คืนนี้จันทร์สว่าง แสงจันทร์สะท้อนลงในแม่น้ำฉินไหว งดงามราวกับภาพวาดจนผู้คนใจสั่นสะท้าน ถ้ามองจากเหลาชั้นที่สามจะเห็นบรรยาศรอบแม่น้ำฉินไหว ต้นหลิวเอนลู่เข้าหาลำน้ำ เรือท่องเที่ยวประดับด้วยโคมหลากสีประชันแข่งกับแสงจันทร์ นี่จึงเป็จุดชมทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของเมืองฉินไหว หอฉินไหวอันเลื่องชื่อไปด้วยเหล่าหญิงงามรวมเป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของผู้มีฐานะที่จับจ่ายใช้สอยทุ่มเทเงินทองเพื่อหาความสำราญ อีกทั้งยังเป็รูปแบบการดำรงชีวิตของผู้คนในวงศ์ตระกูลใหญ่และผู้กุมอำนาจทั้งหลาย ถ้ามาเยือนหอฉินไหวอาหารชั้นเลิศที่ต้องสั่งคือ เกี๊ยวห่อเนื้อ กับผัดหมี่กุ้ง ซุปโครงกระดูกหมูตุ๋น พร้อมด้วยสุราใบไผ่เซี่ยเจี้ยนเซียงที่หมักอย่างพิถีพิถัน ไม่อย่างนั้นถือว่าเสียทีที่เดินทางมายังหอฉินไหว ดังนั้นผู่ชานเลี่ย ฉายาคุณชายมากรัก จึงไม่พลาดที่จะแวะเข้าหอฉินไหวไปเยื่อมชมบรรยากาศอันรื่นเริงสักครา
คุณชายมากรักผู่ชานเลี่ย ยามเดินยังสง่าผ่าเผย ใบหน้างดงามสะอาดสะอ้าน แถมมีรูปร่างที่สูงโปร่ง ฉายาคุณชายมากรัก แท้จริงแล้วเป็ผู้รักหยกฉนอมบุปผา มีนิสัยแตกต่างจากชาวยุทธภพทั่วไป ทั้งยังพิพิถันเื่การแต่งตัว คนในยุทธภพไม่มีใครรู้ที่มาที่ไปของบุรุษหนุ่มเ้าสำราญผู้นี้ เห็นภายนอกเป็คนอารมณ์ดี อ่อนน้อมถ่อมตน แต่หากคิดตอแยมันไม่ง่ายดายนัก อาวุธคู่กายคือพัดนารี เป็พัดซึ่งมีก้านสร้างจากเหล็กเย็นพันปีและใบพัดสร้างจากไหมฟ้าเย็น พัดจะมีวาดภาพของสาวงามที่เขาประทับใจไว้แล้วบรรจงวาดออกมาด้วยฝีมืดราวกับเทพก็มิปาน วิชากำลังภายในของมันยากจะคาดเดาและไม่เคยปรากฎแก่สายตาชาวยุทธภพมาก่อนว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร นอกจากนั้นยังมีความสามารถทางด้านเครื่องดนตรีและบทกวี
คุณชายมากรักผู่ชานเลี่ยจึงเป็ที่รักของเหล่าบรรดาสาวงามที่ประจำอยู่หอนางโลมทั่วทุกสารทิศ อันว่าหญิงสาวหาได้ชมชอบคนที่ป่าเถื่อนหรือไร้อารยธรรม ใครให้เกียรติพวกนาง พวกนางก็พร้อมที่จะแบ่งน้ำใจไมตรีให้ ดังนั้นคุณชายมากรักจึงเดินเข้าหอฉินไหว เสี่ยวเอ้อ์รคนรับใช้เห็นมีบุรุษหนุ่มแต่งกายดูภูมิฐาน จึงรีบเข้ามารับหน้า เชื้อเชิญไปนั่งยังเหลาชั้นที่สาม ซึ่งเป็จุดที่ชมบรรยากาศแม่น้ำฉินไหวได้งดงามที่สุดของเหลา เพื่อไม่ให้มาหอฉินไหวแล้วเสียเที่ยว คุณชายมากรักจึงสั่งเกี๊ยวห่อเนื้อกับผัดหมี่กุ้ง พร้อมด้วยสุราใบไผ่เซี่ยเจี้ยนเซียง แล้วก็กลับแกล้มอีกสองสามอย่าง รออยู่ไม่นาน อาหารทั้งหมดก็ถูกเด็กรับใช้น่าตาหมดจดนางหนึ่งยกขึ้นมาให้จนเต็มโต๊ะ
ด้วยบุคลิกที่สะดุดตาผู้คนของมันทำให้เหล่าสตรีน้อยใหญ่ต่างให้ความสนใจกันอย่างเปิดเผย ถ้าในเวลาคืนปกติ มันคงเรียกเหล่าสาวงามมานั่งฟังเสียงขลุ่ยไม้ไผ่ เขียนกลอนร่ายบทกวีเอ่ยถึงความรักที่อิสระเสรี ทุกครั้งที่มันไปหอชื่อดังแห่งไหนล้วนจับจ่ายเงินทองอย่างมือเติบ บรรดาเถ้าแก่เนี๊ยพร้อมออกปากต้อนรับขับสู้มันอย่างเต็มที่
แต่คืนนี้หาใช่คืนปกติไม่ ยามนี้ในใจมันเต็มไปด้วยความอัดอั้น ความอดทนรอคอยบางสิ่งบางอย่าง แต่ภายนอกยังนั่งชมทิวทัศน์รอบเมือง มองแม่น้ำฉินไหวอย่างสบายใจ มือข้างหนึ่งใช้ตะเกียบคีบเกี๊ยวห่อเนื้อเข้าปากทีละชิ้น คืนนี้มันไม่อยากเตะต้องสุรามากนัก เนื่องจากต้องใช้ความคิด คิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเมืองฉินไหวในวันข้างหน้า มองย้อนกลับมา มันเองก็ออกท่องยุทธภพมาั้แ่อายุยี่สิบปี นับจากอาจารย์ผู้ล่วงลับถ่ายทอดวิชาให้ตนจนสำเร็จเป็ศิษย์อันดับหนึ่ง ผู่ชานเลี่ยก็ขออาจารย์ออกมาท่องเที่ยวตามประสาบุรุษที่อยากจะใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ด้วยความที่ตนไม่ชอบคลุกคลีกับกฏระเบียบอันคร่ำครึหรือใช้ชีวิตตามแบบฉบับของอาจารย์และสำนัก หลังจากผู้เป็อาจารย์ล่วงลับ เขาก็ไม่เคยคิดถึงผู้ใดอีกเลย ไม่มีเื่ราวใดให้ต้องเป็กังวล…
จนกระทั่งหนึ่งปีให้หลัง เขาถูกเรียกตัวกลับสำนักและจำเป็ต้องรับภารกิจที่สำคัญบางอย่าง จึงได้ออกเดินทางมายังเมืองฉินไหวที่เป็ดั่งเืเนื้อเศรษฐกิจของแผ่นดินจงหยวนในยามนี้ ขณะที่ยกจอกสุราที่รินสุราใบไผ่เซี่ยเจี้ยนเซียงจนเกือบล้นจอก ในใจมันพลันนึกถึงสตรีผู้หนึ่ง คนที่มันรักและต้องปกป้องด้วยชีวิต คนที่เป็ครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ แต่แล้วยามนั้นแว่วเสียงชายเสื้อปะทะลมดังขึ้นผ่านข้างหู ทันใดนั้นที่ฝั่งตรงข้ามหอฉินไหว บังเกิดเงาคนเคลื่อนไหวอยู่บนหลังคา
ปรากฏเป็ชายรูปร่างสมส่วนแต่มี่ขาเรียวยาวสวมชุดรัดกุมสีดำกลืนกับความมืดปิดบังโฉมหน้าที่แท้จริงไว้ั้แ่หัวจรดเท้า เคลื่อนไหวด้วยท่วงท่ารวดเร็ว ถ้าไม่ใช่ยอดฝีมือรับรองไม่อาจเห็นความผิดปกติเหล่านี้ได้ เงาดำรีบมุ่งตรงไปยัง ตรอกเล็กๆ ที่ผู้คนสัญจรบางตา ใช้วิชาถ่วงพันชั่งร่อนลงจากหลังคาอย่างเงียบเชียบแล้วหายเข้าตรอกมืดไป คุณชายมากรักเห็นดังนั้น จึงรีบยกจอกสุราเซี่ยเจี้ยนเซียงจอกสุดท้ายกรอกปากรวดเดียวหมด แล้วล้วงทองคำหนึ่งแท่งวางไว้บนโต๊ะอาหาร เดินออกจากหอฉินไหวด้วยท่วงท่าสบายอารมณ์ เขาข้ามสะพานจูเชวี่ยแล้วมุ่งตรงไปยังตรอกมืดที่ชายสวมชุดรัดกุมนั้นร่อนลงซ่อนตัวอยู่ เมื่อมาถึงตรอกมืดจากท่าทางสุภาพเรียบร้อย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มของคุณชายมากรักกลับจางหายอย่างฉับพลัน คุณชายมากรักพลันระบายลมจากปากยาวๆ แล้วทอดถอนใจ กล่าวเสียงราบเรียบว่า “จงเหริน ออกมา”
ทันใดนั้นฝั่งกำแพงที่ไม่มีแสงจากโคมไฟส่องไปถึงพลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง ส่วนสูงเตี้ยกว่าคุณชายมากรักเล็กน้อย แต่รูปกายกำยำสมส่วนแสดงว่าฝึกวิชาที่ต้องใช้กำลังและความว่องไวมาอย่างยาวนาน มันปลดผ้าคลุมสีดำลง เผยให้เห็นใบหน้าที่คมเข้ม หล่อเหลา สายตากอปอไปด้วยความมุ่นมั่น แต่ตอนนี้กลับฉายแววกังวลออกมาให้เห็นอยู่หลายส่วน บุรุษชุดดำที่ถูกเรียกขานว่า จงเหริน ถอดผ้าคลุมศรีษะออก
กล่าวว่า “ศิษย์พี่รอง ยามนี้ทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว รอพี่ใหญ่เดินทางเข้าเมืองในอีกสามวัน แต่ว่า..ท่านแน่ใจหรือ ภารกิจครั้งนี้เสี่ยงอันตรายเกินไป เหตุใดไม่หารือกันใหม่ เปลี่ยนเป็ให้ข้ากระทำแทน ท่านก็ทราบดี ฉายาเงาปิศาจจินจงเหรินของข้าหาได้มาเพราะโอ้อวดไม่ เหตุใดท่านยอมให้พี่ใหญ่ไปเสี่ยงอันตรายเยี่ยงนี้เล่า”
คุณชายมากรักทอดถอนใจอีกครา กล่าวด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลว่า “ข้าไหนเลยไม่ห้ามเขา ทำไมจะไม่คัดค้านเหล่าผู้อาวุธโสทั้งหลาย แต่เื่นี้พี่ใหญ่ขอกระทำด้วยตัวเอง ซ้ำยังเป็การชำระแค้นให้กับเทพอธรรม พี่ใหญ่เป็ศิษย์โดยตรงเพียงหนึ่งเดียวและมีศักดิ์ฐานะจะขึ้นเป็เทพอธรรมคนต่อไป เขาไม่มีทางปล่อยเื่นี้ไปอย่างเด็ดขาด”
จากนั้นกล่าวกำชับเตือน ผู้เป็ศิษย์น้องคนเล็กว่า “เ้ามีหน้าที่คุ้มครองพี่ใหญ่ จงเหริน จดจำไว้อย่าเปิดเผยตัวให้ใครเห็นหรือจดจำใบหน้าของเ้าได้เด็ดขาด หากเกิดความผิดพลาด เ้ายังสามารถลงมือกระทำแทน เข้าใจหรือไม่…จากนี้ก็หลบซ่อนตัว สืบความเคลื่อนไหวของพรรคใต้หล้า ข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมสุ่ยเยี่ย (เงาจันทร์) เ้ามาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
ทั้งสองสร้างรหัสลับไว้สำหรับสื่อสารกัน จากนั้นจินจงเหรินพยักหน้าเล็กน้อยเป็เชิงบอกลาแล้วใช้วิชาตัวเบาเร้นกายจากไป
เมืองฉินไหวที่เคยรุ่งเรืองในหน้าต่อไปของยุคสมัยใช่ยังส่องสว่างสะท้อนแสงจันทร์ต่อไปได้หรือไม่…
ภายในเมืองฉินไหว ทางทอดไปสู่พรรคใต้หล้า
วันนี้อากาศร้อนยิ่ง แต่ลมกรรโชกแรง คาดว่า่เย็นก่อนอาทิตย์สนธยาจะตกดิน คงเกิดพายุโหมกระหน่ำ
หลังจากที่แยกกับคุณชายมากรักเมื่อคืนก่อน เงาปีศาจจินจงเหริน เลือกที่จะใช้เวลากลางวันไปกับการสืบหาข้อมูลของคนพรรคใต้หล้า แต่การลอบเข้าไปยังอาณาเขตของพรรคใต้หล้านั้นหาใช่เื่ง่ายดายไม่ มีแต่คนโง่เท่านั้นที่คิดลอบเข้าไปในเวลากลางวันที่จัดเวรยามของยอดฝีมือดีมาเฝ้าระวังแทบทุกตึกในพรรค หากใครคิดตอแยพวกมัน ไม่เป็คนวิกลจริตก็ล้วนแต่มาหาที่ตาย
ทอดตาทั่วแผ่นดิน ไม่มีชาวยุทธภพคนใดหรือค่ายสำนักใดไม่รู้จักประมุขพรรคใต้หล้า ยิ่งประมุขคนใหม่ที่ขึ้นดำรงตำแหน่งเมื่อสองปีก่อน ทุกคนล้วนยอมศิโรราบ ถึงแม้เป็เพียงค่ายสำนักชาวยุทธแต่ก็มีอำนาจและอิทธิพลแผ่ขยายไม่เพียงแต่ในวงการยุทธภพ ยังรวมไปถึงในราชสำนัก อีกสาเหตุหนึ่งที่พรรคใต้หล้าสามารถขึ้นมาเป็ค่ายสำนักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินและมีกำลังกล้าแข็งที่สุด เพราะได้รวบรวมยอดฝีมือหลายสาขาไว้มากมาย ดังนั้นการจะลอบเข้าไปยังตึกด้านในจึงเป็เื่ยาก แต่สำหรับเงาปิศาจอย่างเขาไม่ใช่ไม่สามารถกระทำ แต่ไม่มีความจำเป็ที่จะต้องพาตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย
จินจงเหรินพุ่งตัวเข้าดงไม้ที่หนาแน่นแห่งหนึ่ง จากนั้นทิ้งตัวลงบนกิ่งไม้ เอนพิงต้นไม้อย่างสบายอารมณ์ ถึงไม่ได้เข้าไป แต่บุคคลที่เขา้าพบหน้าสักครากำลังออกมาในไม่ช้า สาเหตุที่เลือกวันนี้สืบเนื่องมาจากเป็วันอากาศร้อนอบอ้าวเป็พิเศษ เขาได้ยินผู้คนในบริเวรใกล้เคียงพูดคุยถึงประมุขพรรคใต้หล้ากันว่า ท่านประมุขกับน้องชายของเขาจะชอบขี่ม้าออกไปทางทิศตะวันตกของเมืองฉินไหว นอกเมืองยังมีต้นน้ำของแม่น้ำฉินไหว เรียกว่าแม่อิงสุ่ยเป็ท่าเรือสำหรับเรือสินค้าออกสู่ทะเลติดต่อกับเมืองข้างเคียง ด้วยความที่เมืองฉินไหวเป็เมืองท่าที่อาศัยการค้าทางเรือเป็หลัก เศรษฐกิจจึงมั่งคั่งรำรวยรายได้ส่วนใหญ่ของพรรคใต้หล้าก็มาจากกิจการต่อเรือและการค้า ดังนั้นท่านประมุขจะมาตรวจตราพื้นที่ด้วยตัวเองเป็ประจำ รอยังไม่ถึงธูปไหม้หมดหนึ่งดอก จินจงเหรินที่แอบอยู่ในดงไม้ห่างไปจากประตูพรรคใต้หล้าอยู่หนึ่ง่ถนน ถนนเมืองฉินไหวเส้นหลักนี้เพียงพอให้ม้าพ่วงพีถึงแปดตัวเรียงขนานกัน เขาไม่อาจเข้าไปใกล้มากกว่านี้ ประมุขพรรคใต้หล้าไม่ใช่คนที่ตอแยโดยได้ง่าย แต่เขาก็ถูกฝึกให้เป็มือสังหารเงาเคลื่อนไหวรวดเร็วใช้วิชาตัวเบาดุลสายลมมาั้แ่เด็ก เื่โสตประสาทการได้ยินและสายตาดุจเหยี่ยวสอดแนมจึงเป็พร์ของเขา
ทันใดนั้นเสียงประตูบานใหญ่เปิดอ้าออก ปรากฏเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าใบหน้าขาวเรียวยาว จมูกโด่งเป็สัน หน้าตาหล่อเหลาแต่ทว่าแฝงไปด้วยความสุขุมและสติปัญญา ผมสีดำถูกเกล้าเป็มวยแล้วมัดด้วยผ้าสีดำ แต่งกายด้วยชุดนักบู๊แบบคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ มองภายนอกไม่เหมือนชาวยุทธภพที่ผ่าน่เวลาอันลำเค็ญ แต่ที่ข้างลำตัวยังพกกระบี่โบราณเล่มหนึ่ง กระบี่ที่ว่าเป็ที่เล่าขานว่ายามใดมีศัตรูมาเข้ามาระยะใกล้จะมันจะส่งเสียงเตือนผู้เป็นาย เ้าของกระบี่เลยไม่มีพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใดมาก่อน บุรุษคนแรกที่พกกระบี่ขับขี่ม้าสี่ดำพ่วงพี ดูจากลักษณะก็ทราบได้ว่าเป็ม้าพันธุ์ดีจากชนเผ่านอกด่านพวกเลี้ยงม้าอยู่นอกกำแพงใหญ่ ประมุขพรรคใต้หล้าเ้าของวิชากระบี่สุริยันจันทราอู๋อี้ฝาน สามารถฝึกเพลงกระบี่สุริยันจันทราฟ้าอำไพยี่สิบกระบวนท่าครบสำเร็จ นับว่าั้แ่มีทายาทสืบทอดวิชาเพลงกระบี่สุริยันจันทราฟ้าอำไพ ในรุ่นหลานสกุลอู๋ นับอู๋อี้ฝานประมุขพรรคใต้หล้าคนปัจจุบันฝึกสำเร็จเป็คนแรกในรอบร้อยปี ถือว่าหาได้ยากยิ่ง
คล้อยหลังประมุขพักไปยังมีบุรุษผู้หนึ่งที่เคล้าโครงหน้าอายุน้อยกว่าอู๋อี้ฝาน แต่เป็ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่ง สาวงามเมืองฉินไหวไม่มีนางใดไม่ต้องตาต้องใจคุณชายเล็กหรือรองประมุขพพรรคใต้หล้า
ฉายาทวลคู่ัพิโรธอู๋ซื่อชวิน ถึงแม้มีชื่อเลื่องลือว่าเป็หนุ่มเ้าสำราญแต่ฝีมือเพลงทวนคู่ทั้งยากจะหาใครเปรียบติด อัจฉริยะบุรุษโดยขีดสายเื แม้แต่เข่อข่านผู้นำชนเผ่านอกกำแพงใหญ่ยังเคยเดินทางมาเพื่อขอคำชี้แนะจากเขา
สองสามวันนี้ท่านประมุขและคุณชายเล็กไม่ได้ออกมาข้างนอกตึกเนื่องจากอาการป่วยอย่างกระทันหันของหัวหน้าตระกูลอย่างอู๋หลี่เฟิงผู้เป็บิดา ด้วยวัยชรามาเยือนอู๋หลี่เฟิงจึงยกตำแหน่งให้บุตรชายคนโตของกระตูลสืบทอดตำแหน่งประมุขพรรคใต้หล้าคนต่อไป
ขณะม้าสองตัวเดินเคียงคู่กันช้าๆ วันนี้อี้ฝานมีเื่ต้องคุยกับน้องชายอย่างซื่อชวิน เพราะเหตุเมื่อคืนอู๋ซื่อชวินไปทะเลาะวิวาทกับพวกลูกหลานผู้มีอำนาจที่หอฉินไหว เขาพอจะทราบดีว่าสาเหตุมาจากอะไรแต่ก็อยากจะฟังคำจากปากผู้เป็น้องชาย
อี้ฝานทอดถอนใจกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เมื่อคืนกลับดึก เห็นเหลียงเซิงบอกว่าไปมีเื่อีกแล้วกระมัง”
ซื่อชวินตอบอย่างกระอักกระอ่วนอยู่บ้างว่า “เมื่อวานไอ้คุณชายตระกูลสุมา พูดจาไม่ดีกับป๋ายเซียนทั้งยังบีบคับนางให้ร้องเพลงอยู่ต่อ หึ คิดว่าเป็ถึงลูกหลานอ๋องแล้วข้าจะต้องเกรงกลัวหรือ ถ้าข้าไม่เข้าไปขัดขาวง ป่านนี้มันคงลากป๋ายเซียนไปถึงไหนต่อไหน ท่านพี่ ข้า—”
“พอ” อี้ฝานยกมือห้ามขัดจังหวะขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ เขารู้ว่าซื่อชวินเป็คนใจร้อน เห็นคนอ่อนแอกว่าถูกรังแกไม่ได้ จึงทอดถอนใจอีกคราแล้วกล่าวสืบต่อ
“ครานี้เพราะสุมาหยวนเสี่ยนเมามายจนขาดสติ ได้ยินว่าตาเฒ่าเ้าเล่ห์หรูหนันอ๋องสุมาเต้าจื่อผู้เป็บิดามัน ถึงไม่ติดใจเอาความเ้า ซ้ำยังว่ากล่าวตักเตือนบุตรชายตัวเองไปอยู่หลายคำ ถึงแม้พวกคนตระกูลสุมาจะยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าแต่เรายังมีผลประโยชน์ร่วมกัน หรูหนันอ๋องเป็คนเ้าเล่ห์เพทุบาย ชักใยการเมืองในราชสำนักอยู่เื้ั ถ้าไม่จำเป็ ข้าไม่้าให้ตระกูลเราหมาดหมางกับพวกมัน เ้าเข้าใจหรือไม่”
เขารับคำพี่ชายดังอืมม์ ซื่อชวินยังเจ็บใจไม่หาย คิดมีเื่กับเขายังพอว่า แต่ถ้ามาตอแยสหายของเขา เื่นี้ไม่จบลงอย่างแน่นอน ติดที่พี่ชายไม่ถือหางเข้าข้างไม่อย่างนั้นเ้าคนอุบาทว์สุมาหยวนเสี่ยนต้องไม่มีจุดจบที่ดี ถ้ากล้าคลานเข้ามาหาเื่ก็ต้องกล้าคลานหลังกลับออกไป…
การกระทำและคำพูดทั้งหมดของสองพี่น้องสกุลอู๋ล้วนผ่านเข้าโสตประสาทของจินจงเหรินที่แอบฟังอยู่ในดงไม้ไกลออกไป ก่อนที่อู๋อี้ฝานและอู๋ซื่อชวินจะควบม้าเร็วทยานไปยังท่าเรือฉินไหว จินจงเหรินมองสองคนนั้นจนพ้นระยะคลองจักษุ ที่ด้านหน้าของประตูบานใหญ่ถูกปิดลงเมื่อครู่ กลับมีแผ่นประกาศติดไว้ใบหนึ่ง จินจงเหรินอาศัย่นี้ที่ไม่มีผู้คนสัญจรผ่านมาพลิ้วกายรีบออกจากที่ซ่อน เข้าไปดูเนื้อหาในแผ่นประกาศ บนกระดาษเขียนว่า กำลังรับสมัครจิตรกรที่มีความสามารถทั่วแผ่นดินให้เดินทางมาร่วมแข่งขัน เพื่อหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถด้านการเขียนภาพ และรับตำแหน่งจิตรกรเเห่งพรรคใต้หล้า ถ้าเข้าไปเป็ส่วนหนึ่งพรรคใต้หล้า ผู้ที่ชนะการประลองนอกจากเกียรติยศและเงินรางวัลแล้วยังจะได้รับการจารึกเป็สุดยอดฝีมือในพรรคสืบไปอีกด้วย จินจงเหรินรีบท่องคำประกาศจดจำให้ขึ้นใจ จากนั้นรีบเร้นกายจากไป
------------------------------------------------------------------------------
ฝากติดตามด้วยนะคะขอบคุณมากค่า