บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 14 ความลับของฮูหยินรอง
รถม้าวังแล่นออกจากประตูหลวงอย่างเชื่องช้า
เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่ด้านใน ม่านรถสีแดงเข้มปิดลงจนแสงภายนอกลอดเข้ามาเพียงเส้นบาง ๆ ชิงหลัวนั่งชิดข้างนาง สองมือจับมือคุณหนูไว้แน่นราวกับกลัวว่าเพียงปล่อยออกเสี้ยวเดียว คนตรงหน้าจะถูกวังหลวงกลืนหายไปจริง ๆ
กลิ่นธูปขาวยังติดอยู่ตามชายแขนเสื้อของเยว่หลัน
แม้นางจะออกจากตำหนักคุนหนิงแล้ว แต่กลิ่นนั้นกลับเหมือนเลื้อยอยู่ใต้ิั มันทำให้ศีรษะหนัก ทำให้ภาพตรงหน้าพร่าเป็บางจังหวะ และทำให้เสียงมารดาที่ดังจากหยกขาวในแขนเสื้อคล้ายอยู่ใกล้และไกลในเวลาเดียวกัน
“คุณหนู…” ชิงหลัวกระซิบ “ท่านยังได้ยินเสียงนั้นอยู่หรือไม่เ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันหลุบตาลง
ใต้แขนเสื้อของนาง หยกขาวชิ้นเล็กสั่นเบา ๆ ราวกับหัวใจดวงหนึ่งที่ยังไม่สิ้นลมหายใจ เส้นผมสีดำที่พันอยู่บนหยกนั้นทำให้ใจนางเ็ปทุกครั้งที่นึกถึง เพราะในเสี้ยวที่นางััมันผ่านผ้า นางรู้ทันทีว่าสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับมารดา
ไม่ใช่ของปลอม
ไม่ใช่เสียงลวงจากธูปขาว
นี่คือเศษิญญาที่ถูกขังไว้จริง ๆ
“ยังได้ยิน” นางตอบเสียงเบา “แต่นางอ่อนแรงมาก”
ชิงหลัวน้ำตาคลอ “เป็ฮูหยินใหญ่จริง ๆ หรือเ้าคะ”
เสิ่นเยว่หลันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ข้าคิดว่าใช่”
เพียงคำตอบเดียว ชิงหลัวก็ยกมือปิดปาก กลั้นเสียงสะอื้นไว้ นางไม่เคยรับใช้ฮูหยินใหญ่โดยตรงนานนัก เพราะตอนนั้นยังเด็กมาก แต่จำได้ว่าฮูหยินใหญ่เป็สตรีอ่อนโยนที่สุดคนหนึ่งในจวน นางไม่เคยดุด่าบ่าวโดยไร้เหตุ ไม่เคยใช้สถานะกดข่มผู้ใด และมักแอบให้ขนมเด็กสาวใช้ที่ทำงานหนักเกินวัย
คนเช่นนั้น แม้ตายไปแล้วก็ยังไม่ได้ไปเกิด
ยังถูกขังไว้ในหยกชิ้นเล็ก ๆ หลังม่านธูปขาวในตำหนักคุนหนิง
โลกนี้ช่างโหดร้ายกับคนดีเกินไป
เสิ่นเยว่หลันค่อย ๆ กำแขนเสื้อที่ซ่อนหยกไว้
ความเ็ปในอกนางไม่ใช่เปลวไฟที่ลุกโชนอีกต่อไป แต่มันกลายเป็น้ำแข็งคมกริบที่ค่อย ๆ สร้างรูปเป็ดาบ
ฮองเฮาใช้เสียงมารดาล่อนาง
องค์ชายสามรู้เื่ฉีหลิงอ๋อง
ปิ่นเหมยทองอีกครึ่งอยู่กับคนที่นางเคยรัก
และตำหนักคุนหนิงมีธูปขาวที่สามารถบิดเบือนเสียงิญญาได้
ทุกอย่างไม่ใช่เื่บังเอิญ
รถม้าวิ่งผ่านถนนใหญ่เข้าสู่เขตจวนขุนนาง เสียงล้อบดพื้นหินดังสม่ำเสมอ แต่ในหูของเยว่หลันกลับมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาเป็ระยะ
“หลันเอ๋อร์…”
เสียงมารดาแ่เบาราวถูกส่งมาจากก้นบ่อน้ำลึก
“อย่า…เชื่อ…หงส์ทอง…”
เยว่หลันหลับตาลงช้า ๆ
“ท่านแม่ ข้าได้ยินเ้าค่ะ”
หยกขาวในแขนเสื้อเย็นลง
จากนั้นเสียงนั้นก็ขาดหายไป
รถม้าหยุดลงหน้าจวนเสิ่นในที่สุด
ทันทีที่ม่านรถถูกเปิด เสิ่นจื้อหยวนก็ยืนรออยู่หน้าประตูจวนแล้ว ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่เย็นจัด ดวงตาคมเข้มกวาดมองบุตรีั้แ่ศีรษะจรดเท้า เพียงเห็นใบหน้าซีดของนางและกลิ่นธูปขาวจาง ๆ ที่ติดมากับเสื้อผ้า มือของเขาก็กำด้ามดาบแน่นขึ้นทันที
“เกิดอะไรขึ้นในวัง”
ไม่ใช่คำถามว่า ฮองเฮาทรงเมตตาหรือไม่
ไม่ใช่คำถามว่า นางเสียมารยาทหรือเปล่า
แต่เป็คำถามที่ตรงที่สุด
เกิดอะไรขึ้น
เสิ่นเยว่หลันก้าวลงจากรถม้า ย่อกายคำนับบิดาตามพิธี แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น นางไม่พยายามปิดบังความเหนื่อยล้าอีกต่อไป
“ข้างในค่อยพูดเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางอีกครั้ง ก่อนหันไปสั่งพ่อบ้านเฉิน
“ปิดประตูจวน ห้ามคนวังที่มาส่งเข้ามาด้านใน ให้คนของเราส่งพวกเขากลับไปตามมารยาท”
“ขอรับ”
ขันทีจากวังที่มาส่งรถม้าอ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่เมื่อสบสายตาเสิ่นจื้อหยวนก็กลืนคำทั้งหมดกลับลงคอ แม่ทัพผู้นี้เป็ขุนนางคนหนึ่งก็จริง แต่เป็ขุนนางที่ถือกองทัพ และในเวลานี้สีหน้าของเขาบอกชัดว่าหากผู้ใดกล้าก้าวล้ำเข้าจวนเสิ่นอีกก้าว คำว่ามารยาทอาจไม่พอรักษาชีวิต
เสิ่นเยว่หลันถูกพากลับเรือนหลันฮวาโดยตรง
ชิงหลัวรีบสั่งให้สาวใช้เตรียมน้ำอุ่น เกลือ น้ำแกง และถ่านไฟ แต่เยว่หลันยกมือห้ามไม่ให้ใครเข้ามาเกินจำเป็ นางไม่ไว้ใจแม้แต่กลิ่นเสื้อผ้าของตนเองในตอนนี้ หลังปิดประตูห้องชั้นใน นางจึงถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกทันทีแล้วให้ชิงหลัวนำไปแยกไว้ต่างหาก ห้ามเผา ห้ามซัก จนกว่าฉีหลิงอ๋องจะตรวจดูได้
เสิ่นจื้อหยวนสังเกตทุกอย่างโดยไม่พูด
เมื่อเหลือเพียงพ่อลูก ชิงหลัว และพ่อบ้านเฉินที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอก เยว่หลันจึงหยิบผ้าห่อหยกขาวออกจากแขนเสื้อ
วินาทีที่หยกชิ้นนั้นปรากฏบนโต๊ะ อากาศในห้องเย็นลงทันที
เปลวเทียนไหววูบ
หลัวมามาปรากฏขึ้นใกล้มุมห้องแทบจะทันที ิญญาหญิงชรามองหยกขาวด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนค่อย ๆ ทรุดลงคุกเข่า น้ำตาไหลเป็สาย
“ฮูหยิน…”
ชิงหลัวมองไม่เห็นหลัวมามา แต่เยว่หลันเห็น
เสิ่นจื้อหยวนเองก็มองไม่เห็น แต่เขารู้สึกได้ว่าบรรยากาศเปลี่ยนไป ความเย็นนี้ไม่ใช่ลมธรรมดา มันเหมือนความโศกเศร้าที่ฝังลึกมานานกำลังตื่นขึ้น
“นี่คืออะไร” เขาถามเสียงต่ำ
“หยกที่ถูกซ่อนอยู่หลังม่านในห้องสวดมนต์ตำหนักคุนหนิงเ้าค่ะ” เยว่หลันตอบ “บนหยกมีเส้นผมของท่านแม่ และข้าได้ยินเสียงของนางจากข้างใน”
เสิ่นจื้อหยวนยืนนิ่งราวถูกฟ้าผ่า
ใบหน้าของแม่ทัพใหญ่ยังคงเคร่งขรึม แต่ดวงตาของเขาสั่นไหวอย่างไม่อาจปิดบังได้ เขาค่อย ๆ เอื้อมมือไปใกล้หยก แต่ยังไม่แตะ เสมือนกลัวว่าสิ่งตรงหน้าจะสลายหายหากเขาแตะแรงเกินไป
“หว่านชิง…” เขากระซิบชื่อหนึ่งออกมาเบามาก
เสิ่นเยว่หลันเงยหน้าขึ้น
หลินหว่านชิง
ชื่อของมารดา
นางไม่ได้ยินชื่อนี้จากปากบิดามานานมากแล้ว
เพราะหลังมารดาตาย จวนเสิ่นเรียกนางเพียง “ฮูหยินใหญ่” หรือ “มารดาของคุณหนูใหญ่” ราวกับชื่อเดิมของนางค่อย ๆ ถูกฝุ่นของกาลเวลากลบไว้ แต่บัดนี้ เสิ่นจื้อหยวนเอ่ยมันออกมาด้วยน้ำเสียงแ่เบาที่เต็มไปด้วยความเ็ป
หยกขาวสั่นไหวเล็กน้อย
เสียงอ่อนแรงดังขึ้นในห้อง
ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเยว่หลันที่ได้ยิน
เสิ่นจื้อหยวนเองก็ได้ยิน
“จื้อหยวน…”
เพียงสองพยางค์ เสิ่นจื้อหยวนก็แทบเสียหลัก
เขาวางมือทั้งสองข้างลงบนโต๊ะ ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพผู้ผ่านสนามรบนับครั้งไม่ถ้วนสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
“หว่านชิง?”
เสียงในหยกขาวเหมือนถูกโซ่รัดแน่น มันขาดห้วงและแ่จนเกือบเลือนหาย
“ปกป้อง…หลันเอ๋อร์…”
เสิ่นจื้อหยวนหลับตาลงช้า ๆ
มือของเขากำแน่นจนเส้นเืปูดขึ้น
“ข้าไร้ความสามารถ จึงปล่อยให้เ้าถูกขังอยู่เช่นนี้”
หยกขาวสั่นไหวอีกครั้ง
“ไม่…ใช่…ความผิด…ของท่าน…”
เสิ่นเยว่หลันน้ำตาคลอทันที
แม้เหลือเพียงเศษเสียง แม้ถูกกักขังจนแทบไม่เป็ิญญาสมบูรณ์ มารดาก็ยังปลอบบิดา ยังไม่โทษเขา
หลัวมามาร้องไห้เงียบ ๆ อยู่ข้างโต๊ะ
ชิงหลัวแม้ไม่ได้ยินเสียงชัดเท่าทั้งสอง แต่เห็นท่าทีของนายท่านและคุณหนู ก็เดาได้ทันทีว่านี่คือเสียงของฮูหยินใหญ่ นางคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว น้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงในหยกขาวแ่ลงเรื่อย ๆ
“เยว่หลัน…”
เสิ่นเยว่หลันรีบโน้มตัวเข้าใกล้ “ท่านแม่ ลูกอยู่ตรงนี้เ้าค่ะ”
“ฟัง…แม่…”
หยกขาวเย็นจัดขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดฝ้าบาง ๆ บนผิว
“ฮูหยินรอง…ไม่ใช่…คนที่นางบอกว่าเป็…”
เสิ่นจื้อหยวนเงยหน้าทันที
เยว่หลันกลั้นหายใจ
เสียงของมารดาขาดห้วง
“นาง…เข้าจวน…พร้อมคำสั่ง…จากหงส์ทอง…”
หงส์ทอง
ตำหนักคุนหนิง
ฮองเฮา
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนชิ้นส่วนของหมากเริ่มประกอบกันทีละน้อย
“นางชื่อ…เยี่ยนซู…”
เสิ่นจื้อหยวนขมวดคิ้ว “เยี่ยนซู?”
ฮูหยินรองที่อยู่ในจวนเสิ่นใช้ชื่อว่า “หลิวซูเหนียง” มาตลอด ทุกคนรู้ว่านางมาจากตระกูลขุนนางเล็ก ๆ ที่ตกต่ำ บิดามารดาเสียชีวิต จึงได้รับความเมตตาให้เข้ามาเป็อนุภรรยาในจวนแม่ทัพในภายหลัง
แต่เยี่ยนซูไม่ใช่ชื่อนั้น
“นางเป็คน…สำนักผนึกิญญา…”
เสียงนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเย็นลงราวกับน้ำแข็ง
เสิ่นจื้อหยวนหันขวับไปทางประตู เหมือนอยากชักดาบตรงไปเรือนตะวันออกทันที
เยว่หลันรีบเอ่ย “ท่านพ่อ โปรดรอฟังต่อเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนกัดฟัน แต่ยังยืนนิ่ง
เสียงของหลินหว่านชิงแ่ลงอีก
“อย่า…ให้เืของนาง…แตะแผ่นโลหิต…อย่าให้…อวี้หรง…เข้าใกล้ประตู…”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกถึงความหนาวเย็นแล่นขึ้นมาตามแผ่นหลัง
อวี้หรง
เหตุใดมารดาจึงเอ่ยชื่อนาง
“ท่านแม่ อวี้หรงเกี่ยวข้องอย่างไรเ้าคะ”
หยกขาวสั่นแรงขึ้น
เสียงมารดาเหมือนกำลังพยายามฝืนบางสิ่งที่กดทับอยู่
“เด็กคนนั้น…”
เสียงขาดหายไปชั่วครู่
จากนั้นคำต่อมาทำให้ทุกคนในห้องหยุดหายใจ
“ไม่ใช่…เืเสิ่น…”
เปลวเทียนดับวูบไปสองดวง
เสิ่นจื้อหยวนยืนนิ่งสนิท
ใบหน้าของเขาไม่มีสีเื
ชิงหลัวเบิกตากว้าง ยกมือปิดปากตนเองแน่น
แม้เสิ่นเยว่หลันจะเตรียมใจไว้แล้วว่าความลับของฮูหยินรองต้องไม่ธรรมดา แต่นางก็ยังรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าสั่นไหว
เสิ่นอวี้หรงไม่ใช่เืตระกูลเสิ่น
น้องสาวต่างมารดาผู้เคยใช้สถานะคุณหนูรองแห่งจวนแม่ทัพแย่งชิงทุกอย่างจากนาง อาจไม่ใช่บุตรีของบิดานางเลย
ถ้าเป็ความจริง…
ทั้งหมดที่อวี้หรงได้รับ ทั้งฐานะ ทั้งความสงสาร ทั้งโอกาสเข้าใกล้องค์ชายสาม ล้วนถูกสร้างบนคำโกหกมาั้แ่ต้น
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำจนแทบไม่ได้ยิน
“หว่านชิง เ้าหมายความว่าอย่างไร”
หยกขาวสั่นรุนแรงขึ้น เหมือนมีพลังบางอย่างพยายามปิดปากิญญาข้างใน
“เยี่ยนซู…ตั้งครรภ์…ก่อนเข้าจวน…หงส์ทอง…้าเด็ก…ภาชนะ…”
เสียงของมารดากลายเป็เสียงขาดหาย
“ข้ารู้…จึงถูก…”
ทันใดนั้น หยกขาวพลันแตกร้าวดังแกร๊ก
เสิ่นเยว่หลันหน้าเปลี่ยนสี “ท่านแม่!”
แสงสีขาวในหยกวูบไหวแรงมาก เสียงกรีดร้องแ่ ๆ ดังจากข้างใน ไม่ใช่เสียงของมารดา แต่เป็เสียงของโซ่บางอย่างที่กำลังรัดแน่นกว่าเดิม
ลมเย็นพัดวนในห้องจนผ้าม่านปลิวกระจาย
หลัวมามาร้องขึ้น “มีบางสิ่งดึงฮูหยินกลับเ้าค่ะ!”
เสิ่นเยว่หลันรีบคว้าหยกผ่านผ้า แต่ทันทีที่แตะ ร่างของนางก็สะดุ้งราวถูกไฟเย็นแทงเข้ากลางฝ่ามือ ภาพบางอย่างพุ่งเข้ามาในหัว
ห้องนอนของฮูหยินใหญ่เมื่อสิบกว่าปีก่อน
แสงเทียนสั่นไหว
หลินหว่านชิงนั่งอยู่บนเตียง ใบหน้าซีดจากพิษแต่ดวงตายังสงบนิ่ง ตรงหน้านางคือฮูหยินรองในวัยสาว ใบหน้ายังอ่อนหวาน แต่แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและความมืด
“เหตุใดต้องทำถึงเพียงนี้” หลินหว่านชิงถามเสียงเบา “ข้าให้ที่อยู่ ให้ชื่อใหม่ ให้เ้าอยู่ในจวนเพื่อคลอดเด็กอย่างปลอดภัย ไม่เคยคิดทำร้ายเ้า”
ฮูหยินรองกำมือแน่น “ท่านไม่เข้าใจ หากข้าไม่ทำ คนในตำหนักคุนหนิงจะฆ่าข้าและลูก”
“แล้วเ้าจึงเลือกฆ่าข้าแทนหรือ”
ฮูหยินรองส่ายหน้า น้ำตาไหล “ข้าไม่ได้อยากฆ่าท่าน ข้าเพียง้าปิ่นเหมยทอง พวกเขาบอกว่าหากได้ปิ่น ข้ากับลูกจะรอด”
หลินหว่านชิงไอเบา ๆ เืซึมที่มุมปาก
“เ้ารู้หรือไม่ว่าปิ่นนั้นใช้ปิดผนึกอะไร”
“ข้าไม่สน!” ฮูหยินรองร้องออกมา “ข้าสนเพียงให้ลูกข้าอยู่รอด! ท่านเป็ฮูหยินใหญ่ มีสามีปกป้อง มีบุตรีสายหลัก มีทุกอย่าง แต่ข้ามีอะไร ข้ามีเพียงเด็กในท้องคนเดียว!”
หลินหว่านชิงมองนางด้วยแววตาเศร้า
“เด็กคนนั้นไม่ผิด แต่หากเ้าใช้เขาเป็ภาชนะของสำนักผนึกิญญา วันหนึ่งเขาจะกลายเป็เครื่องมือของคนอื่น”
“อย่างน้อยเขาก็จะมีชีวิต!” ฮูหยินรองกัดฟัน “ชีวิตที่ไร้อำนาจต่างหากคือความตาย ท่านไม่มีวันเข้าใจ”
ภาพกระตุกไหว
ฮูหยินรองหยิบถ้วยยาเข้ามาใกล้
หลินหว่านชิงไม่รับ นางเพียงกล่าวเสียงแ่
“เยี่ยนซู หากเ้าทำวันนี้ เ้าจะไม่มีวันกลับไปเป็คนเดิมได้อีก”
ฮูหยินรองยิ้มทั้งน้ำตา
“ข้าตายไปั้แ่วันที่สำนักผนึกิญญาเลือกข้าแล้ว ฮูหยินใหญ่”
ภาพสุดท้ายคือถ้วยยาที่ถูกยกขึ้น
และกลีบดอกเหมยทองที่แตกหักตกลงบนพื้น
เสิ่นเยว่หลันสะดุ้งกลับมาสู่ปัจจุบัน
นางหอบหายใจแรง มือยังจับหยกผ่านผ้าไว้แน่น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว
เสิ่นจื้อหยวนรีบจับไหล่นาง
“หลันเอ๋อร์ เ้าเห็นอะไร”
นางค่อย ๆ เงยหน้ามองบิดา
“ลูกเห็นท่านแม่กับฮูหยินรองในคืนก่อนท่านแม่สิ้นใจเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนหลับตาลง ร่างทั้งร่างเหมือนถูกความเ็ปแทงทะลุ แต่เขายังยืนอยู่
“นางลงมือจริง”
คำพูดนั้นไม่ได้ดัง
แต่ในน้ำเสียงมีพายุที่พร้อมทำลายทั้งเรือนตะวันออก
เยว่หลันจับแขนเขาไว้ “ท่านพ่อ ตอนนี้เรายังไม่มีหลักฐานพอจะเปิดโปงทั้งหมดต่อหน้าคนอื่นเ้าค่ะ”
“หลักฐานอยู่ตรงนี้”
“หยกนี้เกี่ยวข้องกับิญญา คนที่อยากปิดปากเราจะกล่าวว่าลูกเสียสติ และท่านพ่อถูกลูกหลอก” เยว่หลันกล่าว “ฮองเฮาเริ่มวางหมากนี้แล้ว วันนี้ในตำหนักคุนหนิง หมอหลวงพูดว่าลูกอาจเห็นภาพหลอน ได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริง พวกเขากำลังเตรียมทำให้คำพูดของลูกไร้น้ำหนัก”
เสิ่นจื้อหยวนกำหมัดแน่น
เขาอยากฟันคน
แต่บุตรีพูดถูก
หากเขาใช้เพียงสิ่งที่ิญญาบอกไปกล่าวหาฮูหยินรองและฮองเฮา ศัตรูจะพลิกให้กลายเป็ความบ้าของเยว่หลันและความลำเอียงของแม่ทัพเสิ่นทันที
“เช่นนั้นเราต้องหาหลักฐานของคนเป็” เขากล่าว
เยว่หลันพยักหน้า
“ท่านแม่บอกว่าอวี้หรงไม่ใช่เืเสิ่น หากพิสูจน์เื่นี้ได้ ฮูหยินรองจะเสียทุกอย่าง”
“และจะเปิดทางไปถึงตำหนักคุนหนิง” เสิ่นจื้อหยวนต่อประโยค
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากหน้าต่าง
“พิสูจน์ได้”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปชักดาบทันที
ฉีหลิงอ๋อง หลี่เฟิงเหยียน ยืนอยู่ข้างหน้าต่างั้แ่เมื่อใดไม่มีใครรู้ ชุดดำของเขากลืนไปกับเงายามบ่าย ดวงตาเย็นลึกมองหยกขาวบนโต๊ะด้วยสีหน้าเคร่งขรึมกว่าปกติ
เสิ่นจื้อหยวนหน้าเย็นลงทันที
“ดูเหมือนท่านอ๋องจะชอบเข้าจวนผู้อื่นโดยไม่แจ้งนัก”
หลี่เฟิงเหยียนตอบเรียบ ๆ “ถ้าข้ารอให้แจ้งตามพิธี เศษิญญาของฮูหยินเสิ่นอาจถูกดึงกลับตำหนักคุนหนิงไปแล้ว”
เสิ่นจื้อหยวนกำดาบแน่นขึ้น
เยว่หลันรีบกล่าวก่อนสองบุรุษจะปะทะกันอีก “ท่านอ๋อง ท่านรู้วิธีพิสูจน์เื่อวี้หรงหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ เขาไม่แตะหยกขาว แต่หยิบกระดิ่งเงินออกมาวางไว้ข้าง ๆ เสียงกระดิ่งดังเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีผู้ใดเขย่า ควันสีขาวจาง ๆ ที่เกาะหยกอยู่ค่อย ๆ ถูกผลักออกไป
“หากเสิ่นอวี้หรงเป็เืเสิ่นจริง เืของนางจะตอบรับแผ่นโลหิตบรรพชนและประตูใต้สวนเหมย” เขากล่าว “แต่หากนางไม่ใช่ เมื่อเข้าใกล้ประตู เืของนางจะถูกปฏิเสธ”
เสิ่นจื้อหยวนถามเสียงต่ำ “แผ่นโลหิตหายไปแล้ว”
“ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ใช้แทนได้ชั่วคราว” หลี่เฟิงเหยียนมองเยว่หลัน “เืของผู้ถือผนึก”
เสิ่นจื้อหยวนยกดาบขึ้นเล็กน้อยทันที “ไม่”
หลี่เฟิงเหยียนเหลือบมองเขา “ข้ายังไม่ได้บอกให้เอาเืนาง”
“แต่ท่านคิดแล้ว”
“คิด และปฏิเสธแล้ว” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ตอนนี้เืนางอันตรายเกินไป หากใช้ผิดจังหวะ ประตูจะตื่นอีกครั้ง”
เสิ่นจื้อหยวนจึงลดดาบลงครึ่งหนึ่ง แต่สายตายังไม่เป็มิตรแม้แต่น้อย
หลี่เฟิงเหยียนกล่าวต่อ “ยังมีหลักฐานอื่น ฮูหยินรองไม่อาจเข้าจวนแม่ทัพโดยไม่มีเอกสารปลอม หลักฐานตัวตนเดิมของนางต้องถูกซ่อนหรือทำลาย แต่คนของสำนักผนึกิญญามักไม่ทำลายของที่ใช้ควบคุมคน พวกเขาเก็บสัญญาเืไว้เสมอ”
“สัญญาเื?” เยว่หลันถาม
“เอกสารที่เขียนด้วยเืของผู้สาบาน ผูกชีวิตกับคำสั่งของสำนัก หากทรยศ สัญญานั้นสามารถใช้เรียกิญญากลับไปลงโทษได้” เขากล่าว “ฮูหยินรองมีชีวิตรอดมาได้ถึงวันนี้ แปลว่านางยังมีสัญญานั้น หรือมีสำเนาที่ใช้ต่อรองกับตำหนักคุนหนิง”
เสิ่นเยว่หลันนึกถึงภาพในความทรงจำ
ฮูหยินรองร้องไห้บอกว่าหากไม่ทำ คนในตำหนักคุนหนิงจะฆ่านางกับลูก
คนเช่นนางต้องมีบางสิ่งไว้ป้องกันตนเอง
ใช่
ฮูหยินรองไม่ใช่คนกล้าฝากชีวิตไว้กับพระเมตตาของฮองเฮาเพียงอย่างเดียว
นางต้องมีหลักฐานซ่อนอยู่
“อยู่ที่เรือนตะวันออก” เยว่หลันกล่าว
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง “มารดาเ้าบอกอะไรอีกหรือไม่”
หยกขาวบนโต๊ะสั่นเบา ๆ
เสียงของหลินหว่านชิงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้อ่อนแรงยิ่งกว่าเดิม
“ใต้เตียง…กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด…หลังม่านนกยูง…”
เสิ่นเยว่หลันทวนเบา ๆ “ใต้เตียง กระเบื้องแผ่นที่เจ็ด หลังม่านนกยูง”
เสิ่นจื้อหยวนหันไปทางประตูทันที “พ่อบ้านเฉิน!”
พ่อบ้านเฉินรีบเข้ามา “ขอรับนายท่าน”
“ปิดเรือนตะวันออก”
คำสั่งนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องหนักขึ้นทันที
“ห้ามฮูหยินรองและเสิ่นอวี้หรงออกจากเรือน ห้ามบ่าวคนใดนำของเข้าออก ตรวจทุกประตู ทุกหน้าต่าง และส่งคนไปเฝ้าสวนเหมยเพิ่ม”
พ่อบ้านเฉินรับคำอย่างหนักแน่น “ขอรับ!”
แต่ก่อนเขาจะออกไป หลี่เฟิงเหยียนกล่าวเสียงเรียบ
“ช้าไปแล้ว”
ทุกคนหันมามองเขา
หลี่เฟิงเหยียนมองไปทางทิศเรือนตะวันออก
“นางรู้แล้วว่าหยกถูกนำออกจากตำหนักคุนหนิง”
เสิ่นเยว่หลันหัวใจหดวูบ
“รู้ได้อย่างไร”
“กลิ่นธูปขาวบนหยกถูกตัดขาดเมื่อครู่ คนที่ผูกพิธีย่อมรู้”
พูดจบ เสียงวุ่นวายก็ดังขึ้นจากด้านนอก
บ่าวคนหนึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าหน้าเรือนหลันฮวาอย่างหอบหนัก
“นายท่าน! เกิดเื่ที่เรือนตะวันออกขอรับ!”
เสิ่นจื้อหยวนก้าวออกไปทันที “เกิดอะไรขึ้น”
“ฮูหยินรองเป็ลมขอรับ แต่…แต่ในห้องของนางมีไฟไหม้ขึ้นเอง บ่าวกำลังช่วยกันดับ!”
เสิ่นเยว่หลันลุกขึ้นทันที
ไฟไหม้
เผาหลักฐาน
ไม่ผิดแน่
ฮูหยินรองกำลังทำลายสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้เตียง
เสิ่นจื้อหยวนไม่รออีก เขาเดินนำออกจากเรือนหลันฮวาด้วยความเร็วที่ทำให้บ่าวไพร่ต้องรีบหลีกทาง เยว่หลันตามไปแม้ชิงหลัวจะพยายามห้ามเพราะนางเพิ่งกลับจากวังและยังอ่อนแรง แต่คราวนี้นางไม่มีทางรออยู่เฉย ๆ
หลี่เฟิงเหยียนหายไปจากห้องโดยไร้เสียง
แต่เยว่หลันรู้ว่าเขาจะไปถึงเรือนตะวันออกก่อนทุกคน
ควันไฟลอยขึ้นจากเรือนตะวันออกจริง ๆ
บ่าวไพร่วิ่งวุ่นถือถังน้ำ เสียงร้องใดังไปทั่วลาน เสิ่นอวี้หรงยืนอยู่หน้าห้องมารดา ใบหน้าซีดราวกระดาษ น้ำตาไหลอาบแก้ม นางดูตื่นกลัวและน่าสงสารอย่างยิ่ง แต่เยว่หลันสังเกตเห็นมือของนางกำอะไรบางอย่างไว้แน่นใต้แขนเสื้อ
เมื่อเห็นเสิ่นเยว่หลัน อวี้หรงก็รีบวิ่งเข้ามา
“พี่หญิง! ท่านแม่เป็ลมอยู่ข้างใน ไฟลุกขึ้นเอง ข้ากลัวมากเ้าค่ะ!”
เสิ่นเยว่หลันมองนางด้วยสายตาสงบ
“ไฟลุกขึ้นเองหรือ”
อวี้หรงสะอื้น “ข้าไม่รู้จริง ๆ เ้าค่ะ เมื่อครู่ท่านแม่กำลังพักอยู่ จู่ ๆ ก็ได้กลิ่นไหม้ ข้าเข้าไปดู เห็นม่านหลังเตียงติดไฟแล้ว”
ม่านหลังเตียง
ม่านนกยูง
ตรงกับคำของมารดา
เสิ่นเยว่หลันกำมือแน่น
เสิ่นจื้อหยวนสั่งคนเข้าดับไฟ เขาไม่ปล่อยให้ฮูหยินรองถูกพาออกมาก่อนตรวจห้อง เมื่อบ่าวชายแข็งแรงสองคนฝ่าควันเข้าไป ไม่นานก็พาฮูหยินรองออกมา นางหมดสติจริง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สี แต่เสิ่นเยว่หลันมองเพียงแวบเดียวก็รู้
นางไม่ได้เป็ลมเพราะกลัว
นางกลืนยาบางอย่างเพื่อทำให้ตัวเองดูหมดสติ
เป็กลวิธีเดิม
ใช้ความอ่อนแอเป็เกราะ
เมื่อไฟถูกดับลง ห้องของฮูหยินรองเหลือเพียงกลิ่นไหม้และควันดำ ม่านหลังเตียงถูกเผาไปเกือบหมด เตียงไม้มีรอยไหม้ด้านล่าง กระเบื้องบางแผ่นบนพื้นแตกร้าวเพราะความร้อน
เสิ่นเยว่หลันเดินเข้าไปโดยใช้ผ้าปิดจมูก
ชิงหลัวรีบตามหลัง
“คุณหนู ระวังควันเ้าค่ะ”
เสิ่นจื้อหยวนยืนอยู่ข้างเตียง สั่งให้คนงัดกระเบื้องใต้เตียงขึ้นทีละแผ่น
หนึ่ง
สอง
สาม
จนถึงแผ่นที่เจ็ด
ใต้กระเบื้องแผ่นนั้นมีช่องลับจริง
แต่ภายในถูกไฟเผาไปบางส่วนแล้ว
พ่อบ้านเฉินใช้คีมเหล็กคีบสิ่งที่เหลือออกมาอย่างระมัดระวัง มีเศษกระดาษไหม้เกรียมหลายชิ้น กล่องเหล็กเล็กที่ถูกเปิดทิ้งไว้ และผ้าห่อสีดำที่เหลือเพียงครึ่งหนึ่ง
เสิ่นจื้อหยวนหยิบเศษกระดาษที่ยังอ่านได้ขึ้นมาดู
บนกระดาษไหม้มีตัวอักษรเหลือเพียงไม่กี่คำ
“…เยี่ยนซู รับคำสั่งตำหนักคุนหนิง…”
“…เด็กหญิงผู้นี้มิใช่เืเสิ่น แต่ต้องเลี้ยงในนามคุณหนูรอง…”
“…เมื่อเหมยโลหิตตื่น ให้ใช้สายเืภาชนะเข้าผูกกับองค์ชายสาม…”
เสิ่นจื้อหยวนกำกระดาษแน่นจนเกือบขาด
ใบหน้าของเขาเย็นจัด
ชิงหลัวอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
เยว่หลันมองตัวอักษรเ่าั้ แล้วหัวใจของนางค่อย ๆ หนักขึ้น
ไม่ใช่เพียงอวี้หรงไม่ใช่เืเสิ่น
นางถูกเลี้ยงไว้ในฐานะ “ภาชนะ”
และภาชนะนั้นต้องผูกกับองค์ชายสาม
แปลว่าในชาติก่อน การที่อวี้หรงได้ยืนเคียงข้างองค์ชายสามหลังทำลายนาง อาจไม่ใช่เพียงเพราะความรักหรือความทะเยอทะยาน
แต่เป็ส่วนหนึ่งของพิธี
เป็หมากที่ตำหนักคุนหนิงวางไว้ั้แ่ก่อนอวี้หรงเกิด
ทันใดนั้น หลี่เฟิงเหยียนปรากฏขึ้นด้านข้างอย่างเงียบงัน เขาถือเศษผ้าดำอีกชิ้นหนึ่งในมือ
“ข้าพบสิ่งนี้ในเตาไฟหลังเรือน นางส่งคนโยนทิ้งก่อนพวกเ้ามาถึง”
เขาวางผ้าดำนั้นลงบนโต๊ะที่ยังไม่ไหม้
ข้างในมีเส้นผมยาวหนึ่งปอย ผูกกับป้ายไม้เล็กที่สลักชื่อไว้ครึ่งหนึ่ง
“เยี่ยน…”
เสิ่นเยว่หลันมองป้ายไม้นั้น
“สัญญาเื?”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้า “เหลือเพียงส่วนเดียว อีกส่วนถูกเผาไปแล้ว แต่แค่นี้ก็พอพิสูจน์ว่านางเคยเป็คนของสำนักผนึกิญญา”
เสิ่นจื้อหยวนหันกลับไปมองฮูหยินรองที่ยังนอนหมดสติอยู่ด้านนอก
ดวงตาของเขาเย็นจนชิงหลัวรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวลดลงหลายองศา
“จับนางไว้”
เสิ่นอวี้หรงที่ยืนอยู่หน้าประตูร้องขึ้นทันที
“ท่านพ่อ! ท่านจะทำอะไรท่านแม่เ้าคะ!”
คำว่า “ท่านพ่อ” ดังขึ้นกลางห้องที่เพิ่งพบหลักฐานว่าเด็กหญิงผู้นี้อาจไม่ใช่เืเสิ่น
บรรยากาศแข็งตัวทันที
เสิ่นจื้อหยวนหันไปมองนาง
แววตาของเขาซับซ้อนอย่างยิ่ง
ทั้งโกรธ
ทั้งเจ็บ
ทั้งเ็า
และมีความเศร้าลึก ๆ ของชายที่เพิ่งรู้ว่าตนถูกหลอกมานานหลายปี
อวี้หรงชะงักเมื่อเห็นสายตานั้น
“ท่านพ่อ…”
เสียงของนางเบาลง
เสิ่นจื้อหยวนกล่าวช้า ๆ
“อย่าเพิ่งเรียกข้าว่าพ่อ”
ประโยคเดียวทำให้ใบหน้าของเสิ่นอวี้หรงขาวซีดราวตายไปแล้วครึ่งหนึ่ง
บ่าวไพร่รอบด้านตกตะลึง ไม่มีใครกล้าส่งเสียง
เสิ่นเยว่หลันมองน้องสาวต่างมารดาในนามอย่างเงียบ ๆ
ในชาติก่อน อวี้หรงเคยยิ้มเยาะนางบนลานปะา บอกว่านางโง่ที่คิดว่าตนเป็คุณหนูใหญ่แล้วจะมีทุกอย่าง บอกว่าความรักขององค์ชายสามไม่เคยเป็ของนาง บอกว่าตระกูลเสิ่นสมควรพังเพราะขวางทางคนที่ควรสูงกว่า
แต่ในตอนนี้ อวี้หรงยืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัวอย่างแท้จริง
นางรู้หรือไม่ว่าตนไม่ใช่เืเสิ่น
นางรู้หรือไม่ว่าตนเป็ภาชนะ
หรือทั้งชีวิต นางเองก็ถูกมารดาและตำหนักคุนหนิงใช้เป็หมากเช่นเดียวกัน
เสิ่นเยว่หลันยังไม่รู้
และนางจะไม่ใจอ่อนเพียงเพราะอวี้หรงอาจเป็หมาก
เพราะหมากบางตัวเลือกแทงคนอื่นด้วยมือของตนเอง
เสิ่นอวี้หรงตัวสั่น น้ำตาไหลออกมา
“ท่านหมายความว่าอย่างไรเ้าคะ ข้า…ข้าทำอะไรผิด ท่านแม่ทำอะไรผิด เหตุใดทุกคนมองข้าเช่นนี้”
ไม่มีใครตอบ
ฮูหยินรองที่ถูกพาให้นอนบนตั่งด้านนอกค่อย ๆ ลืมตาขึ้นในจังหวะนั้น
นางคงคิดว่าตนจะได้เห็นทุกคนวุ่นวายเพราะไฟไหม้ ได้เห็นหลักฐานถูกเผาจนหมด และได้ใช้การเป็ลมหลบการสอบสวนไปอีกครั้ง
แต่เมื่อเห็นเสิ่นจื้อหยวนถือเศษกระดาษไหม้อยู่ เห็นป้ายไม้ที่มีชื่อ “เยี่ยน” วางบนโต๊ะ และเห็นแววตาแตกสลายของอวี้หรง นางก็รู้ทันทีว่าไม่ทันแล้ว
สีหน้าของฮูหยินรองเปลี่ยนจากซีดเป็แข็งค้าง
เสิ่นจื้อหยวนเดินไปตรงหน้านาง
“เยี่ยนซู”
เพียงชื่อนั้น ฮูหยินรองก็เหมือนถูกผลักตกเหว
นางสั่นไปทั้งตัว แต่ยังพยายามยิ้มอย่างอ่อนแรง
“นายท่าน…ท่านเรียกใครหรือเ้าคะ ข้าไม่เข้าใจ…”
เสิ่นจื้อหยวนโยนเศษกระดาษไหม้ลงตรงหน้านาง
“เ้าควรคิดคำโกหกใหม่ คำว่าไม่เข้าใจใช้มานานเกินไปแล้ว”
ฮูหยินรองมองเศษกระดาษ มือของนางสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
เสิ่นอวี้หรงหันไปมองมารดา “ท่านแม่…นี่คืออะไรเ้าคะ ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร”
ฮูหยินรองไม่ตอบ
ความเงียบของนางคือคำตอบที่น่ากลัวที่สุดสำหรับอวี้หรง
เด็กสาวถอยหลังไปหนึ่งก้าว ริมฝีปากสั่น
“ท่านแม่…”
ฮูหยินรองพลันเงยหน้าขึ้น น้ำตาไหลลงมาทันที
“นายท่าน ข้าถูกบังคับเ้าค่ะ! ข้าไม่ได้อยากทำ ท่านไม่รู้ว่าพวกเขาน่ากลัวเพียงใด หากข้าไม่เชื่อฟัง ข้ากับลูกต้องตาย ข้าเพียงอยากให้ลูกมีชีวิต!”
เสิ่นจื้อหยวนมองนางด้วยสายตาไร้ความอ่อนโยน
“เพื่อให้ลูกเ้ามีชีวิต เ้าจึงวางยาหว่านชิง?”
ฮูหยินรองสะอื้น “ข้าไม่ได้อยากให้นางตาย ข้าเพียง…”
“เพียงอะไร” เสิ่นจื้อหยวนเสียงเย็น “เพียงส่งยาพิษ เพียงขโมยปิ่น เพียงฝังสาวใช้เด็ก เพียงขโมยแผ่นโลหิตบรรพชน เพียงโกหกข้าว่าเด็กของเ้าคือเืตระกูลเสิ่น?”
คำถามแต่ละข้อเหมือนดาบฟันลงบนร่างฮูหยินรอง
นางกรีดร้อง “ข้าไม่มีทางเลือก!”
เสียงนั้นดังไปทั่วลาน
เสิ่นเยว่หลันมองนางอย่างสงบ
“คนที่ไม่มีทางเลือกจริง ๆ คือเสี่ยวถง” นางกล่าวเบา ๆ “เด็กคนนั้นไม่มีทางเลือกตอนถูกฝังใต้ต้นเหมย มารดาข้าไม่มีทางเลือกตอนดื่มยาพิษ ส่วนท่าน…ท่านเลือกแล้ว เพียงแต่ท่านไม่อยากรับผลของมัน”
ฮูหยินรองหันมามองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เ้าเหมือนนางเกินไป” นางกัดฟัน “เหมือนมารดาโง่ของเ้าที่คิดว่าความดีจะช่วยโลกได้”
เสิ่นจื้อหยวนดึงดาบออกครึ่งฝักทันที
เยว่หลันยกมือห้าม
“ท่านพ่อ อย่าให้เืนางเปื้อนเรือนตอนนี้เ้าค่ะ นางยังมีประโยชน์”
ฮูหยินรองหัวเราะเสียงสั่น
“ประโยชน์หรือ เ้าคิดว่าจะเค้นอะไรจากข้าได้หรือ เสิ่นเยว่หลัน เ้าไม่รู้เลยว่าสิ่งที่อยู่ข้างหลังข้าน่ากลัวเพียงใด ต่อให้เ้ารู้ความจริงบางส่วน เ้าก็หยุดอะไรไม่ได้”
“อาจหยุดไม่ได้ทั้งหมด” เยว่หลันกล่าว “แต่หยุดเ้าได้ก่อน”
ฮูหยินรองชะงัก
เสิ่นเยว่หลันหันไปสั่งพ่อบ้านเฉิน
“คุมตัวฮูหยินรองไว้ แยกนางออกจากเสิ่นอวี้หรง ห้ามทั้งสองพบกัน ห้ามส่งจดหมาย ห้ามบ่าวเรือนตะวันออกเข้าออกจนกว่าจะสอบเสร็จ”
อวี้หรงเบิกตากว้าง “พี่หญิง! ท่านจะทำเช่นนี้กับข้าไม่ได้!”
เยว่หลันหันไปมองนาง
“ข้าไม่ได้ทำกับเ้า” นางกล่าว “ความจริงต่างหากที่ทำ”
อวี้หรงตัวสั่น ราวกับถูกประโยคนั้นตบหน้า
พ่อบ้านเฉินสั่งคนเข้ามาคุมฮูหยินรองทันที คราวนี้ไม่มีใครฟังเสียงร้องไห้ของนางอีกต่อไป บ่าวไพร่ที่เคยก้มศีรษะให้ฮูหยินรองด้วยความเคารพ ต่างมองนางด้วยความหวาดกลัวและรังเกียจปะปนกัน
ฮูหยินรองถูกพาออกไป
ก่อนออกจากห้อง นางหันกลับมามองเยว่หลันด้วยแววตาเหมือนคำสาป
“เ้าคิดว่าตนชนะแล้วหรือ”
เสิ่นเยว่หลันสบตานาง
“ไม่” นางตอบ “นี่เพิ่งเริ่มต้น”
ฮูหยินรองยิ้มเย็นอย่างประหลาด
“เช่นนั้นก็จงระวัง คืนนี้อวี้หรงจะเริ่มฝัน และเมื่อภาชนะตื่นเต็มที่ คนแรกที่นางอยากฆ่า…จะเป็เ้า”
เสิ่นอวี้หรงหน้าซีด “ท่านแม่! ท่านพูดอะไร!”
ฮูหยินรองถูกลากออกไป ทิ้งคำพูดนั้นไว้เหมือนมีดที่ปักกลางอากาศ
ภาชนะตื่นเต็มที่
คนแรกที่อยากฆ่าคือเยว่หลัน
เสิ่นอวี้หรงยืนสั่นอยู่กลางห้อง ดวงตาเต็มไปด้วยความกลัวและความไม่เข้าใจ แต่น้ำตาของนางไม่ได้ทำให้บรรยากาศอ่อนลงอีกต่อไป
หลี่เฟิงเหยียนเดินเข้าไปใกล้เสิ่นเยว่หลันเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสียงต่ำ มีเพียงนางได้ยิน
“คืนนี้อย่าให้เสิ่นอวี้หรงอยู่ใกล้ประตูใต้สวนเหมย”
เยว่หลันมองเขา “ถ้านางเข้าใกล้เล่า”
ดวงตาของฉีหลิงอ๋องเย็นลง
“สิ่งที่อยู่หลังประตูอาจคิดว่านางคือกุญแจอีกดอกหนึ่ง”
เยว่หลันหันไปมองเสิ่นอวี้หรง
เด็กสาวคนนั้นยืนอยู่ท่ามกลางเศษควันไฟ เสื้อผ้าขาวเปื้อนเขม่า ใบหน้างดงามซีดเผือด น้ำตายังคงไหลไม่หยุด แต่มือของนางกำแขนเสื้อตนเองแน่นจนเส้นเืขึ้น
และใต้ชายแขนเสื้อนั้น เยว่หลันเห็นแสงสีแดงจาง ๆ วูบหนึ่ง
เหมือนตราบางอย่างกำลังตื่นใต้ิัของเสิ่นอวี้หรง
นางไม่ได้เป็เพียงน้องสาวตัวปลอม
ไม่ได้เป็เพียงหมากของฮูหยินรอง
แต่นางคือภาชนะที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อบางสิ่ง
คืนนั้น ก่อนดวงอาทิตย์ตก จวนเสิ่นถูกปิดประตูทุกบาน
ฮูหยินรองถูกขังไว้ในห้องหินด้านหลังเรือนคนงาน มีคนของแม่ทัพเฝ้าสี่ชั้น เสิ่นอวี้หรงถูกพาไปอยู่ในเรือนเล็กแยกต่างหาก มีสาวใช้สองคนเฝ้าดูทุกลมหายใจ
แต่เมื่อยามไฮ่มาถึง
สาวใช้ทั้งสองหน้าประตูเรือนเล็กพลันล้มลงโดยไร้เสียง
ประตูไม้เปิดออกช้า ๆ
เสิ่นอวี้หรงเดินออกมาด้วยเท้าเปล่า ดวงตาของนางเปิดอยู่ แต่ไร้แววสติ ริมฝีปากพึมพำคำซ้ำ ๆ
“ข้าคือเืเสิ่น…”
“ข้าคือคุณหนูรอง…”
“สิ่งที่เป็ของนาง…ต้องเป็ของข้า…”
บนข้อมือของนาง ตราสีแดงรูปหงส์ครึ่งปีกค่อย ๆ ปรากฏขึ้นใต้ิั
และไกลออกไปในสวนเหมย ดินใต้ต้นเหมยเก่าสั่นไหวเบา ๆ ราวกับประตูที่หลับใหลได้ยินเสียงเรียกของภาชนะแล้ว
เสิ่นอวี้หรงเงยหน้าขึ้น
ดวงตาที่เคยอ่อนหวานกลายเป็สีแดงจาง ๆ
นางยิ้ม
ก่อนเดินตรงไปยังสวนเหมยอย่างเงียบงัน