บทที่ 18
ใต้หุบเหว
ช่างเป็พื้นที่แปลกประหลาดอย่างที่จิ่วเหรินไม่เคยพบเจอมาก่อน นอกจากจะหาทางออกไม่ได้แล้ว ยังไร้สิ่งมีชีวิตอีกด้วย นกสักตัวก็ยังไม่บินผ่านให้เห็น มีเพียงป่าที่มีต้นไม้ใหญ่นิ่งสงบโอบล้อมสองข้างทางตัดผ่านให้สัญจร อย่าว่าแต่สิ่งมีชีวิตเลย แม้แต่ปลายทางด้านหน้าที่ทั้งสองกำลังก้าวเดินไปนั้น ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะไปโผล่ที่ใด
“ซือเหยียน”
“...”
“ท่านว่าพวกกลุ่มคนที่เราเห็นตอนนั้นมาจากตรงไหน?” จิ่วเหรินเอ่ยถามคนที่เดินนำหน้า ประมุขเผ่าปีศาจแทบไม่สนทนาปราศรัย เอาแต่สาวเท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ
ในวันแรกที่ทั้งสองร่วงหล่นลงมาจากเขา้า คืนนั้นมีกลุ่มคนที่แต่งชุดคล้ายกับทหาร พวกเขาถือโคมแดงแทนที่จะถืออาวุธ หากว่าจิ่วเหรินจำไม่ผิดล่ะก็.. พวกเขาลัดเลาะมาตามแนวชายป่าก่อนจะมุ่งหน้ามาเพื่อตามหาอะไรสักอย่าง
“ก็อย่างที่เ้าสงสัย คนพวกนั้นหายไปอย่างไร้ร่องรอย ที่นี่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นใดนอกจากเ้าและข้า”
ซือเหยียนปริปากพูดครั้งแรกหลังจากที่เงียบมาตลอดทาง ยิ่งเดินไปข้างหน้าก็ยิ่งรู้สึกสิ้นหวังมากกว่าจะมีความหวัง จิ่วเหรินยังคงเห็นแต่ป่าทึบทั้งที่เดินมาจวนจะครึ่งวันแล้ว
ความคิดมากมายโลดแล่นอยู่ในหัวของนาง ป่านนี้ทุกคนต้องกำลังเป็ห่วงมากแน่ ไป๋หลี่เองก็อาจจะทิ้งทุกอย่างเพื่อตามหานาง ซ่งจื้อเองก็คงรู้แล้วว่าคนที่ลักพาตัวนางมาคือเผ่าปีศาจ
แกรก.. แกรกกก!..
บางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ไม่ไกลมากนัก ซือเหยียนคว้าข้อมือของจิ่วเหรินแล้วพาไปหลบอีกทาง เห็นเป็นกตัวหนึ่งบินโฉบลงมาก่อนจะกลายเป็มนุษย์ บุรุษวิหคผู้นั้นมองซ้ายขวาพลางเกาหัวด้วยความงุนงง
“ข้าัับางอย่างได้แถวนี้นี่นา เหตุใดจึงว่างเปล่ากันล่ะ?”
จิ่วเหรินเห็นว่าบุคคลผู้นี้เป็เผ่าพันธุ์วิหคเฉกเช่นเดียวกับนาง จึงฉุดมือซือเหยียนให้เดินออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ เมื่อบุรุษวิหคเห็นจิ่วเหรินก็เบิกตาโตด้วยความใ ส่วนซือเหยียนนั้นเขาคิดว่าจิ่วเหรินชอบหาเื่ใส่ตัวเป็ชีวิตจิตใจ
“พ..พวกท่าน!”
จิ่วเหรินทำได้เพียงส่งยิ้มเบาบางกลับไป ทว่าเพียงชั่วพริบตาเหล่าทหารถือโคมแดงก็ล้อมซือเหยียนเอาไว้ ก่อนที่บุรุษวิหคจะคว้าตัวของจิ่วเหรินให้มายืนข้างกาย
“ท่านจะทำสิ่งใด! ปล่อยเขานะ!”
“ณ.ที่แห่งนนี้นั้นไม่อาจให้ปีศาจบุกเข้ามาได้! พลังของเขามีแต่ความชั่วร้าย”
จิ่วเหรินสะบัดมือออกจากบุรุษวิหค นางวิ่งไปยืนขวางพวกทหารที่ล้อมซือเหยียนอยู่ และนางเข้าใจแล้วว่าโคมแดงพวกนั้นเป็อาวุธ มันมีพลังบางอย่างที่เอาไว้คอยปกป้องคุ้มกัน
“อย่ายุ่งกับคนผู้นี้ เขาเป็คนของข้า”
“กางแขนปกป้องปีศาจ ทั้งที่ท่านเป็ถึงเทพ”
“!!!”
“ผนึกที่ปิดพลังเทพของท่านนั้น พวกเรารู้จักเป็อย่างดี” บุรุษวิหคตอบเสียงเรียบ
“อย่างไรก็ยอมให้ท่านยุ่งกับเขาไม่ได้!”
จิ่วเหรินเองก็เอ่ยด้วยเสียงหนักแน่นเช่นกัน นางไม่อาจยอมให้ซือเหยียนห่างจากตัวของนาง ในร่างที่มีโลหิตวิหคสีชาดของนางอยู่ และยังเป็ปีศาจที่กระทำการโฉดชั่วมามาก ค่อนข้างเสี่ยงหากปล่อยซือเหยียนตกอยู่ในวงล้อมเช่นนี้
ซือเหยียนเห็นจิ่วเหรินที่กางแขนปกป้องเขา นางเอาแต่ยืนนิ่งไม่ยอมถอยหนีไปไหน แต่ความจริงแล้วก็ต้องโทษที่นางวิ่งออกมาจากที่ซ่อน ซือเหยียนคิดว่านางคงมีปัญหาในการใช้สติ เหตุมันเกิดก็เพราะนางเผยตัวต่อหน้าคนพวกนี้
“อย่าให้ข้าลำบากใจเลย”
“เขาอาจเป็ปีศาจที่มีพลังชั่วร้ายอย่างที่ท่านกล่าว แต่สำหรับข้าแล้วเขาคือปีศาจที่คอยดูแลข้า”
“...”
“ฉะนั้นไม่ว่าท่านจะพูดสิ่งใด ข้าก็มิอาจปล่อยให้ท่านยุ่งกับเขาได้”
บุรุษวิหคถอนหายใจออก คำพูดของจิ่วเหรินนั้นยืนกรานว่าจะปกป้องปีศาจตนนี้สุดตัว นางกับปีศาจชั่วร้ายนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกันแน่ เทพกับปีศาจมาเป็พันธมิตรกลมเกลียวนั้น ในชีวิตของเขาล้วนไม่เคยพบเจอมาก่อน
“ท่านกับเขามีสัมพันธ์กันอย่างนั้นรึ?”
“ส..สัมอะไรนะ!”
“เห็นทางปกป้องเขาสุดตัวเช่นนี้ ก็อดคิดไม่ได้เลยว่าเทพอย่างท่านกับปีศาจอย่างเขานั้น..”
จิ่วเหรินเห็นหนทางที่ตนเองและซือเหยียนจะรอด นางวิ่งไปกอดแขนกำยำของซือเหยียนพลางเอนหัวซบ ประมุขเผ่าปีศาจเห็นการกระทำนั้นก็เบิกตามองอย่างใ ทว่าเขาก็ไม่ได้คิดปัดป้องนางออก
“เขาเป็สามีของข้า เราทั้งสองเป็หนึ่งเดียวกัน”
ซือเหยียนไม่คิดเลยว่าตนเองต้องมารับบทไร้สาระเช่นนี้ จิ่วเหรินเป็พวกสมองทึ่มหรืออย่างไรกัน นางแอบอ้างความเป็สามีภรรยาเพื่อเอาตัวรอด ระหว่างทางที่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องไปที่ใด ทั้งซือเหยียนและจิ่วเหรินต้องเดินตามบุรุษวิหคผู้นั้น โดยมีทหารคอยรั้งท้ายราวกับนักโทษ
“หากเ้าไม่วิ่งพรวดออกมาแบบคนโง่! พวกเราก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้”
“ซือเหยียนกระซิบเสียงแข็งอยู่ข้างหูของจิ่วเหริน”
“ก็เพราะเขาคือวิหคเทพ ข้าถึงวิ่งพรวดออกมา หากเขาเป็มารร้ายหรือปีศาจ มีหรือข้าจะโผล่หัวออกมาน่ะ!”
“เหอะ! แล้วนี่อย่างไรต่อเล่า? ข้ากับเ้าเป็สามีภรรยากัน เกิดพวกบ้านี่ให้พิสูจน์ความจริงจะทำอย่างไร? ขอบอกเลยว่าเ้านั้นไม่จัดอยู่ในขั้นที่จะเป็ฮูหยินของประมุขเผ่าปีศาจได้!”
“ข้าไม่อยากเป็ฮูหยินประมุขเผ่าปีศาจเลยสักนิด! ท่านสบายใจได้ซือเหยียน”
จิ่วเหรินเองก็ตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน สายตาของทั้งสองฟาดฟันอย่างไม่ลดละ ก่อนที่บุรุษวิหคจะเอ่ยขึ้นทำลายความไม่พอใจนั้นให้สงบลง
“ที่นี่คือดินแดนของเผ่าโบราณ อยู่ในความดูแลของวิหคเทพจาก์เก้าชั้นฟ้า”
“แสดงว่าที่นี่คือเผ่าฝูถู! มิน่าถึงหาทางออกไม่พบ”
ซือเหยียนโพล่งขึ้นมาเสียงเรียบ นั่นยิ่งทำให้บุรุษวิหคเกิดความระแวงไม่ไว้วางใจมากขึ้น น้อยมากที่คนในวัยอย่างปีศาจตนนี้จะล่วงรู้เกี่ยวกับเผ่าฝูถู
“เอ่อ.. คือว่าสามีของข้านั้นใฝ่รู้ พวกท่านสบายใจได้ เขาไม่มีพิษมีภัยกับผู้ใดแน่นอน”
จิ่วเหรินตวัดสองนิ้วไขว้หากัน ในใจพลางขอโทษที่ต้องเอ่ยออกไปแบบนั้น ซือเหยียนนั้นเป็ตัวพิษภัยชั้นเลิศเลยก็ว่าได้ ทุกอย่างที่นี่มีโอกาสพินาศหากว่าเขาเกิดไม่พอใจขึ้นมา ดังนั้นนางจึงต้องควบคุมเขาไม่ให้กระทำการชั่วช้าอีก แม้ในใจจะนึกหวั่นอยู่ไม่น้อยก็ตาม
“ข้าไม่ยักรู้ว่าปีศาจนั้นสนใจใฝ่รู้ ผิดวิสัยของการเป็ปีศาจนัก”
บุรุษวิหคเทพกล่าวจบก็พาเดินเข้าไปในวิหารใหญ่โต งดงามจนจิ่วเหรินนั้นอ้าปากมองตาค้าง แสงสีทองระยิบระยับเป็ประกาย ที่แท้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็อาศัยอยู่ที่แห่งนี้นี่เอง
“เผ่าฝูถูคืออะไรซือเหยียน?”
นางเอ่ยเสียงกระซิบกระซาบกับประมุขเผ่าปีศาจ แล้วเหตุใดซือเหยียนจึงรู้จักที่นี่ ส่วนนางนั้นแทบไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ ท่านปู่ไม่เห็นเคยบอกว่ามีเผ่าโบราณอยู่ในโลกใบนี้
“ข้าก็ไม่รู้ แค่เคยได้ยินมาก่อน”
“...”
“อย่าคิดกระทำเื่โง่ซ้ำอีกจิ่วเหริน หากว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล พาตัวเองหนีไปให้รอด”
เขากล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะรู้ว่าจิ่วเหรินมักจะใจอ่อนชอบทำก่อนคิด และมันเป็จุดอ่อนที่จะทำให้พบเจอกับอันตราย ตัวเขานั้นไม่หวั่นเกรงภัยอันตรายเลยสักนิด ทว่าจิ่วเหรินผู้นี้แม้ใจกล้าอยู่พอสมควร แต่ก็เป็พวกเอาตัวไม่รอดนั่นแหละ
บุรุษวิหคเทพพาทั้งสองมายืนอยู่กลางโถงขนาดใหญ่ ้านั้นเป็บัลลังก์สีทองสะท้อนแสง มีชายชราถือไม้เท้านั่งไล่เรียงเป็ลำดับขั้น ส่วนบนสุดนั้นเป็ชายวัยกลางคนหน้าตาเ็า ส่งสายตามองมาชนิดที่บอกความรู้สึกได้ทั้งหมด
กึก!
เสียงเคาะไม้เท้านั้นทำให้ทหารกดไหล่ของทั้งสองให้นั่งคุกเข่า ส่วนบุรุษวิหคก็รายงานเกี่ยวกับพวกเขา
“ท่านประมุขขอรับ ข้านั้นพบเจอพวกเขาที่ประตูของดินแดนเรา”
“ปีศาจ!”
“เอ่อ.. เขาเป็สามีของท่านผู้นี้ นางเป็เทพขอรับ” บุรุษวิหคเอ่ยแก้ต่างเมื่อเสียงทรงอำนาจนั้นกำลังไม่พอใจอย่างมาก
“เหตุใดเทพที่น่ายกย่อง ถึงได้คว้าเอาปีศาจมาแต่งงานด้วย!” ชายที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ทองเหนือหัวของทุกคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
“...”
“ตอบท่านประมุขเดี๋ยวนี้” บุรุษวิหคพพูดกระซิบเสียงเบากับจิ่วเหริน
“ข้ารักเขา หากไม่ใช่เขาผู้นี้แล้ว ชั่วชีวิตของข้าก็ไม่คิดที่จะแต่งงานกับชายอื่นใดอีก”
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด