หลังจากควบคุมน้ำพุวิเศษหนึ่งหยดเข้าไปในปากของสัตว์ทั้งสองตัวเพื่อรักษาแล้วนั้น จ้าวหยางจื่อก็เดินป่าต่อ ไม่ได้สนใจสัตว์ทั้งสองแต่อย่างใด
เขาเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าน้ำพุวิเศษเพียงหยดเดียวสามารถรักษาพวกมันให้หายขาดได้ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพสาหัสปานตายก็ตาม
ทว่าการเดินป่าครั้งนี้จ้าวหยางจื่อก็ไม่พบสัตว์ป่าอีกเลย แม้แต่พืชผักที่มีประโยชน์ก็ไม่พบ ทั้งที่เขาใช้เวลาเดินตามหาแล้วหนึ่งชั่วยาม สงสัยเขาคงใช้โชคของวันนี้หมดแล้ว
จ้าวหยางจื่อจำใจต้องเดินออกจากป่าก็เป็่ปลายยามเซิน(15:00-16:59 น.)อย่างช่วยไม่ได้ ทว่าพอเขาเดินมาถึงสะพานไม้ข้ามแม่น้ำกลับหมู่บ้าน เขาก็พบเข้ากับหานมิ่งอีกครั้ง
สังเกตเห็นสัตว์ป่าห้อยโตงเตงอยู่หลายตัว วันนี้หานมิ่งยังคงล่าสัตว์ได้เยอะเหมือนเดิม..
แต่น่าแปลกครั้งนี้หานมิ่งที่กวักมือเรียกเขาก่อน..
“จื่อหยาง เ้าเข้าป่าไปล่าสัตว์อีกแล้วรึ ล่าอะไรได้หรือไม่?”
“ไม่..ไม่ขอรับ ข้าไม่พบสัตว์เลยสักตัว..” จ้าวหยางจื่อจะตอบว่าได้งูเห่ากับพังพอนก็กระไรอยู่ อีกทั้งถ้าพูดไปหานมิ่งคงไม่เชื่อเพราะเขาไม่ได้นำมันออกมา
“งั้นรึ? เอากระต่ายป่ากับข้าไปสักตัวสิ”
“ไม่เป็ไรขอรับ ที่บ้านของข้าพอมีอาหาร..”
“บอกให้รับก็รับไว้เถอะ วันก่อนเ้าก็ปฏิเสธข้าไปครั้งหนึ่งแล้ว...รับไปเถอะข้าถึงจะสบายใจ เมื่อตอนเช้าท่านแม่บอกข้าว่าเ้าเอาปลามาฝากถึงสองตัว การรับอยู่ฝ่ายเดียวข้ารู้สึกไม่สบายใจ”
“ไม่เป็ไรจริงๆ ขอรับ”
“เ้า!! ดื้อด้านเหมือนที่ท่านแม่พูดไม่มีผิด!”
หานมิ่งคงจะเหลือที่เ้าเด็กนี่ปฏิเสธลูกเดียว พอพูดจบมือใหญ่ๆ ของหานมิ่งก็ความไหล่ของจ้าวหยางจื่อไว้ทันที พลางใช้มืออีกข้างปลดกระต่ายที่ห้อยโหนอยู่ข้างลำตัวยัดเข้าที่มือของจ้าวหยางจื่อ
ครั้งนี้จ้าวหยางจื่อทำได้เพียงจำยอม เขาขัดขืนชายร่างสูงใหญ่ตรงหน้าไม่ได้จริงๆ เรี่ยวแรงมันต่างกันมากเกินไป
ทว่าให้กระต่ายป่ามาแล้วหานมิ่งก็ยังรู้สึกตงิดใจ ราวกับคิดบางอย่างได้ เขาคว้านเข้าไปในเสื้อของตนเอง ก่อนที่จะนำต้นกล้าบางอย่างออกมา..
“เ้ากับน้องของเ้าซูบผอมมาก นี่คือโสมป่าที่ข้าเพิ่งพบ นำไปต้มให้น้องเ้ากินบำรุงร่างกายจะได้แข็งแรงเหมือนข้า”
“ข้าคงรับไม่..” จ้าวหยางจื่อพูดไม่ทันจบ หานมิ่งก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“เก็บไว้เถอะ แม้โสมป่าต้นนี้จะอายุไม่ถึงห้าปี แต่มันก็มีประโยชน์อยู่บ้าง ข้าไปล่ะ..อ้อ ท่านแม่ฝากบอกเ้าว่าให้พาน้องของเ้าเป็เยี่ยมท่านบ้าง ท่านคิดถึงพวกเ้าที่ไม่ได้พบน้องๆ ของเ้านานแล้ว”
“ขอรับ”
บทสนทนาจบลงตรงนั้น เพราะหานมิ่งวิ่งหนีจ้าวหยางจื่อไปแล้ว เพราะกลัวว่าจ้าวหยางจื่อจะคืนของที่ตนพึ่งให้
จ้าวหยางจื่อไม่อยากคิด ถ้าซูเหวินจอมขี้งกมาเห็นฉากนี้เข้าคงร่ำไห้เป็แน่
ทว่าคำกล่าวของหานมิ่งก็ชวนคิด ท่านยายหานคงจะรู้สึกเหงาเพราะไม่ได้ออกไปไหนเหมือนเมื่อก่อนตอนที่ยังแข็งแรงอยู่ เนื่องจากท่านอายุมากแล้วจะคิดถึงหลานๆ ก็ไม่เป็เื่แปลก
ทว่า่หลังมานี้ที่จ้าวหยางจื่อไม่ค่อยพาน้องๆ ไปเยี่ยมท่านยายหานบ่อยครั้งนั้น เป็เพราะซูเหวินที่ค่อนข้างจะกีดกันพวกเขา ลับตาท่านยายหานทีไร เขากับน้องๆ ก็โดนต่อว่าอยู่ตลอด การไม่พบกันเลยจึงเป็เื่ดีสำหรับน้องๆ ของเขา
อย่างไรก็ตาม เขาควรลองไปปรึกษาทั้งสองคนดูก่อนว่าจะเอาอย่างไร ถึงอย่างไรท่านยายหานก็ดีกับพวกเขาไม่น้อยเลย..
แต่เอาเถอะ! คิดไปตอนนี้ก็เท่านั้น! จัดการตรงหน้าก่อนดีกว่า!
ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็หันซ้ายแลขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีคนในละแวกนี้เขาก็นำหมูทั้งสามตัวออกมาจากมิติย่อย
เมื่อครอบครัวหมูพ่อแม่ลูกได้ออกมาจากมิติย่อย แม้ว่าพวกมันจะดีใจอย่างมากที่หนีออกมาจากที่แสนน่ากลัวแห่งนั้นได้
ทว่าพอพวกมันพบกับจ้าวหยางจื่อที่ยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างมีเลศนัยให้กับพวกมัน หมูทั้งสามตัวก็ตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าแม้แต่ขยับตัว
กลิ่นแบบนี้? เขามาจากที่แห่งนั้นอย่างแน่นอน!
อู๊ด!!!
หมูสามตัวตรงหน้าจ้าวหยางจื่อตัวแข็งทื่ออีกครั้ง พวกมันไม่กล้าขยับแม้เพียงนิด เพราะยังรู้สึกกลัวไม่หาย! เกรงกลัวจะเป็จะตาย!!
สังเกตเห็นว่าหมูทั้งสามตัวเหมือนจะไม่ขัดขืน จ้าวหยางจื่อก็เลยลองสั่งการ
“เดินตามข้ามา! อย่าได้คิดหนี ไม่งั้นพ่อเชือดทิ้งแน่!” เสียงของจ้าหยางจื่อสั่นเครืออย่างน่ากลัว ทว่าเขาไม่ได้พูดเพียงอย่างเดียว เขาใช้นิ้วเชือดคอเพื่อข่มขู่แสดงให้พวกมันดูด้วย
ราวกับเข้าใจความหมายของเขา หมูทั้งสามตัวก็เดินตามจ้าวหยางจื่ออย่างจำยอม
พวกมัน..พวกมันไม่อยากเข้าไปในที่แห่งนั้นอีกแล้ว แม้ที่นั่นจะอากาศดี ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากหายใจ แม้แต่จะกระดิกกีบท้าวก็ไม่ได้! พวกมันไม่อยากกลับไปอีกแล้ว และไม่อยากตายด้วย!
จ้าวหยางจื่อพึงพอใจ หลังจากที่จับตัวไปปรับทัศนคติพวกมันก็เชื่อฟังมากขึ้น หวังว่าเ้าสองตัวที่อยู่ในมิติย่อยจะเอาตัวอย่างของพวกมัน..
การเดินทางกลับบ้านของจ้าวหยางจื่อดูแปลกตาไม่น้อย ที่มีหมูเดินตามหลังเขาต้อยๆ อย่างเชื่อฟัง เหตุการณ์นี้ต่างเรียกความสนใจให้ชาวบ้านนัก เด็กซุกซนบางคนถึงกับชี้มือชี้ไม้มาทางเขา
ซีซวนที่ตั้งตารอพี่ใหญ่กลับบ้าน เมื่อสังเกตเห็นพี่ชายครั้งแรกนางก็ไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง
นั่นมันหมู! พวกหมูที่แสนเย่อหยิ่งจองหองเชื่อฟังง่ายั้แ่เมื่อไหร่!
ซีซวนรู้สึกราวกับว่าตนเองฝันไป เมื่อพบว่าเป็ความจริง นางก็รีบวิ่งออกไปหาพี่ใหญ่ด้วยความสงสัยเต็มประดา พลางกล่าวถามขึ้นว่า
“ท่านพี่ เ้าตัวน่าเกลียดทั้งสามตัวนี้ทำไมถึงตามท่านมาด้วยเ้าคะ?”
ได้ยินเช่นนั้นหมูทั้งสามตัวก็ร้องออกมาอย่างไม่พอใจ พลางจ้องมองซีซวยเขม็ง ถ้าจ้าวหยางจื่อไม่อยู่ตรงนี้ พวกมันจะใช้จมูกขวิดเด็กสาวคนนี้ให้หลาบจำ!
อู๊ด!!!
น่าเกลียด? เ้าว่าใคร! หมูก็มีหัวใจนะ! ใช่ว่าจะดุด่าอะไรก็ได้!
ทันใดนั้นหมูทั้งสามตัวก็ัับางอย่างจากซีซวนได้จางๆ ..
กลิ่นนี้? งั้นเด็กผู้หญิงข้างหน้าก็มาจากที่แห่งนั้น! ไม่นะ..
ราวกับโลกพังทลายลงตรงหน้า จู่ๆ แข้งขาของหมูทั้งสามตัวก็รู้สึกอ่อนแรง หนนี้หมูทั้งสามตัวสั่นเครืออย่างเกรงกลัว
จ้าวหยางจื่อมองไปที่หมูทั้งสามตัวอย่างสนใจ พวกมันช่างย้อนแย้งในตัวเองเสียจริง ก่อนจะตอบน้องสาวไปว่า
“พี่ตั้งใจจะเลี้ยงพวกมัน”
ได้ยินเช่นนั้นซีซวนรีบทักท้วงทันควัน
“แต่ท่านพี่..ลำพังพวกเราก็อดอยากอยู่แล้ว การมีภาระทางอาหารเพิ่ม..”
ซีซวนเต็มไปด้วยความกังวล นางไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเลี้ยงหมูน่าเกลียดทั้งสามตัวนี้ นอกจากมันจะเปลืองอาหารแล้ว การเลี้ยงมันไปก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย
จ้าวหยางจื่อลูบศีรษะของซีซวนอย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะอธิบายเหตุผลให้น้องสาวเข้าใจ..
“ไม่ต้องกังวลเื่อาหารหรอกซวนเอ๋อร์ พวกหมูมันกินเฉพาะสิ่งที่เน่าเสียหรือของเหลือต่างๆ ไม่กระทบเื่อาหารของพวกเราหรอก..”
“แต่ว่า..”
“เชื่อพี่เถอะ..”
หมูทั้งสามตัวพอได้ยินสิ่งที่จ้าวหยางจื่อพูดพวกมันก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย..
สามารถกดหัวใจส่งของขวัญเป็กำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนท์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็พระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel