยะยาว รวมรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดสองปีมานี้แล้วก็มีไม่น้อยเหมือนกัน
เหมือนที่เขาว่าไว้ ถ้าไม่มีรางวัลพวกนี้ ด้วยคุณสมบัติและการตระหนักรู้ของเจ้าของคนก่อน เกรงว่าคงจะต้องติดอยู่วิถียุทธ์ขั้นสามไปตลอดชีวิต
ไม่ว่าจะยืนหยัดอย่างไรก็ไม่อาจทะลวงไปได้
ความทรงจำของหลินอวิ๋นดีมาก ความจริงไม่ต้องใช้ความจำอะไรมากเลย เพราะเจ้าของร่างก่อนจดจำรางวัลทุกอย่างที่ซูจื่อเหยาให้มาได้อย่างแม่นยำ
กระทั่งยังจำได้แม่นว่าเพราะเหตุใดหรือเพราะเรื่องใดที่ซูจื่อเหยาถึงต้องบำรุงรักษากระบี่ ยิ่งไปกว่านั้นคือแม้แต่วันนั้นคือเวลาใด วันนั้นสภาพอากาศเป็นอย่างไรยังรู้
แค่นึกเพียงเล็กน้อย เรื่องเกี่ยวกับซูจื่อเหยาก็โผล่มาในความคิดทั้งหมด
หลินอวิ๋นไม่เข้าใจนิด ๆ เจ้าของร่างเดิมไม่ถือว่าโง่ กระทั่งยังมีความแน่วแน่แรงกล้า เหตุใดถึงมองซูจื่อเหยาไม่ออกว่าอีกฝ่ายให้รางวัลก็แค่เป็นมารยาทเท่านั้น ไม่นับว่าเป็นความเกรงใจเสียด้วยซ้ำ ช่างเย็นชาถึงที่สุด ก็แค่ให้ ๆ มา ไม่ได้สนใจอะไรเลย
คำว่ารักเข้าใจยากจริง ๆ
พอนึกถึงสีหน้าซูจื่อเหยาตอนเช็ดตัวกระบี่แถมยังไม่สนใจอะไรแล้ว หลินอวิ๋นก็ส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่คิดถึงนางอีก แต่เขียนหนังสืออย่างจริงจัง
เขียนเสร็จก็เป่าเบา ๆ จนน้ำหมึกแห้งไปบ้าง หลินอวิ๋นเอามาวางไว้ตรงหน้า ในดวงตาปรากฏสีหน้าเย็นชาของซูจื่อเหยา จนเขายังต้องจนปัญญากับความคลั่งรักของเจ้าของร่างเดิม
จนถึงตอนนี้ความแกร่งในความคิดยึดมั่นของเจ้าของร่างเดิมยังส่งผลมาถึงหลินอวิ๋น
“วางใจเถอะ รอข้าเข้าฝ่ายนอกเติบโตได้สักหน่อยแล้วจะตอบแทนให้นางแทนเจ้าเป็นสิบเท่าเลย” หลินอวิ๋นละสายตากลับมาพูดงึมงำกับตัวเอง ผ่านไปพักใหญ่ถึงเก็บกระดาษไปด้วยท่าทีเคร่งขรึม
พอเอ่ยออกมาแล้ว ความยึดมั่นในความคิดนั้นก็จางลงไปมากอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีความซาบซึ้งใจเกิดขึ้นมามาก
หลินอวิ๋นสัมผัสได้เช่นนี้กลับยิ้มไม่ออก ความรักจะมากล้นอะไรเพียงนั้น
ถ้ามีชาติหน้าขออย่าให้เจ้าเป็นคนคลั่งรักเลย
-โปรดติดตามตอนต่อไป-