เว่ยเมิ่งเมื่อสีหน้าคนตรงหน้าก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆในใจ พริบตาเมื่อควันจางหายไปหมด เว่ยเมิ่งกำลังจะประสานมือทำความเคารพฮ่องเต้ เงาแปดร่างปรากฏขึ้นเบื้องหน้าฮ่องเต้ นั้นคือองค์รักษ์เงาประจำพระองค์นั้นเอง สองในแปดอยู่ข้างตัวพระองค์ ในขณะที่อีกหกคนเข้าโจมตีเว่ยเมิ่งชิงหลงเทียนที่พึ่งได้สติ เรียบตวาดลั่นสั่งให้หยุดทว่าไม่ทันแล้ว คมกระบี่พุ่งไปถึงตัวชายหนุ่มผู้มาเยือนเสียก่อน ทว่า......ไม่มีเลือด ไม่มีบาดแผล ไม่มีการเสียงปะทะ ไม่มีกระทั้งร่างของชายหนุ่ม องค์เงาทั้งหกใจหายวาบ รีบหันมองไปข้างหลังร่างของเว่ยเมิ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าฮ่องเต้แหง่แคว้นชิง ชายหนุ่มก้มศีรษะลงเล็กน้อยและประสานมือ “ข้าพเจ้า ตงฟางเว่ยเมิ่ง จากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์ ขอคาราวะฮ่องเต้ชิงหลงเทียนแห่งแคว้นชิง”
“ฮาๆๆๆ ที่แท้เจ้าก็เป็นคนของท่านผู้เฒ่าโม่จือนี่เอง” ชายหนุ่มจากหมู่บ้านน้ำตกสวรรค์และผู้ส่งอำนาจที่สุดแห่งแคว้นชิงเดินพูดคุยกันในตำหนักส่วนตัวของพระองค์ กลิ่นหอมและสีสันของดอกไม้ลายล้อมตามทางเดิน แสงอาทิตย์ยามตกดินช่วยขับความงามของทิวทัศน์ให้งามราวกับว่าเป็นสวนแห่งสวรรค์“เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องห้องอักษรของเราหรอก อันที่จริงมันก็เป็นความผิดของตัวเราเองที่ไม่ได้ดูแลกลไกทางลับให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ” ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ เมื่อได้ยินที่ชายหนุ่มบอกกับตนว่าขยับคันโยกทางลับแล้วแต่ประตูใช้งานไม่ได้“ขอบคุณพระองค์ที่เมตตา” ชายหนุ่มยิ้มแห้งๆ“แล้วท่านผู้เฒ่ามีเรื่องรีบร้อนอะไรหรือเปล่า ถึงได้ส่งเจ้ามา?” ชิงหลงเทียนหลับสู่บุคลิกของฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แววตาของเขาลุ่มลึก ใบหน้าหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ ยากที่จะคาดเดาความคิดของพระองค์ได้ เว่ยเมิ่งล่วงหยิบขวดไม้เล็กแล้วยืนให้กับบุรุษคนตรงหน้า “ท่านผู้เฒ่าเห็นว่าข้าพเจ้ามาที่แคว้นชิงพอดี ท่านก็เลยฝากของกำนัลมาให้พระองค์” เว่ยเมิ่งกล่าวยิ้มฮ่องเต้แคว้นชิงรับขวดไม้มาโดยไม่ได้ดู “คงต้องฝากเจ้าส่งคำขอบคุณถึงท่านผู้เฒ่าด้วย” พระองค์ยื่นขวดไม้ให้ขันทีที่โผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ พริบตาที่พระองค์ยืนขวดไม้ไปให้ขันที กลิ่นหอมจากเม็ดยาล่องลอยเข้าจมูกของฮ่องเต้ พริบตาที่เข้าได้กลิ่นได้สีหน้าก็เปลี่ยนไป มือที่ยืนขวดไม้ไปให้ขันทีชะงัก‘กลิ่นนี้? ไม่น่าเชื่อ อะ โอสถต่อชีวิต!!’ฮ่องเต้แห่งแคว้นชิงจำกลิ่นเม็ดยานี้ได้ดี ครั้งหนึ่งมันเคยจ่ายไปด้วยราคาที่สูงลิ่วในการประมูลเพื่อให้ได้เม็ดยามาเพียงแค่เม็ดเดียว แต่ตอนนี้ของกำนัลจากหมู่บ้านลึกลับนั้นกลับมอบมันให้ถึงสิบเม็ด ชิงหลงเทียนรู้สึงสติกำลังหมุนเคว้ง“ฝะ ฝ่าบาท” ขันทีน่าสงสารที่ยื่นมือมารอรับค้างไว้นาน ร้องเรียกฝ่าบาทเบาๆฮ่องเต้แคว้นชิงรู้สึกตัวก็กระแอมเบาๆ มือสะบัดไล่ขันทีไป ฮ่องเต้ล่วงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งห่อขวดไม้ไว้ ก่อนหยัดเก็บในเสื้ออย่างทะนุถนอม เหมือนไม่วางใจพระองค์ตบไปที่เสื้อเบาๆเมื่อสัมผัสได้ว่าขวดไม้ยังอยู่ก็วางใจ ฮ่องเต้ยิ้มอย่างเมตตามองไปที่ชายหนุ่มตรงหน้า“แค่ก แค่ก ยืนคุยกันเช่นนี้คงไม่สะดวกนัก ข้าว่าเราไปว่าที่นั่งคุยกันดีๆเถอะ” ชิงหลงเทียนไอแห้งๆ เมื่อเห็นสายตาแปลกๆของเว่ยเมิ่ง
ภายในห้องของรับรองของห้องฮ่องเต้ทั้งสองพูดคุยตามมารยาท ในที่สุดฮ่องเต้ก็อย่างถามคำถามที่ค้างคาใจ แววตาของพระองค์คมกริบ “ในอดีตผู้เฒ่าโม่จือเคยหยิบยืนไมตรีให้กับแคว้นชิง เรารู้ว่าดีว่าการช่วยเหลือในครั้งนั้นย่อมไม่ได้ไร้ราคา การมาของเจ้าครั้งนี้ใช่เพื่อขอเติมเต็มขอตกลงในวันนั้นใช่หรือไม่” บรรยากาศรอบตัวฮ่องเต้เปลี่ยนเป็นหนักอึ่ง น้ำเสียงคล้ายจะทะลวงส่วนที่อ่อนแอที่สุดของจิตใจเพื่อแค่นหาความจริง ความจริงในอดีต ฮ่องเต้แคว้นชิงไม่ได้ทรงอำนาจเฉกเช่นทุกวันนี้ อำนาจในการบริหารและอำนาจทางทหารล้วนตกอยู่ในมือของราชครูซือเชาอยู่เกือบเจ็ดส่วน ชิงหลงเทียนเมื่อหลายปีก่อนแทบจะเป็นเพียงฮ่องเต้แต่เพียงในนาม ทว่าตอนนั้นเองผู้เต่าโม่จือหรือ ผู้ที่แม่ทัพคนสนิทของตนตงฟางหรงบอกว่าเป็นญาติของมาเสนอหยิบยื่นความช่วยเหลือตอนแรกมันไม่คิดจะเชื่อเด็ดขาดแม้สหายที่สนิทที่สุดอย่างตงฟางหรงรับปากว่าทุกอย่างจะออกมาเรียบร้อยมันยังจำวนนั้นได้ดี ในวันที่สายข่าวมาแจ้งข่าวที่เปลี่ยนโชคชะตาของตนไปตลอกกาลราชครูซือเชาผู้อยู่ในชนชั้นปรมาจารย์บาดเจ็บหนักแม่ทัพใหญ่ซือถูกลอบสังหารอย่าลับๆขุนนางชั้นผู้ใหญ่กว่าครึ่งไม่ตายเพราะโรคก็ประสบอุบัติเหตุเพียงแค่ไม่กี่วันหลังหลังผู้เฒ่าโม่จือเสนอไมตรีให้ สถานนะของฮ่องเต้ในแคว้นชิงก็เปลี่ยนไป จากหุ่นเชิดสู่ผู้ยิ่งใหญ่ที่แท้จริงแห่งแคว้นชิง และอย่างตอนที่แคว้นลู่เสนอองค์หญิงลู่ลี่มาในสถานะตัวประกันที่แคว้นชิง มันรับก็รับเสนอทั้งๆที่รู้ว่ามีบ้างฝ่ายที่สามคิดจะทำลายการผูกสัมพันธ์ครั้งนี้ด้วยการสังหารองค์หญิงลู่ลี่ชิงหลงเทียนบอกกับตงฟางหรงในการขอความช่วยเหลืออีกครั้ง และก็เป็นอย่างที่มันคาดการไว้ องค์หญิงลู่ลี่มาถึงอย่างปลอดภัย นางมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขจนกลับไปแคว้นลู่ฮ่องเต้คาดหวังที่จะได้ฟังที่ถึงข้าเรียกร้องที่หมู่บ้านลึกลับนี่มีต่อตนแต่ทว่า..........“เอ๋!!?” ชายหนุ่มเอียงคอสงสัย“แต่ตอนข้าพเจ้าจะเดินออกจากหมู่บ้าน ท่านปู่รองก็ไม่ได้บอกอะไรข้าพเจ้ามาเลยนะขอรับ? ท่านแค่เดินมาหาและบอกเพียงว่าฝากขวดยานี่มาให้พระองค์เท่านั้นเอง” เว่ยเม่งเกาหัวครั้งนี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็หลุดมาด “หา? งะ งั้นที่เจ้าบอกว่ามาที่แคว้นชิง?”“ขอรับ? อ่อ ข้าพเจ้าที่หาของกิ.....ข้าพเจ้ามาท่องเที่ยวนะขอรับ” ชายหนุ่มโบกไปมา“.............ฮาๆๆๆๆๆ” อยู่ๆฮ่องเต้ก็เงยหน้าหัวเราะอย่างสะใจ ทำเอาเว่ยเมิ่งงงเป็นไก่ตาแตก“สมเป็นพวกที่คาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ” ฮ่องเต้พึมพำ“เอาเถิด มาท่องเที่ยวก็มาท่องเที่ยวก็แล้วไปเถอะ จริงสิ! มาๆ คืนนี้เรานัดตงฟางหรงดวลสุราเจ้าเป็นญาติของมันใช่หรอไม่? มาๆคืนไม่เมาไม่เลิกรา ฮาๆๆๆ” ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดีผิดกับเว่ยเมิ่งที่เหมือนแมวถูกเหยียบหางตงฟางหรง นามนี้คล้ายไม้หน้าสามที่ถูกตีเข้าหน้าเว่ยเมิ่ง‘Shit! ตงฟางหรง ตกลงข้าพเจ้าเป็นบุตรชายหรือลูกหนี้เจ้าใหญ่ของท่านกันแน่ ข้าอุตสาห์หนี้มาหาฮ่องเต้ท่านก็ยังตามมารังควานข้าอีก!! ไม่สิ....ใช่แล้ว! ข้าฝากฮ่องเต้เอาของให้บิดาได้นี่!!’ อนิจาชายหนุ่มคิดว่าฮ่องเต้เป็นตำแหน่งที่ใครๆก็ไหว้วานได้ไปแล้ว “ขอบคุณสำหรับความกรุณาของฝาบาทจริงๆ น่าเสียดายที่วันนี้และวันข้างหน้าของข้าไม่มีธุระด่วนที่ไม่อาจรอช้าได้จริงๆ ข้าพเจ้าคงต้องขอผ่านการดวลสุราครั้งนี้ไปอย่างหน้าเสียดาย” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนเสียโอกาศที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต“อย่างไรก็ตามเว่ยเม่ิงมีเรื่องที่ต้องการไหว้นวานองค์ซักเล็กน้อย”“โอ้? ว่ามาสิ” ชิงหลงเทียนเลิกคิ้ว “ตอนที่ข้าพเจ้าออกจากหมู่บ้าน ท่านปะ- อืม ผู้เฒ่าซานผู้เป็นบิดาของแม่ทัพใหญ่ตงฟางหรงได้ไหว้วานให้นำของมาให้มาให้ท่านแม่ทัพ หากเป็นช่วงเวลาอื่นข้าพเจ้าคงต้องนำไปให้ด้วยตนเองแน่ๆ(?) ทว่าธุระด่วนนี่ทำให้ข้าพเจ้าไม่แม้แต่จะมีเวลาแวะไปที่จวนของแม่ทัพตงฟาง อย่างตอนที่ข้าพเจ้ามาหาพระองค์ ข้าพเจ้าก็รีบมาตั้งแต่ก้าวขาเข้าเมืองหลวงด้วยซ้ำ” ชายหนุ่มพูดอย่างหน้าด้าน โดยไม่ได้คิดซักนิดว่าอันที่จริงก้าวแรกของตนคือภัตตาคารร้านอาหาร “ฝ่าบาท แม่ทัพตงฟางมาขอเข้าพบพระยะค่ะ” เสียงขันทีดังขึ้นที่หน้าประตู“มันให้มันเข้ามา-”“ถ้างั้นข้าพเจ้าฝากของพวกนี่ให้แม่ทัพตงฟางด้วยนะขอรับ ลาก่อนนะขอรับ” ไม่รอแม้แต่ให้ฮ่องเต้ตอบตกลง ชายหนุ่มวางกล่องไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่บนโต๊ะ ประสานมือลง เว่ยเมิ่งเดินไปทางหน้าต่างก่อนกระโจนออกไป“.................................” นี่เจ้าใช้เรา ให้เอาของให้คนของเราอย่างนั้นหรือ? หรือเจ้า......ทำไมไม่ออกทางประตู?
“แล้วเจอกัน พี่ฟง น้องหาน” ตงฟางจวินอิ๋งบอกลาทั้งสองที่ขอตัวไปดื่มฉบองที่หอนางโลมต่อ ทั้งห้องเหลือเพียงชายหนุ่มที่ดื่มน้ำชาอยู่คนเดียว“นายท่าน” ร่างในชุดเงาดำคุกเขาลงหน้าตงฟางจวินอิ๋ง“ได้เรื่องเป็นอย่างไรบ้าง?”“เรียนนายท่าน เป็นองค์ชายรองที่เคลื่อนไหวขอรับ”“โฮ่? น่าสนใจ ในที่สุดชิงเสวี่ยนก็ทนไม่ไหวแอบรวมมือกลับราชครูซือแล้วรึ อืม ดูท่าทางองค์ชายท่านนี่คงจะมีแผนอะไรอยู่ในใจริงๆ” ตงฟางจวินอิ๋งยิ้มอย่างลึกลับ“ถึงอำนาจของราชครูซือเชาตอนนี้จะมีไม่มากเท่าแต่ก่อน แต่ตัวมันก็เป็นถึงปรมาจารย์ย่อมไม่จนตรอกง่ายๆ น่าสนใจจริงๆดูท่าทางแคว้นชิงคงจะมีเรื่องน่าสนุกเกิดขึ้นเสียแล้ว”“อ่อแล้ว เรื่องที่ข้าให้เจ้าส่งข่าวเรื่องฟงเหวินเกอให้กับต้วนจูเป็นอย่างไรบ้าง?”“เรียบร้อยดีแล้วขอรับ” ร่างชุดดำตอบ“ดี งั้นคราวนี้เจ้าไปปล่อยข่าวเรื่องฟงเหวินเกอจะลอบโจมตีต้วนจูให้กับคนของสำนักกระบี่สวรรค์ซะ”“..................”“เป็นอะไรไป?” ตงฟางจวินอิ๋งสังสัยคนรับใช้“ขออภัยด้วยนายท่าน แต่ข้าไม่เห็นว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรเลยกับการที่พวกเราจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้” ร่างชุดดำก้มหน้าตงฟางจวินอิ๋งหัวเราะเบาๆ “ไร้สาระน่า ข้าจะไปทำเรื่องที่ไม่ได้รับประโยชน์ได้อย่างไร เจ้ารอดูไปเถอะ”คนชุดดำตอบรับคำก่อนจะหายไป คุณชายอันดับหนึ่งในแคว้นชิงมองถ้วยน้ำชาอย่างเหม่อลอย“ท่านพ่อ...ราชครูซือและพวกลูกศิษย์ของมันกำลังฟื้นฟูอำนาจขึ้นเรื่อยๆและยิ่งแข็งแร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ ข้าสงสัยยิ่งนัก ว่ากองกำลังลึกลับของฮ่องเต้...ไม่สิกองกำลังลึกลับของท่านจะช่วยให้พวกเราจะรอดวิกฤตครั้งนี้หรือไม่”