หลังจากนั้นข่าวที่บัวดินได้รับสร้อยทองปลอบขวัญจากออกญาอภัยหมื่นศรีก็ถึงหูทับทิมอย่างรวดเร็วทำให้หญิงสาวโกรธจัด ไล่ตบตีแพ้วพัลวันเพื่อระบายความคับแค้นใจ
“อีแพ้ว เอ็งเห็นสายตาของหลวงอินหรือไม่!” ทับทิมนั่งบนเตียงมือบางกำผ้าห่มไว้แน่นจนผ้ายุ่งเหยิง
“เห็นเ้าค่ะ” แพ้วพูดพลางลูบแขนที่มีรอยฟกช้ำของตัวเองไปด้วย
“ข้าสู้มันมิได้ตรงไหน เหตุใดหลวงอินจึงมิเคยชายตามองข้าแม้เพียงนิดแต่กลับมองแต่หญิงไร้หัวนอนปลายตีนเช่นอีบัวดิน”ทับทิมระบายความอัดอั้นพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลรินด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
“เอ่ยเบาๆ สิเ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวไพร่มันได้ยินจะเกิดเื่”
“ข้าทนมิไหวแล้วนะอีแพ้ว ข้ารอหลวงอินมาหลายปีจนต้องมาเป็เมียเล็กท่านออกญาแต่จู่ๆ เขาก็พาหญิงบ้านป่าเมืองเถื่อนเข้ามาอยู่ด้วย เอ็งจักให้ข้าทำเยี่ยงไรเล่า”ทับทิมปล่อยโฮออกมาอย่างอัดอั้น
ทับทิมคิดถึงชะตาชีวิตของตัวเองก็ร่ำไห้ออกมาไม่ขาดสายแต่ก่อนเธอเป็แม่ค้าขายขนมอยู่ที่ตลาด เมื่อเห็นหลวงอินทราบดีศรีราชซึ่งขณะนั้นยังเป็เพียงนายหมื่นเดินตรวจตราอยู่ที่ตลาดมีนายธนูและนายทหารหลายนายเดินตามหลัง ท่วงท่าห้าวหาญและรูปลักษณ์ที่งดงามของหลวงอินทำให้เธอติดตราตรึงใจั้แ่แรกพบเธอจึงพยายามทำให้เขาสนใจในตัวเธอแต่ไม่สำเร็จทับทิมรู้สึกเสียหน้ามากที่คนงดงามเช่นตนเองถูกเมินนับจากนั้นเธอจึงทำทุกวิถีทางเพื่อให้เขารักเธอให้ได้
วันหนึ่งทับทิมทำทีเป็พายเรือไปขายขนมใกล้ท่าน้ำที่เรือนของหลวงอินจึงพบกับออกญาอภัยหมื่นศรีเข้าพอดีท่านออกญาพึงพอใจในตัวเธอมากจึงไปออกปากสู่ขอจากพ่อแม่ของเธอหญิงสาวจึงจำใจต้องมาอยู่ที่นี่ในฐานะเมียเล็กเพื่ออัฐและแก้วแหวนเงินทองกองโตที่พ่อและแม่้า
“โธ่...คุณทับทิมของบ่าว” แพ้วลูบเท้าของนายหญิงด้วยความเห็นใจ
“ข้ามิยอมดอก...หากข้ามิได้สมรักกับหลวงอินก็อย่าหวังว่าอ้ายอีหน้าไหนจะได้ไป!” ทับทิมเอ่ยด้วยแววตาอาฆาตมาดร้ายน้ำตาแห่งความคับแค้นใจพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย
“แต่หลวงอินมีคู่หมั้นคู่หมายอยู่แล้วนะเ้าคะ อีกมินานคงได้ตบแต่งกัน”
“อีแพ้ว!” ทับทิมะโลั่นจนแพ้วย่นคอถอยหนีไปเล็กน้อยเพราะกลัวว่าจะเจอฝ่ามือพิฆาตของเ้านายอีกระลอก แต่ก็หนีไม่ทันเพราะทับทิมตบตีแพ้วพัลวัน
“เอ็งจักให้ข้าจุกอกตายกระนั้นรึ อีผีบ้า!” ทับทิมหยุดหอบหายใจแรงๆด้วยความเหนื่อย แพ้วร้องไห้กระซิกพลางลูบเนื้อตัวตัวเองไปมา
“อีมาลัยมันก็ตายไปแล้ว ยังมีอีมาลีมาเป็หนามยอกอกทิ่มแทงใจข้าอีก” ทับทิมนึกถึงมาลัยอดีตคู่หมั้นของหลวงอินก็รู้สึกชังน้ำหน้ามาลัยอย่างมากแม้มาลัยจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
ด้วยสัญญาแต่หนหลังของออกญาอภัยหมื่นศรีและออกญาเดโชที่หมายหมั้นให้ลูกของตนแต่งงานเพื่อดองเป็เครือญาติเมื่อมาลัยตาย ออกญาเดโชจึงให้มาลีลูกสาวอีกคนมาแต่งงานแทน
“ข้าดูออกว่าหลวงอินมิไยดีอีมาลีแม้เพียงนิด คนที่ข้าหวั่นใจคืออีบัวดินข้าเห็นสายตาหลวงอินก็รู้ว่าพึงใจมันเพียงใด แต่อย่าหวังเลยว่าอีคนเถื่อนจะได้หัวใจหลวงอินไปหากเขามิรักใคร่ไยดีข้า...ข้าก็จักมิให้เขาปันหัวใจไปให้ผู้ใดเป็อันขาด!” ทับทิมเอ่ยทั้งน้ำตา ความรักที่ไม่มีทางสมหวังกำลังเผาผลาญให้จิตใจที่เคยบริสุทธิ์ให้ร้อนรนดั่งไฟ
หัวค่ำวันนั้นบัวดินถูกจำปาและบ่าวผู้หญิงอีกหลายคนพาไปยังที่อาบน้ำซึ่งสร้างเป็แพยื่นเข้าไปในคลองโดยคลองเล็กๆ นี้แยกออกมาจากแม่น้ำสายหลัก ที่อาบน้ำแห่งนี้ไม่มีผ้ากั้นปิดบ่าวไพร่ช่วยกันขัดถูกตัวจนบัวดินแสบๆ คันๆ ไปทั้งตัวหญิงสาวนึกเห็นใจผู้หญิงสมัยก่อนที่ต้องมานั่งทำสปาแทบทุกวันเช่นนี้
“พอแล้วน้องจำปา จะขัดอะไรกันนักกันหนา” บัวดินพยายามจะดันใยบวบออกห่างจากตัวแต่จำปาก็ไม่ละความพยายาม
“มิได้ดอกเ้าค่ะแม่หญิง อดทนหน่อยนะเ้าคะ” จำปาอมยิ้มหน้าแดงส่วนบ่าวคนอื่นก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กันเป็แถว
บัวดินมองท่าทีแปลกๆ ของทุกคนอย่างงุนงง แต่ก็คร้านจะห้ามปราม เพราะห้ามไปก็ไม่มีใครสนใจแต่กลับยิ่งประโคมบ่มผิวเธอกันยกใหญ่เมื่อการบำรุงผิวพรรณเสร็จสิ้นแล้วบัวดินก็ถูกจับแต่งเนื้อแต่งตัวอย่างประณีตบรรจงก่อนจะประพรมน้ำอบน้ำปรุงเสียหอมตลบอบอวล
“จะนอนอยู่แล้วนะน้องจำปา ทำไมต้องประณีตขนาดนี้ล่ะ”บัวดินสงสัยั้แ่จำปาเลือกชุดนอนให้เธอแล้ว ถึงแม้มันจะเป็ผ้าซิ่นและผ้าแถบคาดอกเช่นคืนก่อนแต่คืนนี้จำปากลับเลือกแล้วเลือกอีกคล้ายจะหาผ้าที่สวยที่สุดในที่นั้นมาให้เธอสวมใส่เลยทีเดียวจากนั้นจำปาก็มานั่งสางผมยาวเคลียไหล่ของเธออยู่นานสองนาน
“จวนได้เวลาแล้วเ้าค่ะ จำปาออกไปก่อนนะเ้าคะ” จำปาเดินออกไปจากห้องทันทีในขณะที่เ้าของห้องทำหน้าเหวอเมื่อรู้ว่ากำลังจะถูกทิ้งให้นอนในเรือนนี้เพียงลำพังจำปาปิดประตูห้องอย่างแ่เบาทำให้บัวดินรีบลุกแล้วเดินไปหน้าประตูทันที
“เดี๋ยวสิน้องจำปา จะไปไหน!” บัวดินเปิดประตูออกไปก็ถึงกับผงะเมื่อเห็นเพียงความมืดมิดที่แสนวังเวง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงของผู้ชายดังแว่วเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
หญิงสาวเพ่งสายตามองไปท่ามกลางความมืดแม้จะมีไฟจากตะเกียงดวงน้อยตั้งอยู่หลายแห่งแต่ก็ไม่พอที่จะทำลายความมืดไปได้เท่าใดนักหญิงสาวเดินไปที่ประตูทางเข้าเรือนก็เห็นเผือกทั้งดุนทั้งดันหลังหลวงอินให้เดินมาทางเรือนแก้วพวกเขาเดินขึ้นมาอยู่หัวบันไดทางขึ้นเรือน บัวดินชะโงกหน้ามองความประหลาดใจ
“หลวงอินมาหาข้าหรือเ้าคะ”
หลวงอินมองบัวดินด้วยแววตาวาบไหวก่อนจะตั้งสติแล้วเอ่ยเสียงแ่
“ข้า...”
“บ่าวไปก่อนนะขอรับคุณหลวง” เผือก บ่าวคนสนิทของหลวงอินยิ้มกว้างเขาหิ้วตะเกียงดวงใหญ่รีบเดินไปจากเรือนอย่างรวดเร็ว
หลวงอินถอดรองเท้าแล้วล้างเท้าอย่างลวกๆ เท้าใหญ่เหยียบผ้าเช็ดเท้าหน้าบันไดเรือนแล้วเดินขึ้นมาอย่างเชื่องช้าเมื่อเดินมาถึงก็ไม่กล้าสบตากับบัวดิน
“มีอะไรรึเปล่าเ้าคะ”
“คนที่นี่คิดว่าข้าและเอ็งเป็...” หลวงอินพูดไม่ออกได้แต่หลบสายตาอย่างขัดเขิน
“เป็อะไรเหรอเ้าคะ” บัวดินขมวดคิ้วอย่างสงสัย
ชายหนุ่มหันซ้ายแลขวาแล้วตัดสินใจเอ่ยเสียงเบา “ผัวเมียกัน”
คำตอบของเขาทำให้หญิงสาวอ้าปากค้าง มึนงงจนพูดอะไรไม่ออก
“แม่ข้าพึงใจเอ็งนัก จึงบอกให้ข้ามานอนที่เรือนนี้บ้างเพราะเกรงว่าเอ็งจักกลัวที่ต้องนอนลำพัง”
“แต่เราไม่ได้เป็อะไรกัน ทำไมคุณหลวงไม่อธิบาย...ข้าหมายถึงไม่บอกความจริงให้คุณหญิงฟังล่ะเ้าคะ”
“บอกมิได้ดอก หากบอกความจริงแล้วไซร้ เอ็งต้องออกไปอยู่ที่อื่นเป็แน่ ข้าผิดเองที่มิทันคิดว่าเหตุใดแม่จึงให้เอ็งมาอยู่เรือนนี้หากเอ็งอยากออกไปอยู่เสียที่อื่นข้าจักรีบไปกราบเรียนท่านแม่บัดเดี๋ยวนี้” หลวงอินทำทีจะเดินออกไปแต่บัวดินก็ห้ามไว้ก่อน
“อย่าพึ่งไปเ้าค่ะ! ข้าพอเข้าใจแล้วล่ะ”
หลวงอินอมยิ้มก่อนจะเอ่ยอย่างอารมณ์ดีขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นคืนนี้ท่านก็ต้องนอนที่นี่รึ”
“เกรงว่าจะเป็เช่นนั้น หากข้ากลับเรือนไปทั้งพ่อและแม่จักสงสัยได้” หลวงอินถอนใจเล็กน้อยอย่างกลัดกลุ้ม
บัวดินนิ่งคิดเล็กน้อยเท่าที่เธอรู้จักหลวงอินมาเขาคือสุภาพบุรุษสมัยโบราณที่หาตัวจับอยากหากจะลองไว้ใจสักครั้งคงไม่เป็ไร ถึงอย่างไรเธอก็มีวิชาป้องกันตัวเองหากเข้ามาเกินระยะปลอดภัย รับรองได้เลยว่าหลวงอินเืสาดแน่นอน
“ถ้าเช่นนั้นก็เข้าไปในห้องเถิดเ้าค่ะ ข้าไว้ใจท่าน”บัวดินเอ่ยจบก็เดินนำเข้าห้องไป
หลวงอินยืนหายใจไม่ทั่วท้องอยู่นาน ด้วยว่าั้แ่แตกเนื้อหนุ่มเขายังไม่เคยนอนห้องเดียวกับแม่หญิงคนใดมาก่อนหากเขานอนนอกเรือนหรือนอนอีกห้องหนึ่งเกรงว่ายามเช้าหากมีบ่าวที่มาดูแลเรือนเห็นเข้าแล้วเื่จะแดงขึ้นมาอาจทำให้บัวดินต้องระเห็จออกจากเรือนได้แม่คงไม่ยอมให้เขาพาแม่หญิงที่ไม่มีสถานะใดเลยมาอยู่ที่เรือนเป็แน่เหตุใดเขาจึงลืมคิดถึงข้อนี้ไปเสียสนิท
“ข้าจักนอนที่มุมห้อง เอ็งก็นอนที่ฟูกเถิด”ชายหนุ่มเดินไปหยิบหมอนบนที่นอนของบัวดินหนึ่งใบ เขาเห็นเสื่อและผ้าปูของจำปาที่มุมห้องก็เดินไปยกมันมาด้วยมืออีกข้างแล้วเดินไปผนังห้องห่างจากฟูกหนาที่ปูบนพื้นไม้ของบัวดินพอสมควร ชายหนุ่มปูเสื่ออย่างคล่องแคล่ว
บัวดินเห็นท่าทีสุดแมนของหลวงอินก็รู้สึกดีอย่างมากถ้าเป็ผู้ชายคนอื่นคงฉวยโอกาสล่วงเกินเธอไปแล้ว โชคดีเหลือเกินที่เป็เขา
“หลวงอินมานอนที่ฟูกเถิดเ้าค่ะ ข้าจะนอนตรงนั้นเอง”หญิงสาวเดินมาใกล้ชายหนุ่ม มือเรียวดึงผ้าปูนอนมาจากมือของหลวงอิน
“เอ็งไปนอนที่ฟูกเถิด” คุณหลวงเอ่ย
“ถ้าเช่นนั้นให้ข้าช่วยปูเถิดเ้าค่ะ” บัวดินดึงผ้ามาได้แต่ดันเหยียบชายผ้าสะดุดจนหน้าแทบคะมำแต่หลวงอินมาประคองไว้ได้ทัน
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาก็สบประสานสายตาคมที่คล้ายทอแสงอ่อนๆของชายหนุ่มอย่างจัง ไออุ่นจากมือแกร่งแผ่มาถึงผิวอ่อนละมุนของเธอจนทั้งคู่หัวใจเต้นรัวบัวดินขยับกายเล็กน้อยทำให้คุณหลวงคลายมือออกจากการโอบประคองด้วยความขัดเขิน
หญิงสาวปูผ้าให้หลวงอินอย่างเก้กัง แล้วจึงกลับไปที่ฟูกนอนของตนเองส่วนชายหนุ่มก็มองตามแผ่นหลังของหญิงสาวด้วยใจเต้นแรงราวกับจะะโโลดเต้นออกมานอกอกเขานึกเสียดายเสี้ยวเวลาเมื่อครู่ แต่เมื่อคิดว่าไม่ควรล่วงเกินหญิงสาว เขาจึงล้มตัวลงนอนทันทีเมื่อเห็นว่าหลวงอินนอนลงแล้ว บัวดินจึงล้มตัวลงนอนบ้างโดยที่ไม่มีใครสนใจดับแสงไฟจากตะเกียงเลย
เวลาผ่านไปสักพักคนที่น่าจะหลับไปแล้วกลับลืมตาโพลงกันทั้งคู่พร้อมทั้งนอนกระสับกระส่ายไปมา จนกระทั่งนอนตะแคงหันข้างมาสบตากันโดยบังเอิญ
“เอ็งนอนมิหลับรึ” หลวงอินเอ่ยถามเสียงแ่
“คงยังไม่คุ้นที่เ้าค่ะ”
‘เล่นมานอนหายใจในห้องเดียวกันแบบนี้ จะหลับลงได้ยังไงล่ะคะคุณหลวง’หญิงสาวคิดอยู่ในใจ
“เอ็งคงคิดถึงบ้านมาก”
“คิดถึงเ้าค่ะ”
หลวงอินนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะกลั้นใจถาม
“เอ็งคงอยากกลับไปหาคนรักกระมัง”
บัวดินขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะเสียงใส
“ถ้าคนรักที่ว่าหมายถึงผู้ชาย...ข้าไม่มีหรอกเ้าค่ะ หากหมายถึงครอบครัว...ข้าก็ไม่มีเหมือนกันพวกเขาตายจากไปหมดแล้วหรือจะหมายถึงเพื่อน...ข้าก็มีเพื่อนสนิทนะเ้าคะแต่เธอแต่งงานมีครอบครัวไปแล้วตอนนี้ข้าก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียวแล้วล่ะ”หญิงสาวรู้สึกอ้างว้างจนน้ำตาซึม
“หากเป็เช่นนั้นเหตุใดจึงคิดจากไปเล่า”
“เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่ของข้า ไม่มีบ้าน ไม่มีครอบครัว มองไปทางไหนก็ไม่คุ้นเคย”
“แต่เอ็งยังมีเรือนนี้ ยังมีข้ามิใช่รึ” ชายหนุ่มเอ่ยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าหนักแน่น
คำพูดที่คล้ายประกาศความในใจนี้ทำให้บัวดินหน้าร้อนผ่าวคิดคำพูดโต้ตอบไม่ได้ ส่วนคนพูดเองก็รู้สึกเขินจนต้องพลิกกายนอนหงายแล้วหลับตาด้วยใบหน้าระบายยิ้มน้อยๆบัวดินรีบหันหลังกลับไปอีกด้านเผื่อซ่อนรอยยิ้มของตัวเองเอาไว้ความรู้สึกเหมือนคนโดดเดี่ยวค่อยๆ ถูกชะล้างด้วยคำพูดสั้นๆ ของเขาเพียงไม่กี่คำ ทั้งคู่พล่อยหลับไปท่ามกลางเสียงร้องประสานของหรีดหริ่งเรไรในราตรีนี้