Dominari: A song of evolution

    ตอนที่ 6 เซกเตอร์สิบเจ็ด



    แล้วผม วลาดิเมียร์ โจจิ และชาโดว์ ก็มาโผล่อยู่ที่กลางเซกเตอร์สิบเจ็ด...บนถนนหนทางของเซกเตอร์สิบเจ็ดแทบจะไม่มีสิ่งใดที่แตกต่างจากไปจากโลกมนุษย์เบื้องบนเลย ยิ่งโดยเฉพาะย่านร้านค้าและย่านบันเทิงกลับดูสนุกสนานครึกครื้นมากกว่าบนโลกมนุษย์เสียอีกแสงไฟตามป้ายโฆษณา ร้านค้า และอาคารสูง ส่องสว่างไสวทำให้ตัวเมืองแลดูคล้ายกับเมืองใหญ่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวบนโลกมนุษย์สิ่งสำคัญข้อหนึ่งที่ผมเรียนรู้หลังจากมาถึงที่นี่จากคำบอกเหล่าของวลาดิเมียร์และโจจิก็คือ ที่เซกเตอร์สิบเจ็ดนั้น จะไม่มีเวลากลางวันกลางคืน ดังนั้นร้านค้าต่าง ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จะเปิดอยู่ตลอดเวลาแบบไม่มีวันพัก เพราะเอาเข้าจริง ๆ แล้วสำหรับโดมินาริเอง การนอนก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเท่าใดนักและด้วยความที่ที่นี่เป็นเมืองท่าที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของทวีปเรมูเลีย จึงทำให้ที่นี่ครึกครื้นและเต็มไปด้วยโดมินาริที่เดินทางเข้าออกเป็นทางผ่านอยู่ตลอดเวลาที่สำคัญผู้คนเหล่านั้นที่เดินท่องเที่ยวไปมาตามท้องถนนก็ล้วนดูไม่มีความแตกต่างจากมนุษย์ทั่วไปเลย เพียงแต่โดยมากแล้วโดมินาริจะมีหน้าตาและรูปร่างที่ดีกว่าเซเปียนส์โดยทั่วไปอย่างเห็นได้ชัดยิ่งไปกว่านั้นทวีปเรมูเลียแห่งนี้ก็คือทวีปมูในตำนานปรัมปราหรือบันทึกเก่าแก่ของพวกเซเปียนส์นั่นเอง แม้ว่าเซเปียนส์หลาย ๆ คนจะคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องเล่าหรือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีอยู่จริง มันก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้าของผมตอนนี้แล้วแน่นอนว่าการออกมาเดินเที่ยวกันอย่างนี้อาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก แต่โจจิและชาโดว์ ...จะว่าไปก็น่าจะเป็นโจจิคนเดียวเสียมากกว่าที่พูดโต้เถียงกับวลาดิเมียร์อยู่เสียนานว่าเราไม่ควรออกมา เพราะชาโดว์ไม่เคยส่งเสียงอะไรสักอย่างให้ผมได้ยินเลยตั้งแต่เราพบกันแต่เหมือนวลาดิเมียร์ไปพูดจี้ใจดำโจจิอะไรสักอย่างเกี่ยวกับเรื่องของเขากับนอร่า จนทำให้โจจิต้องยอมโดนลากออกมาที่นี่ด้วยอีกคนด้วยหน้าตาที่ไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไรส่วนชาโดว์... ก็เหมือนกับแค่เดินตามพวกเรามาเฉย ๆวลาดิเมียร์จัดแจงพาพวกเราลงไปที่ชั้นใต้ดินของอาคารที่เราอยู่ ซึ่งผมได้รู้ภายหลังว่ามันคือบ้านของอาเบล และได้รับรู้อีกว่าตระกูลของเขามีอิทธิพลต่อสังคมของโฮโมโดมินาริอยู่ไม่น้อยวลาดิเมียร์ให้เราทั้งหมดยืนรออยู่ที่ด้านหน้าของบริเวณที่คล้ายกับลานเก็บยานพาหนะผ่านไปครู่หนึ่งเสียงดังกระหึ่มของเครื่องยนตร์ก็แผดก้องดังออกมาจากทางด้านในยานพาหนะลำใหญ่รูปร่างคล้ายกับใบไม้ที่มีส่วนผสมระหว่างรถสปอร์ตเปิดประทุนและสปีดโบตก็มาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าของพวกเรา“ขึ้นมาได้แล้วทุกคน” วลาดิเมียร์ตะโกนโหวกเหวกโวยวายพร้อมกับโบกไม้โบกมือให้พวกเราขึ้นไปบนยานพาหนะลำนั้นผมสังเกตว่าที่ใต้ยานพาหนะลำนั้นไม่ได้มีล้อหรือสิ่งใดอยู่ระหว่างพาหนะและพื้นเลย มันลอยอยู่เหนือพื้นเฉย ๆ จนสร้างความสงสัยให้กับผมเกี่ยวกับกลไลของพาหนะนี้เป็นอย่างมาก ผมยืนจ้องมันย่างตั้งจจนกระทั่งได้บินเสียงของวลาดิเมียร์“ขึ้นมาได้แล้วคาล กลัวเหรอไง มัวแต่ยืนจ้องอยู่นั่นแหละ มันไม่กัดหรอก” วลาดิเมียร์เร่งผมเป็นการใหญ่“ไม่ ๆ ฉันแค่...” ผมไม่รู้จะพูดอะไรเลยรีบขึ้นพาหนะลำนั้นตามการเร่งเร้าของวลาดิเมียร์อย่าเก้ ๆ กัง ๆทันทีที่ผมขึ้นนั่งที่เบาะหน้าข้างคนขับเพราะนี่เป็นที่เดียวที่เหลืออยู่ วลาดิเมียร์ก็เร่งความเร็วของพาหนะพุ่งออกไปจากบริเวณนั้นจนผมหลังติดเบาะในพริบตา “ยานลำนี้เรียกว่า ‘ลีฟ’ น่ะ ที่เรียกแบบนี้เพราะว่ามันมีลักษณะคล้าย ๆ กับใบไม้ และสามารถล่องลอยไปได้บนทุกพื้นผิว” โจจิคงสังเกตเห็นว่าผมมีความสงสัย เลยเริ่มอธิบายออกมา“แล้วที่มันลอยได้ก็เพราะ...” ผมถามโจจิด้วยความอยากรู้ที่แน่นอยู่เต็มอก“ลีฟสร้างจากเดลูเรี่ยนสตีลน่ะ มันคือแร่ธาตุพิเศษที่ไม่ได้มีอยู่บนโลกนี้ แต่มันมากับอุกาบาตที่ตกลงบนพื้นโลกเมื่อกว่าหกสิบห้าล้านปีมาแล้ว เมื่อเราป้อนมานาให้กับลีฟมันจะสามารถทำงานได้ตามที่เราต้องการ อย่างในกรณีนี้คือการป้อนมานาให้กับโครงของลีฟเพื่อให้มันลอยอยู่เหนือพื้น และให้มานากับมอเตอร์เพื่อ...” โจจิอธิบายอย่างตั้งอกตั้งใจ จนกระทั่งโดนวลาดิเมียร์ตัดบท“พวกทรินิตี้นี่มันร้ายใช่ย่อยเลยนะ ไม่น่าเชื่อเลยว่ามันลบความทรงจำของนายเกี่ยวกับอารยธรรมของพวกเราไปได้จนหมดเกลี้ยงแบบนี้ ถามจริง ๆ นายจำอะไรไม่ได้เลยเหรอ?”ผมยิ้มขื่น ๆ และส่ายหัวให้กับวลาดิเมียร์“งั้นก็ให้พวกเราได้สอนนายเรื่องความสนุกสุดเหวี่ยงแบบโดมินาริกันละกัน บทเรียนที่หนึ่งเริ่มคืนนี้เลย”“วลาดิเมียร์ ฉันไม่แน่ใจว่าฉันจะพร้อมหรือเปล่า... คือฉันยัง...”“วลาด นายเรียกฉันว่าวลาดก็พอ” อยู่ ๆ วลาดิเมียร์ก็ตัดบทผมไปซะเฉย ๆผมเหลือบมองทางกระจกส่องหลังหวังว่าจะขอความช่วยเหลือจากใครได้บ้าง พอมองไปทางโจจิ หมอนั่นก็หันหน้าออกไปชมวิวด้านนอกรถเสียแล้ว พอมองไปที่ชาโดว์ หน้ากากสีดำนั้นก็ไม่สื่อสารความรู้สึกอะไรออกมาเลยผมคิดว่าถึงจุดนี้ก็คงต้องปล่อยเลยตามเลยละหลังจากจอดลีฟเอาไว้ในลานจอดลีฟขนาดใหญ่ วลาดิเมียร์ก็พาขบวนของพวกเราเขาซอกเล็กซอกน้อยเลี้ยวไปมาจนกระทั่งออกมาถึงถนนใหญ่ที่พลุกพล่านเห็นได้ชัดว่าวลาดิเมียร์คือคนที่สนุกที่สุดในการออกมาข้างนอกครั้งนี้ เราเดินผ่านร้านอาหารแผงลอยที่มีอาหารแปลกตาอยู่มากมายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสียบไม้ย่างที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับลูกตาเสียบเรียงกัน ผลไม้แปลก ๆ ที่เคลือบของเหนียว ๆ สีแดงสดกลิ่นหอมหวาน อาหารคล้าย ๆ เส้นก๋วยเตี๋ยวแต่ต้มรวม ๆ อยู่ในหม้อและดูไม่ออกว่ามีอะไรเป็นส่วนผสมบ้าง ผมยังอดสงสัยไม่ได้ว่า ก่อนหน้าที่ผมจะโดนพวกทรินิตี้จับไป ผมใช้ชีวิตอยู่ ณ ที่ไหนของโลกนี้ และผมเคยเดินทางมายังเซกเตอร์สิบเจ็ดบ้างหรือเปล่าตอนนี้ผมไม่ปวดหัวเวลาพยายามคิดถึงเรื่องในอดีตแล้วแต่กลับปวดในหัวใจที่สมองของผมทำไมถึงว่างเปล่าแบบนี้วลาดิเมียร์แวะแทบจะทุกร้านที่เราเดินผ่าน และใช้เวลาเพียงไม่นานในการจัดการอาหารทุกชนิดที่เขาซื้อมาขบวนของเราเดินผ่านย่านร้านแผงลอยออกมาที่จัตุรัสแห่งหนึ่ง บริเวณตรงกึ่งกลางของจัตุรัสแห่งนั้นมีรูปปั้นขนาดใหญ่สูงราวสิบเมตรตั้งตระหง่านเอาไว้ รูปปั้นนั้นเป็นรูปของผู้ชายคนหนึ่งที่เปลือยครึ่งบนอยู่ ครึ่งล่างของเขาคลุมไว้ด้วยผ้าซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ ใบหน้าของรูปปั้นนั้นงดงามราวกับเทพบุตร และเมื่อมองไปคล้ายกับว่ามีชีวิตอยู่จริง ๆ ผิวของรูปปั้นสร้างขึ้นมาจากวัสดุอะไรสักอย่างที่คล้ายกับหินอ่อน แต่กลับมีประกายสะท้อนแสงสวยงามเมื่อกระทบแสงสว่างในบางมุม มือทั้งสองของรูปปั้นนั้นประคองวัตถุรูปทรงคล้าย ๆ ปิรามิดสองอันประกบกันอยู่ มันประกอบขึ้นจากโลหะบางอย่างสีเงินรูปสามเหลี่ยมแปดชิ้น มือข้างซ้ายประคองอยู่ด้านล่าง และมือข้างขวาประกบอยู่ด้านบนผมยืนมองรูปปั้นนั้นด้วยความตื่นตะลึง“เทวรูปนั่นคืออาดัม บรรพบุรุษแห่งพวกเราโฮโมโดมินาริ และปริซึมนั่นคือตัวแทนแห่งขอบเขตทั้งเจ็ด” โจจิหันมามองผม และพูดพร้อมกับแบมือขวาแตะลงที่กลางหน้าอก ผมสังเกตุเห็นชาโดว์และวลาดิเมียร์ก็ทำแบบเดียวกันเมื่อมองไปยังรูปปั้นนั้น“เทวรูป... อาดัม... ขอบเขตทั้งเจ็ด...?” ผมพึมพำออกมา“อย่าพึ่งคิดอะไรมากเลย มีเรื่องอีกมากที่นายต้องเรียนรู้ใหม่เกี่ยวกับพวกเรา เอาเป็นว่าตอนนี้เราไปเที่ยวกันให้สนุกก่อนดีกว่า” วลาดิเมียร์ชวนขึ้นมา แต่เห็นได้ชัดว่าเขาสำรวมมากขึ้นเมื่ออยู่ต่อหน้า "เทวรูป"เราเดินผ่านจัตุรัสนั้นเข้าไปสู่อีกฝากของเมืองที่ดูพลุกพล่านน้อยกว่า แต่เต็มไปด้วยแสงสีที่ฉูดฉาดมากกว่า ที่สุดปลายของถนนด้านหนึ่งมีอาคารแห่งหนึ่งตั้งตระหง่านโดดเด่นกว่าอาคารอื่น ๆ ป้ายไฟบนตึกประดับไว้ด้วยป้ายไฟที่ตัวหนังสือแต่ละตัวน่าจะมีขนาดสูงไม่ต่ำว่าคนหนึ่งคน เมื่ออ่านตัวหนังสือทุกตัวรวมกันแล้วป้ายนั้นเขียนว่า ORIGINวลาดิเมียร์เดินผ่านโดมินาริวัยรุ่นมากมายที่ยืนเรียงรายเข้าแถวอยู่ด้านหน้าทางเข้าของ ORIGIN แล้วเขาก็บอกให้เราหยุดยืนรออยู่ข้างแถวของวัยรุ่นเหล่านั้น ส่วนตัวเขาเองเดินเข้าไปเจรจาอะไรบางอย่างกับการ์ดที่เฝ้าอยู่หน้าประตู หลังจากทำไม้ทำมือกับการ์ดอยู่สักครู่หนึ่ง วลาดิเมียร์ก็กวักมือเรียกพวกเราให้ตามเขาเข้าไปข้างใน ORIGINผมหันไปมองหน้าโจจิเพื่อจะส่งสัญญาณถามว่านี่คือเรื่องอะไรกันโจจิได้แต่ยิ้มและบอกกับผมว่า “ไอ้ยักษ์นั่นน่ะ มีความสามารถจะเล็ดรอดผ่านเข้าไปยังที่ต่าง ๆ มากกว่าที่นายจะคาดคิดได้มากนัก” แล้วโจจิก็หัวเราะออกมาเบา ๆการ์ดยกสายกั้นประตูออก แล้วพวกเราทั้งสี่คนก็เดินผ่านเข้าประตูหน้าของ ORIGIN ไปง่าย ๆ เสียอย่างนั้น ท่ามกลางเสียโห่ไล่ของพวกวัยรุ่นที่ยืนเข้าแถวรอคอยมานานเมื่อเราเข้ามาด้านยังในแล้ว ผมก็ตื่นตะลึงถึงความกว้างขวางของสถานที่และการตกแต่งที่เลิศหรูอลังการ พนังและเพดานของที่นี่เป็นสีทองทั้งหมด เสาต่าง ๆ ก็เป็นเสาแนวโรมันที่ใหญ่โตและโอ่อ่า ถ้าตัดเรื่องของไฟที่แวบไปแวบมา และฝูงชนที่ดื่มเครื่องดื่มบางอย่างจนดูเมามายและเต้นรำไปมา จะบอกว่าที่นี่เป็นวิหารศักดิ์สิทธิ์หรือสถานที่ทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่อะไรสักอย่างก็เป็นไปได้สุดปลายของห้องโถงที่กว้างขวางนั้นเป็นเวทีที่มีนักร้องคนหนึ่งยืนร้องเพลงอยู่ เสียงของเธอนั้นช่างไพเราะและทำให้ผู้ฟังให้รู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ราวกับว่าเสียงนั้นเข้าไปสัมผัสโดนจิตวิญญาณของผู้ฟังโดยตรงพอผมพยายามเพ่งมองไปที่เธอด้วยความหลงใหลอย่างตั้งใจ ผมก็พบว่าใบหน้าของเธอมีลวดลายคล้ายเกล็ดปรากฎขึ้นอยู่ที่แก้มทั้งสองข้าง เป็นลายลากลงมาจากใต้ตาจรดไปถึงปลายครางคล้ายกับรอยคราบน้ำตา ผมเริ่มตกใจเล็กน้อย พอเลื่อนสายตาไปยังสมาชิกคนอื่น ๆ ในวงก็ยิ่งทำให้ผมต้องตื่นตะลึงมากขึ้นเมื่อพบว่ามือเปียโนนั้นมีแขนอยู่สี่แขน และมือกลองก็มีเขาม้วนอยู่สองข้างบนหัวพร้อมกับมีขาที่เหยียบกระเดื่องเป็นกีบเหมือนเท้าแพะ บนเวทีนั้นไม่มีใครอยู่ในร่างแบบมนุษย์สักคน“คงไม่คิดว่าจะเจออะไรแบบนี้ซินะ ฮ่ะฮ่ะ” วลาดิเมียร์คงเห็นผมยืนค้างอยู่ในภวังค์อยู่คนเดียวจึงเข้ามาตบไหล่ผมพร้อมกับหัวเราะอย่างสนุกสนาน“เอาล่ะ ฉันเห็นโต๊ะว่างอยู่โต๊ะนึงตรงมุมข้างบนนั้น นายกับชาโดว์ไปนั่งรออยู่ก่อนเลย ฉันกับโจจิจะไปเอาเครื่องดื่มมาให้” วลาดิเมียร์ชี้ไปทางโต๊ะที่อยู่ตรงชั้นสอง ผมจึงเดินงง ๆ ค่อย ๆ แหวกฝูงชนที่เต้นกันเบียดเสียดขึ้นไปกับชาโดว์ที่ไม่พูดไม่จาอะไรเลยสักคำ โดยที่สายตาของผมยังคงจับจ้องไปที่เวทีแบบไม่คลาดสายตาพอไปถึงโต๊ะที่วลาดิเมียร์บอก ผมกับชาโดว์ก็ลงไปนั่งโดยไม่ทันสังเกตุว่าบนโต๊ะมีแก้ววางอยู่ก่อนแล้วผมยังคงดื่มด่ำกับเสียงเพลงของนักร้องบนเวที และอาจจะด้วยความเครียดที่สั่งสมมาหลายวัน ผมจึงค่อย ๆ หลับตาลงเพราะอยากผ่อนคลายแต่ไม่ทันที่ผมจะได้ผ่อนคลายลงแม้แต่น้อย เสียงแก้วกระแทกโต๊ะดังสนั่นก็เรียกผมกลับมาจากภวังค์ วลาดิเมียร์มาแล้วเหรอผมคิดเมื่อผมลืมตาก็พบว่าผมเข้าใจผิด“นี่โต๊ะของพวกฉัน พวกนายเข้ามานั่งทำไม”เสียงของหญิงสาวรายหนึ่งตวาดมายังผมกับชาโดว์จบตอนที่ 6

    นิยายแนะนำ