หลังจากที่ไอ้จ้อยโดนนายหญิง (แม่นางจันทร์)กอดรัดฟัดเหวี่ยงจนหน้าบี้พูดไม่ออกอยู่นานแสนนานในอ้อมกอดที่หอมกรุ่นปานดอกไม้ทิพย์ในที่สุด่เวลาที่นางจะหยุด "ช่างจ้อ" ก็มาถึงจนได้ท่ามกลางแสงนวลตาที่สาดส่องไปทั่วพื้นผิวขรุขระของดวงจันทร์ที่เต็มไปด้วยหลุมอุกกาบาตและฝุ่นละอองสีเงินผมในร่างกระรอกน้อยขนฟูนั่งแหงนหน้ามองนายหญิงที่กำลังเล่าเื่ราวในอดีตด้วยแววตาเป็ประกายน้ำคลอเบาๆ
หากมีจิตรกรฝีมือเอกหลุดมาบนดวงดาวแห่งนี้คงต้องรีบจรดพู่กันวาดภาพความงามที่กึ่งเหงาเศร้าที่มีโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งสรวง์นั่งคุยกับกระรอกขวางโลกเก็บไว้เป็ตำนานให้คนรุ่นหลังได้ดูแน่ๆ แต่น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่มีจิตรกร มีแต่ผม... ไอ้การันต์ บินทะลุดาวอังคารที่ตอนนี้กำลังคันเขี้ยวอยากจะทำอะไรสักอย่างให้์สลัมแห่งนี้มันดีขึ้นกว่าเดิม
เขารู้ดีว่านายหญิงเหงามานานเกินไปนาง้าใครสักคนที่พร้อมจะรับฟังเสียงของนาง เขาจึงยินดีนั่งนิ่ง ๆปล่อยให้นางระบายความอัดอั้นในหัวใจออกมาจนเริ่มเหนื่อยหอบทรวงอกภายใต้ชุดผ้าไหมบางเบาของนางขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจที่เริ่มติดขัดไอ้จ้อยจึงได้จังหวะที่นางหยุดพักหายใจถามขึ้นมา
"นายหญิง... บนดวงจันทร์ที่พี่อยู่มานานเนี่ย เขาเรียกที่นี่ว่า์จริงๆหรือเปล่า? ทำไมมันถึงได้ดู... อัตคัดขัดสนขนาดนี้"
นายหญิงชะงักไปเล็กน้อยนางค่อย ๆ ส่ายหน้าช้า ๆ "ไม่รู้สิ... ฉันว่าไม่น่าใช่นะจ้อย์ในอุดมคติของใครหลายคนอาจจะเต็มไปด้วยวิมานทองคำและอาหารทิพย์แต่์ที่ฉันถูกส่งมาอยู่... มันมีแต่ความรกร้าง หนาวเหน็บ และความมืดมิดทั่วทั้งดวงดาวมีแต่ฝุ่นกับก้อนหินที่เย็นเฉียบ"
ไอ้จ้อยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างที่สุดพลางนึกถึงคำพูดเย่อหยิ่งของพวกทหาร์ที่เขาเคยพบมาเขารู้ชัดแจ้งเลยว่าที่นี่น่ะคือ์ของจริง! เพียงแต่เป็์ชั้น"สลัม" หรือโซนยากจนที่สุดที่์เขาหลงลืมไปแล้วมันรกร้างยิ่งกว่าป่าช้าเก่าร้อยปีเสียอีก
"แล้วนายหญิงครับ... ที่นี่พอมันรกร้างแบบนี้ ปลูกอะไรกินไม่ได้เลยเหรอ?"เขาถามพลางนอนเอกเขนกอยู่บนตักนาง คาบก้านหญ้าแห้ง ๆไว้ในปากพลางเคี้ยวเล่น "เขาเห็นหญ้าพวกนี้ยังขึ้นได้ แปลว่าถ้าเราขยันหน่อยมันก็น่าจะปลูกผัก ปลูกพริก หรือปลูกข้าวไว้ตำส้มตำกินให้หายอยากได้ดิ?"
"ปลูกได้สิ..." นายหญิงตอบเสียงแ่พลางลูบหางยาว ๆ ของไอ้จ้อย"ถ้าดินที่นี่มันยอมให้โตนะ แต่มันติดอยู่ที่สำคัญที่สุดคือ...ฉันไม่มีเมล็ดพันธุ์อะไรเลยสักอย่างน่ะสิมีแต่ต้นกัลปพฤกษ์โบราณพวกนี้เท่านั้นแหละที่ทนความหนาวเย็นและขาดน้ำมาได้ั้แ่อดีต"
ไอ้จ้อยเงียบไปครู่ใหญ่...จริงด้วย ต่อให้เขาจะมีนามสกุลบินทะลุดาวอังคารหรือมีทักษะเกษตรกรไทยตัวท็อปที่รู้วิธีขุดคลองส่งน้ำหรือใส่ปุ๋ยสูตรลับติดตัวมาจากโลกเก่าแต่มันก็ไร้ค่าถ้าไม่มีเมล็ดพันธุ์เริ่มต้นแม้แต่เมล็ดเดียว
นายหญิงบิดี้เีจนเห็นทรวดทรงสิริมงคลที่ทำให้เขาต้องแอบเบือนหน้าหนี"วันนี้ฉันใช้พลังงานไปเยอะเกินแล้วจ้ะจ้อยทั้งบ่นทั้งหัวเราะกับเธอมาทั้งวัน... ไม่ไหวแล้วจ้ะ ฉันต้องกลับไปนอนนิ่ง ๆประหยัดพลังงานในถ้ำก่อนนะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะหิวจนไส้กิ่วไปมากกว่านี้"
การันต์มองตามแผ่นหลังนวลเนียนของนายหญิงที่ค่อยๆ เดินหายเข้าไปในความมืดของถ้ำ ในใจของเขารู้สึกบีบคั้นขึ้นมาทันที
'ผมสาบานเลยนายหญิง...ผมจะรีบเก่งขึ้น จะรีบไปปล้นวิชา ปล้นเมล็ดพันธุ์หรือปล้น์ทั้งชั้นมาสร้างที่นี่ให้เป็์จริง ๆ ให้ได้ท่านจะได้ไม่ต้องนอนอดมื้อกินมื้อเพื่อประหยัดพลังงานบ้าบอนี่อีก!'
เมื่ออยู่ตามลำพังเขาเดินย่องไปที่ซอกหินลับหลังถ้ำ เขี่ยกองใบไม้แห้งออกแล้วคาบ"มีดบินอาคม" สีเงินวาวที่แอบซ่อนไว้ออกมาบัดนี้แสงสีแดงขุ่นมัวของน้าเล็กดำดำที่เคยติดมาได้จางหายไปจนสิ้นเหลือเพียงใบมีดที่ใสกระจกและลวดลายอักขระสีเืที่ดูขลังและลึกลับเขาลองใช้พลังอาคมน้อย ๆ ที่มีสั่งให้มันย่อขนาดจนเหลือเท่าเมล็ดถั่วแล้วสั่งให้ขยายใหญ่จนยาวถึง 40เมตร! จนมันพาดผ่านหลุมอุกกาบาตข้าง ๆ ไปไกลลิบ
"หึ ๆ ใครวิ่งไป 39 เมตรฉันจะฟันมันให้ขาดครึ่งเลย!" เขาพึมพำอย่างย่ามใจก่อนจะคาบมีดบิน(ที่ย่อขนาดกลับมา) มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ส่งเสียงกระแทกดัง 'ปึ้ง! ปึ้ง!' มาตามลม
เป้าหมายของเขาคือ"ต้นกัลปพฤกษ์ั์" อีกฟากหนึ่งของหลุมอุกกาบาต ที่นั่นมีร่างมหึมาของ"น้าขาม"กระต่ายั์ร่างบึกบึนที่ิัเต็มไปด้วยมัดกล้ามกำยำแข็งแกร่งยิ่งกว่าหินผาแกกำลังเหวี่ยงขวานเล่มโตจามลงบนเนื้อไม้สีทองของต้นกัลปพฤกษ์อย่างเอาเป็เอาตาย
"เฮ้อ... ลำบากจังน้า ตัดไม้ไปดึงกางเกงไปแบบนั้นไม่กลัวของลับจะออกมาสูดอากาศบ้างเหรอ?" ไอ้จ้อยะโทักออกไปทั้งที่ยังมีมีดบินอาคมคาบอยู่ในปากเสียงเลยอู้อี้ฟังดูยวนประสาทขึ้นไปอีกหลายเท่า
น้าขามชะงักขวานที่กำลังจะเหวี่ยงลงหันมามองเ้ากระรอกขนขาวหน้าตากวนประสาทพลางใช้มือซ้ายรีบดึงขอบกางเกงที่เกือบจะหลุดลงมากองที่ข้อเท้า"ไอ้กระรอกผี! เ้ามาทำไมอีก?ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าเลยไป๊!"
"แหม่ คนกันเองทั้งนั้นน้าขาม" เขาวางมีดบินลงบนโขดหินข้าง ๆพลางแอบเปิด "เนตรทิพย์" แวบหนึ่งจนเห็นว่าภายใต้กล้ามเนื้อเพาะกายของน้าขามน่ะมีกระแสพลังงานอาคมไหลเวียนรุนแรงมหาศาลมาก ชนิดที่ว่าถ้าแกต่อยเขาทีเดียวเขาคงบินทะลุดาวอังคารของจริงแน่ ๆ
"ไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้เลยนะก่อนที่ข้าจะเอาขวานนี่จามกบาลเ้าแทนต้นไม้!" น้าขามขู่คำรามพลางดึงกางเกงที่ไม่มีสายรัดแน่นจนหน้าแดงก่ำ
"โถ่... น้าขาม ผมแค่อยากถามสาระความรู้ประดับสมองกระรอกนิดหน่อย"ผมเดินเตาะแตะเข้าไปใกล้ลำต้นั์ "ถามจริงเถอะน้าตัดไอ้ต้นกัลปพฤกษ์ที่มันงอกใหม่เองได้เนี่ย มานานแค่ไหนแล้ว?"
น้าขามหยุดพักยกหลังมือเช็ดเหงื่อที่ไหลเข้าตา "ไม่รู้สิ...นานจนข้าเลิกนับวันนับคืนไปแล้ว" "ถึงพันปีไหมน้า?" ผมเริ่มปั่น"น้อยไป..." "หมื่นปีล่ะ?" "น้อยไป!""แสนปี?" "ยังน้อยไปโว้ย!""ล้านปีล่ะน้า? อย่าบอกนะว่าตัดมาเป็ล้านปีแล้วยังไม่ขาดเนี่ย?"
น้าขามนิ่งเงียบไปอึดใจใหญ่แววตาของกระต่ายั์ฉายความสิ้นหวังออกมาวูบหนึ่ง "ก็น้อยไปอยู่ดี!ข้าอยู่ตรงนี้มาั้แ่ดินตรงนี้ยังนุ่มจนปลูกอะไรก็ได้ จนตอนนี้มันแข็งเป็หินข้าก็ยังตัดไอ้ไม้นี่ไม่สำเร็จ!"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองกระต่ายั์จอมพลังด้วยสายตาสมเพชเวทนาแบบที่คนขวางโลกอย่างผมถนัดที่สุดผมสูดหายใจเข้าลึก ๆแล้วโพล่งคำถามประวัติศาสตร์ออกมาที่ทำให้น้าขามถึงกับใจนขวานหลุดมือกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
"น้า... น้าโง่หรือเปล่าครับ?!"