ถ้าพวกนายเคยคิดว่าการโดนอาจารย์ปกครองวิ่งไล่ในตอนที่แอบโดดเรียนไปอยู่ร้านเน็ตคือเื่น่ากลัว
เชื่อผมเถอะ มันไม่เท่ากับการถูกสัตว์อสูรระดับััปราณขั้นกลางไล่กระทืบ!
ตอนนี้ผมวิ่ง และไม่ได้วิ่งธรรมดา แต่เป็ระดับ 'สับแหลก' อย่างไม่คิดชีวิต
เ้าตัวเขื่องนั่นสูงเกือบสองเมตร หน้าตาก็คล้ายจระเข้ผสมจิงโจ้ แถมหลังยังมีหนามแหลมเป็ร้อย ๆ อัน อย่างกับมันเอาตัวเองไปกลิ้งเล่นในพุ่มกระบองเพชรแล้วกลับมาแบบไม่รู้สึกอะไร
ผมเดาว่ามันคงเพิ่งตื่นจากจำศีล อาจเป็เพราะเสียงการต่อสู้ของพวกผมดังมากจนไปกวนมัน
แถมมันยังดูหิวเอามาก ๆ ด้วย
แต่ช่วยบอกผมเถอะว่าทำไม!!
มันถึงได้เลือกพวกผม!
ทั้งที่คนอยู่กันเป็สิบ ทำไมไม่ไปเลือกคนอื่น!? ผมก็ไม่ได้หล่อเด่นอะไรนักนะ!
ตอนนี้เ้านั่นไม่ใช่แค่ไล่ วิ่งเปล่า ๆ ไม่พอ...
มันยังหยิบหนามบนหลังออกมาขว้างใส่ผมราวกับนักกีฬาโอลิมปิกพุ่งแหลน!
ผมััได้ทัน จึงเบี่ยงตัวหักหลบไปทางขวาอย่างรวดเร็ว ต้องขอบคุณ่ชีวิตนักบอลในอดีต กับครูฝึกบ้าโหดอย่างยี่ฟู่ที่เคี่ยวกรำผมซะจนกลายเป็นักกายกรรมวิ่งหนีตายไปโดยปริยาย
เหงื่อไหลลงคอ ผมหางม้าของผมเปียกโชก และปอดผมแทบจะะเิอยู่แล้ว!!
แต่เ้าตัวนั่นยังไม่เลิก!!
“พวกข้าน่ะผู้ชายเนื้อเหนียว ๆ”
ผมะโออกไปด้วยใจอัดแน่นไปด้วยความเคียดแค้น
“โน่น!! ไปตามพวกนางโน่น!! คนมีตั้งเยอะ!! ไปไล่พวกสาว ๆ โน่นไป๊! พวกนางเนื้อนุ่มกว่าเยอะ!!”
ไม่รู้มันแปลภาษาออกไหม แต่จากที่มันตอบกลับด้วยการง้างหนามอีกเส้นแล้วเตรียมปาใส่ผม...
สงสัย...
เอ่อ..
ไม่ต้องสงสัยว่ามันคงตอบว่าไม่
แต่เอาจริง ๆ
ผมก็รู้สึกอิจฉาเ้าอสูรหน่อย ๆ นะ
อย่างน้อยมันก็มีสิทธิ์ได้เลือก..
ซุนโหวหวังเหลือบตามามองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะปรายกลับมาเหมือนกำลังชั่งใจอะไรบางอย่าง
“อย่างไรไอ้เปรื่อง มีแผนฤๅไม่?”
เอาจริงนะ ตอนนั้นผมอยากตอบไปว่า 'มีก็ผีล่ะ!' แต่พูดไม่ออก ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ พร้อมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เพราะสมองตอนนั้นมันตื้อจริง ๆ
วิ่งไล่เ้าหมูอสูรก็เหนื่อยพอแล้ว ยังต้องมาเจออะไรอีก?
“อา.. แม้แต่เอ็งยังคิดไม่ออกหรือนี่...
มันพูดแล้วทำเสียงพึมพำกับตัวเองนิดหน่อย ก่อนจะเอียงคอถามต่อ
“เช่นนั้นเอาวิธีของฉันเป็ไร?”
ถ้าเป็สถานการณ์อื่น ผมคงหัวเราะแล้วปฏิเสธเสียงแข็ง แต่ตอนนั้นผมหันไปมองหน้ามันอย่างกับเพิ่งเจอขุมทรัพย์ใต้ดิน
“เหลามาให้แหลมเลยพ่อหนุ่มหน้าขน”
ผมตอบกลับไปแบบไม่ทันคิด
ซุนโหวหวังแค่นหัวเราะ แล้วพูดอย่างมั่นหน้าแบบที่มันถนัด
“ไม่ยาก!!
ใช่แผนคนสกุลซุนที่ใช้กันมาอย่างช้านาน!!
เอาแข็งชนแข็ง!!
ใครแข็งกว่าก็อยู่ต่อ!”
พูดจบ.. ไอ้เ้านั้นก็ไม่รอฟังอะไรอีกเลย
โหวหวังหมุนตบเท้าครั้งหนึ่งเพื่อสร้างแรงต้าน ก่อนจะหมุนและวิ่งสวนทางไป
“ดะ...เดี๋ยว!!”
ผมเบรกตัวเองแทบไม่ทัน แล้วหันกลับไปมองภาพตรงหน้าอย่างกับดูรถเก๋งวิ่งชนรถบรรทุก
ไอ้ที่มันเรียกว่าแผนน่ะ!!
มันไม่มีส่วนไหนเรียกว่าแผนได้เลยแม้แต่น้อย นั่นมันความดื้อด้านล้วน ๆ !
แต่ให้ผมยืนดูเฉย ๆ แล้วปล่อยให้ไอ้สมองกล้ามเพื่อนผมไปลุยอยู่คนเดียว ผมก็คงไม่ใช่หลิวเจี้ยนแล้วล่ะ
อีกอย่าง!!
ผมให้คำสัญญาไว้กับอาม้าแล้วด้วย ว่าจะมีเพื่อนให้มาก ๆ แล้วไอ้หมอนี่ดันเป็เพื่อนคนเดียวของผมเสียด้วย
“โถ่เว้ย!! ใครใช้ให้มีเพื่อนอย่างมันกันนะ!!”
ผมสบถออกมาจากใจ ก่อนจะกำกระบี่แน่น แล้วกระโจนตามโหวหวังกลับไป
“อ้ายเจี้ยน! เอ็งคอยโจมตีมัน ส่วนฉันจะคอยต้านรับให้เอ็งเอง
จงอย่าประมาท!!
ถึงอย่างไรมันก็เป็ถึงอสูรระดับััปราณขั้นกลาง”
เสียงของซุนโหวหวังยังคงนิ่ง เรียบและโคตรมั่นใจ แววตาเหมือนคนพวกนักรบไวกิ้งในหนังโรง
แต่ไอ้คำว่าอย่าประมาทของมันนี่อะไร
ไอ้สิ่งที่มันทำอยู่มากกว่าคำว่าประมาทไปไกล
มันเรียกว่าไม่ได้คิดเลยต่างหาก
“แล้วแต่นายเลย.. พ่อสมองกล้าม”
ผมตอบสั้น ๆ พร้อมกับใช้ท่าร่างถอยออกจากจุดสนใจ
ซึ่งตอนนี้ ก็คือไอ้หมู..จรเข้.. เม้น.. ช่างเถอะ.. ไอ้ตัวหนามั์ที่ตอนนี้ได้หันหัวไปสนใจเพื่อนหน้าขนของผมแทนแล้ว
เพราะไอ้หมอนั่นดันไปหวดมันจากด้านหลังอย่างจังที่ด้านหลัง
เ้าอสูรตอนนี้ยิ่งนานก็ยิ่งโกรธ
มันเบี่ยงตรงพร้อมพุ่งตรงเข้าหาซุนโหวหวัง หมายจะแก้แค้นที่บังอาจโจมตีใส่มัน
แต่ก็เหมือนโหวหวังจะเตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้ว
“ฤทธิ์กระบองสกุลซุน กระบวนที่สี่ อัฐนิยาม!”
ผมเงยหน้าขึ้นไปดูตอนที่ซุนโหวหวังปล่อยพลังออกมาราวกับตัวของมันอาบไปด้วยพลังปราณสีชาด
พลังสายนั้นของมันพวยพุ่งออกมาเหมือนจะะเิร่างของมันได้
ก่อนที่ต่อมา กระบองในมือของหมอนั่นดูดกลืนทุกหยาดปราณลงไปจนหมด
แล้วกระบองที่เต็มไปด้วยพลังปราณสีชาดจะจมลงไปในผืนดิน
เ้าหมูหนามั์ที่แสนจะมีปัญญา (ระดับประถมต้น) ก็ไม่ได้เอะใจอะไร
มันแค่เห็นว่าเป้าหมายของมันยังอยู่ มันก็พองขนขึ้นมาอย่างกับปลาปักเป้าบนเขียงเชฟซูชิ
แล้วมันก็พุ่งพรวดเดียว เหมือนะุปืนใหญ่ติดหนาม ปลายทางคือซุนโหวหวัง
ซึ่งหากโดน
เพื่อนของผมก็ไม่ต่างกับลูกชิ้นเสียบไม้
แต่ก่อนที่ห่าหนามจะถึงตัว
กระบองที่ซ่อนอยู่ใต้ดินพุ่งขึ้นมาอย่างแม่นยำ
เศษหินะเิจากพื้นกระแทกห่าหนามทั้งหมดจนกระเด็นเปลี่ยนทาง
แค่นั้นไม่พอ
กระบองเหล็กดำก็ได้ซัดเต็มรักเข้าที่ท้องน้อยของเ้าหมูอสูร
ส่งร่างของมันลอยทะยานขึ้นไปเหนือพื้นดินกว่า 5 เมตร ราวกับบั้งไฟขอฝน
ผมเห็นทุกอย่างชัด
แล้วนั่นน่าจะเป็โอกาสที่โหวหวังมันสร้างเอาไว้ให้
ผมกัดฟันกระชับกระบี่ในมือ พร้อมจะพุ่งตัวตามขึ้นไปกลางอากาศ
จนเมื่อเกือบถึงตัวเ้าอสูร
ผมก็ได้ง้างกระบี่ขึ้น
“วิชากระบี่โบย์ ขั้นที่สาม อสูรสูญ!!”
กระบี่ในมือผมตอนนี้อาบปราณสีครามจนส่องแสงวิบวับเหมือนของเล่นในงานวัด แต่ท่ามกลางแสงสีฟ้าเรืองรองนี่ ผมไม่ได้มีอารมณ์เล่นเลยแม้แต่น้อย
บรรจงอัดวิชากระบี่เข้าใส่เ้าอสูรหมูหนามบินตัวนั้นไม่ยั้ง
แต่เสียงที่สะท้อนกลับมากลับเป็เสียง เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!!
ใช่ครับ.. กระบี่ผมกระเด้งเหมือนตีลงบนเหล็กกล้าขัดเงา ทั้งที่มันคือเนื้อสัตว์แท้ ๆ
แล้วโชคร้ายดันซ้ำซ้อน เ้าหมูหนามเหมือนจะรู้ว่าตอนนี้ภัยคุกคามของมันก็คือผม
อยู่ดี ๆ มันก็คว้าข้อมือซ้ายผมไปแบบหน้าด้าน ๆ ไม่ให้เวลาตั้งตัวเลยด้วยซ้ำ
ปากของมันอ้าออกกว้าง ทำให้ผมเห็นฟันมันครบทุกซี่
ถ้าหมอฟันได้มาเห็นก็คงทำหน้าเหมือนผมในตอนนั้น
ฟันแหลม ๆ ของมันนั้นน่าสยองยิ่งกว่าการดูหนังผีตอนอยู่บ้านคนเดียว
นี่ยังไม่รวมกลิ่นที่โชยมานะ
แรงบีบจากมือของเ้าอสูร บอกตามตรงว่าแรงที่มันใช้นั้นถึงกับทำให้ผมต้องกัดฟันทนเจ็บ
“ปล่อยนะให้หมูเวรนี่!!”
ผมดิ้นพล่านพร้อมจ้วงกระบี่ในมือขวาเข้าใส่ปากมัน เผื่อจะช่วยให้มันเปลี่ยนใจ ไม่เอาผมเป็ของว่าง
เคร้ง!!
กระบี่ของผมฟันไม่เข้าเนื้อหนังของมันด้วยซ้ำ
ผมล่ะไม่อยากจะเชื่อ เนื้อข้างในปากแทนที่จะอ่อนกว่าส่วนหลังที่เป็หนาม
แต่นี่มันอะไรกัน!! มันกลับแข็งไม่ต่างกันเลย
คือแบบ.. นี่มันกินหินเป็อาหารหรือไง?! ผมนี่อยากขอเช็กเมนูประจำวันมันจริง ๆ
มันดึงแขนซ้ายของผมพาดลงไปบนเขี้ยวที่แหลมคมราวกับใบเลื่อยของมัน
ขากรรไกรของเ้าหมูนรกก็ค่อย ๆ งับลงมาทีละนิด ๆ
“เ้าบีบบังคับข้าแล้วนะเ้าอสูร!”
ผมตวาดออกไปด้วยความหัวร้อนสุดขีด
อยู่ ๆ ก็จะมากัดแขนกันดื้อ ๆ แบบนี้มันใช้ได้เหรอ
ดวงตาของผมมันร้อนผ่าว ปราณในตัวก็ร้อนขึ้นเหมือนมีใครเอาหัวไชเท้ายัดใส่เตาหม้อไฟ แล้วมันก็ไม่ใช่แค่รู้สึกร้อนเฉย ๆ ด้วย สีของพลังปราณที่ห่อหุ้มกระบี่ผมตอนนี้
มันเปลี่ยนไป
จากครามใสเป็ม่วงเข้ม
จากม่วงเข้มกลายเป็แดงสด
จากแดงสดคล้ำลงจนกลายเป็สีชาด
และไม่ใช่สีชาดธรรมดา!!
มันเป็สีชาดที่ดูคลั่งเกรี้ยว ราวกับพลังทั้งหมดในตัวผมกำลังจะแตกกระจายออกมา
“อ้ายเจี้ยน...นี่เอ็ง...!”
เสียงของโหวหวังดังมาแต่ไกล
น้ำเสียงของมันไม่ใช่ใอย่างเดียว มันออกไปทางหวาดหวั่น
“เป็ไปไม่ได้!! เอ็งมีทั้งปราณครามกับปราณชาด เป็ไปไม่ได้เป็อันขาด!!”
ฟังจากน้ำเสียงที่แววมา โหวหวังมันคงแปลกใจมากจริง ๆ
แต่ผมก็ไม่มีเวลาจะอธิบายอะไร
เพราะตอนนี้แขนซ้ายของผมกำลังจะกลายเป็มื้อว่างของเ้าอสูร
ผมโอบพลังปราณชาดของผม รวบรวมไว้ที่ฝ่ามือ
“หัตถ์ภูติแห่งซื่อซาน... ฉีกภูผา!!”
จากแขนซ้ายที่ไม่มีแรงพอจะต่อกรกับเ้าอสูร
หากคิดว่าผมใช้วิชานี้เพื่อดึงแขนออกมา
อะ..อะ.. คิดผิด
แต่ผมจะฉีกปากมันให้แหกต่างหาก!
ใช่..
ฟังดูเถื่อนโคตร แต่ก็นั่นแหละ
ผมกำลังแหกปากมันด้วยมือทั้งสองข้าง
ผมออกแรงมือซ้ายจนดิ้นหลุดออกจากมือของเ้าอสูร ก่อนที่จะใช้มือข้างเดิมจับไปที่ฟันตรงกรามด้านล่าง ส่วนมือขวาก็ได้จับไปที่ฟันบนขากรรไกร้า
เมื่อสองมือของผมอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะ
ผมจึงได้ออกแรงง้างปากของเ้าอสูรเต็มที่
ต่อให้ปากมันจะหนาและแข็ง
แต่การถูกง้างฉีกปากนี่มันอีกเื่
เ้าอสูรคำรามเสียงในลำคอด้วยความเ็ป
เนื้อตัวก็ดิ้นทุรนทุรายจนผมรู้สึกได้ว่ามันคงเจ็บมาก
แต่ก็ใช่ว่ามันจะยอมให้ผมฉีกปากของมันง่าย ๆ
มืออีกข้างของมันดันพุ่งไปคว้าหนามแหลมจากหลัง
คงคิดจะใช้หนามของตัวเองมาแทงผม
คงต้องโทษที่มันเกิดมามีตัวใหญ่โต
ทำให้ผมเห็นการเคลื่อนไหวของมันได้ชัด
“โหวหวัง!! รับ!!”
ผมหมุนตัวออกแรงขา อาศัยแรงเหวี่ยงผสมกับพลังปราณวาดขาฟาดใส่เ้าอสูร
แรงเตะของผมที่มีการหมุนตัวผสมแรงโน้มถ่วงพาเ้าหมูหนามสองเมตรร่วงลงไปแบบดาวตก
และแน่นอนคนที่รอรับอยู่ข้างล่างไม่ใช่พ่อพระ
แถมเ้าอสูรตนนี้ก็ไม่นับว่าเป็สตรี
ฉะนั้นมันจึงไม่ได้อยู่ในข้อละเว้นของซุนโหวหวัง
กระบองเหล็กดำฟาดเสยเข้ากลางหลังที่เต็มไปด้วยหนามของเ้าอสูรเข้าอย่างจัง
เกิดเป็เสียงดัง ปึก ตามมาด้วยเืสีเขียวที่พุ่งขึ้นแบบน้ำพุที่ศาลเ้าตอนตรุษจีน