ย้อนเวลาพลิกฟ้าคว่ำดิน

    17 ฮวยเซ็ง = เฮงซวย?

    เสียงเรียกอันแผ่วเบาราวกับเสียงยุงของหญิงสาวปลุกเขาให้ตื่นจากภวังค์ ก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมองลูกค้ารายที่สองของวันนี้  ปรากฏว่าเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 17-18 ปี แต่งกายด้วยชุดกระโปรงสีชมพูดูดีมีราคา จริง ๆ รูปโฉมของนางถือว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่ง เพียงแต่ดูเหมือนนางจะมีสุขภาพที่ไม่สู้ดีเท่าไหร่ หน้าตาดูซีดเซียว แต่ก็ยังพอเห็นเค้าความงามของนางอยู่บ้าง  อีกทั้งสภาพของนางตอนนี้เหมือนคนที่จิตใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัวเมื่อครู่ที่นางเอ่ยถามเช่นนี้ เพราะในป้ายร้านระบุไว้ว่ารับให้คำปรึกษากับลูกค้าแค่วันละ 3 รายเท่านั้น นางจึงถามก่อนเพื่อความแน่ใจ“ แม่นางเชิญนั่งก่อน ท่านอย่าเพิ่งเอ่ยอะไร เอาเป็นว่าท่านทำตามที่ข้าบอกและแนะนำก็พอ”หมอดูหนุ่มเชิญหญิงสาวให้นั่งลงที่โต๊ะ ก่อนจะบอกให้นางตั้งสติให้ดีแล้วหลับตาลง  จากนั้นให้นึกถึงปัญหาที่นางเผชิญอยู่ และสิ่งที่นางอยากจะทำมากที่สุดในชีวิต เสร็จแล้วค่อยลืมตาขึ้น พร้อมกับให้หยิบไพ่ยิปซีที่เขากรีดวางเป็นรูปครึ่งวงกลมบนโต๊ะมาหนึ่งใบส่งให้กับเขาหญิงสาวค่อย ๆ ตั้งสติที่ไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วทำตามที่ชายหนุ่มตรงหน้าบอกอย่างว่าง่าย ในขณะที่อาหลงเองก็ใช้วิชาอ่านใจของลูกค้าจนทำให้เขาได้รู้ว่า ตอนนี้นางเพิ่งผิดหวังจากชายคนรักเพราะเขาทิ้งนางไปหาสตรีอื่นที่สวยและดูดีกว่า ยิ่งไปกว่านั้นสุขภาพของนางตอนนี้ก็ย่ำแย่มาก ๆ ถึงขนาดที่หมอบอกกับพ่อแม่ของนางให้เตรียมใจและทำใจ เพราะว่านางจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือน เพราะอย่างนี้ตอนนี้นางเลยคิดสั้นเพื่อต้องการจะประชดและทำให้ชายคนรักของนางเสียใจและรู้สึกผิดในการจากไปของนาง ส่วนสิ่งที่เป็นความฝันในชีวิตของนางก็คือการได้เป็นอาจารย์หญิงคนแรกของสถานศึกษาต้าหยาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะอาจารย์ที่นั่นสงวนสิทธิ์ไว้ให้เฉพาะบุรุษเท่านั้น“ เชิญแม่นางหยิบไพ่หนึ่งใบแล้วส่งมาให้ข้า”เสียมหลอหลงบอกกับนาง หลังจากที่นางลืมตาและเขาอ่านใจนางเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเมื่อสักครู่เขาเพิ่งจะรู้ว่าจริง ๆ แล้วแม่นางคนนี้ต้องการแค่อยากจะรู้ว่าหลังจากที่นางฆ่าตัวตายไปแล้ว ชายคนรักของนางจะเสียใจและรู้สึกผิดต่อนางหรือไม่“ แม่นาง ท่านจับได้ไพ่ The Death หรือว่าไพ่ความตาย”“ ท่านหมายความว่าข้ากำลังจะตายใช่ไหมท่านอาจารย์ อืม ถือว่าท่านพอมีวิชาติดตัว ไม่ใช่หมอดูหมอเดาเหมือนคนอื่นทั่ว ๆ ไป”นางชิงพูดตัดหน้าหมอดูก่อนที่เขาจะพูดจบ แต่ชายหนุ่มก็หาได้ถือสานางไม่ แต่เขากลับยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงและท่าทีที่เป็นห่วงและจริงใจ“ แม่นาง ข้ามีนิทานเรื่องหนึ่งจะเล่าให้ท่านฟัง ไม่ทราบท่านอยากจะฟังหรือไม่?”อาหลงเอ่ยปากถามนาง ในขณะที่ตัวนางเองก็ไม่มีอะไรจะเสียอยู่แล้ว จึงพยักหน้าเป็นเชิงตอบรับ เพราะนางเองอยากจะรู้เช่นกันว่าเขาจะเล่าเรื่องอะไรให้นางฟัง“ เรื่องมีอยู่ว่า.....มีหญิงสาว 2 นาง ที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก เกิดไปมีสัมพันธ์รักกับชายหนุ่มคนเดียวกัน โดยที่นางทั้งสองไม่เคยรู้เลยว่าชายหนุ่มมากรักคนนั้นแอบคบซ้อนกับสาวงามทั้งคู่ ......”จากนั้นอาหลงก็เล่าให้นางฟังต่อว่า จนกระทั่งวันหนึ่งทั้งคู่จึงได้รู้ความจริงเมื่อชายหนุ่มรูปงามคนนั้นบอกตัดสัมพันธ์ต่อหญิงงามทั้งสอง เพื่อไปแต่งงานกับหญิงสาวคนใหม่ที่มีรูปโฉมงดงามกว่ารวมทั้งฐานะก็มั่งคั่งร่ำรวยกว่าพวกนาง  หลังจากเหตุการณ์วันนั้น หญิงสาวคนแรกที่ชื่อว่าหนี่เย่ว์ก็เสียอกเสียใจเป็นอันมาก นางจึงตัดสินใจจบชีวิตตนเองเพื่อต้องการให้ชายคนรักเสียใจและรู้สึกผิดต่อนางไปตลอดชีวิต  แต่แล้วนางก็ต้องมาตายเปล่า เพราะว่าชายคนรักของนางไม่เคยเสียใจหรือรู้สึกผิดใด ๆ ต่อการจากไปของนาง มิหนำซ้ำเขากลับรู้สึกสมเพชเวทนาต่อหญิงสาวผู้ช่างโง่งมในความรักยิ่งนัก ในขณะที่คนที่เสียใจจริง ๆ กลับเป็นบิดาและมารดาของนางที่ตรอมใจจนล้มป่วย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา“ แล้วหญิงสาวอีกคนหนึ่งเล่า นางทำอย่างไรต่อไป?”นางเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นด้วยความอยากรู้ หลังจากเห็นหมอดูหนุ่มเงียบไป โดยไม่ยอมเล่าเรื่องราวต่อสักที“ หญิงสาวคนที่สองมีชื่อว่าเย่ว์หนี่ ...“เอ่ยถึงตอนนี้หญิงสาวต้องสะดุ้งตกใจ ก่อนจะมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าด้วยความรู้สึกเหลือเชื่อที่เขารู้ชื่อของนางได้เช่นไร เพราะว่าชื่อของนางก็คือกันเย่ว์หนี่อาหลงไม่สนใจปฏิกิริยาของนาง แต่กลับเล่าเรื่องราวให้นางฟังต่อว่า แม่นางเย่ว์หนี่ผู้นี้ ตอนแรกก็เสียใจเป็นอันมากเช่นกัน แต่โชคดีที่นางเป็นคนมองโลกในแง่บวก จึงบอกกับตัวเองว่าโชคดีจริง ๆ ที่นางได้เห็นธาตุแท้ของชายหนุ่มผู้โลเลผู้นี้ โดยยังไม่ได้หลวมตัวแต่งงานกับเขา เมื่อคิดได้เช่นนี้นางจึงคิดจะทำให้เขาเสียใจเช่นกัน ด้วยการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเอง และทำในสิ่งที่นางใฝ่ฝันมาทั้งชีวิตนั่นก็คือการเป็นอาจารย์หญิงคนแรกของสำนักศึกษาต้าหยาง  ซึ่งช่วงแรก ๆ นางต้องเจอกับอุปสรรคมากมายจนแทบจะท้อใจ แต่ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ ในที่สุดนางก็สามารถก้าวขึ้นเป็นอาจารย์หญิงคนแรกของต้าหยางได้สำเร็จ กลายเป็นสตรีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในแคว้น จนอดีตคนรักหนุ่มของนางต้องมาเสียใจภายหลังที่ปล่อยให้เพชรเม็ดงามอย่างนางหลุดมือไป“ แม่นาง ถ้าเป็นท่าน ท่านจะเลือกเดินเส้นทางใด จะเอาอย่างหนี่เย่ว์หรือเย่ว์หนี่?”เสียมหลอหลงเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า ในขณะที่นางเองค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มด้วยสีหน้าที่ละอายแก่ใจ“ ตอบท่านตามตรง จริง ๆ แล้วแต่เดิมข้าตั้งใจจะเอาอย่างหนี่เย่ว์ แต่หลังจากฟังท่านเล่าเรื่องราวแล้ว ข้าเกิดเปลี่ยนใจ ขอเป็นอย่างแม่นางเย่ว์หนี่ดีกว่า ขอบคุณท่านจริง ๆ ที่ช่วยเตือนสติข้า ไม่ให้ข้าเผลอทำเรื่องโง่ ๆ จนลืมความฝันที่แท้จริงในชีวิตตนเองไป”“ ข้ายอมรับว่าตอนนี้ข้าศรัทธาในความสามารถของท่านอย่างหมดหัวใจ เรื่องราวที่ท่านเล่าเมื่อสักครู่ก็เพื่อจะเตือนสติข้า อีกทั้งท่านสามารถรู้เรื่องราวของข้า แถมยังรู้จักชื่อแซ่ของข้า ทั้ง ๆ ที่ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากเล่าให้ท่านฟังเลยแม้แต่น้อย ต้องนับว่าท่านคือผู้วิเศษโดยแท้ แต่น่าเสียดาย น่าเสียดายที่อีกไม่นานข้าก็คงจะจากโลกนี้ไปโดยที่ยังไม่อาจจะทำความฝันให้เป็นจริง...ถือว่าเป็นไปตามคำทำนายของท่านที่ข้าจะต้องตายเพราะหยิบได้ไพ่ความตาย”นางเอ่ยต่อหมอดูหนุ่มตรงหน้าอย่างชื่นชมจากใจจริง ก่อนจะถอดทอนใจในชะตากรรมของตัวเอง“ แม่นาง ท่านกังวลเรื่องกำหนดเรื่องเวลาชีวิตของท่านที่เหลืออยู่เพียงแค่หนึ่งเดือนใช่ไหม?”อาหลงเอ่ยถามนาง ก่อนจะกล่าวต่อไปโดยไม่รอฟังคำตอบของนาง ซึ่งตอนนี้นางมีสีหน้าเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด เพราะนางไม่อยากตายแล้ว เพราะเป็นห่วงท่านพ่อกับท่านแม่ รวมทั้งยังอยากอยู่ทำความฝันของนางให้เป็นจริงเสียก่อน“ แต่ว่าไพ่ความตายที่ท่านหยิบได้ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่จับได้ไพ่ใบนี้จะต้องตายเสมอไป การตายอาจหมายถึงการสิ้นสุดลงของสิ่ง ๆ หนึ่ง เพื่อที่จะเริ่มต้นสิ่งใหม่ ๆ ก็เป็นได้”“ ในกรณีของแม่นาง ก็เปรียบเสมือนว่าท่านคนเดิมที่หลงโง่งมในความรักได้ตายไปแล้ว เหลือเพียงแต่แม่นางเย่ว์หนี่ผู้กลับมาเกิดใหม่เป็นคนที่รู้คุณค่าของชีวิต และเริ่มต้นใช้ชีวิตตามความฝันของตนเองเท่านั้น”ชายหนุ่มพยายามอธิบายและเปรียบเทียบให้นางฟังอย่างใจเย็น ซึ่งตัวนางเองก็สามารถเข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อมาอย่างลึกซึ้ง เพราะตัวนางเองถึงแม้จะเป็นหญิง แต่ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของนาง  นางได้ทุ่มเท ศึกษาเล่าเรียนวิชาความรู้แขนงต่าง ๆ ทำให้ไม่ใช่เรื่องยากที่นางจะเข้าใจได้โดยง่าย“ แต่ว่าท่านหมอบอกกับข้าว่า ข้าจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินหนึ่งเดือนเท่านั้น”นางเอ่ยย้ำกับหมอดูหนุ่ม ราวกับว่านั่นคือคำพิพากษาชีวิตของนางที่นางจะต้องยอมรับโดยดุษฎี  ไม่อาจจะขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงมันได้“ ขออภัยแม่นาง ท่านช่วยยื่นมือของท่านมาให้ข้า ข้าจะลองตรวจชีพจรของท่านดู จะได้หาวิธีรักษาอาการป่วยให้กับท่าน”อาหลงเอ่ยกับหญิงสาว โดยที่นางทำท่าลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะยื่นมือส่งให้เขาจับชีพจรแต่โดยดี“ ข้าแค่ไม่อยากให้ท่านเสียเวลาเปล่า เพราะท่านพ่อท่านแม่ของข้าเคยให้หมอจำนวนนับไม่ถ้วนมารักษาข้า แม้แต่หมอหลวงเองก็ยังหมดปัญญารักษาอาการป่วยของข้า”“ ท่านยังมีหวัง ท่านอาจารย์หญิง  ข้าคิดว่าข้ายังพอที่จะรักษาอาการป่วยของท่านได้”เสียมหลอหลงกล่าวด้วยสีหน้าที่ยินดี  หลังจากที่เขาได้จับชีพจรของนางเพื่อตรวจหาสาเหตุของโรค ทำให้เขารู้ว่าแท้จริงแล้วนางป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง อีกทั้งช่วงนี้สุขภาพจิตและกายของนางไม่สู้ดี ทำให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของนางอยู่ในระดับต่ำสุด ๆ และหากไม่รีบแก้ไข นางก็คงจะต้องลาโลกนี้ไปเร็ว ๆ นี้อย่างแน่นอน“ เมื่อสักครู่ ท่านเรียกข้าว่าอะไรนะท่านอาจารย์?”“ ท่านอาจารย์หญิง เมื่อครู่ข้าเรียกท่านว่าท่านอาจารย์หญิง”“ ขอบคุณท่านมาก ข้าคิดว่าข้าคงไม่มีโอกาสได้ยินคำคำนี้เสียแล้ว ถึงแม้มันจะเป็นเพียงคำพูดปลอบใจให้คนที่กำลังจะตายก็ตาม”นางเอ่ยขอบคุณชายหนุ่มด้วยความปลื้มปีติที่มีคนเรียกนางเช่นนี้   ในขณะที่อาหลงหันหลังกลับไปหยิบกระเป๋าสะพายคู่ใจขึ้นมา ก่อนที่จะหยิบเม็ดยาวิเศษของอาจารย์ใหญ่ที่เขาเคยให้ท่านยายของแม่นางหลิวกินออกมาให้นางทั้งหมด 7 เม็ด“ ท่านอาจารย์หญิง ท่านลองทานเข้าไปก่อนหนึ่งเม็ด”หมอดูหนุ่มเรียกนางด้วยสรรพนามนี้ เพื่อให้นางมีกำลังใจที่จะมีชีวิตต่อไป ซึ่งนางมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจกลืนเม็ดยาเม็ดนั้นลงไปพร้อมกับหลับตาลงอย่างช้า ๆเวลาผ่านไปพักใหญ่ โดยที่ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจาออกมา นางค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ พร้อมสีหน้าที่ประหลาดและดีใจอย่างที่สุด  ในขณะที่ชายหนุ่มก็เริ่มสังเกตเห็นใบหน้าของนางที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปดูมีน้ำมีนวล มีเลือดฝาด และกลับกลายมาเป็นหญิงสาวผู้เลอโฉมนางหนึ่ง“ เป็นอย่างไรบ้าง ท่านอาจารย์หญิง ท่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหรือไม่?”เสียมหลอหลงเอ่ยถามแม่นางกันเย่ว์หนี่ด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ด้วยความพึงพอใจต่ออาการของนางที่ดีขึ้นผิดหูผิดตา“ ท่านอาจารย์ ข้าไม่อยากเชื่อเลยจริง ๆ  ตอนนี้อาการป่วยและความเจ็บปวดที่ข้าเคยมีหายเป็นปลิดทิ้ง ยาของท่านช่างมหัศจรรย์จริง ๆ”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น และกล่าวขอบคุณชายหนุ่มไม่ขาดปาก ก่อนที่อาหลงจะย้ำกับนางว่าจะต้องทานยาที่เหลืออีก 6 เม็ดทุก ๆ คืนก่อนนอน แล้วอาการของนางจะหายเป็นปรกติแน่นอน“ ข้าเชื่อใจท่านอาจารย์  ตอนนี้ข้าไม่ห่วงเรื่องสุขภาพของตัวเองแล้ว เพียงแต่ข้าเป็นกังวลเรื่องความฝันที่จะเป็นอาจารย์หญิงของสำนักศึกษาคงยากที่จะเป็นไปได้”นางเอ่ยกับหมอดูหนุ่มตรง ๆ อย่างไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ามันจะสามารถเป็นจริงได้  ก่อนที่อาหลงจะเล่าให้นางฟังว่าอีกไม่นานเขาจะก่อตั้งสำนักตักศิลาเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาได้มีโอกาสเล่าเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อนำความรู้ไปช่วยพัฒนาบ้านเมือง และช่วงนี้ขอให้นางหมั่นหาวิชาความรู้เพิ่มเติม เพราะเขาจะให้โอกาสนางได้มาเป็นอาจารย์หญิงฝึกหัดที่นี่ เพื่อเก็บประสบการณ์เตรียมความพร้อมก่อนที่จะรอโอกาสก้าวไปเป็นอาจารย์หญิงของสำนักศึกษาในโอกาสต่อไปหลังจากได้ฟังคำมั่นสัญญาของชายหนุ่ม แม่นางกันเย่ว์หนี่มีสีหน้าที่ดีใจและเปี่ยมไปด้วยความหวังอีกครั้ง ก่อนจะถามถึงค่าดูหมอหรือค่าปรึกษาทั้งหมด แต่อาหลงกลับบอกกับนางว่ารออีก 7 วันให้นางหายเป็นปรกติแล้วค่อยนำเงินมาจ่ายก็ได้ ส่วนจำนวนเท่าไหร่ก็อยู่ที่ความพึงพอใจและความสมัครใจของนางเอง รวมทั้งเขายังบอกกับนางว่าเงินที่ได้มาจากการให้คำปรึกษาทั้งหมด เขาจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการสร้างศาลาเอื้ออาทร เพื่อช่วยรักษาอาการป่วยให้กับผู้ที่ไม่มีเงินรักษา และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปสร้างสำนักตักศิลา เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้ที่ขาดโอกาสทางการศึกษาอีกด้วย“ อีก 7 วันข้างหน้า ข้าจะนำเงิน 2,000 ตำลึงมามอบให้กับท่านอาจารย์ เพื่อใช้สร้างศาลาเอื้ออาทรและสำนักตักศิลาตามที่ท่านตั้งใจไว้”แม่นางเย่ว์หนี่ที่ตอนนี้กลับกลายมาเป็นสาวงามอีกครั้ง เอ่ยปากให้คำมั่นสัญญากับหมอดูหนุ่มผู้มีพระคุณช่วยรักษาอาการป่วยของนาง ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวขอบคุณในน้ำใจของนางที่จะช่วยบริจาคเงินก้อนโตเพื่อสมทบทุนในการสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับบ้านเมือง“ คุณหนู ท่านมาอยู่ที่นี่เอง พวกบ่าวออกตามหา และเป็นห่วงท่านแทบแย่”สาวใช้ประจำตัวของนางที่มีชื่อว่าเสี่ยวอ้ายเอ่ยกับนายหญิงของนางด้วยความดีใจ ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นว่าคุณหนูกันมีสีหน้าและสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จนแทบไม่เหลืออาการของคนป่วยอีกต่อไป แม่นางกันเย่ว์หนี่จึงเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้สาวใช้คู่ใจได้ฟัง“ คุณหนู ท่านหายเป็นปรกติแล้วเหรอเจ้าคะ  ถ้านายท่านกับฮูหยินรู้ พวกท่านจะต้องดีใจมาก ๆ เจ้าค่ะ”หลังจากสนทนากันสักครู่ อาหลงจึงได้รู้ว่าลูกค้ารายที่สองของเขาคือคุณหนูกันเย่ว์หนี่แห่งตระกูลกัน เป็นบุตรีของคหบดีใหญ่นามว่ากันซื่อหยง เจ้าของฉายากันครึ่งเมือง เพราะกิจการในเมืองเทียนหยางเกือบครึ่งหนึ่ง ล้วนป็นของตระกูลกันทั้งสิ้น  ในขณะที่อีกเกือบครึ่งหนึ่งที่เหลือเป็นของสกุลซ่ง ของซ่งฟ่าน เจ้าของฉายาซ่งครึ่งเมือง ซึ่งเป็นบิดาของสามยอดบัณฑิตแห่งเมืองเทียนหยาง รวมทั้งคุณชายสาม ซ่งติง ผู้ที่เพิ่งพ่ายแพ้การประลองให้กับอาหลงไปหมาด ๆนอกจากนั้นเขายังได้รู้อีกว่าอดีตคนรักของแม่นางกันก็คือคุณชายรองซ่งผาน บัณฑิตอันดับสองแห่งเทียนหยางที่ตัดสัมพันธ์กับนางเพราะไปติดพันกับโฉมงามหนี่งในสี่หงส์ดรุณ“ ท่านอาจารย์ ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน ข้าจะได้ไปแจ้งข่าวดีเรื่องอาการป่วยของข้าต่อท่านพ่อท่านแม่  ข้าขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ส่วนเงิน 2,000 ตำลึง ข้าจะนำมันมามอบต่อท่านด้วยตัวข้าเอง”แม่นางเย่ว์หนี่คุกเข่าคำนับขอบคุณหมอดูหนุ่มผู้มีพระคุณ ก่อนที่เขาจะประคองนางให้ลุกขึ้น จากนั้นจึงส่งนางขึ้นรถม้าของสกุลกันเพื่อเดินทางกลับบ้านหลังจากที่ส่งลูกค้าสาวกลับไปแล้ว อาหลงตัดสินใจที่จะเก็บร้าน เพราะว่าตอนนี้เวลาก็ใกล้จะมืดค่ำแล้ว เขาจะได้กลับที่พักไปอาบน้ำเพื่อเตรียมตัวไปหาเยี่ยนอ๋อและแม่นางฉินอี้เซียนตามสัญญาทันใดนั้นก็มีบัณฑิตหนุ่มหน้าตาจัดว่าหล่อเหลาคนหนึ่ง อายุราว 17-18 ปี เดินเข้ามาหาเขาที่โต๊ะอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ“ เอ่อ...ขอโทษขอรับท่านอาจารย์ ไม่ทราบว่าวันนี้ท่านรับลูกค้าครบ  3 ครั้งหรือยังขอรับ?”บัณฑิตหนุ่มที่อยู่ในชุดบัณฑิตสีขาวที่ค่อนค้างเก่าแต่ก็ดูสะอาดสะอ้านสบายตาเอ่ยถามเสียมหลอหลงอย่างกริ่งเกรง“ อ้อ... ข้ากำลังจะเก็บร้าน แต่ไม่เป็นไร เพราะท่านเป็นคนสุดท้ายของวันนี้พอดี เชิญนั่งก่อนคุณชาย”อาหลงผายมือเชื้อเชิญให้ลูกค้าหนุ่มคนสุดท้ายของวันนี้นั่งลง ก่อนที่ชายหนุ่มผู้นั้นจะทำตามอย่างว่าง่าย“ เอ่อ...ท่านอาจารย์ ถ้าหากข้าไม่มีเงิน 2,000 ตำลึงให้กับท่าน เหมือนอย่างคุณหนูท่านนั้น ท่านยังจะดูหมอให้กับข้าหรือไม่ขอรับ?”.......................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก....ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน และหลาย ๆ ท่านที่ยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา ตอนนี้ก็ดำเนินเรื่องมาถึงตอนที่ 16 แล้ว และในตอนนี้ไรท์ก็ได้สร้างตัวละครตัวหนึ่งขึ้นมาจากชื่อของรีดเดอร์ที่ติดตามอ่านและกรุณาเข้ามาเม้นท์ให้กำลังใจ โดยตัวละครตัวนั้นก็คือแม่นางกันเย่ว์หนี่ นี่เอง ซึ่งมาจากชื่อของคุณ Kanlayanee# Kan    = กัน# ya       = เย่ว์# nee     = หนี่หวังว่าคุณ Kanlayanee คงจะไม่ถือสาที่ไรท์ถือวิสาสะนำชื่อของรีดเดอร์มาสร้างเป็นตัวละครโดยมิได้ขออนุญาตก่อนนะครับส่วนตอนต่อไป เรื่องราวจะดำเนินต่อไปเช่นไร รอลุ้นรออ่านได้ไม่เกินวันสองวันนี้ครับ......ขอบคุณมากครับ.....*** สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต ***“ คนจำนวนมากรู้ว่าต้องทำอะไร  แต่น้อยคนที่จะลงมือทำอย่างที่รู้  เพราะฉะนั้นแค่รู้อย่างเดียวไม่พอ  แต่ข้าต้องนำสิ่งที่ข้ารู้ มาลงมือทำให้เกิดผลสำเร็จด้วย”“ ท่านอย่าเพิ่งเอ่ยอะไร เอาล่ะท่านลองหลับตา แล้วนึกถึงปัญหาหรือความท้าทายที่ท่านกำลังเผชิญอยู่ รวมทั้งสิ่งที่ท่านอยากจะทำมากที่สุดในชีวิต  จากนั้นค่อยลืมตาแล้วหยิบไพ่ที่อยู่ตรงหน้ามาให้ข้าหนึ่งใบ”           อาหลงบอกบัณฑิตหนุ่มไม่ต้องกังวลใจเรื่องค่าดูหมอ แต่ให้ทำตามที่เขาบอก ซึ่งเขายอมทำตามคำบอกของหมอดูหนุ่มโดยดีด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ และดูไม่มั่นใจในตนเองเอาซะเลย          “ ไพ่ที่ท่านจับได้ก็คือ The Chariot หรือว่าไพ่รถศึก”         เสียมหลอหลงเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทำการอ่านใจบัณฑิตหนุ่มเป็นที่เรียบร้อย และทำการหงายไพ่ที่เขาเลือกมา         “ เอ่อ...ท่านอาจารย์ขอรับ แบบว่าข้ากลัวว่าท่านจะโชคร้ายติดความซวยจากข้า ข้าว่าข้าไปดีกว่า ข้าไม่อยากให้ท่านต้องเดือดร้อนเพราะข้า ข้าฮวยเซ็ง ขอบคุณในน้ำใจของท่านที่ยังช่วยดูหมอให้ข้า ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าข้าไม่มีเงินจ่ายค่าดูให้ท่าน”      “ เฮงซวย เอ๊ย ! ฮวยเซ็ง ท่านไม่ต้องร้อนใจไป เอาเป็นว่าท่านไม่ต้องจ่ายค่าดูหมอให้ข้า ท่านสบายใจหรือยัง ?”           หมอดูป้ายแดงเอ่ยอย่างยิ้ม ๆ จนเกือบจะหลุดขำออกมา หลังได้ยินชื่อที่พ่อแม่ของเขาตั้งให้ “ ช่างเข้าใจเลือกชื่อได้ดีจริง ๆ” เขาแอบคิดในใจคนเดียว         “ ท่านเพิ่งจะโดนพวกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋า ซึ่งมีเงินหนึ่งตำลึงสุดท้ายอันแสนล้ำค่าของท่านอยู่ในนั้นด้วย  ทำให้ท่านไม่มีแม้แต่เงินจะซื้ออาหารและจ่ายค่าที่พักใช่มั้ยคุณชาย?”          อาหลงเอ่ยทักชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเห็นใจ ซึ่งหลังจากได้ยินคำทักดังกล่าว บัณฑิตหนุ่มนามว่าฮวยเซ็งถึงกับตกตะลึงที่หมอดูหนุ่มตรงหน้าสามารถล่วงรู้เรื่องราวของเขาราวกับตาเห็น        “ เอ่อ...ท่านอาจารย์ เทวดาแท้ ๆ ท่านดูเรื่องราวของข้าได้แม่นยำราวกับตาเห็นจริง ๆ”            “ ท่านกล่าวชมเกินไปแล้วคุณชายฮวย ตอนนี้ท่านกำลังเป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการกินและค่าที่พัก รวมทั้งความฝันของท่านก็คือการได้ค้าขายจนกลายเป็นเศรษฐีและนำพาวงศ์ตระกูลของท่านกลับสู่ความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้งใช่มั้ย?”              อีกครั้งที่คุณชายฮวยต้องตกตะลึงในการหยั่งรู้ของหมอดูหนุ่มตรงหน้าผู้นี้  ทำให้เขาศรัทธาและเกิดเชื่อมั่นในตัวหมอดูผู้นี้อย่างหมดใจ  ดังนั้นเขาจึงเล่าเรื่องราวของตนให้อีกฝ่ายฟังอย่างหมดเปลือกตั้งแต่ต้นจนจบ              ทำให้เสียมหลอหลงได้รู้ว่า คุณชายฮวยเซ็งผู้นี้เกิดในตระกูลเศรษฐีใหญ่ที่มีกิจการน้อยใหญ่มากมาย แต่หลังจากที่แม่ของเขาได้ให้กำเนิดเขาขึ้นมา กิจการต่าง ๆ ของตระกูลก็เริ่มตกต่ำลง จนสุดท้ายครอบครัวของพวกเขาก็กลายเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา ดังนั้นตัวเขาเองจึงถูกพวกบรรดาญาติ ๆ ตราหน้าว่าเป็นตัวซวยประจำตระกูล  แม้ว่าตัวเขาเองจะเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ ทำให้ถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถผู้หนึ่งก็ตาม            และสิ่งที่เป็นตราบาปติดตัวเขาอีกอย่างก็คือ ไม่ว่าเขาจะเข้าไปทำงานที่ไหน หลังจากนั้นไม่นานกิจการเหล่านั้นล้วนแต่ต้องปิดตัวลงไปทุก ๆ แห่ง เข้าตำรา “ เข้าแก๊งไหนหัวหน้าตายหมด”  ทำให้ชื่อเสีย(ง)ของเขาเป็นที่รู้จักกันทั่วในเมืองที่เขาอาศัยอยู่   สุดท้ายเขาเลยตัดสินใจเดินทางออกจากบ้านเกิดเพื่อเข้ามาแสวงโชคในเมืองหลวงแห่งนี้ พร้อมกับประสบการณ์ในการทำการค้าที่เขาได้เรียนรู้จากอดีตนายจ้างนับสิบคนที่เขาเคยทำงานด้วย               ใจจริงแล้ว เขาอยากจะทำการค้าอะไรสักอย่าง เพียงแต่ติดที่เขาไม่มีทุนรอนในการทำกิจการ จึงต้องเร่รอนหางานทำเพื่อเก็บหอมรอมริบเงินไว้ทำการค้าของตนเองในอนาคต             “ เอ่อ  เป็นยังไงบ้างท่านอาจารย์ ท่านว่าชีวิตของข้ามันช่างเฮงซวยและโชคร้าย มากที่สุดใช่มั้ยขอรับ?              บัณฑิตหนุ่มเอ่ยขึ้นมาอย่างยอมรับในโชคชะตาของตนเอง  ในขณะที่อาหลงกลับส่ายหน้ายิ้ม ๆ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายขึ้นมาดื้อ ๆ              “ คุณชายฮวย ท่านลองมองที่โลงใบนั้นที่กำลังถูกลำเลียงไปทำพิธีสิ ท่านว่าระหว่างคนที่นอนหมดลมหายใจอยู่ในนั้นกับตัวท่านใครโชคร้ายกว่ากันกันแน่?               “ เอ่อ ...ต้องเป็นผู้ที่นอนอยู่ในโลงขอรับที่โชคร้ายกว่า เพราะอย่างน้อยข้าก็ยังโชคดีที่ยังมีลมหายใจอยู่”                ฮวยเซ็งเอ่ยตอบเสียงอ่อย ๆ ก่อนจะเริ่มได้คิดขึ้นมาว่า ตัวเขาไม่ใช่คนที่โชคร้ายที่สุด หากแต่ยังมีคนที่โชคร้ายกว่าเขาอีก               “ ท่านลองมองไปที่ชายพิการขาขาดที่นั่งขอทานอยู่ตรงหัวมุมถนนตรงนั้นสิ ท่านว่าระหว่างเขากับตัวท่านใครโชคร้ายกว่ากันกันแน่?              “ เอ่อ ..คือว่า ต้องเป็นขอทานที่ขาขาดขอรับที่โชคร้ายกว่า เพราะอย่างน้อยข้าก็ยังโชคดีที่ยังมีขาครบทั้งสองข้าง”                “ ท่านลองมองไปที่คนรับจ้างแบกของคนนั้นสิ ท่านว่าระหว่างเขากับตัวท่านใครโชคร้ายกว่ากันกันแน่?                บัณฑิตหนุ่มค่อย ๆ เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ ก่อนจะตอบว่าชายคนนั้นโชคร้ายกว่าเพราะไม่มีการศึกษาเลยต้องทำงานหนัก ในขณะที่เขาโชคดีกว่าที่พอมีความรู้ติดตัว เลยไม่ต้องทำงานหนักแบกหามเช่นนั้น”                     “ ท่านเห็นสุนัขตัวนั้นมั้ย มันกำลังวิ่งหนีเจ้าของไก่ย่างที่มันขโมยมา ท่านว่าระหว่างมันกับตัวท่านใครโชคร้ายกว่ากันกันแน่?              “ เอ่อ...ข้าเข้าใจความหมายของท่านแล้วขอรับ จริง ๆ แล้วข้าหาใช่คนที่โชคร้ายที่สุดไม่ แต่ยังมีคนอื่น ๆ อีกมากมายที่ล้วนโชคร้ายกว่าข้า”                ฮวยเซ็งกล่าวยอมรับโดยดุษฎี ในขณะที่เสียมหลอหลงบอกกับเขาว่าไพ่รถศึกที่เขาหยิบขึ้นมานั้น หมายถึงการที่เขาจะต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมากในการสร้างฐานะ เปรียบเสมือนการออกทำศึก ซึ่งอาจจะต้องได้รับบาดเจ็บและมีบาดแผลบ้าง แต่ถ้าเขามีความมุ่งมั่น มุมานะ และไม่ยอมแพ้ ไม่ล้มเลิกไปเสียก่อน เขาย่อมจะต้องประสบความสำเร็จในอีกไม่ช้าอย่างแน่นอน นอกจากนี้เขากล่าวย้ำให้อีกฝ่ายลองฝึกมองหาสิ่งดี ๆ ที่เขามีในชีวิต เช่นการที่เขาโชคดีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่ต้องเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานอย่างเช่นเจ้าสุนัขตัวนั้น โชคดีที่ยังมีลมหายใจอยู่ไม่ต้องเข้าไปนอนในโลงใบนั้นดังเช่นผู้ตายคนนั้น  โชคดีที่ยังมีสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่พิการแขนขาขาดอย่างเช่นขอทานคนเมื่อครู่ แทนการพยายามมองหาแต่เรื่องร้าย ๆ ในสิ่งชีวิต  ซึ่งเขาพยักหน้ารับรู้และรับปากว่าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่        “ จริง ๆ แล้วท่านเป็นคนที่มีความสามารถคนหนึ่งนะคุณชายฮวย แต่ติดตรงที่ตัวท่านเองขาดความมั่นใจในตัวเองและชอบมองโลกในแง่ร้ายเท่านั้นเอง”         เสียมหลอหลงเอ่ยแนะนำอีกฝ่ายด้วยความหวังดี ก่อนจะแนะนำให้เขาลองฝึกสร้างความเชื่อมั่น และความมั่นใจในตัวเอง โดยสิ่งแรกคือการลองพูดโดยที่ไม่มีคำว่า ”เอ่อ”         “ เอ่อ ....ได้ขอรับท่านอาจารย์ โอ๊ะ ...ขออภัยขอรับ แบบว่าข้าพูดมันจนชินปากไปแล้ว”         บัณฑิตหนุ่มกล่าวยอมรับอย่างเขิน ๆ พร้อมทั้งเกาศีรษะตนเองไปด้วยอย่างลืมตัว                         “ ท่านอยากได้งานดี ๆ ทำ พร้อมอาหารและที่พักฟรี รวมทั้งยังได้เป็นหุ้นส่วนของกิจการนั้นหรือไม่คุณชายฮวย?”                    อาหลงเอ่ยชวนอีกฝ่ายให้มาทำงานกับเขา โดยให้เป็นผู้ช่วยของเขาในการดูแลกิจการโรงเตี๊ยม รวมทั้งกิจการใหม่ ๆ ที่กำลังจะขยับขยายในอีกไม่ช้า หลังจากที่ได้ยินได้ฟังอีกฝ่ายเอ่ยชวน ฮวยเซ็งมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะเอ่ยถามอีกฝ่ายกลับไปว่าไม่กลัวว่าจะโดนตัวซวยอย่างเขาทำให้กิจการเจ๊งเหมือนเถ้าแก่คนอื่น ๆหรือ  แต่หมอดูหนุ่มกลับตอบว่าสำหรับเขาแล้ว อีกฝ่ายหาใช่ตัวซวยไม่ แต่กลับเป็นตัวนำโชคสำหรับเขาต่างหาก”                   เมื่อเห็นว่าเถ้าแก่หนุ่มในคราบหมอดูมีความจริงใจที่จะร่วมงานกับตนจริง ๆ เขาจึงตอบรับด้วยความยินดี พร้อมทั้งรับปากว่าจะทำงานให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้อีกฝ่ายต้องผิดหวัง                   “ เอาล่ะ เถ้าแก่ฮวย ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็เข้าไปข้างในกันเถอะ ข้าจะแนะนำให้ท่านรู้จักพี่หู่และอาซ้อ รวมทั้งจะให้คนเตรียมที่พักและอาหารให้กับท่าน”                    เสียมหลอหลงเอ่ยพร้อมกับเก็บข้าวของ อุปกรณ์ เข้าโรงเตี๊ยม โดยมีฮวยเซ็งช่วยอีกแรง  จากนั้นชายหนุ่มจึงพาคุณชายฮวยเข้าไปทำความรู้จักกับจางหู่และฮูหยิน รวมทั้งวานให้อาเปาเป็นธุระช่วยจัดหาห้องพักและอาหารเย็นให้กับเถ้าแก่ฮวยผู้มาใหม่ด้วย  ก่อนที่ตัวเขาเองจะกลับขึ้นห้องพักไปอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะไปหาสาวงามทั้งสองตามที่ได้สัญญากับพวกนางไว้                ณ หอหงส์ดรุณ                “ อุ๊ย ! คุณชายเสียมหลอท่านมาแล้ว เชิญด้านนี้เลยเจ้าค่ะ”               แม่เล้ารีบออกมาต้อนรับชายหนุ่มอย่างหน้าระรื่นก่อนจะสั่งให้เยี่ยนเอ๋อ สาวงามที่เคยปรนนิบัติเขา เป็นผู้พาเขาไปยังห้องพิเศษที่ได้จัดเตรียมเอาไว้               “ คุณชาย ท่านต้องระวังตัวด้วยนะเจ้าคะ  ข้าว่าพวกเขาต้องไม่มีเจตนาที่ดีแน่นอน”             แม่นางเยี่ยนเอ๋อกระซิบบอกอาหลงเบา ๆ ระหว่างทางเดินไปยังห้องพิเศษ ในขณะที่ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้ม ๆ โดยไม่ได้เอ่ยอะไร  จนกระทั่งคนทั้งคู่เดินมาถึงยังห้องที่เตรียมไว้            “ เชิญคุณชายด้านในเจ้าค่ะ พี่ฉินก็อยู่ข้างในเช่นกัน เอ่อ...แต่ว่าคืนนี้นางคงไม่อาจปรนนิบัติท่านได้ เพราะว่าคุณชายซ่งผานได้เรียกตัวนางก่อนหน้าที่ท่านจะมาไม่นานเจ้าค่ะ”             นางเอ่ยบอกความจริงต่อชายหนุ่มอย่างเกรงใจ เพราะกลัวว่าเขาจะผิดหวังที่ไม่ได้นั่งกับฮันนี่สุดที่รักของเขา  แต่กลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มผู้นี้เข้าใจเรื่องราวเป็นอย่างดี พร้อมกับบอกว่า เขามิอาจกล่าวโทษนางได้ เป็นตัวเขาเองที่มาถึงที่นี่ช้าเองต่างหาก           “ อ้าว!  เชิญคุณชายเสียมหลอ มามา เชิญนั่งตรงนี้”           คุณชายรองซ่งผาน  ยอดบัณฑิตอันดับสองแห่งเทียนหยาง เข้ามาทักทายและพาอาหลงไปยังโต๊ะที่มีแม่นางฉินอี้เซียนและแม่นางซูฟ่านฟ่าน สองในสี่หงส์ดรุณนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย               “ อี้เซียนคำนับฮัสแบนด์  เอ่อ...คุณชายเสียมหลอเจ้าค่ะ”               ฉินอี้เซียนหรือฮันนี่ของเสียมหลอหลงย่อตัวคารวะต่อชายหนุ่มด้วยสีหน้ายินดีแวบหนึ่ง ก่อนจะถอยกลับไปนั่งคู่กับคุณชายรองด้วยสีหน้าที่อึดอัดและลำบากใจยิ่งนัก               “ ซูฟ่านฟ่านคำนับคุณชายเจ้าค่ะ เชิญท่านนั่งตรงนี้ ฟ่านฟ่านจะดูแลคุณชายเอง”                สาวงามอีกนางเอ่ยกับเสียมหลอหลง ก่อนจะพาเขาไปนั่งฝั่งตรงข้ามกับซ่งผานที่นั่งคู่อยู่กับฉินอี้เซียน                        “ สุราเจ้าค่ะ คุณชาย มา... ให้ฟ่านฟ่านป้อนท่านเองนะเจ้าคะ”                ซูฟ่านฟ่าน หนึ่งในสี่หงส์ดรุณที่อยู่ในชุดกระโปรงสีเหลือง ดูงามเฉิดฉันไม่แพ้ฉินอี้เซียน ต่างกันตรงที่นางมีเสน่ห์เย้ายวนใจต่อเพศตรงข้ามเป็นพิเศษ ในขณะที่ฉินอี้เซียนดูงดงาม สง่า และบริสุทธิ์ ราวกับเทพธิดาจากสรวงสวรรค์  สาวงามพราวเสน่ห์ผู้นี้นำจอกสุราไปยื่นที่มุมปากของอีกฝ่าย พร้อมกับส่งสายตายั่วยวนชายหนุ่มตรงหน้า                 “ ขอบคุณแม่นางซู แต่ข้ารบกวนขอเป็นชาหลงจิ่งแทนก็แล้วกัน หวังว่าแม่นางคงไม่ถือสา”                  เสียมหลอหลงเอ่ยกับนางอย่างถนอมน้ำใจ ในขณะที่อีกฝ่ายหน้าถึงกับหน้าเสียที่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่หลงเสน่ห์นางง่าย ๆ อย่างเช่นบุรุษคนอื่น ๆ แต่นางก็ยังไม่ยอมถอดใจง่าย ๆ เช่นกัน พร้อมคิดในใจว่าจะต้องจัดการชายหนุ่มตรงหน้าให้มาศิโรราบต่อนางให้จงได้                 “ อะไรกัน คุณชายเสียมหลอ ขึ้นชื่อว่าหญิงงามและสุรา ล้วนเป็นของคู่กับบุรุษอย่างพวกเรา ใยท่านต้องรานน้ำใจฟ่านฟ่านด้วย”                  ซ่งผานเอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยท่าทางยิ้มเยาะ  และดูแคลน รวมทั้งเกิดความสงสัยว่าน้องเล็กของตนพ่ายแพ้ให้กับคนผู้นี้ได้อย่างไร                  “ มามา แม่นางฉิน เรามาดื่มคารวะคุณชายเสียมหลอกันสักจอก เอ้า ดื่ม”                คุณชายรองทำเป็นโอบไหล่ฉินอี้เซียน พร้อมกับชำเลืองมองดูท่าทีของอีกฝ่ายว่ามีอาการหึงหวงหรือไม่ แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาเลย               “ ข้าต้องขออภัยคุณชายด้วยที่เรียกตัวแม่นางฉินมา โดยหารู้ไม่ว่านางกำลังรอคอยการมาของท่านอยู่”                 ซ่งผานแสร้งทำเป็นเห็นใจอีกฝ่าย ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วนี่เป็นแผนที่เขาจงใจวางไว้ตั้งแต่แรก ด้วยการเรียกฉินอี้เซียนมาดูแลเขาเพื่อจะยั่วให้บัณฑิตหน้าขาวผู้นี้หึงหวง เมื่อมาเห็นว่านางกำลังอยู่ปรนนิบัติเขาอยู่  รวมทั้งวันนี้เขาต้องตัดใจส่งหญิงที่ตนรักอย่างซูฟ่านฟ่านให้นั่งกับคู่อริเพื่อช่วยให้แผนการที่เขาวางไว้สำเร็จได้โดยง่าย                “ ขอบคุณในน้ำใจของคุณชายซ่ง แต่เป็นข้าเองที่มาช้า ดังนั้นจึงมิอาจตำหนิท่านได้”                อาหลงกล่าวตอบอีกฝ่ายด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ ราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรต่อเหตุการณ์ตรงหน้า ที่อีกฝ่ายพยายามยั่วยุและเล่นสงครามประสาทกับเขา                 “ ชาหลงจิ่งเจ้าค่ะ คุณชาย  ท่านอย่าดื่มมากไป ระวังจะเมาเอาได้นะเจ้าคะ”                ซูฟ่านฟ่านเอ่ยแซวชายหนุ่มอย่างขำ ๆ ที่ชายหนุ่มที่นั่งข้าง ๆ นาง จะเป็นพวกไม่ประสีประสาในการร่ำสุรา   ถึงแม้ว่าแวบแรกที่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มผู้นี้ นางจะเกิดความรู้สึกดี ๆ ต่อเขาก็ตาม  แต่ถึงอย่างไรคืนนี้นางก็จำเป็นต้องช่วยชายคนรักของนางล้างแค้นให้กับซ่งติงซึ่งเป็นน้องสามของเขา                “ แม่นางกล่าวหนักเกินไปแล้ว  อันที่จริงข้าต้องเมาแม่นางซูผู้เลอโฉมและพราวเสน่ห์มากกว่า ท่านว่ามั้ยคุณชายซ่ง?”              กล่าวจบ อาหลงก็ทำเป็นยื่นมือไปโอบไหล่นาง พร้อมกับทำเป็นกระซิบที่ข้างหูนางเบา ๆ เพื่อชมว่าคืนนี้นางช่างสวยราวกับธิดา หยาดฟ้ามาดิน  ทำเอาบุรุษและสตรีที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามถึงกับนั่งไม่ติด  โดยเฉพาะซ่งผานถึงกับต้องกัดฟันกรอด ๆ พร้อมข่มใจไม่ให้ตนเองเกิดความหึงหวงในตัวคนรักของตนเอง ในขณะที่ฉินอี้เซียนเอง ถึงแม้จะรู้ดีว่าชายในดวงใจของนางทำไปเพื่อเอาคืนอีกฝ่าย แต่นางก็ยังอดที่จะรู้สึกหึงหวงไม่ได้เช่นกัน       “ คุณชายเสียมหลอ ได้ข่าวว่าท่านเป็นหมอดูอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมแสงดาว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง หรือว่ามีคนปล่อยข่าวใส่ร้ายท่านกันแน่?”          ซ่งผานจงใจเอ่ยเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อฉีกหน้าอีกฝ่ายให้ได้รับความอับอายต่อหน้าสาวงามทั้งสอง แต่ปรากฏว่าเขาต้องพบกับความผิดหวังเมื่อเสียมหลอหลงกลับไม่มีท่าทีอับอายแต่อย่างใด          “ คุณชายซ่งช่างกว้างขวางยิ่งนัก แม้แต่เรื่องนี้ยังมิอาจเล็ดลอดหูตาของท่านได้  กล่าวไปแล้ว ร้านที่ปรึกษาพยากรณ์นี้ ข้าเพียงทำตามเจตนารมณ์ของอาจารย์สามของข้า ที่ท่านต้องการจะช่วยผู้ที่ประสบปัญหาให้ได้เจอทางออก และผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดีในที่สุด”            อาหลงเอ่ยตอบอีกฝ่ายอย่างใจเย็น และไม่มีสีหน้าขุ่นเคืองอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย  แม้แต่ซูฟ่านฟ่านเองที่นั่งข้าง ๆ ยังอดที่จะมองเขาอย่างเลื่อมใสไม่ได้           “ รายได้การดูหมอของท่านคงจะงามมาก ถึงขนาดที่ทำให้ท่านสามารถมาเที่ยวที่หอนี้ได้ถึงสองวันติดต่อกัน”            คุณชายรองยังไม่เลิกกล่าวแดกดันเสียมหลอหลง  ทำให้อาหลงตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อไม่ให้คุณชายซ่งผู้นี้ลำพองใจไปกว่านี้           “ บอกต่อท่านตามตรง ข้ายังไม่มีรายได้จากอาชีพนี้ซักแดงเดียว เพราะลูกค้าสองรายของข้า หนึ่งนั้นกลายมาเป็นพันธมิตรทางการค้า ส่วนอีกหนึ่งกลายมาเป็นหุ้นส่วนและผู้ช่วยของข้า”            อาหลงเอ่ยตอบอีกฝ่ายด้วยท่าทีสบาย ๆ ซึ่งทั้งสองรายที่เขากล่าวถึงย่อมหมายถึงเถ้าแก่หลี่ปู้ฉินพร้อมฮูหยิน และคุณชายฮวยเซ็งนั่นเอง           “ แต่มีอีกหนึ่งรายที่นางรับปากว่าจะนำเงิน 2,000  ตำลึงมาบริจาคสมทบทุนให้ข้าใช้สร้างองค์กรการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้คน  หญิงสาวนางนี้เป็นคนดีและมีจิตใจงดงามยิ่งนัก  น่าเสียดายที่นางถูกชายหนุ่มคนรักของนางทอดทิ้งไปหาหญิงอื่น ท่านว่าชายหนุ่มผู้นั้นเป็นคนเช่นไรคุณชายซ่ง?”              “ แน่นอนว่าต้องเป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เพราะได้ใหม่แล้วลืมเก่า”           “ ใช่แล้ว ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่าชายหลายใจผู้นี้มีชื่อว่าอะไร?”        ซ่งผานเอ่ยตอบเสียงเรียบ ในขณะที่ซูฟ่านฟ่านเองก็ผสมโรงออกความเห็นกับเขาด้วย  ทำให้เสียมหลอหลงที่นั่งฟังความเห็นของทั้งคู่อยู่ยิ้มอย่างพึงพอใจ ที่หลอกล่อให้คนทั้งคู่เดินมาตกหลุมที่ตนขุดไว้ได้สำเร็จ         “ ถ้าพวกท่านอยากรู้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ท่านลองไปถามนางดูก็จะรู้เองว่าชายหลายใจผู้นั้นคือใคร”         “ แล้วแม่นางคนนั้น มีชื่อว่าอย่างไรเจ้าคะคุณชาย ข้าจะได้ไปถามนางดู?”         ซูฟ่านฟ่านเอ่ยถามอาหลงด้วยความอยากรู้ ก่อนที่อีกฝ่ายจะบอกชื่อของนางออกมา ซึ่งคำตอบนี้ทำเอาคุณชายรองแห่งตระกูลซ่งแทบจะตกเก้าอี้ด้วยความตกใจ                     “ แม่นางท่านนั้น มีชื่อว่า ....กันเย่ว์หนี่  ท่านพอจะรู้จักนางหรือไม่คุณชายซ่ง?”      .......................................................................................................................................คุยกันหลังฉาก.... มาแล้วนะครับตามคำสัญญา สำหรับตอนที่ 17  ซึ่งเนื้อหาช่วงนี้กำลังเข้มข้น เพราะอาหลงของเราเริ่มกิจการแรกคือที่ปรึกษาพยากรณ์ เพื่อช่วยคนที่กำลังประสบปัญหาได้เจอทางออก และผ่านพ้นมันไปได้ด้วยดีในที่สุด  รวมทั้งกำลังจะเริ่มกิจการใหม่ ๆ อีกหลายอย่าง  โดยช่วงนี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อมและเสาะหาพันธมิตร และบุคลากรที่จะมาช่วยงาน สำหรับตอนหน้า เรามาลุ้นกันว่าเสียมหลอหลงจะสามารถเอาตัวรอดจากแผนการร้ายของคุณชายรองแห่งตระกูลซ่งได้หรือไม่         ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่เข้ามาอ่าน และยังติดตามอ่านด้วยดีเสมอมา  ท่านใดมีความคิดเห็นอยากจะเสนอแนะก็เชิญได้เลยครับ  ขอบคุณล่วงหน้าครับ.................................................................................................................................    สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จ          “ ข้าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ หรือเปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนลมได้  แต่ข้าสามารถเปลี่ยนตัวข้าเองได้ (ว่าจะเลือกตอบสนองสนองต่อเหตุการณ์นั้นเช่นไร)”