“รอก่อนท่านหมอข้าขอกอดพี่ชายก่อน เขาคิดถึงข้ามาก ถ้าข้าไม่กอดเขาให้หายคิดถึงก่อนวันนี้ท่านหมอคงได้รักษาหูของพวกเราทุกคนในห้องนี้เพิ่มอย่างแน่นอน”พูดจบมู่หยางจินก็เดินไปสวมกอดพี่ชายทันที
“บุรุษที่ไหนเขากอดกัน”ถึงปากจะบ่นแต่มู่หยางหย่งเล่อก็ยอมให้น้องชายกอดด้วยความคิดถึงเขาผ่อนลมหายใจลงและกอดน้องชายไว้แน่นรู้สึกโล่งอกที่น้องชายกลับมาได้อย่างปลอดภัย
“ข้านี่ไงท่านพี่ข้ากลับมาแล้ว ข้าอยากกอดท่านพี่ข้าก็กอด ท่านพี่จำได้หรือไม่ ก่อนไปข้าบอกว่าจะกลับมากอดท่าน วันนี้ข้าไม่ได้กอดเอวท่านพี่เหมือนเมื่อวัยเด็กแล้วนะท่านพี่มองเห็นแล้วหรือไม่ว่าข้าเติบโตขึ้นแล้ว และรูปงามเพียงใด”มู่หยางจินคลายอ้อมกอด แล้วหมุนตัวให้พี่ชายได้มองเขาได้อย่างเต็มตาว่าน้องชายที่จากไปตอนนี้เติบโตเป็บุรุษหนุ่มแล้ว
“ไม่เคยพบผู้ใดที่ชมว่าตัวเองรูปงามเหมือนอย่างเ้าจากไปนานสามปี นิสัยหลงตัวเองก็ยังไม่เปลี่ยนไปเลย”มู่หยางหย่งเล่อมองน้องชายอย่างพิจารณา มู่หยางจินเติบโตขึ้นมากและยังเป็บุรุษหนุ่มที่หล่อเหล่ามากอีกด้วย
“กับท่านพี่ข้าก็เป็คนเปิดเผยเช่นนี้ตอนที่ข้าเดินเข้าวังมา เหล่านางกำนัลน้อยใหญ่ต่างก็จ้องมองข้าอย่างชื่นชม”
“ชื่นชมอย่างนั้นหรือพวกนางคงแปลกใจว่านายทหารผู้นี้เป็ใคร ทำไมถึงเดินเข้ามาในเขตพระราชฐานชั้นในได้โดยที่มือถือดาบเล่มโตเข้ามามากกว่า”
“พวกเขารู้อยู่แล้วว่าเป็กระหม่อมคนที่พกอาวุธไปไหนมาไหนได้ทั้งวังหลวงก็มีแค่เหล่าองครักษ์กับกระหม่อมเท่านั้น”
“เอาเถอะ หยุดพูดมาก เ้ารีบนั่งลงถอดเกราะของเ้าออกให้หมอหลวงดูแผลเถิด” ซ่งเยี่ยนชางเข้ามาช่วยมู่หยางจินถอดชุดเกราะออกอย่างคล่องแคล่ว
“ถ้าพวกนางไม่ได้มองเพราะชื่นชมข้าพวกนางคงมองเพราะข้าเดินตามท่านเยี่ยนชาง องครักษ์ที่รูปงามที่สุดของวังหลวงกระมัง”มู่หยางจินขยิบตาส่งยิ้มให้ซ่งเยี่ยนชาง เมื่อก่อนองครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้นั้นเป็ที่หมายปองของเหล่านางกำนัลทั้งหลายเดินผ่านไปที่ใดก็จะได้รอยยิ้มพิมพ์ใจกลับมาทุกครั้ง นี่ก็ผ่านมาสามปีแล้ว ท่านเยี่ยนชางก็ยังเป็ที่ถูกใจอยู่เช่นเดิม
“ต่อไปนี้คนที่รูปงามกว่ากระหม่อมนอกจากฝ่าาแล้วก็คงจะมีท่านอ๋องน้อยอีกคนแล้วขอรับ”ซ่งเยี่ยนชางกล่าวไปยิ้มไปหมอหลวงที่ยืนคอยถวายการรักษาอยู่นั้นอดจะประหลาดใจกับภาพที่องครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้ยิ้มไม่ได้เพราะนอกจากหน้าตาที่เฉยชาตลอดเวลาแล้ว องครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้คนนี้ก็ไม่เคยแสดงสีหน้าที่บ่งบอกว่ารู้สึกอย่างไรมาก่อนเลยการกลับมาของท่านอ๋องน้อยในครั้งนี้ช่างดีจริงนอกจากฮ่องเต้จะมีชีวิตชีวามากขึ้นแล้วองครักษ์ซ่งก็มีสีหน้าแบบอื่นให้ได้เห็นอีกด้วย
“คิดว่าใส่เสื้อสีดำแล้วพี่จะมองไม่เห็นว่าแผลของเ้าเลวร้ายเพียงใดอย่างนั้นหรือ”มู่หยางหย่งเล่อมองาแเก่าและใหม่ตามร่างกายของน้องชายอย่างปวดใจคิดขอโทษท่านอาหญิงในใจที่ดูแลบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านอาหญิงได้ไม่ดีนัก
“ท่านแม่ไม่โทษท่านพี่หรอกาแเหล่านี้เป็ข้าที่ไม่ระวัง ให้หมอหลวงรักษาไม่นานเดี๋ยวก็จางลงไปเองข้าขอกลับไปทำแผลที่ตำหนักของข้าได้หรือไม่”
“ไม่ได้ข้าอยากเห็นการดูแลรักษาแผลของเ้าว่าก่อนหน้านี้ดูแลได้ดีเพียงใด”
“หมอทหารก็ฝีมือดีนะขอรับท่านพี่”มู่หยางจินรีบเปลี่ยนคำพูด กลับมาใช้คำที่ท่านพี่ของเขาชอบฟัง
“ไม่ต้องมาพูดดีพี่ไม่เอาความทหารของเ้าหรอก วางใจเถอะ”
มู่หยางหย่งเล่อเดินเข้ามามองดูาแต่างๆของน้องชายไม่นานก็กลับไปนั่งมองหมอหลวงทำการรักษาแผลของมู่หยางจินอย่างใจเย็นเขารู้ดีว่ายามที่อาวุธพวกนั้นบาดเข้ากับเนื้อตัวนั้นเ็ปเพียงใดมู่หยางจินอดทนต่อาแเหล่านี้ได้ดีเหลือเกิน เสมือนว่าเขาชินชากับการรักษาใส่ยาและไม่รู้สึกเ็ปแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าทหารแม่ทัพผู้ติดตามอ๋องน้อยมู่หยางจินต่างก็เดินหน้าเข้าสู่ท้องพระโรงฮ่องเต้พระราชทานรางวัลและเลื่อนขั้นเหล่าทหารที่ทำความชอบโดยครั้งนี้มู่หยางจินก็ได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็แม่ทัพใหญ่ ดำรงตำแหน่ง“หนิงอันอ๋อง” อีกทั้งฮ่องเต้ยังพระราชทานจวนหลังใหญ่พร้อมเหล่าข้ารับใช้และเงินทองอีกมากมาย ถึงจะไม่อยากรับแต่มู่หยางจินก็ต้องน้อมรับตามพระบัญชา
ห้องทรงอักษร
“เ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมพี่มอบจวนให้เ้าแต่ไม่ให้เ้าเข้าไปอยู่”ฮ่องเต้ที่กำลังตรวจฎีกาอยู่เงยหน้าขึ้นมองน้องชายที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ไกลกันนัก
“เพราะพระองค์อยากให้กระหม่อมอยู่ข้างกาย”มู่หยางจินตอบคำถามของฮ่องเต้ตามที่ตนเองเข้าใจ
“จริงเพียงครึ่งเดียว”
“แล้วอีกครึ่งเล่า”
“ในอนาคตเ้าต้องมีครอบครัวลูกเมียเ้าคงสบายใจที่จะอยู่จวนของตัวเองมากกว่าที่จะอยู่ในวังหลวงที่กฎระเบียบมากมายอย่างนี้”
“กระหม่อมเพิ่งสิบแปดจะรีบมีลูกมีเมียไปทำไม กระหม่อมไม่เห็นความจำเป็พระองค์ต่างหากที่ต้องรีบมีครอบครัวได้แล้ว” มู่หยางจินมองหน้าฮ่องเต้อย่างไม่สบอารมณ์ที่พระองค์ยกเื่เมียที่เขาไม่อยากมีขึ้นมาพูด
“อีกไม่กี่เดือนเ้าก็สิบเก้าตอนนี้ยังไม่มี แต่วันข้างหน้ายังไงเ้าก็ต้องมี สกุลมู่หยางเราต้องมีทายาท”เป็ครั้งแรกที่ฮ่องเต้ได้ย้อนคำมู่หยางจินเื่อายุในอดีตน้องชายของเขาชอบเอาเื่อายุมาอ้างว่าตัวเองโตมากแล้วเพียงใดครานี้พระองค์ได้ย้อนคำคืนบ้าง ทรงรู้สึกดีไม่น้อยเลย
“พระองค์ก็แต่งตั้งฮองเฮาสักคนแล้วรีบมีลูกกับนางเท่านี้พระองค์ก็จะมีทายาทแล้ว” มู่หยางหย่งเล่อมองน้องชายอย่างไม่คาดคิดพระองค์ไม่คิดว่ามู่หยางจินจะพูดให้พี่ชายอย่างเขารีบแต่งงานมีลูก
“แล้วถ้าพี่มีแต่ลูกสาวล่ะ”
“ก็เปลี่ยนการปกครองให้ปกครองโดยผู้หญิงหากใครกล้าคัดค้าน ข้าจะเอาดาบจ่อคอมันให้ยินยอมเอง”มู่หยางจินลุกขึ้นเดินเข้าไปกระซิบที่ข้างหูของพี่ชายให้ได้ยินกันเพียงสองคนอย่างหยอกล้อ
“ใครมาได้ยินจะคิดว่าเ้าคิดฏ” ฮ่องเต้เองก็กระซิบและยิ้มขำ กับคำพูดระแวดระวังของน้องชาย
“เราเลิกพูดเื่แต่งงานกันเถอะแล้วก็เื่ลูกเมียของกระหม่อมด้วยเอาไว้ให้ถึงวันข้างหน้าก่อนพระองค์ค่อยเอามาพูดก็ยังทัน เหตุการณ์ยังมาไม่ถึงจะพูดเอาไว้ทำไมให้เปล่าประโยชน์” มู่หยางหย่งเล่อส่ายหัวกับอาการดื้อรั้นของน้องชาย
“พี่มีเื่อยากขอให้เ้าช่วย”มู่หยางจินมองพี่ชายอย่างไม่ค่อยวางใจ พวกเขาเพิ่งพูดเื่มีเมียมีลูกฮ่องเต้คงไม่ใช้อำนาจบังคับให้เขาแต่งงานกับหญิงสาวที่ไหนหรอกนะ
“ท่านพี่จะให้ข้าไปขึ้นเขาลงห้วยออกศึกจับโจรที่ไหนข้าทำได้หมด แต่ท่านพี่ต้องไม่ให้ข้าแต่งงาน”มู่หยางจินรีบออกตัวคัดค้านไม่ให้ฮ่องเต้บังคับเขาแต่งงาน
“ฮ่า! ฮ่า!ฮ่า! ใครบอกว่าพี่จะให้เ้าแต่งงาน คนที่จะแต่งคือพี่ของเ้าต่างหาก”ฮ่องเต้มองกิริยาท่าทางอาการไม่อยากแต่งงานของมู่หยางจินอย่างขำขัน
“กระหม่อมขอแสดงความยินดีกับพระองค์ด้วยพ่ะย่ะค่ะขอให้พระองค์มีพระโอรสที่แข็งแรงและฉลาดหลักแหลมหลายๆคน”มู่หยางจินทำความเคารพแสดงความยินดีกับพี่ชายที่กำลังจะมีครอบครัวฮ่องเต้ส่ายหัวกับอาการดีใจจนเกินเหตุของน้องชาย
“พี่เ้าเพิ่งจะคิดแต่งเมียเ้ากลับอวยพรขอให้ลูกของพี่เป็บุตรชายที่แข็งแรงและฉลาดอย่างนั้นหรือทำไมไม่อวยพรให้พี่ได้เมียดีๆเล่า”
“คนที่พระองค์จะแต่งตั้งเป็ฮองเฮาคงเป็คนที่เลือกแล้วว่าเหมาะสมกระหม่อมคงไม่ต้องห่วงว่าพระองค์จะเลือกคนไม่ดีมาอยู่ข้างกายว่าแต่นางเป็บุตรสาวบ้านไหนหรือพ่ะย่ะค่ะ”มู่หยางจินเดินกลับมานั่งที่โต๊ะและสนทนากับฮ่องเต้ต่อ