ขอแจ้งการเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวละครเล็กน้อยนะครับ
จากนี้ไป หลี่อี้เฉิน จะเป็หลานชายของ หลี่เสียน นะครับ
“นี่!” ดรุณีชุดเหลืองไฉ่เวย พุ่งสายตางดงามจ้องมา “เหตุใด เกลือจึงกลายเป็เงินได้?”
นางกล่าวจบ ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะคว้าอ้อยท่อนหนึ่งส่งให้หลี่อี้เฉิน “อืม ให้เ้ารับประทาน”
คิดจะซื้อตัวข้าหรือ...
ใต้เท้าทั้งสองหายไปจนไม่เห็นเงาแล้ว หลี่อี้เฉินรั้งสายตากลับมา ครุ่นคิดครู่หนึ่ง กล่าวตอบว่า “ข้าน้อยเคยอ่านคัมภีร์แปรธาตุโบราณ มีวิธีแปรเกลือเป็เงิน”
ดรุณีชุดเหลืองเพิ่งตาโต กล่าวว่า “คัมภีร์โบราณนั่นอยู่ที่ใด? เขียนโดยผู้ใด?”
มันชื่อว่า “วิชาเคมีมัธยมปลาย” ส่วนผู้เขียน....อืม สํานักพิมพ์ การศึกษาประชาชนจีน?
หลี่อี้เฉินกล่าวว่า “คัมภีร์โบราณถูกทําลายไปนานแล้ว แต่ข้ายังจดจําเนื้อหาได้”
ดรุณีชุดเหลืองหายใจถี่กระชั้นขึ้น กล่าวว่า “เร็ว รีบบอกต่อข้า
หลี่อี้เฉินถอนหายใจ กล่าวว่า “ข้าน้อยอยู่ในอันตราย ไม่มีอารมณ์จะเป็อาจารย์ของผู้ใด”
ดรุณีชุดเหลืองถลึงตาใส่ กล่าวเสียงแข็งว่า “เ้าผู้นี้กลับเ้าเล่ห์ยิ่งนัก สํานักซื้อเทียนเจี้ยนของพวกข้าไม่แทรกแซงเื่ของราชสํานัก จะลงโทษเ้าอย่างไรขึ้นอยู่กับฮ่องเต้ มาต่อรองกับข้า หามีความหมายใดไม่”
“พวกเ้ายอมรับข้าเป็ศิษย์ก็สิ้นเื่ ด้วยฐานะของหัวหน้าสํานักซื้อเทียนเจี้ยน ้าตัวผู้ที่ติดร่างแหจากญาติผู้ต้องโทษสักคนหนึ่ง ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน” หลี่อี้เฉินกล่าว
เขา้าเพิ่มหลักประกัน หากตามหาเงินภาษีไม่พบ
ดรุณีชุดเหลืองกลอกตามองขึ้นลงรอบหนึ่ง กล่าวว่า “เ้าเป็ ผู้ฝึกยุทธ์ เหตุใดจึง้าเป็ผู้ใช้ทักษะ”
การฝึกฝนในสายใด ส่วนใหญ่จะต้องวางพื้นฐานแต่เยาว์วัย ยามนี้หากเปลี่ยนจากสายฝึกยุทธ์มาเป็สายผู้ใช้ทักษะอาจสายเกินไป
“จะได้พึ่งพิงหรือไม่ไม่สําคัญ ข้าเพียง้าชื่นชมบารมีของ ท่านหัวหน้าสํานัก” หลี่อี้เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจ สีหน้าจริงจัง
“เช่นนั้นเ้าบอกเนื้อหาในคัมภีร์แปรธาตุโบราณต่อข้าก่อน” นางกล่าวอย่างครุ่นคิด ั์ตาเป็ประกาย แก้วตากลมโต สีดํากับขาว ตัดกันอย่างชัดเจน
ในชาติก่อน ดวงตาที่บริสุทธิ์งดงามเช่นนี้ หลี่อี้เฉินเคยพบเห็นแต่ในเด็กเล็กเท่านั้น
"เนื้อหามีความลึกซึ้ง หากบอกกล่าวด้วยปาก เกรงว่าคงไม่อาจเข้าใจได้ จําเป็ต้องอธิบายกันอย่างละเอียด จึงจะสามารถหยั่งรากลึก” หลี่อี้เฉินวางเบ็ดล่อเหยื่อ
ไฉ่เวยถลึงตาใส่ กล่าวอย่างไม่ยอมรับว่า “ทอดสายตาไปทั่วเก้าดินแดนในใต้หล้า หากเอ่ยถึงวิชาแปรธาตุ วิชาของสํานักซือเทียนเจี้ยนของข้าจัดอยู่อันดับแรก”
“ไฮโดรเจน ลิเทียม เบริลเลียม โบรอน คาร์บอน ไนโตรเจน ออกซิเจน ฟลูออรีน โซเดียม แมกนีเซียม อะลูมิเนียม ซิลิคอน ฟอสฟอรัส” หลี่อี้เฉินท่องออกมาอย่างคล่องแคล่ว
"? ? ?"
เขากําลังกล่าวสิ่งใด? นางงุนงงอยู่เป็เวลานาน คิ้วดั่งใบหลิวชี้ขึ้น "เ้ากลั่นแกล้งข้า สํานักซือเทียนเจี้ยนของพวกข้ารับเพียงศิษย์ที่ เป็เด็กชาย”
นางดึงอ้อยในมือหลี่อี้เฉินกลับคืนมา สาวเท้าเดินจากไป จนชายกระโปรงปลิวขึ้น
ข้าก็เป็เด็กชาย...หลี่อี้เฉินอ้าปากเตรียมกล่าว ทันใดนั้นพลัน เข้าใจว่า สํานักซือเทียนเจี้ยนรับเพียงศิษย์ที่เป็ทารก หนทางนี้คงยากจะเดินต่อได้
เพียงพริบตาก็ผ่านไปสองวัน
สวีซีอันใช้ชีวิตอย่างหวั่นวิตกในห้องขังสองวัน เขากังวลว่าจะตามเงินภาษีกลับมาทันเวลาหรือไม่ หากเขาถูก เนรเทศไปแล้วค่อยตามหาเงินภาษีพบ เช่นนั้นผลลัพธ์อาจมิได้เปลี่ยนแปลง หรือไม่หากเ้าเมืองเฉินหักใจอํามหิต คิดกลืนผลงานไว้แต่เพียงผู้เดียว เช่นนั้นหลี่อี้เฉินยังคงหนีไม่พ้นความตาย นี่เป็เื่อับจนปัญญา เขาทําได้เพียงเท่านี้ ในฐานะนักโทษคนหนึ่ง ยังจะทําสิ่งใดได้?
หลี่อี้เฉินรู้สึกถึงความน่ากลัวของสังคมยุคศักดินาอีกครั้ง
"แล้วแต่ชะตาเถอะ..." หลี่อี้เฉินถอนหายใจอย่างหดหู
ประตูเหล็กสุดทางเดินถูกเปิดออก ผู้คุมคุกคนหนึ่งถือคบไฟเดินเข้ามา ล้วงกุญแจเปิดประตู “หลี่อี้เฉิน เ้าไปได้แล้ว!”
หลี่อี้เฉินยินดีแทบคลุ้มคลั่ง ออกแรงกําหมัดกล่าวว่า “ตามหาเงินภาษีได้แล้ว?”
“ตามข้ามาลงนามประทับลายนิ้วมือ จากนั้นเ้าก็ไปได้” ผู้คุมคุกจ้องมองหลี่อี้เฉิน กล่าวต่อว่า “เ้าช่างชะตาแข็งกล้ายิ่งนัก”
“ท่านพ่อของข้าเล่า?” หลี่อี้เฉินรีบถามต่อ
“อย่าได้พร่ำกล่าวมากความ ตามข้ามา” ผู้คุมคุกอารมณ์ร้อน ใช้ด้ามคบไฟเคาะสะโพกสวี่ชีอัน เร่งให้เขาออกจากห้องขัง
ภายใต้การจัดการของเสมียนประจําศาล เขาลงลายมือชื่อประทับลายนิ้วมือ จากนั้นได้รับเสื้อผ้าที่ถูกถอดไปขณะเข้าคุกคืน เ้าหน้าที่คนหนึ่งพาเขาเดินออกจากประตูหลังของศาลเมืองหนานจิง ในเวลานี้ขอบฟ้าทิศบูรพามีแสงรําไร ถนนหนทางยังเงียบเหงา
“ตึง!”
หลี่เสียนสะดุ้งตื่นเพราะเสียงประตูเหล็กถูกเปิดออก เขาลืมตาขึ้น ั์ตาเต็มไปด้วยเส้นเื หลี่เสียนอยู่ในสภาพมอมแมม ผมเผ้ากระเซิง ใบหน้าคล้าย หลี่อี้เฉินหลายส่วน แตกต่างกับหลี่เหยาบุตรชายแท้ๆของเขา ผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลาเกินไป
จากนั้น ร่างของหลี่หรูที่หลับใหลในห้องขังฝั่งตรงข้ามพลันกระตุกคราหนึ่ง สะดุ้งตื่นขึ้นมา ใบหน้าทรุดโทรม สีหน้ายังแฝงความ หวาดกลัวถึงขีดสุด สองสามีภรรยาจ้องหน้ากันผ่านทางเดินห้องขังที่กั้นขวาง
หลี่หรูกล่าวอย่างปวดร้าวว่า "ท่านพี่ แม้ต้องตายข้าก็จะไม่ยอมเข้าสู่สํานักร้อยบุปผา"
ปีนี้นางมีอายุสามสิบห้าปี ดูแลรูปโฉมอย่างดี เป็สตรีเต็มวัยที่งดงาม แม้จะใช้ชีวิตอกสั่นขวัญแขวนในคุกมาห้าวันจนทรุดโทรมไปบ้างทว่ายังยากที่จะกลบบังเสน่ห์ของนางได้
สํานักร้อยบุปผาคือสถานที่เช่นไร? นั่นคือนรกของสตรี
หลี่เสียนมีาแเต็มตัว อ้าปากขึ้นแต่กลับไม่อาจกล่าวสิ่งใดได้ น้ำตาระอุอุ่นไหลนอง เอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยิน ข้าทําผิดต่อเ้า พวกเราสองสามีภรรยาร่วมเดินทางสู่ปรภพ ชาติหน้าข้าขอเกิดเป็วัวเป็ม้าชดใช้ให้เ้า สงสารก็แต่บุตรชายกับบุตรชายบุญธรรมของข้าผู้นั้น”
ผ่านไปห้าวันแล้ว สิ่งที่รอเขาอยู่คือดาบปะา สิ่งที่รอสตรีใน ตระกูลคือสํานักร้อยบุปผา นอกจากหลี่หรูแล้ว ตระกูลหลี่ยังมีบุตรีอีกสองคน บุตรีคนโตอายุสิบหกปี บุตรีคนเล็กอายุห้าปี
พวกนางต่างขดตัวอยู่มุมห้องขัง ยามนี้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเช่นกัน บุตรคนเล็กอายุห้าปีขยี้ตา เอ่ยด้วยเสียงออดอ้อนขึ้นว่า “ท่านแม่” นางไม่ทราบชะตากรรมของตนเองแม้แต่น้อย
บุตรีอายุสิบหกปีลุกขึ้นนั่ง ใบหน้าขาวเนียนรูปเมล็ดแตง ผมเผ้ากระเซิง ริมฝีปากบางแดงเรื่อ ั์ตากลมโตเป็ประกาย จมูกโด่ง แตกต่างจากจมูกเล็กๆของสตรีทั่วไป จัดเป็สตรีที่มีความงดงามเป็พิเศษงดงามราวกับรูปสลัก
นางขยับเข้าใกล้ผู้เป็มารดาตามสัญชาตญาณ คิ้วคมเข้มสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
ผู้คุมคุกมีดาบพาดเอวหลายคน ก้าวอาดๆ เข้ามา
ั์ตาหลี่หรูฉายแววสิ้นหวังทว่าแฝงความเด็ดขาด
หลี่เสียนใช้สองมือกุมลูกกรง ใบหน้าซีดขาว กัดฟันแน่น เงินภาษีสูญหาย เป็ความบกพร่องในหน้าที่เขายอมรับว่าสมควรตาย แต่การที่บุตรภรรยาในครอบครัวต้องมาเดือดร้อน แม้ตายก็ไม่อาจตายตาหลับ โดยเฉพาะบุตรคนเล็ก ปีนี้อายุเพียงห้าขวบ หากถูกส่งไปเลี้ยงดูในสํานักร้อยบุปผา ชีวิตคงมีแต่ความมืดมน
ในฐานะบิดามารดา ไหนเลยยอมรับได้
“หลี่เสียน ตามพวกข้าออกไป ลงชื่อ ประทับลายนิ้วมือเสร็จแล้ว ก็ออกไปได้”
ผู้คุมคุกเปิดประตูห้องขัง ไม่ได้ตีตรวนให้พวกเขา เพียงยืนอยู่ตรงทางเดิน ใช้ปลายดาบเคาะลูกกรง ส่งสัญญาณให้ตามตนเองไป
"ข้าหลี่เสียนรักบ้านเมือง จงรักภักดีมาชั่วชีวิต ตระกูลของข้าล้วนเป็ผู้ภักดี...อา เ้าว่ากระไร?” หลี่เสียนสงสัยว่าตนเองอาจฟังความหมายผิดไป
“ออกไปได้? เมื่อครู่เ้าบอกว่าออกไปได้หรือ?” หลี่เสียนยามกะทันหันยากที่จะเชื่อได้ “เกิดอะไรขึ้น พวกเ้าไม่ใช่มานําตัวข้าไปปะา?”
“ข้าก็ไม่รู้” ผู้คุมคุกกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “นี่เป็บัญชาจากเบื้องบน หาก้ารู้อะไร เ้าก็ไปถามเอาเอง”
หลี่หรูรู้สึกงุนงงระคนหวาดหวั่น จูงมือบุตรีทั้งสองเดินตามหลังผู้คุมคุก มุ่งตรงไปยังสุดทางเดิน
"ท่าน....ท่านพี่เขาคงไม่หลอกลวงพวกเรากระมัง?”
"ไหนเลยนํามาเป็เื่ล้อเล่นได้” หลี่เสียนได้รับาเ็ เดินขากะเผลกตามมา เขาเองก็ยังมึนงงสงสัย แม้จะยินดีที่รอดตายจากเภทภัยใหญ่ แต่ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก
หลี่หรูพลันนึกขึ้นได้ “เหยาเอ๋อ หลายวันนี้เหยาเอ๋อคงช่วยวิ่งเต้นอยู่ภายนอก อาศัยความสัมพันธ์ที่มีทําให้ ราชสํานักยอมละเว้นพวกเรา”
นางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็ไปได้ จึงกล่าวด้วยความยินดี “ท่านพี่ อย่าลืมว่าอาจารย์ของเหยาเอ๋อเคยเป็เ้ากรมราชทัณฑ์ในรัชศกหยวนจิ่งปีที่สิบแปด”
รัชศกหยวนจิ่งปีที่สิบแปด...ผ่านมายี่สิบกว่าปีแล้ว.…หลี่เสียนรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออก เขาไม่มีผู้หนุนหลังในวงการขุนนาง ยังจะสามารถพึ่งพาผู้ใดได้
“ก็อาจเป็เช่นนั้น”
“ข้าบอกแล้วว่าเหยาเอ๋อของเราเป็ัในหมู่มนุษย์ ในอดีตข้าให้เขาฝึกยุทธ์ ท่านไม่เห็นด้วย กลับจะให้เ้าลูกกระต่ายอี้เฉิน ไปฝึกยุทธแทน”
“ท่านแม่ กระต่ายน้อยน่ารัก ข้า้ารับประทานกระต่าย” บุตรคนเล็กเงยหน้ารูปไข่งับนิ้วก้อยของตนเอง แววตาฉายให้เห็นถึงความ “อยากอาหาร”
“วันๆ นึกถึงแต่เื่รับประทาน...” หลี่หรูตําหนิไปตามสัญชาตญาณ เมื่อมองดูใบหน้าน้อยๆของบุตรี สีหน้าค่อยเปลี่ยนเป็อ่อนโยนขึ้น “เด็กดี อีกสักครู่ก็จะได้รับประทานกระต่ายแล้ว”
หลี่เสียนคร้านจะอธิบายกับนางว่า “บุตรชายของเ้าไม่มี พร์ในการฝึกยุทธ์” ถึงอย่างไรไม่ว่าจะอธิบายสักกี่คราภรรยาของเขายังคงไม่ยอมรับรู้เสมอ
ในสายตาของผู้เป็มารดา บุตรชายของตนย่อมประเสริฐที่สุด
เมื่อมาถึงจุดลงลายมือชื่อประทับลายนิ้วมือ หลี่เสียนรับพู่กันจากเ้าหน้าที่ศาล นิ้วมือยังคงสั่นเทาเล็กน้อย เมื่อเขียนชื่อประทับลายนิ้วมือเสร็จสิ้น หลี่เสียนรู้สึกเหมือนเติบโตขึ้น คล้ายกับเมล็ดพันธุ์ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดิน แตกใบอ่อนออกมารับแสงตะวัน พลันรู้สึกว่าโลกใบนี้ช่างงดงามยิ่งนัก ทั้งที่มิได้มีเงินเพิ่มมาแม้แต่เหรียญเดียว
บุตรีกับภรรยาไม่จําเป็ต้องลงลายมือชื่อ เพียงแต่ประทับลายนิ้วมือก็พอ
หลี่เสียนไม่อาจสะกดความอยากรู้ รีบประสานมือกล่าวว่า “ใต้เท้า ท่านนี้ ไม่ทราบ....ไม่ทราบว่าเหตุใดพวกข้าจึงพ้นผิดได้”
หลี่หรูหันไปจ้องมองเ้าหน้าที่ผู้นั้นทันที
“คดีถูกคลี่คลาย เงินภาษีก็ตามกลับมาได้แล้ว” เ้าหน้าที่ตอบ
“ตามเงินภาษีกลับมาได้แล้ว? ฮา ฮา ประเสริฐ ประเสริฐ! เ้า มารร้ายน่าตาย กลับกล้าปล้นชิงเงินภาษีของต้าฉิน”
หลี่เสียนหัวร่ออย่างลิงโลด แต่ครู่หนึ่งพลันคิดได้ว่า ตามกฎหมายต้าฉิน ต่อให้ตามเงินภาษีคืนมาได้ แต่เขายังถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ การตามเงินภาษีกลับมาไม่ใช่ผลงานของเขา ราชสํานักจะเว้นโทษตายให้ได้อย่างไร? ต่อให้ลดโทษ ยังคงต้องถูกเนรเทศไปชายแดน
“ได้เท้าหลี่ นี่เป็ชุดขุนนางของท่าน เก็บรักษาไว้ให้ดี” เ้าหน้าที่ประคองชุดขุนนางขั้นเจ็ดสีเขียวที่ถอดออกมาจากตัวเขาส่งคืนให้
ยังได้ตําแหน่งขุนนางคืนมา…หลี่เสียนััได้ถึงความไม่ถูกต้อง ขณะรับชุดขุนนางมา ก็กล่าวขึ้นว่า “ใต้เท้าท่านนี้ จะช่วยคลาย ความสงสัยให้เราผู้เป็ขุนนางได้หรือไม่?"
เมื่อมีชุดขุนนางอยู่ในมือ คําว่า “เราผู้เป็ขุนนาง” จึงกล่าวได้อย่างหนักแน่นขึ้น
โดยหลักการแล้ว แม้จะได้ละเว้นโทษตาย แต่ก็ไม่สมควรได้รับตําแหน่งกลับคืน
"กฎหมายต้าเพิ่งกําหนดว่า หากญาติผู้ใหญ่ทําผิดกฎหมาย บุตรหลานสามารถทําคุณไถ่โทษ” เ้าหน้าที่ตอบ
"เป็เหยาเอ๋อจริงๆ ท่านพี่ เหยาเอ๋อช่วยราชสํานักตาม เงินภาษีกลับคืนมา” หลี่หรูปลาบปลื้มจนน้ำตานอง
“เหยาเอ๋อ...” สวี่ยิงจื้อหลี่เสียนตารื้น กล่าวว่า “บุตรชายอัน ประเสริฐของข้า”
เ้าหน้าที่มองดูสองสามีภรรยาที่กําลังซาบซึ้ง กล่าวว่า “หลานชายของท่านหลี่อี้เฉิน ช่วยท่านเ้าเมืองไขคดีเงินภาษี ตัวเขาเพิ่งออกไปเมื่อครู่”
ขอแจ้งการเปลี่ยนความสัมพันธ์ของตัวละครเล็กน้อยนะครับ
จากนี้ไป หลี่อี้เฉิน จะเป็หลานชายของ หลี่เสียน นะครับ