ภายใต้ชุดคลุมสีดำ โจวลั่วเผยให้เห็นเพียงดวงตาที่ทอประกายดุจดาราคู่หนึ่ง เขาเดินตรงไปยังร้านค้าแห่งหนึ่งทันที ภายในร้านเ้าของร้านกำลังตรวจนับสินค้าอยู่ เมื่อััได้ว่ามีคนเดินเข้าร้านมา ก็รีบส่งยิ้มต้อนรับในทันที
"ผู้มาเยือนท่านนี้ ้าซื้อหาสิ่งใดหรือขอรับ?"
"ข้ามาขายของ" น้ำเสียงแหบพร่าดังลอดออกมาจากภายใต้ชุดคลุมดำ
เ้าของร้านชะงักรอยยิ้มไปชั่วครู่ แววตาฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมาส่งยิ้มอีกครั้ง "เชิญนั่งก่อนขอรับ"
เขาเบี่ยงตัวพลางผายมือเชื้อเชิญ
โจวลั่วเดินผ่านอีกฝ่ายไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝังหยก เมื่อเขานั่งลงแล้ว เ้าของร้านก็ทรุดตัวนั่งลงฝั่งตรงข้าม ดวงตาที่ดูเฉลียวฉลาดคู่นั้นจ้องมองเขาอย่างละเอียด "ไม่ทราบว่าท่านตั้งใจจะขายสิ่งใดหรือขอรับ"
โจวลั่วไม่ได้เอ่ยคำใด เขาเพียงยื่นมือออกมาวางขวดหยกใบหนึ่งลงบนโต๊ะ เ้าของร้านหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นว่ามือคู่นี้ยังดูเยาว์วัยนัก เขาหยิบขวดหยกขึ้นมาเปิดออก พลันมีกลิ่นหอมจาง ๆ ของโอสถกำจายออกมา
เ้าของร้านสูดดมกลิ่นนั้นแล้วกล่าวว่า "ของดีนี่ขอรับ"
พูดจบก็เทโอสถปราณออกมาบนฝ่ามือ โอสถทั้งห้าเม็ดมีสีสันแตกต่างกัน และสรรพคุณก็ย่อมต่างกันไปด้วย "โอสถเหล่านี้ล้วนเป็ระดับหนึ่งขั้นสูงทั้งหมดเลยหรือขอรับ?"
เ้าของร้านผู้นี้นับว่ามีประสบการณ์กว้างขวาง แม้เขาจะไม่ใช่นักปรุงโอสถ แต่ย่อมมีความรู้เื่โอสถปราณอยู่บ้าง อีกทั้งโอสถเหล่านี้เป็สิ่งที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดเป็ปกติ จึงจำแนกได้ไม่ยากนัก โจวลั่วพยักหน้ายืนยัน
เ้าของร้านพินิจมองโอสถทั้งห้าเม็ดอย่างละเอียด ก่อนจะเก็บพวกมันลงในขวดหยกอย่างระมัดระวัง
"ราคาเม็ดละสิบหินปราณขอรับ" ในที่สุดเขาก็เสนอราคาออกมา โดยปกติราคาโอสถระดับหนึ่งขั้นสูงในท้องตลาดจะอยู่ที่ประมาณสิบห้าหินปราณ ราคาที่เขาเสนอนี้จึงนับว่าไม่เลวนัก
"ตกลง" โจวลั่วตอบสั้น ๆ อย่างเด็ดขาด
ทว่าในตอนนั้นเอง เ้าของร้านกลับกล่าวอย่างแฝงนัยว่า "ท่านคงจะมีโอสถอื่นติดตัวอยู่อีกกระมังขอรับ"
โจวลั่วนิ่งเงียบไม่ตอบคำ เ้าของร้านจึงหัวเราะแล้วกล่าวต่อ "โปรดวางใจ ร้านของข้าให้ราคาที่เป็ธรรม และจะรักษาความลับของท่านไว้อย่างดีที่สุดแน่นอนขอรับ"
ผ่านไปครู่ใหญ่โจวลั่วจึงหยิบโอสถออกมาวางบนโต๊ะอีกสามเม็ด ซึ่งยังคงเป็ระดับหนึ่งขั้นสูงเช่นเดิม ดวงตาของเ้าของร้านทอประกายวาบ เขาชมชอบโอสถเ่าั้และรีบเก็บลงขวดหยกอย่างรวดเร็ว
"โปรดรอสักครู่ขอรับ" จากนั้นเขาก็ลุกเดินหายเข้าไปที่หลังร้าน
เพียงไม่นาน เขาก็กลับออกมาพร้อมกับวางถุงใบหนึ่งลงบนโต๊ะ "เชิญท่านตรวจนับดูขอรับ"
โจวลั่วกวาดสายตามองหินปราณในถุงนั้น เมื่อยืนยันว่าถูกต้องเขาก็ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป แต่เ้าของร้านกลับเรียกเขาไว้เสียก่อน
"หากภายหน้ามีโอสถปราณคุณภาพเช่นนี้อีก สามารถมาที่ร้านเล็ก ๆ ของข้าได้ทุกเมื่อเลยนะขอรับ"
"อืม" โจวลั่วขานรับคำหนึ่งแล้วเดินออกจากร้านไป
หลังจากเขาลับตาไปแล้ว ชายชราในชุดคลุมสีเขียวผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากหลังร้าน เ้าของร้านรีบโน้มตัวลงทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ผู้เฒ่าอวิ๋น ท่านเห็นว่าเป็อย่างไรบ้างขอรับ?"
"เ้าหนุ่มระดับฝึกปราณชั้นสองผู้หนึ่ง คงจะได้รับวาสนามาบ้าง" ชายชรากล่าวอย่างสงบ
"จะให้ข้าตามเขาไปหรือไม่ขอรับ?" เ้าของร้านเอ่ยถาม
ชายชราครุ่นคิดครู่หนึ่ง "ตามไปดูเสียหน่อยก็ดี จะได้รู้ว่าเขามีความเป็มาอย่างไร"
"ทราบแล้วขอรับ" เ้าของร้านพยักหน้ารับคำ
อีกด้านหนึ่ง โจวลั่วที่เดินออกจากร้านมาก็ได้มุ่งหน้าไปยังร้านค้าอื่น ๆ อีกหลายแห่ง เขาทำตามแผนการที่วางไว้ โดยแยกขายโอสถปราณที่ปรุงขึ้นทีละส่วน ในที่สุดเขาก็ได้หินปราณสามัญมามากกว่าสองร้อยก้อน เมื่อหักต้นทุนออกแล้ว เขายังได้รับกำไรถึงสองร้อยสามสิบหินปราณ
ไม่น่าแปลกใจที่กล่าวกันว่า นักปรุงโอสถถูกจัดอยู่ในลำดับต้น ๆ ของศาสตร์แห่งการบำเพ็ญเพียร และเป็ที่หมายปองของผู้คนมากมาย เพียงแค่ความเร็วในการหาทรัพย์นี้ ศาสตร์แขนงอื่นก็ยากจะเทียบติด ทว่าหินปราณเกือบสองร้อยก้อนนี้ยังไม่ทันจะได้ใช้สอยให้สำราญใจ เขาก็ต้องจ่ายมันออกไปส่วนหนึ่งเสียแล้ว
เพราะตอนที่อยู่ที่ตระกูล เขาไม่มีโอกาสได้ซื้อสมุนไพรระดับหนึ่งยอดเยี่ยมเลย เมื่อมีโอกาสได้ออกมาเช่นนี้ ย่อมต้องกว้านซื้อกลับไปบ้าง เมื่อเทียบกับสมุนไพรระดับหนึ่งขั้นสูงแล้ว ราคาสมุนไพรระดับยอดเยี่ยมนี้แพงกว่าถึงสองเท่าตัว แต่เพื่อเป็การเพิ่มหนทางในการรักษาชีวิต โจวลั่วจึงยอมควักหินปราณจ่ายไปมากกว่าแปดสิบก้อนเพื่อซื้อสมุนไพรคุณภาพดีเยี่ยมมาชุดหนึ่ง ด้วยความสามารถของเขาในตอนนี้ สมุนไพรชุดนี้อย่างน้อยก็น่าจะปรุงโอสถปราณได้ถึงสิบกว่าเม็ด
พอจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น โจวลั่วจึงเดินออกจากตลาดแห่งนั้นไป โดยไม่รู้ตัวเลยว่าตนเองกำลังถูกผู้อื่นหมายตาเข้าเสียแล้ว คนเ่าั้ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด สะกดรอยตามเขาไปอย่างเงียบเชียบจนถึงหอสุราเทียนเซี่ย ทว่าเมื่อเห็นเขาเดินตรงขึ้นไปยังชั้นที่สิบ กลุ่มคนที่แอบตามมาก็ถอดใจทันที
เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า ชั้นที่สิบของหอสุราเทียนเซี่ยเป็ที่พักสำหรับเหล่าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเท่านั้น เมื่อตระหนักได้ว่าโจวลั่วมาจากตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืคนเ่าั้ จึงตัดสินใจถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว
พอกลับถึงห้องพัก โจวลั่วก็นำถุงสมุนไพรใส่เข้าไปในช่องคลังเก็บของของระบบทันที นี่เป็ความสามารถใหม่ที่เขาเพิ่งค้นพบ เขาสามารถใช้ช่องคลังเก็บของเป็พื้นที่เก็บสิ่งของที่ไม่้าเปิดเผยได้ และสามารถเรียกออกมาใช้งานได้ทุกเมื่อที่้า
หลังจากประสบความสำเร็จในการขายโอสถระดับหนึ่งขั้นสูง และได้ซื้อสมุนไพรระดับหนึ่งยอดเยี่ยมมาสมใจแล้ว ตลอดหลายวันที่เหลือโจวลั่วก็ไม่ก้าวเท้าออกจากห้องพักอีกเลย
...
สิบห้าวันผ่านไปในชั่วพริบตา
เมื่อเช้าตรู่วันใหม่มาถึง หลินจือโซ่วก็มาปรากฏตัวอยู่ที่หน้าประตู โจวลั่วและหลินเหนียนจึงเดินตามเขาออกจากหอสุราเทียนเซี่ย มุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดงานชุมนุมโอสถปราณซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของตระกูลหลี่
คนทั้งสามมาถึงหน้าประตูใหญ่ที่สร้างขึ้นจากหยกงามของตระกูลหลี่ ที่นั่นมีนักพรตคอยตรวจตราผู้ที่จะเข้าไปอย่างเข้มงวด ทว่าด้วยฐานะที่เป็คนของตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืพวกเขาก็ผ่านเข้าไปภายในอาคารของตระกูลหลี่ได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องถูกตรวจสอบใด ๆ
"เชิญทางนี้ขอรับ" เมื่อก้าวเข้าไปข้างใน นักพรตในชุดของตระกูลหลี่ผู้หนึ่งก็เข้ามานำทางให้อย่างสุภาพ อาคารของตระกูลหลี่นั้นโอ่อ่าตระการตาไม่แพ้ตระกูลหลินเลยแม้แต่น้อย ทั้งสามเดินไปตามถนนหิน ผ่านทางเดินที่ทอดยาวจนมาหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าอาคารสีดำขลับหลังหนึ่ง ที่นี่คือจุดนัดพบของงานชุมนุมโอสถปราณในครั้งนี้
ภายในอาคารเป็ห้องโถงที่กว้างขวางใหญ่โตยิ่งนัก โจวลั่วกวาดสายตามองประเมินดูแล้วพบว่ามันมีขนาดกว้างขวางยิ่งนัก ภายในห้องโถงมีม่านผ้าพลิ้วไหว มีโต๊ะไม้สีแดงชาดวางเรียงรายอยู่ทั้งสองฟากฝั่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารปราณหลากหลายชนิด และมีนักพรตที่มีสีหน้าประหม่าเคร่งเครียดนั่งอยู่เป็จำนวนมาก
นักพรตเหล่านี้ล้วนเป็นักปรุงโอสถที่มาจากที่ต่าง ๆ จุดประสงค์ของงานชุมนุมโอสถปราณคือการคัดเลือกผู้มีความสามารถรุ่นเยาว์จากทั่วสารทิศเข้าสู่สำนักเซียนเพื่อศึกษาต่อ ซึ่งสำหรับขุมกำลังขนาดเล็กหรือนักปรุงโอสถอิสระแล้ว นี่นับเป็โอกาสอันล้ำค่าอย่างยิ่ง หากสามารถเข้าไปศึกษาในสำนักเซียนได้จริง ย่อมนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาล
นอกจากเหล่านักปรุงโอสถเหล่านี้แล้ว เมื่อมองลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นพื้นที่ห้าส่วนที่ถูกกั้นแยกไว้เป็สัดส่วน ซึ่งเป็ที่นั่งสำหรับห้าตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืใหญ่ ขณะนี้มีคนเริ่มมานั่งประจำที่อยู่บ้างแล้ว หลินจือโซ่วเดินเข้าไปในงานด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ซึ่งดึงดูดสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนทันที เมื่อได้เห็นตราสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงตระกูลหลินแห่งเมืองเฟิงเยี่ย ทุกคนต่างก็แสดงสีหน้านอบน้อมออกมา
เมื่อััได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงเ่าั้โจวลั่วก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิใจเช่นกัน ทั้งสามเดินตรงไปจนถึงด้านหน้าสุด และนั่งลงในพื้นที่ส่วนของตระกูลหลิน
"พี่จือโซ่ว ไม่พบกันนานเลยนะ" ทันทีที่นั่งลง ชายชราที่อยู่ข้าง ๆ ก็ประสานมือคำนับทักทาย อีกฝ่ายมาจากตระกูลหวังแห่งเมืองชิงเฉิง ซึ่งเป็ตระกูลผู้บำเพ็ญะสืบสายเืเช่นเดียวกัน
หลินจือโซ่วคำนับตอบ พลางกวาดสายตามองไปยังกลุ่มคนรุ่นเยาว์ทั้งห้าคนของตระกูลหวังแล้วยิ้มกล่าวว่า "ดูท่าปีนี้ตระกูลหวังคงจะได้เฉิดฉายไม่น้อยเลยทีเดียว"
"พี่จือโซ่วกล่าวเกินไปแล้ว" ชายชราแห่งตระกูลหวังตอบอย่างถ่อมตน ทว่าเห็นได้ชัดว่าตระกูลหวังมีคนรุ่นเยาว์ที่มีศักยภาพเหนือกว่าตระกูลหลินอยู่ไม่น้อย
และในตอนนั้นเอง ก็มีกลุ่มคนเดินเข้ามาจากด้านนอก ซึ่งเป็คนรุ่นเยาว์ของตระกูลลู่ที่นำมาโดยลู่เฉินนั่นเอง