ไนล์เข้าไปในห้องทำงานใต้ชั้นลอย ในพื้นที่ที่กลายเป็ทั้งที่ทำงาน และวางเตียงนอนชุดใหม่ที่เขาเพิ่งสั่งมาสำหรับเปลี่ยนพื้นที่โล่งๆ เป็ห้องนอนของตัวเอง และยกห้องนอนที่ใหญ่กว้างขวางกว่าให้กับฉัน
เรายังคงพยายามหลบเลี่ยงไม่พูดจากันพักใหญ่หลังจากผ่านบรรยากาศคุกรุ่นเมื่อวันก่อน
เขาไม่ยอมให้ฉันย้ายออกไปด้วยเหตุผลที่ว่าตอนนี้ร่างกายของฉันอ่อนแอเกินไป อาจพลาดเกิดอุบัติตอนที่อยู่ตามลำพัง แม้ฉันเถียงขาดใจว่าสามารถดูแลตัวเองกับเ้าจิ๋วได้เป็อย่างดี แต่แล้วก็ต้องพ่ายแพ้เมื่อเป็ลมล้มพับไปง่ายดายหลังอาเจียนอย่างหนักตอนเช้าของวันถัดมา
ไนล์โกรธเพราะฉันประมาท เชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปทั้งที่เขาพยายามบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าให้ระมัดระวังตัวเองให้ดีแต่อยู่ด้วยกันไม่กี่วันเขาก็ยิ่งเชื่อมั่นเหลือเกินว่าปล่อยให้ฉันแยกไปใช้ชีวิตคนเดียวโดยที่มีลูกของเขาอยู่ในท้องไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“ฉันจะออกไปทำงานนะคะ”
“ไปด้วยกันสิ” เขาบอกขณะกลัดกระดุมตรงข้อมือ เตรียมพร้อมสำหรับออกไปทำงานตอนเช้าเช่นกัน
ไนล์กำลังเรียนรู้งานบริหารของบริษัท เฟอร์เธอร์ เฮลท์ทิแคร์ จำกัด ซึ่งเป็ธุรกิจเกี่ยวกับการวิจัย ผลิต ขายและส่งออกยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ของคุณธนานนท์พ่อเลี้ยงของเขา
ตลอดสี่วันที่ผ่านมาั้แ่ฉันย้ายมาอยู่ที่นี่จึงเห็นเขาทำงานดึกดื่นแทบทุกคืน อยู่กับเอกสารเป็ตั้ง กองหนังสือหนาๆ หลายเล่ม บางครั้งก็ติดสายเพื่อคุยกับใครสักคนด้วยท่าทางจริงจังพร้อมกับนิ้วไล่บนกระดาษสลับกับจอคอมพิวเตอร์
เขามุ่งมั่นทำงานเพื่อเตรียมตัวรับ่ต่อธุรกิจร่วมกับวินเนอร์พี่ชายซึ่งเป็ลูกชายแท้ๆ ของคุณธนานนท์พ่อเลี้ยงของเขา
วินเนอร์กับไนล์ดูแลรับผิดชอบงานที่บริษัทคนละด้าน ไนล์เตรียมตัวบริหารด้านธุรกิจการค้า ส่วนพี่ชายของเขาเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาพลักษณ์และประชาสัมพันธ์ เรียกได้ว่าพ่อของเขาช่างโชคดีที่มีทายาทซึ่งถนัดคนละทาง แต่สามารถประสานเข้าด้วยกันได้ลงตัวเพื่อนำพาบริษัทเติบโตไปได้อย่างมากในระยะเวลาเพียงไม่ถึงสามปีหลังจากที่พวกเขาเข้ามาเรียนรู้งาน สร้างผลงานมากมายจนบริษัทเป็ที่รู้จักของภูมิภาคเอเชีย ตีตลาดการส่งออกได้สำเร็จ ซึ่งดูเหมือนอนาคตของพวกเขายังสามารถไปได้อีกไกลในแวดวงธุรกิจ ดังนั้นคุณธนานนท์จึงสนับสนุนให้ลูกชายทั้งสองคนได้แสดงฝีมือเต็มที่ก่อนส่งต่อกิจการให้ดูแลอย่างเต็มตัว
“ทำไมแบกของเยอะนักล่ะ” ไนล์ถามอย่างไม่ค่อยสบายใจเท่าใดนัก
เขามองสัมภาระของฉันทั้งกล้องถ่ายภาพ เป้ใส่โน้ตบุ๊ก และกระเป๋าสะพายใส่ของจุกจิก ซึ่งม้ากับเฮียเชนเพิ่งแอบขนออกจากบ้านมาส่งให้ถึงมือเมื่อวานเพราะรู้ว่าฉันจำเป็ต้องใช้ เรานัดเจอกันที่ร้านอาหารย่านที่ม้าชอบไปทานเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ม้าเบาใจลงมากเมื่อรู้ว่าฉันยังอยู่อย่างสบายดีแม้เพียงทางกายแต่ท่านก็อุ่นใจ ส่วนป๊ายังโกรธชนิดควันออกหูปิดร้านหนึ่งวันเต็ม แม้ปกติป๊าขยันขันแข็งไม่เคยหายหน้าจากลูกค้า
ั้แ่จำความได้ 3 วันที่ป๊าปิดร้าน ก็เพื่อมาร่วมงานรับปริญญาของฉัน 1 ครั้ง เฮียชิน 1 ครั้ง และเฮียเชนอีกครั้ง 1 เท่านั้น ด้วยเื่นี้ทำให้ป๊าหยุดขายของได้จึงหมายความว่ามันกระทบกับจิตใจของท่านอย่างมาก
ฉันสำนึกผิดอยากขอโทษ แต่ม้ารีบห้ามเอาไว้ มันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมเพราะป๊ายังใจไม่เย็นพอ อาจพาลทำเื่ที่ทำให้ทุกคนต้องเสียใจภายหลัง จึงยังไม่เหมาะที่ฉันจะกลับไปที่บ้านในตอนนี้
“งานฉันก็แบบนี้แหละค่ะ ต้องขนข้าวของพะรุงพะรังหน่อย”
อาชีพมัณฑนากร รับงานฟรีแลนซ์ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เป็งานประเภทที่ป๊าไม่ชอบเอาซะเลย เพราะรู้สึกว่ามันไม่มั่นคงและไม่มีหน้ามีตาในสังคม อยากให้รับราชการแบบเฮียชินมากกว่า แต่ฉันก็รั้นเพื่อได้ทำสิ่งที่ชอบไม่ยอมฟังคำทัดทานจนเกือบโดนไม้เรียวฟาดน่องหลายครั้งเพราะอธิบายข้อดีร่ายยาวแบบที่ป๊าสรุปว่ามันคือการเถียงผู้ใหญ่จนคอเป็เอ็นทำตัวปีกกล้าขาแข็งไม่น่ารักสมกับเป็ผู้หญิงควรอ่อนน้อมเชื่อฟังผู้ใหญ่แบบที่ป๊าชอบในตัวของม้า แต่กลับไม่พบข้อดีนั้นในตัวของฉันอย่างที่ตั้งความหวังไว้
ไนล์ช่วยถือของไปที่รถ แล้ววางตรงเบาะหลังของบีเอ็มดับเบิลยู เอกซ์ 5 ทรงสปอร์ตของเขา ซึ่งมีของใช้บางส่วนของเขาวางอยู่ก่อนหน้าแล้ว แม้เป็นักธุรกิจกำลังจะขึ้นเป็ผู้บริหารไลฟ์สไตล์ของเขากลับเรียบง่าย ทะมัดทะแมง สมกับเป็คนยุคใหม่ ต่อให้งานยุ่งก็ต้องแบ่งเวลาออกกำลังกาย มี่พักร้อนสำหรับออกไปเดินไปทางยังสถานที่ต่างๆ แถมฝีมือถ่ายภาพของเขาดีระดับมืออาชีพ ครั้งหนึ่งเขาเคยทำโฟโต้บุ๊กออกมาขายและได้รับกระแสตอบรับดีซะด้วย แต่พอเข้ามารับงานที่บริษัทจึงรามือไป ลดความสำคัญของการท่องเที่ยวกับการถ่ายภาพลงเหลือเพียงงานอดิเรกซึ่งนานๆ จะได้หยิบมาปัดฝุ่นทำให้หายคิดถึงเพียงเท่านั้น
“เธอไม่ควรถือของหนักขนาดนั้นนะ” ไนล์ออกความเห็นแสดงความเห็นห่วง
ทั้งกระเป๋าบรรจุคอมพิวเตอร์กับของจำเป็อีกหลายอย่าง คงหนักรวมกันร่วม 3 กิโลกรัม ่ไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ต้องระวังเป็พิเศษ เขาตระหนักข้อนี้ด้วยเช่นกันจึงเตือนอย่างจริงจัง
“ฉันจะระวังให้มากค่ะ”
ไนล์จอดรถหน้าบริษัท ฉันคิดว่าเขาเพียงแค่รอฉันลง หยิบของแล้วจะขับออกไป แต่กลับอยากช่วยขนไปจนถึงจุดหมาย แต่ฉันไม่มีพื้นที่ประจำในออฟฟิศจึงขอให้เขาช่วยวางลงบนโซฟารับแขกเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ทั้งหมด
“วางตรงนี้ก็ได้ค่ะ”
เขาดูไม่เข้ากับสถานที่นี้เลย ด้วยมาดสุดเนี้ยบ ทรงผมเซตเป็ทรงอย่างดี ท่าทางสง่างามผ่าเผย ดูจริงจัง ภูมิฐาน ขณะที่พนักงานของที่นี่แต่งตัวสบายเพราะเป็บริษัทขนาดเล็ก ค่อนไปทางโฮมออฟฟิศไม่ใช่บริษัทใหญ่โตทำงานพบปะผู้คนมากมายเช่นงานของไนล์ แต่ข้อดีของบริษัทเล็กๆ แห่งนี้คือค่าตอบแทน ด้วยเพราะเ้าของบริษัทมีคอนเนคชั่นที่ดี จึงได้รับโปรเจ็กต์เข้ามาไม่ขาดสาย และเริ่มได้รับความไว้วางใจจากบริษัทขนาดใหญ่มากขึ้นรายรับของพนักงานจึงดีขึ้นตามไปด้วยจึงเป็ที่ทำงานแห่งเดียวนับั้แ่เรียนจบที่ฉันเข้ามาทำนับั้แ่เรียบจบและยังไม่มีเสี้ยวของความคิดที่อยากย้ายไปเปิดประสบการณ์ที่บริษัทแห่งอื่น
“คุณไปทำงานเถอะค่ะ ขอบคุณมากนะคะอุตส่าห์ช่วยแบกแล้วก็มาส่งถึงที่” ฉันบอกพลางเหลือบมองสายตาอยากรู้อยากเห็นเต็มที่ของเพื่อนร่วมงาน
“จะกลับตอนไหน ฉันจะได้มารับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันกลับเองได้”
“บอกมาสิว่าจะกลับตอนไหนฉันจะมารับ” ไนล์ยืนกรานคำเดิม
“แต่คุณต้องทำงานนะ”
“แล้วเธอจะกลับตอนไหนล่ะ” ไนล์ยังไม่ถอดใจ
“ฉันคุยรายละเอียดงานเสร็จ ก็ต้องเดินทางไปหาลูกค้าต่อ น่าจะกลับค่ำๆ ค่ะ”
“งั้นเธอก็ต้องแบกไอ้ของพวกนี้ไปด้วยน่ะสิ” เขากำลังเป็ห่วงอย่างมากจนค่อนไปทางกังวลเลยด้วยกลัวว่าลูกของเขาจะได้รับอันตรายจากการทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของฉัน
“นี่คุณ ฉันไม่ใช่เด็กๆ นะคะ อีกอย่างฉันรับปากแล้วไงว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ” ฉันชักหงุดหงิดกับความเ้ากี้เ้าการของคนตรงหน้า
“กี่โมง ฉันจะให้คนขับรถที่บริษัทมารับ”
“ไม่ต้องค่ะ!” นี่เขาเห็นฉันกลายเป็คนพิการพึ่งพาตัวเองไม่ได้แล้วรึไงนะ “กลับได้แล้วนะคะ แล้วก็เลิกเป็ห่วงเหมือนฉันเป็เด็กอนุบาลตัวเล็กๆ ได้แล้ว” ฉันหอบข้าวของแล้วเดินเข้าประตูโดยเร็ว เพื่อจบการสนทนา
ไนล์ถอนหายใจนิดเพราะความดื้อรั้นของฉัน แล้วเดินกลับไปขึ้นรถของตัวเอง
...
.
.
ห่วงแหละดูออก และอีกเดี๋ยวก็จะ 'หวง' แหละแต่ไม่กล้าแสดงออก >///