แต่หลู่เส่าโหย่วในขณะนี้กลับเบนสายตาไปยังผู้หญิงที่อยู่ข้างๆหญิงสาวที่ดูสูงส่งคนนั้น นางสวมใส่ชุดที่เหมือนกับคนรับใช้ รูปร่างหน้าตาดูแล้วอายุน่าจะประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปีใบหน้าของนางมีสีแดงอ่อนราวกับต้นท้อที่พึ่งออกดอก ใต้คิ้วที่เรียวยาวมีั์ตาสีฟ้าบริสุทธิ์คู่หนึ่งกำลังสั่นไหวจมูกของนางโด่งสวยรับกับใบหน้าสีขาวแดง ผมสีดำยาวถูกมัดไว้ด้านหลังและขดเป็มวยผมทรงสูงกระโปรงยาวสีอ่อนที่ไม่ได้หรูหราของนางนั้นเผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกาย
หลู่เส่าโหย่วมองไปที่หญิงสาวนางนี้แล้วก็รู้สึกเสียดายไม่น้อยเดิมทีนางคงจะงดงามเป็อย่างมาก แต่ที่ใบหน้าด้านขวาของนางกลับมีรอยปานสีแดงขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกอยู่ซึ่งนั่นเป็สิ่งที่สร้างความเสียหายต่อความงดงามของนางมากทีเดียว
อย่างไรเสีย หลู่เส่าโหย่วก็อดไม่ได้ที่จะมองไปยังหญิงสาวผู้นั้นถึงแม้การแต่งกายของนางจะเหมือนกับคนรับใช้ แต่นางกลับมีกลิ่นอายของอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็นและแววตาของนางก็ไม่ใช่แววตาของผู้ที่เป็เพียงคนรับใช้อีกด้วย หลู่เส่าโหย่วคิดว่านางคงจะไม่ใช่คนรับใช้ธรรมดา
“คุณหนูกูตู๋ เชิญชม สวนดอกไม้ที่ลานด้านหลังของเราเป็อย่างไรบ้าง”หลู่เส่าหู่ที่อยู่ด้านหน้ายิ้มบางๆระหว่างที่กล่าวกับหญิงสาวที่ถูกรายล้อมอยู่กลางกลุ่ม
“ไม่เลว นี่คงเป็ต้นหลิวเหมันต์เป็พืชของที่ราบทางเหนือ หาได้ยากยิ่งในที่แห่งนี้” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูกูตู๋เผยรอยยิ้มบางเมื่อมองดูต้นหลิวเหมันต์ที่เติบโตอยู่ข้างหน้า
“คุณหนูกูตู๋มีสายตาที่หลักแหลมนัก”หลู่เส่าหู่ หลู่เส่าหย่ง และโจวไห่ิได้กล่าวออกมาพร้อมกัน
“ได้ยินมาว่าคุณหนูกูตู๋มีความสามารถทางวรรณกรรมที่ไม่ธรรมดาตอนนี้เป็่ปลายฤดูหนาว ข้าขอแสดงทักษะอันอ่อนด้อยสักเล็กน้อยขอคุณหนูกูตู๋โปรดชี้แนะ” โจวไห่ิถือโอกาสนี้กล่าวออกมา ดูเหมือนว่าเขาอยากจะแสดงทักษะของเขาต่อหน้าสาวงาม
“หากให้ชี้แนะข้าคงไม่กล้าโปรดเชิญคุณชายโจวแสดงทักษะของท่านให้ข้าได้ชื่นชม” คุณหนูกูตู๋กล่าวด้วยรอยยิ้มอันงดงาม
“งั้นข้าขอแสดงทักษะอันต่ำต้อยแล้ว” โจวไห่ิจัดเสื้อผ้าของตัวเองและหายใจเข้าลึกๆแล้วจ้องไปที่สวนดอกไม้ “ภูมิทัศน์ของสวนช่างงดงาม เมื่อฤดูหนาวพัดผ่าน ฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นก็มาเยือนนอกจากต้นไม้ดอกไม้จะบานแล้วนั้น บนระเบียงยังมีแขกมาเยือน” หลังกล่าวจบ โจวไห่ิก็ยิ้มอย่างภูมิใจ เหมือนว่าตัวเขาจะพอใจกับสิ่งที่กล่าวออกไปไม่น้อย
“...”หลู่เส่าโหย่วที่แอบอยู่บนต้นไม้แทบอยากจะอาเจียนออกมา ได้แต่คิดในใจว่า ทุกวันนี้คนแบบไหนก็มีทั้งนั้น
ในบรรดาชายหนุ่มและหญิงสาวแววตาของหลู่หวู๋ซวงปรากฏความอับจนหนทางเพียงเสี้ยววินาทีโดยที่ไม่มีใครรู้
“ไม่เลว ไม่เลวไม่คิดว่าเลยว่าคุณชายโจวจะเป็บุคคลที่มีพร์ถึงเพียงนี้” คุณหนูตระกูลกูตู๋กล่าวชมเชยด้วยรอยยิ้มโจวไห่ิอดไม่ได้ที่จะรู้สึกภูมิใจขึ้นมา ตอนที่เขาก้าวเดินก็ดูมีความภาคภูมิเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน
กลุ่มคนก้าวเดินต่อไป พวกเขาค่อยๆ เดินเข้าใกล้หลู่เส่าโหย่วที่แอบอยู่ไม่ไกลกลุ่มคนพูดคุยกันคิกคัก บ้างก็มีเสียงหัวเราะดังออกมา
หลู่เส่าโหย่วเห็นสาวรับใช้ที่มีกลิ่นอายที่พิเศษคนนั้นจากที่สูงเหมือนว่านางจะมีเื่บางอย่างในใจ นางไม่ได้พูดคุยยิ้มแย้มเหมือนคนอื่น ดวงตาของนางกลับเผยความเศร้าออกมา
“ความหนาวของเหมันตฤดูนั้นกี่องศา หลังความงดงามได้พัดผ่านไปพร์ก็ราวกับทรายดูดที่หดหายไปตามกาลเวลา อายุเหมือนกับ่เวลาสมัยรุ่งเื่และวุ่นวาย กระแสน้ำลึกนั้นมีผิวน้ำอันสงบบนผิวน้ำสามารถเป่าเซิงเพื่อร้องเต้น ชีวิตก็เปรียบดั่งดวงจันทร์ เมฆหมอก แสงแดด...”
สาวรับใช้ค่อยๆ ก้าวเดิน นางเหลือบมองสีของความหนาวเหน็บราวกับััได้ถึงบางสิ่งทำให้นางขับร้องบทกวีออกมา เสียงของนางนั้นดูสูงส่งประณีต ทำให้ผู้ฟังรู้สึกถึงกระแสลมแห่งฤดูใบไม้ผลิพวกหนุ่มสาวที่กำลังหัวเราะคิกคักกันอยู่พลันเบนสายตามาจับจ้องที่สาวรับใช้ทั้งหมด
ทุกคนต่างทำเพียงฟังสาวรับใช้คนนั้นขับขานบทกวีต่อไป“เมื่อชีวิตปราศจากพู่กันและน้ำหมึก จุดสัญญาณไฟบนสนามรบที่น่าตื่นเต้นไม่ยอมมีชีวิตอย่างหญิงสาวจินเซ้อ ครอบครัวล่มสลายเมื่อเกิดา กาลเวลาก็เหมือนกับน้ำที่ไหลไปอย่างไร้ขอบเขต”
“หญิงสาวผู้อ่อนเยาว์และงดงามสั่นะเืวุ่นวายไปทั้งแผ่นดิน ครึ่งชีวิตหายไปด้วยาและความอดอยากการเพิ่มขึ้นของความโศกเศร้าที่ไม่สิ้นสุด ผ่านพ้นไปกี่สหัสวรรษถึงจะกลับมาเกิดด้วยรอยยิ้มอันสดใส”
เมื่อได้ฟังเสียงขับขานบทกวีของสาวใช้ผู้นี้หลู่เส่าโหย่วก็พบว่าบทกวีเ่าั้สื่อความหมายถึงความเคียดแค้นที่ตัวเองไม่ได้เกิดมาเป็ผู้ชายสัญญาณไฟบนสนามรบที่น่าตื่นเต้น ไม่ยอมมีชีวิตอย่างหญิงสาวจินเซ้อครอบครัวล่มสลายเมื่อเกิดา กาลเวลาก็เหมือนกับน้ำที่ไหลไปอย่างไร้ขอบเขตถ้าหากนางเป็ผู้ชาย ต้องเป็วีรบุรุษของแผ่นดินอย่างแน่นอน
หลู่เส่าโหย่วอดไม่ได้ที่จะชื่นชมพร์และความทะเยอทะยานของสาวใช้จุดสัญญาณไฟบนสนามรบที่น่าตื่นเต้น ไม่ให้คนนับหมื่นตายเพื่อให้ตนมีชื่อเสียงนี่ถึงจะเป็จิตใจที่บุรุษควรมี
สาวรับใช้คนนั้นได้ขับร้องบทกวีต่อไป“จุดที่เรือข้ามฟาก สนามรบรกร้าง ฝนธนูเต็มฟ้า ใส่ผ้าไหมที่ประณีตทุกชนิดหลงใหลผืนแผ่นดิน คุณค่าของอาหาร โบยบินสู่เส้นขอบฟ้า ฟังเื่วุ่นวายแต่ไม่เป็เ้าของเื่วุ่นวาย ใบหน้าสงบนิ่งในกระจกสลายหายไปราวกับฟองอากาศผ้าไหมอ่อนสามพันชุด เป็ความฝันเพื่อใคร ถนนรุ่งเรืองสูงส่งสู่ชื่อเสียง ใครกันจะแข่งขันเพื่อสาวงาม?...”
เมื่อฟังบทกวีต่อ กลับพบว่าในความทะเยอทะยานของบุรุษก็มีความรู้สึกของสตรีอยู่ด้วย มีทั้งความแข็งแกร่งและความนุ่มนวล ตัวของหลู่เส่าโหย่วนั้นราวกับเข้าสู่สภาวะอันว่างเปล่าชาติก่อนตัวเขาอนาคตมืดบอด แต่โชคดีที่ได้เดินทางข้ามมิติมาต่างโลก จุดสัญญาณไฟบนสนามรบที่น่าตื่นเต้นไม่ให้คนนับหมื่นตายเพื่อให้ตนมีชื่อเสียง มีอำนาจที่สั่นคลอนทั้งฟ้าดินและเพลิดเพลินไปกับทุกสิ่งนี่คือเสียงของจิติญญาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในตัวเขา
สาวใช้ยังคงขับร้องต่อไป “เสียงพิณหนึ่งบทเพลงพัวพันความโศกเศร้าทั้งโลก ลูตหนึ่งตัว เต็มไปด้วยความรู้สึกชั่วนิรันด์ ขลุ่ยที่ไม่สมบูรณ์หลงใหลฝนตอนเชงเม้ง เมื่อความรุ่งเรืองสิ้นสุด ใครเล่าจะให้บทเพลงตลอดไปกับข้าเมื่อความงดงามแปรเปลี่ยน ใครเล่าจะให้ชาติต่อไปอันแสนสุขกับข้า...”
ในเวลานี้ ทุกคนต่างมองไปยังหญิงรับใช้อย่างเหม่อลอยทั้งพร์และทักษะด้านวรรณกรรมของนาง แม้แต่โจวไห่ิผู้อวดดียังรู้สึกละอายใจขึ้นมา
ขณะเดียวกัน คิ้วของสาวรับใช้กลับขมวดขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อขับร้องมาถึงตรงนี้ เหมือนว่านางจะไม่สามารถไปต่อได้แล้วทำให้อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ
ในเวลานั้น กลับมีเสียงหนึ่งดังออกมาจากทางข้างหน้า“ราตรีที่ฝนตกช่างเงียบงัน การกลับชาติมาเกิดอันน่าผิดหวัง เสียงหัวใจปั่นป่วนบนเส้นทางแห่งชื่อเสียงความทรงจำแผดเผาความโศกเศร้า ความโศกเศร้าทำลายครึ่งชีวิต อีกครึ่งชีวิตอยู่ในความหดหู่...”
“...ในชาตินี้ หอกทองม้าเกราะเหล็กเดินทางนับพันไมล์ สัญญาณไฟทั่วทุกหนแห่ง ขุนนางก่อาบนแผ่นดินทหารสู้เพื่อแผ่นดินแทนใคร ลับอาวุธคนให้อาหารม้า ธงกลิ้งเกลือกไปมาทรายปลิวหินลอย ระฆังทองดังขึ้นฟ้า การเข่นฆ่าะเืแผ่นดินเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นควัน น้ำตาร่วงหล่น ม้าตายเกราะสลาย เติมเต็มท้องฟ้าให้เป็สีแดงหวังว่ากลับชาติมาเกิดยังเตียงเดิม และคาบดอกไม้ในเดือนสองมาให้เ้า ข้าจะเต้นรำเพื่อเ้าเพียงเวลาหยดน้ำตาเดียวเพราะข้าจะใช้เวลาทั้งชีวิตพิชิตแผ่นดินนี้เพื่อเ้า”
“ในชาตินั้น ดอกท้อสามพันปีดอกไม้ที่ร่วงโรยจนท้องฟ้าเป็สีแดง ความวิจิตรไร้ขอบเขตความงดงามที่ไม่มีใครเทียบได้ ข้าสามารถใช้เวลาเพียงครึ่งธูปเพื่อเล่นดนตรีให้เ้าเพราะข้าจะใช้เวลาทั้งชีวิตกับเ้าเหยียบย่ำเส้นขอบฟ้า
ในชาตินั้น หิมะสีขาวคำสาปที่บริสุทธิ์ ซากุระร่วงโรยสี่ฤดู เทศกาลดอกไม้กาลเวลาเต้นรำโศกนาฏกรรมหลายชาติ หลงเหลือกลิ่นหอมเมื่อััดอกไม้ ข้าสามารถใช้เวลาเมามายร่วมกับเ้าได้เพียง่เวลาดาวตกส่องแสงเพราะข้าจะใช้่เวลาในนาฬิกาทรายมาหลอมละลายหิมะเพื่อเ้า
และในชาตินั้น ตะเกียงสีฟ้าครึ่งถ้วยอยู่กับพระพุทธเ้าโบราณ พระจันทร์กลมเพียงวันเดียว อาคารกันลมเวลาล่วงเลยเป็หนึ่งบทเพลง กลิ่นแรกหลังแต่งดูอบอุ่น เส้นผมสามพันเส้นที่พริ้วไหวเพื่อเ้าจนกลายเป็คนโง่ ความบ้าคลั่งที่สะสมมาทั้งชีวิต สามารถระบายมันกับใครได้?...”
“กี่วีรบุรุษที่เข่นฆ่านองเืกี่ดวงิญญาที่ถูกฝังในต่างแดน แม่ทัพได้รับชัยเพราะกระดูกนับหมื่นคนผมขาวมากมายไปส่งคนผมคำ เป็เพียงแม่น้ำหนึ่งสายที่เตือนรุ่นของเรากำแพงที่ผุพัง ทหารที่อยู่ใต้น้ำ เมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นและควัน ความขมขื่นและความแค้นของผู้รอใครจะรู้ไม่กลัวดวงชะตาจะพลิกผัน แค่กลัวว่าจะไม่มีใครฟังเสียงของดอกไม้ที่ร่วงโรยไป...”
หลู่เส่าโหย่วไม่สามารถคุมอารมณ์ของตัวเองได้เมื่อนึกถึงชาติก่อนที่เสียเวลาไปเกือบครึ่งชีวิตโดยไม่มีความสำเร็จใดๆพอมาถึงโลกใบนี้ สิ่งตัวเขา้ามีเพียงสองสิ่ง และในที่สุด หลู่เส่าโหย่วก็ขับร้องบทกวีต่อจากสาวรับใช้ผู้นั้นออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว
“ช่างมีพร์และความทะเยอทะยานที่ยอดเยี่ยมท่านช่วยลงมาเจอข้าหน่อยได้หรือไม่” เมื่อได้ฟังบทกวีที่หลู่เส่าโหย่วขับขานกลุ่มหนุ่มสาวเ่าั้ต่างก็ประหลาดใจไม่น้อย บทกวีนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าบทกวีของสาวรับใช้เลยเป็บทกวีที่สะท้อนถึงความเย่อหยิ่งและอ่อนโยนเป็เพียงแม่น้ำหนึ่งสายที่เตือนรุ่นของเรา กำแพงที่ผุพัง ทหารที่อยู่ใต้น้ำ เมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นและควันความขมขื่นและความแค้นของผู้รอใครจะรู้ ไม่กลัวดวงชะตาจะพลิกผันแค่กลัวว่าจะไม่มีใครฟังเสียงของดอกไม้ที่ร่วงโรยไป...นี่คงเป็กวีโบราณสี่บรรทัด