เมื่อห้าสิบหกสิบปีก่อนมีแคว้นเล็กใหญ่มากมาย แม้แต่ละแคว้นจะมีความเป็อยู่ที่ดี มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ประชาชนดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างเป็สุข หากแต่เหล่าผู้ปกครองแคว้นกลับมัวเมาในอำนาจ แก่งแย่งแผ่นดินกันไม่หยุดหย่อนก่อให้เกิดานับครั้งไม่ถ้วน ทหารกล้าล้มตายนับหมื่นแสน ชาวบ้านล้มตายนับพันหมื่น แคว้นเล็กที่อ่อนแอหมดกำลังต่อสู้ก็ต้องล่มสลายถูกรวมเข้ากับแคว้นใหญ่ จนบัดนี้เหลืออยู่เพียงห้าแคว้นที่ครองใต้หล้า ได้แก่ แคว้นต้าอ้าย (แคว้นแห่งความสงบสุขและความรัก) แคว้นต้าตง (แคว้นที่ครึ่งปีปกคลุมด้วยหิมะขาวและหนาวตลอดปี) แคว้นต้าไฉ (แคว้นที่ร่ำรวยมากที่สุด) แคว้นต้าฉือ (แคว้นแห่งความสงบและเมตตา) และแคว้นต้าหลง (แคว้นแห่งัที่มีครบทุกสิ่งอย่าง เป็แคว้นที่ใหญ่ที่สุดในห้าแคว้น)
สาเหตุที่แคว้นต้าหลงได้ชื่อว่าแคว้นแห่งัเพราะแคว้นต้าหลงมีสิ่งสำคัญครบห้าประการ คือผู้ปกครองเปี่ยมคุณธรรม ข้าราชการซื่อสัตย์จงรักภักดี ผืนดินอุดมสมบูรณ์ ประชากรอยู่กันสงบปลองดอง และที่สำคัญสุดคือมีกองทัพที่แข็งแกร่งยิ่งใหญ่
ยามนี้จะขอกล่าวถึงทัพใหญ่แห่งต้าหลงที่อยู่ในการดูแลของตระกูลสวุ่ยตระกูลแม่ทัพที่รั้งตำแหน่งแม่ทัพไว้ได้นานถึงสิบห้ารุ่น ปกป้องแคว้นต้าหลงมาได้นานถึงสี่สิบเก้าปี ทุกคนในตระกูลไม่ว่าจะเป็หญิงหรือชายล้วนเป็ทหารกล้ามีชื่อเสียงโด่งดัง หากแต่ไม่นานมานี้เพื่อให้แคว้นต้าหลงขึ้นเป็แคว้นใหญ่ในหมู่ห้าแคว้น ตระกูลสวุ่ยได้สละชีพคนเกือบทั้งตระกูลไปในสนามรบ เหลือไว้เพียงคุณหนูรอง สวุ่ยซิ่นเล่อ เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ว่าด้วยคุณหนูสวุ่ยนั้นมีรูปโฉมงดงาม ผิวพรรณผ่องใส ดูบอบบางน่าทะนุถนอมหากแต่กลับมีวรยุทธล้ำเลิศ มีความรู้มากล้น นางมีสาวใช้คนสนิทสองนาง คือชีชีและหานหาน สาวใช้สองนางนี้ล้วนมีวรยุทธสูงส่ง อีกทั้งยังมีความสามารถที่โดดเด่น ชีชีเป็สายลับที่สามารถเปลี่ยนใบหน้าได้ดังใจนึก หานหานเป็นักฆ่าที่สามารถฆ่าคนได้ในพริบตาเดียว
เมื่อตระกูลสวุ่ยสละชีพคนเกือบทั้งตระกูลเพื่อแคว้นต้าหลง ย่อมถือเป็ตระกูลที่มีบุญคุณของแคว้น ฮ่องเต้จึงเรียกตัวคุณหนูรองสวุ่ยเข้าเมืองหลวงเพื่อมอบรางวัล
“ตระกูลสวุ่ยจงรักภักดี ปกป้องแคว้นมานานถึงสี่สิบเก้าปี สละชีพคนในตระกูลถึงหนึ่งร้อยสามสิบห้าคน สืบทอดตำแหน่งแม่ทัพมาถึงสิบห้ารุ่น เพื่อรวมเผ่าน้อยใหญ่เข้ากับแคว้นต้าหลง ได้สละชีพคนเกือบทั้งตระกูล เพื่อเป็การตอบแทนและลำลึกถึงความดีงาม แต่งตั้งตระกูลสวุ่ยขึ้นเป็ตระกูลภักดีอันดับหนึ่ง คุณหนูรองสวุ่ยขึ้นเป็ท่านหญิงหนิงอัน มอบเงินทองอย่างละร้อยหีบ ผ้าไหมชั้นดีพันผืน หยกเนื้องามร้อยก้อน ประทานตำหนักหนิงเหอ ตำหนักนอกวังเป็ที่พัก เบี้ยหวัดเท่าขุนนางระดับหนึ่งให้ใช้ตลอดชั่วลูกชั่วหลาน และ...นามสวุ่ยซิ่นเล่อ นอกจากท่านหญิงหนิงอันแล้วห้ามผู้ใดใช้ชื่อนี้ตั้งชื่อตน ชื่อลูก ชื่อหลานอีก หากผู้ใดมีนามสวุ่ยซิ่นเล่อ ให้เปลี่ยนชื่อภายในสามวัน มิเช่นนั้นจะต้องรับโทษลบหลู่เบื้องสูง”
ฟังขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ประกาศราชโองการแล้วให้ผู้ได้ยินต่างพากันรู้สึกอิจฉายิ่งนัก หากแต่ผู้ที่ถูกกล่าวอยู่ในราชโองการกลับรู้สึกหดหู่ใจจนอยากจะร่ำไห้ออกมา
“หม่อมฉันน้อมรับราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าาที่เมตตา” ต่อหน้าโอรส์ ท่ามกลางเหล่าขุนนาง สตรีน้อยในชุดขาวเอ่ยขอบคุณด้วยน้ำเสียงและท่าทางสง่างามถ่อมตน
“คุณหนูรองสวุ่ย ข้าหวังว่าเ้าจะย้ายจากชายแดนมาอยู่ที่เมืองหลวงอย่างถาวร เพื่อที่ข้าจะได้ดูแลเ้าแทนแม่ทัพสวุ่ยและคนในตระกูลสวุ่ยที่จากไปแล้ว และยังหวังว่าเ้าจะใช้ชีวิตต่อจากนี้ไปได้อย่างมีความสุข หากประสงค์สิ่งใดก็ให้เ้าขอได้ตามใจ ข้าจะหามาให้เ้าทุกอย่าง” ฮ่องเต้เอ่ยอย่างจริงใจ
“หม่อมฉันขอบพระทัยในความเมตตาของฝ่าาเพคะ ความเมตตาของพระองค์ทุกคนในตระกูลสวุ่ยจะต้องรับรู้ได้อย่างแน่นอน หากแต่ชายแดนคือบ้านของหม่อมฉัน แม้ที่นั่นจะไม่มีญาติเหลือแม้สักคน แต่หม่อมฉันก็ยังปรารถนาที่จะปกป้องชาวบ้านและใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านเกิดอย่างสงบจนวาระสุดท้ายของชีวิต” นางเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น
“ข้าเข้าใจ แต่สตรีผู้เดียวจะอยู่ลำพังที่ชายแดนได้อย่างไร หากข้าปล่อยเ้ากลับไปไม่ใช่ข้าทำผิดต่อตระกูลสวุ่ยหรอกหรือ”
“ฝ่าา คุณหนูสวุ่ยเพิ่งจะสูญเสียคนในครอบครัวไปได้ไม่นาน คาดว่าคงยังไม่อาจทำใจได้โดยง่าย เช่นไรให้เวลานางกลับไปคิดก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ แล้วค่อยถามนางอีกครั้งในภายหลัง” เ้ากรมพิธีการประสานมือค้อมกายเอ่ยอย่างนอบน้อมยิ่ง
“กระหม่อมเห็นด้วยกับความคิดของเ้ากรมพิธีการพ่ะย่ะค่ะ” เหล่าขุนนางทั้งน้อยใหญ่ต่างพากันเออออพร้อมเพรียง
“เอาเช่นนั้นก็ได้ คุณหนูสวุ่ยเ้าจงกลับไปคิดให้ดี อีกสามวันข้าจะถามเ้าใหม่อีกครั้ง ถึงตอนนั้นหากเ้ายังยืนยันที่จะกลับชายแดน ข้าก็จะจัดทหารไปส่งเ้ากลับอย่างสมเกียรติ”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
ตำหนักหนิงเหอ
“ทีแรกข้ากังวลว่าไร้ซึ่งอำนาจของนายท่านแล้วฝ่าาจะหมางเมินตระกูลสวุ่ย คุณหนูจะถูกรังแก แต่วันนี้ฝ่าากลับแต่งตั้งตระกูลสวุ่ยขึ้นเป็ตระกูลอันดับหนึ่งแล้วยังแต่งตั้งคุณหนูขึ้นเป็ท่านหญิงหนิงอันอีก เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีใครกล้าคิดมารังแกคุณหนูแล้ว” หานหานเอ่ยพลางรินชาให้กับคุณหนูของนาง
ยามนี้ในห้องมีเพียงนางและสาวใช้คนสนิทนามหานหานเท่านั้น
“เ้าคิดว่าทุกคนในตระกูลสวุ่ยยอมสละชีพเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งตระกูลอันดับหนึ่งงั้นหรือ?”
“ไม่ใช่เ้าค่ะ ชีวิตของคนตระกูลสวุ่ยมีค่านัก ตำแหน่งแค่นี้จะมาทดแทนได้อย่างไร ข้าไม่คิดให้ดีก่อนพูดเอง” หานหานเอ่ยอย่างรู้สึกผิดยิ่ง
“ช่างเถอะ อีกอย่างตำแหน่งท่านหญิงหนิงอันนี้ ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ประทานให้ข้าฟรีๆ หรอกนะ”
“หมายความว่ายังไงเ้าคะ?”
“ตระกูลสวุ่ยยามนี้แม้จะไร้ผู้นำ เหลือเพียงข้าสตรีที่ภายนอกดูบอบบางเท่านั้น หากแต่ตระกูลสวุ่ยครองตำแหน่งแม่ทัพมายาวนาน มีทหารไม่น้อยที่ยังคงจงรักภักดีต่อตระกูลสวุ่ย อีกทั้งป้ายคำสั่งลับของแม่ทัพที่สามารถสั่งการทหารนับแสนได้ยังอยู่ในมือข้า นั่นเท่ากับยามนี้ตระกูลสวุ่ยยังคงกุมอำนาจทางทหารไว้มากกว่าครึ่ง แม้ข้าจะไม่เคยคิดก่อฏหากแต่ฝ่าาก็คงจะไม่ค่อยวางใจเท่าใด”
“เอ่อ ข้าสงสัยนักทำไมคุณหนูถึงไม่มอบป้ายคำสั่งให้แก่ฮ่องเต้ ก็ในเมื่อท่านเองก็ไม่ได้อยากเก็บมันเอาไว้อยู่แล้ว”
“อันผู้อยู่รอดจำต้องดูแลป้ายคำสั่งและส่งมอบมันให้กับผู้ที่คู่ควร คำสั่งสูงสุดของตระกูลไม่อาจละเลยได้ ฮ่องเต้เปี่ยมด้วยคุณธรรม ความสามารถก็มากล้น หากแต่ใจอ่อนไปสักหน่อย แลยังมีสนมเต็มวัง ไม่เหมาะที่จะครองป้ายคำสั่งอันสามารถเคลื่อนทัพได้นับแสน” นางเอ่ยวิจารณ์ฮ่องเต้อย่างไม่นึกกลัวจะโดนลงโทษ
“ดูท่าครั้งนี้ที่เรียกข้าเข้าเมืองหลวงนอกจากจะเพื่อประทานตำแหน่งให้ตระกูลสวุ่ยแล้วนั้นคงเพื่อเป็การให้ข้ามาดูตัวด้วย”
“ดูตัว?”
“เมื่อครู่เ้าเห็นหรือไม่ว่าในท้องพระโรงนอกจากจะมีเหล่าขุนนางแล้วยังมีเหล่าองค์ชายและท่านอ๋องยืนอยู่ด้วย”
“ก็ไม่แปลกนี่เ้าคะ เหล่าองค์ชายและท่านอ๋องก็ต่างมีตำแหน่งขุนนางกันทั้งนั้น”
“ที่ข้าให้หนังสือเ้าทุกๆ วัน เ้าไม่ได้อ่านเลยใช่หรือไม่....แม้แคว้นจะสงบสุข ประชาชนไร้ทุกข์ หากแต่เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะเกิดในภายหลังจึงมีการตั้งกฎขึ้น นอกจากองค์รัชทายาทห้ามเหล่าองค์ชายหรือท่านอ๋องที่มีตำแหน่งขุนนางเข้าร่วมว่าราชการเป็อันขาด หากไม่มีเื่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับบ้านเมือง กฎข้อนี้ห้ามฝ่าฝืนมิเช่นนั้นจะมีโทษถึงตาย แต่วันนี้กลับมีเหล่าองค์ชายและท่านอ๋องมายืนเรียงเป็แถวหน้ากระดาน แลฝ่าายังคิดที่จะรั้งข้าไว้ที่เมืองหลวงอีก ซ้ำยังประทานตำหนักหนิงเหอให้ข้า เช่นนี้นอกจากการดูตัวแล้วจะยังมีเื่ใด ฝ่าาคงไม่เอ็นดูข้าถึงขนาดให้เหล่าเชื้อพระวงศ์มายืนรอต้อนรับร่วมยินดีกับข้าหรอกนะ”
“หากเป็เช่นนั้นจริง ฮ่องเต้ช่างน่ารังเกียจนัก! นายท่านและคนในตระกูลสวุ่ยเพิ่งจะเสียชีวิตไปได้ไม่ถึงสามเดือนก็คิดจะจับคุณหนูแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์เสียแล้ว! แต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ก็เหมือนดั่งถูกขังในกรงแก้ว นี่คิดจะรวมตระกูลสวุ่ยเข้ากับตระกูลหลงหรือ!!”
“เพราะอย่างนี้ข้าจึงอยากกลับชายแดนเร็วๆ” สายตาพลันเหลือบไปมองราชโองการที่ถืออยู่ในมือ จากที่เศร้าอยู่แล้วก็ยิ่งเศร้าเข้าไปอีก “หากไม่ใช่วันนั้นข้าต้องอยู่ทำบุญให้ท่านย่าที่จวน ข้าคงตายไปพร้อมกับท่านพ่อท่านแม่ที่สนามรบ วันนี้คงไม่มีราชโองการนี้”
พูดแล้วให้นึกถึงวันที่นางสูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด วันที่สิบสองเดือนหนึ่ง คือวันที่กองทัพตระกูลสวุ่ยออกทัพไปสู้ศึกสุดท้ายเพื่อรวมแคว้น ยามนั้นท่านพ่อนางคือแม่ทัพใหญ่ ท่านแม่คือรองแม่ทัพ พี่ชายและพี่สาวต่างมารดาคือรองแม่ทัพซ้ายขวา ท่านอาคือกุนซือผู้วางแผนรบ หลานชายนางคือนายกองที่แปด ซึ่งปกตินางจะสวมหน้ากากทองปิดใบหน้าครึ่งหนึ่งติดตามท่านพ่อท่านแม่ออกไปสู้รบในตำแหน่งนายกองที่สาม แต่เนื่องจากอีกสามวันจะเป็วันครบรอบวันตายของท่านย่า นางจึงต้องรั้งอยู่ที่จวนเพื่อทำบุญให้กับท่านย่าก่อน แล้วจึงจะตามไปทีหลัง
วันที่ยี่สิบเดือนหนึ่ง นางเดินทางไปถึงสนามรบ หากแต่มันสายไปเสียแล้ว ทุกคนในตระกูลสวุ่ยล้วนตายสิ้น นางยังไม่ได้ร้องไห้สักคำ น้ำตายังไม่ได้ไหลออกมาสักหยด ก็ต้องสวมหน้ากากร่วมมือกับแม่ทัพฝูสู้ศึกแทนบิดามารดา
ศึกครานั้นได้ทำให้แคว้นต้าหลงกลายเป็แคว้นใหญ่ในหมู่ห้าแคว้น หากแต่สิ่งที่สูญเสียไปในศึกครานั้นช่างมีมากมายเหลือเกิน
“ถือว่าตระกูลสวุ่ยยังพอมีบุญอยู่บ้าง มิเช่นนั้นคงสูญสิ้นผู้สืบทอด ตระกูลสวุ่ยคงต้องสูญหายไปจริงๆ”
“การมีบุญของข้าคือการได้ตายเคียงข้างท่านพ่อท่านแม่ในสนามรบ” นางเอ่ยจากใจจริง ผู้อื่นมองว่านางโชคดีที่รอดตายมาได้แล้วกลายเป็ผู้สืบทอดตระกูลใหญ่แต่เพียงผู้เดียว หากแต่นางกลับคิดว่ามันคือโชคร้าย รอดตายแล้วอย่างไร หากรอดตายแล้วต้องอยู่ผู้เดียวไร้ซึ่งญาติมิตร มิสู้ตายจากไปเลยไม่ดีกว่าหรือ
“ข้าอยากอยู่คนเดียว” นางเอ่ยพลางหลับตาลง รอจนสาวใช้ออกไปแล้วน้ำตาที่เก็บไว้นานจึงค่อยๆ ไหลลงมาตามแก้มแล้วหยดลงบนราชโองการ
ตระกูลสูงสุด ตำแหน่งท่านหญิงที่เทียบเท่าราชวงศ์ชั้นสูง...สิ่งเหล่านี้ตระกูลสวุ่ยไม่เคยคิดอยากได้ และหากไม่ใช่เพราะต้องทำตามคำสั่งสูงสุดของตระกูล บัดนี้ข้าคงได้ไปรับใช้ท่านพ่อท่านแม่ ได้จัดงานสังสรรค์ทุกคืนวันกับผู้คนในตระกูลสวุ่ยที่แดนปรโลกแล้ว แต่ยามนี้....
นางเม้มปากแน่นเพื่อไม่ให้เปล่งเสียงร้องออกมา มือบีบราชโองการแน่นจนรู้สึกชา หากแต่นางก็ไม่คิดจะคลายมือออก
ข้ายังต้องฝืนทนอีกสักเท่าไหร่
อีกสักเท่าไหร่ที่ความอดทนของข้าจะหมดลง...