You Are My Light 6
“ทางนี้ค่ะบอส” เสียงพี่เลขาดังขึ้นบอสมองตามก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะมุมร้าน
“นั่งเลยค่ะ ดิฉันสั่งอาหารไว้แล้วค่ะ” เนี่ย! เนี่ย ขนาดเลขาเขายังแทนตัวว่าดิฉันเลยทำไมฉันจะแทนตัวแบบนั้นไม่ได้มันเป็การให้เกียรติเขานะเขาไม่รู้เหรอ
“สั่งไปหรือยังอันนั้นน่ะ”
“สั่งเมนูแรกเลยค่ะ” บอสพยักหน้ารับ วางซันไชน์ลงเก้าอี้ตัวแรกก่อนที่เขาจะนั่งเก้าอี้หัวโต๊ะฉันขยับไปนั่งข้างๆ ลูกชาย
ตัวเอง ข้างๆ ฉันอีกด้านคือพี่โอมที่กำลังมองฉันด้วยสายตาเ้าเล่ห์
“ทำไมมองแบบนั้นคะพี่โอม หนูตกข่าวอะไรไปหรือเปล่า” ฉันเอียงหน้ากระซิบถาม
“ไม่มี ตลกลูกแกอ่ะ ทำไมถึงทำหน้ากลัวบอสแบบนั้นวะ” ฉันจะไปกล้าบอกได้ยังไงล่ะ ว่าบอสเคยทำหน้านิ่งๆ แล้วเอา
ขนมที่ลูกชายฉันให้ทิ้งลงถังขยะอย่างไม่ใยดีน่ะ ถ้าพูดแบบนั้นมีหวังกลายเป็ฉันที่ใส่ร้ายบอสแน่ๆ
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“เออนี่คุณพรสั่งกุ้งกระเทียมมาให้ไชน์ด้วยนะ” พี่โอมกระซิบต่อ
“คะ? สั่งให้ทำไมคะ”
“ก็เห็นบอกว่าบอสบอกให้สั่งให้แกกับไชน์อ่ะ สงสัยจะเป็เพราะเื่เมื่อวาน” เมื่อวานเหรอ ที่ไชน์เข้าใจผิดเื่
ลูกชิ้นกุ้งอันนั้นอ่ะนะ พวกเขาจะมาใส่ใจอะไรเล็กน้อยแบบนี้ทำไม อีกอย่างไชน์ยังเด็กต้องค่อยๆ สอนค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจ ปุบปับจะให้ลูกฉันเข้าใจเลยมันก็ไม่ใช่ไง กับเด็กฝึกงานคนอื่นพวกเขาไปวุ่นวายและทำตัวสนิทสนมเหมือนกันกับเด็กฝึกงานแผนกนี้ไหมนะ ทั้งบอสและคุณเลขาน่ะ
“อาหารมาแล้ว ทานกันเถอะค่ะ” เสียงคุณเลขาพรเอ่ยบอกทุกคนอย่างอารมณ์ดี ร้านนี้เป็อาหารจานเดียวก็ตามสั่งนั่นแหละฉันกับลูกมานั่งยังไม่ถึงห้านาทีก็มีอาหารมาวางตรงหน้าโดยที่ยังไม่ทันจะได้สั่ง บอสเองก็นั่งนิ่งๆ เขาทานข้าวเงียบๆ แบบผู้ดีมีตระกูลสุดๆ ส่วนฉันก็ต้องทานและดูแลลูกชายไปพร้อมๆ กัน กุ้งทอดกระเทียมตกเป็เมนูของซันไชน์ทันที ลูกชายตื่นเต้นใหญ่เลยที่จะได้ทานกุ้งแบบนี้ ใช่ว่าฉันไม่เคยซื้อให้ลูกนะฉันซื้อแต่ก็ไม่ได้ซื้อให้ทานบ่อยไง
“ตัวอุ่นอีกแล้ว” บอสพึมพำเบาๆ เมื่อหันกลับไปมองก็เห็นเขาลดมือจากหน้าผากไชน์
“เอายามาไหม” บอสเหลือบตามองฉัน
“เอามาค่ะ เดี๋ยวทานข้าวเสร็จกลับขึ้นไปค่อยทานยา” ฉันบอกบอสเสียงเบา รับรู้ได้เลยว่าคนรอบข้างกำลังตั้งใจฟัง
บทสนทนาระหว่างฉันกับบอสอยู่แน่ๆ
“อิ่มไหม? สั่งเพิ่มหรือเปล่า” บอสถามมือก็ตักข้าวในจานไชน์ป้อนเ้าลูกหมูด้วยท่าทีสบายๆ แต่กลับกลายเป็ฉันเสียเองที่ลนลานบอกให้เขาหยุด
“บอสคะ พอเถอะค่ะเดี๋ยวคนอื่นมองไม่ดี เดี๋ยวดิฉันดูแลลูกเองค่ะไม่รบกวนบอส” ฉันกระซิบบอกเขาเร็วๆ มือก็ดึงช้อนออกจากมือเขาเบาๆ
“ไม่เป็ไรทานข้าวเถอะ เดี๋ยวดูให้”
“บอสคะ อย่าทำแบบนี้เลยนะ” ฉันมองเขาอย่างขอร้องสุดชีวิต เขารู้ตัวไหมว่ากำลังทำให้ฉันตกที่นั่งลำบาก ฉันยังอยากฝึกงานผ่านอยู่นะ อีกตั้งสามเดือนให้ฉันมีชีวิตในบริษัทแบบเด็กฝึกงานคนอื่นๆ เถอะนะ บอสเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแต่คุณพรโน้มหน้าเข้าไปกระซิบเบาๆ บอสหันมามองฉันก่อนจะขยับไปนั่งตรงๆ ตามเดิมและใบหน้านิ่งๆ นั้นทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาบ้าง ให้เขากลับไปเป็บอสที่เงียบขรึมและหน้านิ่งเหมือนเดิมน่ะดีแล้ว ฉันไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองหรือตกเป็หัวข้อประเด็นในการพูดคุยของพนักงานในออฟฟิตเขาหรอกนะ
“ตะวัน”
“คะ?” ฉันหันไปมองคนที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พี่ส้มน่ะ พี่ส้มมองฉันก่อนจะส่งซิกอะไรสักอย่างแต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจ
“ม้าๆ”
“ครับลูก” ก้มมองลูกชายตัวน้อยที่จับแขนเสื้อเขย่าไปมา
“ไชน์ง่วง” อ่า กินอิ่มแล้วก็ง่วงสินะลูกฉัน
“แปบนึงนะครับ พี่ส้มหนูฝากจ่ายได้ไหมคะ”
“อ้อไม่ต้องจ่ายๆ มีคนเลี้ยง” พี่ส้มยิ้มกริ่มใส่
“คะ? ใครเลี้ยงคะ” ฉันทวนถามอย่างสงสัย จะโชคดีเกินไปแล้วนะมีคนเลี้ยงข้าวตั้งสองมื้อแบบนี้
“มากับใครก็คนนั้นแหละ ไชน์ง่วงแล้วไม่ใช่เหรอขึ้นไปรอข้างบนก็ได้เดี๋ยวพวกพี่จะเดินไปร้านน้ำก่อน”
“ขอบคุณนะคะพี่” ฉันยกมือไหว้ขอบคุณพี่ส้ม ไหว้ก่อนเพราะยังไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมื้อเที่ยงนี้ใครเป็คนเลี้ยง ฉันหันกลับไปหาลูกชายตั้งใจว่าจะพากลับขึ้นข้างบนแต่ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อบอสอุ้มซันไชน์พาดบ่ารอแล้ว เพราะมองตาโตเขาหลุดยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยเรียกให้ลุกเดินไปกับเขา
“ไปได้แล้วลูกง่วง” เขาว่าสั้นๆ เดินอุ้มซันไชน์ออกไปรอหน้าร้าน เมื่อได้สติก็คว้าร่มวิ่งตามทั้งสองออกไประหว่างที่เดินกางร่มกลับไปที่ออฟฟิตบอสก็ไม่ได้พูดอะไรเขาเงียบจนกระทั่งเราถึงตัวอาคารฉันงับร่มแล้วส่งคืนลุงรปภ.ที่กำลังมองมาทางพวกเรายิ้มๆ
“ขอบคุณค่ะลุง”
“ไม่เป็ไรๆ” ลุงแกโบกมือปฏิเสธ ฉันยิ้มขอบคุณอีกครั้งก่อนจะเดินไปยังบอสและซันไชน์ที่ยืนรออยู่หน้าลิฟต์น่าแปลกที่วันนี้เขาไม่ได้ใช้ลิฟต์ส่วนตัวของเขาแต่เลือกที่จะใช้ลิฟต์ส่วนรวมของพนักงานที่ตอนนี้ก็มีคนใช้บริการอยู่ เมื่อเห็นว่าบอสเดินเข้าไปทุกคนต่างเคารพและยิ้มทักทาย แต่บอสก็ยังคงหน้านิ่งๆ ฉันขยับเข้าไปในลิฟต์แต่ไม่ยืนใกล้บอสมากก่อนจะเอื้อมมือไปกดชั้นตัวเอง ภายในลิฟต์กดดันแปลกๆ กลุ่มที่ยืนอยู่ข้างหลังกระแทกไหล่ฉันแรงๆ ระหว่างที่จะเดินออกไปยังชั้นของพวกเขา เมื่อถึงชั้นที่ฉันอยู่ก็ก้าวเดินออกมาแต่เพราะรู้สึกแปลกๆ เลยหันกลับไปมองก็เห็นว่าบอสยืนอุ้มซันไชน์อยู่ในลิฟต์มองฉันอย่างท้าทาย
“เข้ามาพาลูกขึ้นไปนอนข้างนอน” เขาเอ่ยเสียงไม่เบาแต่ก็ไม่ได้ดังมาก ผู้คนที่อยู่ในลิฟต์อีกสามชีวิตมองหน้ากันเลิกลักไปหมด
“เข้ามาคนอื่นเขารอแล้ว” บอสเริ่มดุ ฉันเลยจำต้องก้าวกลับไปในลิฟต์ยืนข้างๆ เขาไหนจะต้องหลบสายตาของพี่ๆ พนักงานอีกสามคนที่มองฉันด้วยความอยากรู้นั่นอีก
“ปะถึงแล้ว” บอสเอ่ยชวนเมื่อลิฟต์เปิดออก ฉันรีบเดินออกไปพร้อมกับเสียงซุบซิบที่ดังตามหลังมา
“นั่นเด็กฝึกงานไม่ใช่เหรอ”
“เด็กนั่นเป็ใคร”
“ลูกของเด็กฝึกงานที่เขากำลังเม้าส์กันอยู่ไงล่ะ”
“นี่อย่าบอกนะว่าเด็กนั่นจับบอส”
“แต่เมื่อกี้บอสเรียกเด็กคนนั้นว่าลูกนะ”
“ไม่ได้ละบ่ายนี้มีเื่ต้องเม้าส์แล้ว”
เสียงที่ได้ยินนั้นทำเอาฉันเริ่มกังวลไปต่างๆ นานา ความกังวลใจเดิมทีมันก็มีอยู่แล้วแต่ตอนนี้มันมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น
เท่านั้น ถึงแม้จะรู้ว่าคนอื่นนินทาตัวเองยังไงบ้างแต่ฉันก็ไม่เคยชิน ปากบอกไม่ถือสาแต่ภายในใจฉันกลับร้อนรุ่มไปหมดเพราะกลัวว่าคนรอบข้างจะเดือดร้อนตกเป็เป้านินทาของคนอื่นและตอนนี้คนที่อยู่ในหัวข้อนินทาคงไม่พ้นบอส
“ให้ลูกนอนนี่เดี๋ยวดูให้ เลิกงานค่อยขึ้นมา” บอสวางซันไชน์ที่หลับไปแล้วลงโซฟาตัวใหญ่ในห้องๆ หนึ่ง พอลอบมองดีๆ ถึงได้รู้ว่านี่คือห้องทำงานเขา บ้าไปแล้ว! นี่ฉันเข้ามาในห้องบอสแบบนี้เลยเหรอเนี่ย
“ทำหน้าไม่เข้าใจอะไรครับ” เขาถามกลับถอดสูทคลุมร่างเล็กของเ้าลูกหมูแล้วเดินเข้ามาใกล้ฉันที่ยืนอยู่หน้าประตู
“บะ บอสคะ คือดิฉันขอร้องล่ะค่ะอย่ายุ่งกับลูกดิฉันเลยแล้วก็ขอบคุณที่เอ็นดูซันไชน์นะคะแต่อย่าทำแบบนี้เลย ดิฉันขอตัวพาลูกลงไป...” ฝ่ามือร้อนยกประคองแก้มฉันไว้พรางใช้นิ้วเกลี่ยที่แก้มเบาๆ
“บอกไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าแทนตัวเองว่ายังไง” เสียงทุ้มนุ่มนั่นทำให้ฉันถึงกับเริ่มหายใจติดขัด กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเขาทำเอาช่องท้องฉันบิดวูบไปมา บ้าไปแล้วฉันจะมาเขินบอสแบบนี้ไม่ได้นะ
“ว่าไงครับ แทนตัวเองกับคนอื่นว่ายังไง” เขายังถามย้ำพร้อมกับใช้สายตาดุๆ มองมาตรงข้ามกับน้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม
“นะ หนูค่ะ ใช้คำว่าหนู”
“ต่อไปก็แทนตัวเองว่าหนูนะครับ”
“มันไม่เหมาะค่ะ บอสคะอย่าล้อเล่นอะไรแบบนี้เลยนะคะ” ฉันจะร้องไห้แล้วนะเขาไม่เห็นความลำบากใจของฉันบ้าง
เลยเหรอ
“เหมาะไม่เหมาะเรามองจากอะไรครับ แล้วผมก็ไม่ได้ล้อเล่น”
“บอส...”
“กลับไปทำงานได้แล้วครับ ตอนเย็นค่อยขึ้นมาเดี๋ยวผมดูแลลูกเอง ตอนเย็นอยากจะถามอะไรก็ค่อยถาม”
“แต่ดิฉัน...”
“หือ?”
“เอ่อ แต่หนูเกรงใจค่ะ ให้หนูพาลูกลงไปเถอะนะคะอย่าให้คนอื่นมองไม่ดีเลย”
“ถ้าใครมันว่าอะไรมาบอกผม ให้ลูกนอนที่นี่แหละข้างล่างไม่มีที่ให้นอนหรอกจะให้นอนใต้โต๊ะไม่สงสารลูกเหรอ” เขาโน้มน้าวอย่างมีเหตุผล ทั้งยังยกหลักความเป็จริงมาอธิบายให้ฟัง
“งั้น เลิกงานดิฉัน...หนูจะรีบขึ้นมารับลูกนะคะ”
“ครับ ตั้งใจทำงานนะ” ฉันเมินคำพูดเขาเดินไปดูลูกชายที่หลับสนิทบนโซฟาก่อนจะรีบเดินออกจากห้องทำงานบอสเพื่อลงไปยังแผนกตัวเอง พอกลับไปถึงแผนกพี่ๆ ก็ทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังทำตัวปกติทุกอย่างนับว่าเป็เื่ดีมากเพราะถ้าพี่ๆ ถามฉันเองก็ไม่รู้จะตอบพี่ๆ เขายังไงเหมือนกัน ่บ่ายพี่มุ้ยกลับเข้ามาที่แผนกวางบิลและเช็คให้พี่ส้มก่อนจะเดินเอาล็อตเตอรี่มาให้ฉัน เอาวะเกือบครึ่งแสนล่ะมั้งฉันคิดในใจ พี่มุ้ยลงไปทานข้าวก่อนจะขึ้นมานั่งเถียงเื่รถแข่งที่ใครสักคนลงแข่งฉันเองก็ไม่รู้เองเลยไม่ใส่ใจมากเท่าไหร่ วันนี้ได้ช่วยพี่ส้มเช็คบิลด้วยล่ะแล้วก็ลงบิลลูกค้าพรุ่งนี้พี่ส้มมีประชุมตอนเช้าวันนี้เลยต้องเคลียงานของวันนี้ให้เสร็จเพื่อที่จะได้ไม่มีงานค้าง
ใช้เวลาทำงานช่วยพี่ส้มเพียงแปบเดียวเงยหน้าขึ้นก็สี่โมงตรงแล้วเสียงเฮของพี่มุ้ยทำให้ทั้งฉันและพี่ส้มเงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัย พอเหลือบมองเวลาก็พอจะเข้าใจว่าเสียงเกิดจากอะไร
“ไอ้ตะวันพี่แอบซื้อล็อตเตอรี่ตัวเดียวกับแกว่ะ”
“คะ? ตรงไหมคะ”
“ตรงสิวะ!” พี่มุ้ยหัวเราะร่าทันที
“แกได้เกือบแสนมั้งนั่นน่ะ พี่เอามาให้แกเกือบยี่สิบใบ” พี่มุ้ยว่า
“อ้อ ขอบคุณค่ะ” จ่ายไปสองพันได้คืนมาเยอะขนาดนั้นก็โอเคอยู่นะฉันว่า
“เ้าเอยไปเอาหวยมาจากไหนวันหลังบอกพี่บ้างสิ” พี่เอมโผล่หน้ามาถามเบิกตากว้างๆ มองฉัน
“อ้อ มีคนบอกมาค่ะ” ฉันตอบไป คนหรือผีนะ
“ถูกตลอดเลยเหรอ”
“ก็ไม่ขนาดนั้นค่ะ” จะกล้าบอกได้ไงล่ะว่าจันทร์เ้าบังคับฉันซื้อทุกครั้งอ่ะ
“งวดหน้าบอกพี่ด้วยนะ อยากลองถูกหวยดูบ้าง” พี่โะโกนบอกพี่ๆ คนอื่นเลยหัวเราะตาม
“ถ้าได้นะคะ” เดี๋ยวพรุ่งนี้ต้องทำบุญให้จันทร์เ้าแล้วล่ะ
พี่ๆ นั่งคุยเล่นกันจนถึงเวลาใกล้เลิกงานถึงได้เก็บของแล้วเตรียมกลับบ้าน ฉันเองก็เก็บของใส่กระเป๋าตั้งใจจะขึ้นไป
รับซันไชน์เพื่อกลับบ้านปล่อยให้อยู่กับบอสนานเกินไปแล้วล่ะฉันเกรงใจเขา แต่ยังไม่ทันจะได้ขยับตัวลูกเ้าลูกหมูก็วิ่งเข้ามากอดขาฉันไว้ก่อนมุดเข้าไปยังใต้โต๊ะทำงานอย่างรวดเร็ว
“อะไรลูก ออกมาก่อน” เอ่ยเรียกลูกไปก็ขำไป อะไรของเ้าลูกหมูกันล่ะเนี่ย
“ม้าครับ อยากกลับแล้ว” โผล่แค่หน้ากลมๆ มาบอก
“ครับ ม้าเก็บของเสร็จแล้วรอเวลาเลิกงานเราก็กลับได้แล้วครับ” ฉันตอบลูก ดูท่าแล้วน่าจะตื่นนานแล้วล่ะถึงไม่มีท่าที
งอแงหรืองัวเงียแบบนี้
“รอก่อน จะไปส่งเดี๋ยวลงมารับ” บอสกระซิบบอกเสียงเบายังไม่ทันจะตกลงเขาก็เดินลิ่วออกจากแผนกไปแล้ว อะไรของเขากันฉันงงนะแบบนี้น่ะ
“มีอะไรข้องใจก็ถามบอสไปเลยนะตะวัน เชื่อพี่” พี่ส้มแนะนำมา
“ค่ะพี่ส้ม ไชน์ออกมาลาป้ากับลุงก่อน ป้ากับลุงจะกลับกันแล้วนะ” ฉันก้มหน้าบอกลูกชายที่มุดอยู่ใต้โต๊ะ
“ครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ สวัสดีครับ” เ้าลูกมือยกมือไหว้พี่ๆ รอบทิศเรียกเสียงหัวเราะอย่างมันเขี้ยวได้อย่างดี ซึ่งฉันเองก็เป็หนึ่งนั้นที่มันเขี้ยวซันไชน์ พี่ๆ เริ่มทยอยกลับฉันก็จับมือลูกชายตั้งใจจะกลับแต่ยังไม่ทันจะได้ออกจากแผนกร่างสูงๆ ของบอสก็เดินเข้ามาดักไว้
“ชอบหลบ” เขาแซวมาด้วยน้ำเสียงกึ่งดุกึ่งเอ็นดู แต่ฉันกลับไม่กล้าโต้ตอบอะไรเขาหรอก
“ปะ ไปทานข้าวกันก่อนเดี๋ยวพาไปส่งที่บ้าน” บอสอาสาทั้งยังย่อตัวลงอุ้มซันไชน์ รายนั้นพอมีสติก็ดิ้นไม่ยอมให้บอสได้อุ้มแต่เห็นบอสเอียงหน้าลงไปกระซิบข้างหูเ้าลูกหมูจากหมูดื้อๆ ดิ้นๆ ก็พลันเงียบลงไปทันที
“ไปกันได้แล้ว ่นี้พายุเข้ารถคงติด”
“ที่จริงหนูกลับเองได้นะคะ ไม่ลำบากบอส...”
“ไม่เคยบอกว่าลำบาก มาได้แล้ว” บอสอุ้มซันไชน์เดินนำไปที่ลิฟต์ส่วนตัว ฉันยังกลัวจนพลันจะร้องไห้อยู่รอมร่อ
“พี่ส้มช่วยหนูด้วย” ตัวช่วยสุดท้ายที่เหลืออยู่ ฉันหันไปมองพี่ส้มก็ยิ้มส่งกำลังใจให้
“เื่นี้พี่ช่วยไม่ได้จริงๆ มีอะไรถามบอสเลย พรุ่งนี้เจอกันนะ” พี่ส้มเดินเข้ามาลูบไหล่เบาๆ ก่อนจะเดินออกไปฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าก่อนจะก้าวเดินไปที่ลิฟต์ส่วนตัวของบอส เขากำลังกระซิบอะไรบางอย่างกับซันไชน์เมื่อเห็นฉันเดินไปใกล้เขาก็ยิ้มน้อยๆ ไม่ได้พูดอะไร กระทั่งขึ้นมานั่งบนรถไชน์ไม่ยอมนั่งด้านหลังเลยต้องพามานั่งที่ตักและกอดไว้แทน ออกรถมาได้สักพักฝนก็เทลงมาอีกรอบ วันนี้ตกทั้งวันเลยล่ะหวังว่าพรุ่งนี้น้ำจะไม่ท่วมทางเข้าบริษัทนะ
“ไปทานข้าวกันก่อนนะ บอกลูกไว้แล้ว”
“มีธุระที่ต้องรีบกลับอ่ะค่ะ” ฉันไม่ลืมหรอกนะว่ามีนัดกับเ้าเอยน่ะ
“ธุระ? เลื่อนไปก่อนจะพาไปทานข้าว”
“แต่...”
“ตะวัน ผมหิวลูกก็หิวคุณจะใจร้ายเกินไปแล้วนะ” ดู! เขาจะมาพูดแบบนี้ไม่ได้นะ