6
วิตก
มีนักข่าวยืนออกันเต็มที่ด้านนอก ไม่รู้ว่าแห่กันมาจากไหนราวกับถูกนัดแนะกันมาอย่างดี โชคดีที่มีประตูกระจกกั้นไว้ไม่งั้นพวกเค้าคงบุกรุกเข้ามาแน่ ๆ ผมรู้สึกกลัว เพราะข้างนอกนั่นราวกับฝูงซอมบี้
ซึ่งตอนนี้พวกเรายังอยู่ข้างใน...อยู่ในคลินิกที่เป็ตึกห้าชั้นขนาดกว้างกว่าร้อยห้าสิบตารางวา ในแต่ละชั้นมีหัตถการที่ตอบโจทย์ความงามในทุกรูปแบบทุ่มงบกว่ายี่สิบล้านบาทในการตกแต่งและเลือกใช้วัสดุชั้นดีมีเครื่องมือทางการแพทย์ที่นำเข้าจากประเทศผู้ผลิตระดับโลกอย่างถูกกฎหมายมีใบการันตีความน่าเชื่อถือมากมายจากบริษัทผู้แทนยาต่าง ๆและฐานข้อมูลลูกค้ากว่าสามแสนรายชื่อในการเปิดให้บริการเพียงสองปี มีรีวิวแต่ละหัตถการมากกว่าหมื่นเคสและทุกคนที่ออกจากที่นี่ล้วนได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและปลอดภัย...
แต่วันนี้กลับมีคนตาย...
พี่วินกับพี่ปัถย์มาถึงแล้วทันทีที่รู้ข่าวพวกเค้ารีบบินกลับจากงาน Expo จัดแสดงเทคโนโลยีการแพทย์ที่ฮ่องกงทั้งสองคนเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก โดยเฉพาะพี่วิน ผมเดาว่าเค้าคงอยากมาถึงที่คลินิกให้เร็วที่สุดคงจะวิ่งในสนามบินให้วุ่นไปหมด
พอเห็นผมยืนละล้าละลังพี่วินก็รีบโผเข้ามากอดทันที“ไวน์ไม่เป็อะไรใช่มั้ย?” เค้าถาม “ไม่เป็ไรนะ พี่มาแล้ว”
ขนาดนี้แล้วก็ยังจะมาห่วงผมอีก ผมโผกอดพี่วินด้วยตัวสั่นงันงกอย่างยากจะควบคุมคีย์เอาผ้ามาคลุมไหล่ผมแล้วรับมานั่งสงบสติต่อที่โซฟา
พี่วินเรียกพนักงานทั้งหมดเข้าไปที่ห้องทำงานพี่ปัถย์เดินตามไปด้วยราวสามสิบนาที ประตูห้องทำงานก็ถูกเปิดออกพี่วินเดินออกมาพร้อมพี่ปัถย์ด้วยสีหน้าเป็กังวล โดยมีพี่ลูกหยีและพนักงานอีกราวสิบคนเดินตามออกมา
พี่วินเดินมาที่ผมแล้วหันไปคุยกับคีย์ “ฝากพาไวน์กลับบ้านก่อนนะน้องคีย์ พี่ให้น้ายามารับแล้ว”
ถึงผมจะยังอยากอยู่เป็เพื่อนพี่วินแต่คิดว่าน่าจะเป็ภาระให้มากกว่า พี่ปัถย์ช่วยเคลียร์คนกรุยทางหน้าประตูให้คีย์จึงช่วยประคองผมออกมา ผมหันไปหาพี่วินอีกครั้ง พี่ชายผมยิ้มบาง ๆมาให้พร้อมชูสองนิ้ว ผมยิ้มตอบแล้วส่งสัญญาณ ‘สู้ๆ’กลับไป
ตลอดทางเต็มไปด้วยความเงียบ ผมนั่งเหม่อโดยไม่พูดสักคำคีย์นั่งอยู่ข้าง ๆ คอยเหลือบมาดูผมตลอด จนทำให้ผมนึกได้ว่าพาคีย์ตกมาอยู่สถานการณ์อันยากลำบากนี้ด้วย
“คุณจะกลับบ้านก่อนมั้ยผมจะให้น้ายาแวะไปส่งก่อน” ผมหันไปถาม
คิ้วหนาผูกชนกันตอนมองผม“ไม่น่าถามเลยนะ” เค้าตอบกลับน้ำเสียงตำหนิ “เวลานี้ต่อให้คุณไล่ผมผมก็ต้องอยู่กับคุณ”
ผมหันกลับมาแล้วก้มหน้าลง“ขอบคุณนะครับ” ผมบอก คีย์ยกมือมาแตะที่หัวไหล่ผม
ตอนนั้นเหมือนอยากจะร้องไห้ออกมาแต่มันก็ร้องไม่ออก
พอมาถึงบ้าน มีแม่กับน้าเจินยืนละล้าละลังรอการกลับมาของใครสักคนเดาว่าน่าจะเป็พวกเรานี่ล่ะ มีน้อยกับจีน่ายืนก้มหน้ากระซิบกระซาบอยู่ข้างหลัง
ผมโผเข้าไปกอดแม่ “ไม่เป็ไรนะลูก คงจะใมากสินะ” แม่ลูบหัวผม
“เดี๋ยวเจินไปชงชาคาโมมายล์มาให้น้องไวน์นะคะ”พูดจบ น้าเจินก็ปรี่เข้าไปในครัวด้วยท่าทีกระวนกระวายเล็กน้อย
“เดี๋ยวซักพักคงมีคนมาหาพี่วินเต็มบ้านไปหมด แกขึ้นไปพักผ่อนก่อนนะไวน์” แม่บอกส่งสายตาฝากฝังผมไว้กับคีย์
คีย์อีกแล้วสินะ... ชั่วโมงนี้คีย์รับจบ
ผมจิบชาที่น้าเจินยกมาให้ที่ห้อง ถึงอย่างไรก็อดคิดถึงสถานการณ์ทางโน้นไม่ได้อยู่ดีคนพวกนั้นจะทำอะไรพี่วินบ้าง จะถามคำถามโง่ ๆ มั้ยถ้าพี่วินได้ชาดอกเก๊กฮวยสักถ้วยคงจะมีแรงขึ้นบ้าง พี่วินชอบชานี้มากถ้ากลับมาผมจะชงให้เค้าด้วยตัวเอง
“เชื่อมั่นในพี่วินนะ” คีย์บอกเบา ๆยืนมองผมที่นั่งอยู่บนเตียง “ทุกอย่างจะต้องคลี่คลาย”
ผมเอื้อมมือจะไปคว้าโทรศัพท์มือถือแต่คีย์รีบปรี่มาแย่งมันไป “นอนนะ” ว่าแล้วก็ปรับท่าให้ผมนอนลงแล้วยกผ้าห่มผืนหน้าขึ้นมาคลุมถึงกลางอกผม ก่อนจะเดินไปนั่งพักที่โซฟาข้างเตียง
ผมเหมือนกับเด็กเลย ที่จริง...ไม่คิดว่าเค้าจะมาทำอะไรอย่างนี้ด้วยซ้ำ
“อย่าจ้องสิ ผมจะนอนไม่หลับเอานะ”ผมร้องบอก เมื่ออีกฝ่ายไม่ละสายตาจากผมซะที เค้าจึงแกล้งเสมองไปทางอื่นใช้มือระผ้าม่านไปเรื่อย “คุณเองก็พักด้วย” ผมบอกเค้าอีกครั้งก่อนจะหันตะแคงแล้วหลับตาลง
พยายามข่มตัวเองให้หลับ เพื่อให้ก้าวผ่านชั่วโมงอันเลวร้ายนี้ไปไวๆ
ขอให้มันผ่านพ้นไปอย่างดีด้วยเถอะ...
.
.
.
วันนี้ที่บ้านเงียบเชียบทั้งวันไม่มีใครเปิดทีวี และไม่มีใครใช้โทรศัพท์ มีเพียงแม่ที่คอยรับสายกับโทรออกในกรณีเร่งด่วนเท่านั้นทุกคนมารวมตัวกันรอพี่วินที่ห้องรับแขก พี่วินไม่ได้กลับบ้านั้แ่เมื่อคืนเช่นเดียวกับคีย์ที่อยู่กับผมตลอดทั้งคืนเช่นกัน
ยังไม่มีใครมาหาพี่วินที่บ้านอย่างที่แม่คาดทุกอย่างยังเงียบสงบ ผมหมายถึงภายในบ้านที่ยังสงบจนน่าขนลุกแต่ถ้าเปิดสื่อโซเชียลเข้าตอนนี้ มันคงเหมือนไฟสีแดงฉานที่ลุกโหมกระหน่ำอยู่รอบ ๆคลินิกของเรา ผมเดา
“อึดอัดมั้ย?” ผมกระซิบถามคีย์คนถูกถามยักไหล่แทนคำตอบ
“หมอดูนั่นน่ะ เชื่อรึยัง?”แม่กล่าวด้วยน้ำเสียงวิตก “เค้าบอกแม่ว่าบ้านเราจะมีเคราะห์หนักชนิดที่ว่าถ้าไม่เข้มแข็งจริง ๆ อาจจะพังพินาศไปเลยก็ได้”
ผมคิดตาม ใช่ผมยังจำน้ำเสียงและสีหน้าของหมอดูคนนั้นได้ “แล้วเค้าได้บอกทางแก้ไว้มั้ยแม่?”ผมถามต่อ
แม่ทำท่าทบทวน “ให้ระวังคนปีฉลูแก้เคล็ดด้วยการหาคนปีมะเส็งมาอยู่ใกล้ ๆ”
พวกเรามองหน้ากันเลิกลั่กที่บ้านเราไม่มีใครเกิดปีมะเส็ง
“วันนั้นแม่ถึงได้พาแกมูยันมืดไงล่ะ”แม่ว่าต่อ
เวลานี้ ตอนที่จิตใจมันสั่นขวัญแขวนลอยเคว้ง เรามักจะเชื่ออะไรก็ตามที่ให้คำตอบที่้าแก่เราได้
จนกระทั่งราวสี่โมงเย็นพี่วินก็กลับเข้ามาพร้อมพี่ปัถย์ด้วยเสื้อผ้าชุดเดิมผมมองพี่วินที่ทำท่าจะเดินไปโดยไม่พูดอะไรกับใคร แต่แล้วเค้าก็หยุดราวกับนึกขึ้นได้ก่อนจะหันมาหาพวกเรา นั่นทำให้พวกเราทุกคนยิ้มออกมา
“ทุกอย่างอยู่ในการควบคุมเดี๋ยวเราค่อยมาคุยกันนะ” พี่วินบอกแค่นั้น แล้วเดินเข้าไปที่ห้องทำงาน
เหมือนจะเป็คำตอบที่ทำให้คนรอคลายความกังวลลงได้แต่ใบหน้าพี่วินอิดโรยจนไม่น่าสบายใจ
ผมเคาะประตูดังสามครั้งก่อนจะเปิดออกโดยไม่ฟังเสียงคนข้างในโดยคีย์ช่วยยกแก้วชามาเสิร์ฟให้เ้าของห้องซึ่งนั่งอยู่ที่ประจำ ตรงโต๊ะทำงาน“ชาดอกเก๊กฮวยครับท่าน” ผมแกล้งเย้าแล้วรินลงถ้วย มีควันและกลิ่นหอมของใบชากรุ่นออกมา
พี่วินยิ้มบาง ๆ “ขอบคุณนะไวน์”
“ไม่ได้ ๆ” ผมโบกมือห้าม “มันเป็หน้าที่”
พี่วินเลิกคิ้วรอฟังต่อ
“หน้าที่ที่ผมต้องอยู่ข้าง ๆ พี่วิน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”แล้วเข้าไปสอดมือคล้องแขนพี่ชายแน่น ๆ “พี่ชายผมเก่งที่สุดในโลก!”
“มีน้องชายช่างเอาใจขนาดนี้ วินมันจะแพ้อะไรง่าย ๆ ได้ไง” พี่ปัถย์แซวแล้วเข้ามารินน้ำชาดื่มเอง “อื้อ อร่อยดี” เค้าว่า
พี่วินยกมือยีหัวผมจนยุ่ง “ดีนะ ที่เมื่อวานไม่ช็อกไปซะก่อน”
ผมกะพริบตาปริบ ๆ ที่จริงก็เกือบสติหลุดอยู่เหมือนกันนะ
“ไปเที่ยวดีมั้ย? ไปเที่ยวให้ปลอดโปร่งหายใหน่อยไป”พี่วินว่าพร้อมชำเลืองไปยังคีย์ที่ยืนตัวสูงโด่อยู่“่นี้ฝากเ้าภาระนี้ไว้กับคีย์ก่อนนะ”
คีย์ค้อมตัวรับ “ยินดีครับพี่วิน”
ไม่รู้ว่าเป็โชคดีของผม หรือโชคร้ายของคีย์ผมเริ่มรู้สึกว่าพี่วินกับแม่จะใช้งานเค้าหนักเกินไปหน่อยแล้ว
“เอาบัตรเครดิดที่พี่ปัถย์” พี่วินว่า “แล้วอยากไปทำไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ไปได้เลยนะ หายใแล้วค่อยกลับมา” เค้าบอกยิ้ม ๆแล้วพยักพเยิดให้พี่ปัถย์หยิบบัตรเครดิตออกจากกระเป๋าสตางค์ส่งให้คีย์
กลายเป็ผมไม่ใช่น้องชายพี่ซะแล้ว ผมไม่ใช่คนที่ต้องถือเงินหรอกเหรอ?
ผมกับคีย์ออกมายืนงง ๆ กันอยู่ที่ห้างสรรพสินค้า เราตกลงกันอยู่นานว่าจะเริ่มทำอะไรกันก่อนดีโดยที่คีย์มีกฏว่าห้ามแตะโทรศัพท์มือถือ เค้าริบมันไว้กับตัว อ้างว่าพี่วินให้มาพักผ่อนเพราะไม่้าให้ะเืใจ
สุดท้ายเราเลือกที่จะดูหนัง มันดูเป็กิจกรรมง่าย ๆ ที่ใคร ๆก็คงเลือกทำกันตอนที่มีเวลาว่าง
แต่ว่า...
“นี่มันหนังบ้าอะไรเนี่ย!” ผมสบถ คีย์เองก็คงไม่จอยเช่นกัน มันคือหนังรีเมคผีแม่นาค พระโขนงตลกที่ไม่ตลกทั้งบทพูดและการแสดงพังพินาศไปหมด มุขฝืนทั้งเื่ จนผมต้องคว้ามือคีย์เดินออกมา
ผมได้ยินเสียงหัวเราะอยู่ด้านหลังก็เลยหันไปมอง คุณพระ! คีย์กำลังหัวเราะ เดาได้ว่าขำค้างมาจากในโรง“คุณขำเหรอ?”
“แล้วคุณไม่ขำเหรอ?” เค้าถามกลับพยายามกลั้นขำ “สนุกดีออก”
เส้นขำคนเรามันอยู่คนละตำแหน่งล่ะมั้ง
“ไม่อะ เห็นหน้าคุณตอนนี้ ยังตลกกว่าอีก”
เค้าหยุดหัวเราะโดยพลันก่อนจะวิ่งตามผมออกมา “นี่ ๆ ถ้างั้น...” พูดพร้อมสะกิด“เราไปโชว์พลังเสียงกันหน่อยมั้ยล่ะ” เค้าเสนอ
“ร้องคาราโอเกะเหรอ?”
คีย์พยักหน้าหงึก ผมก็พยักหน้าตอบ
เป็ความคิดที่ดี ถึงผมจะร้องเพลงไม่เก่งแต่ถ้าได้ไปแหกปากระบายอารมณ์อัดอั้นหน่อยก็คงดี เพราะหรือไม่เพราะช่างมัน
แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้...
ผมอยากจะกลับคำพูด เพราะบ้างก็ได้...! คีย์เล่นะโเพลงใส่ไมค์ไม่สนใจใครเลยอ่า นี่ก็นึกนะว่าใครกันแน่ที่กำลังมีปัญหา ใครกำลังอัดอั้น ใครที่เจอเื่ไม่ดีมาใครกำลังดูแลใครอ่า...
“เพราะใช่มั้ยล่ะ?” เค้าหันมาถามตอนเป็่ดนตรีบรรเลง ผมได้แต่ยิ้มตอบแห้ง ๆ “ในแอปร้องเพลง ผมมีผู้ติดตามเป็หมื่นเลยนะ”เค้าอวดนิด ๆ แล้วหันไปร้องเพลงต่อ
จะบ้าตายรายวัน...ขืนเค้ายังมั่นใจอยู่อย่างนี้ จะบ้าจริงนะคะ ความจริงข้อหนึ่งอย่างน้อยคีย์ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบไปซะทุกเื่
ดีที่เราเปิดห้องแค่ชั่วโมงเดียวแต่สำหรับผม มัน... มันช่าง... อ๊ากกก!
“ผมว่า...เราเอาเบสิคสุด ไปทะเลดีมั้ย” ผมรีบเสนอ
“ดีนะ ๆ” คีย์ตอบเสียงแหบผมก็ไม่รู้จะขำหรือสงสารดี
เรามาถึงก็ตอนที่แสงสีส้มกำลังสาดลงบนผืนน้ำคลื่นระลอกน้อยค่อย ๆ ซัดขึ้นมาที่หาดทราย คีย์อาสาช่วยยกเครื่องดื่มที่เราแวะซื้อติดมือมาด้วยไม่กี่ขวดพอได้ดื่มด่ำบรรยากาศ
“สองลังเนี่ยจะกระดกหมดภายในวันนี้เหรอ?” เค้าร้องถามเสียงปนหอบ
ฟังนะซื้อยกลังมันคุ้มกว่ามั้ยล่า... แต่ผมก็ไม่ได้คิดอย่างนี้จริง ๆ หรอก หุหุ
ยังไม่ทันทำอะไร ผมรีบถอดรองเท้าดึงขากางเกงขึ้น แล้ววิ่งลงทะเลทันที หันมาเห็นคีย์ถือของพะรุงพะรังก็เลยวิ่งกลับขึ้นมาแกะของออกจากมือเค้า แล้วกึ่งจูงกึ่งลากร่างสูงกลับลงไปที่ทะเล
ผมหัวเราะออกมาอย่างอัตโนมัติราวกับน้ำไปัักับสวิตซ์แห่งความร่าเริงเข้า คีย์เองก็เหมือนกันผมหัวเห็ดที่ไม่ได้เซ็ตของเค้าปลิวตามแรงลม เดาว่าหัวผมก็คงกระเซิงไม่ต่างกัน เค้าหัวเราะออกมาล้อกันกับเสียงของผม มีเสียงลมและเสียงคลื่นแทรกอยู่เป็ระยะ
เค้าอ้อมมาข้างหลัง บอกให้ผมหลับตา จับผมกางแขนแล้วหันหน้าไปท้ากับลมทะเลก่อนจะกระซิบเสียงทุ่มต่ำที่ข้างหู “เป็กำลังใจให้อยู่นะ...”
ผมไม่ได้ตอบอะไร ถึงแม้เค้าจะเหยียบเท้าผมจนจมทรายอยู่ตอนนี้ก็ตามทำไมนะ อีกนิดเดียว จะระวังให้หน่อยไม่ได้รึไง...
คีย์ปูเสื่อลงบริเวณที่ผู้คนไม่พลุกพล่านมากนักผมกำลังนอนเอนหลัง ส่วนเค้ากำลังนั่งเตรียมเครื่องดื่ม
ซ่า...
เสียงลมทะเลเหรอ ไม่ใช่ เสียงฟองเครื่องดื่มเค้าส่งมาตรงหน้าผม “นี่ครับคุณไวน์”
ผมเด้งตัวเองขึ้นมาอย่างไว“ขอบคุณคร้าบบบ”
คีย์หัวเราะในลำคอ“คิรินมีใครเป็ไอดอล คงไม่ต้องสืบ”
ผมไม่สนใจกระดกเบียร์ลงคออย่างผู้กระหาย แล้วโยนขวดลงพื้นเสียงแก้วกระทบกับกรวดหินดังกรุ๊งกริ๊งแล้วกลิ้งหลุน ๆ คีย์มองตามอย่างไม่เชื่อสายตา “มันต้องอย่างงี้ดิ่!” ผมะโ
คนข้าง ๆ มองผมแล้วยิ้มตาม“ดีขึ้นบ้างแล้วใช่มั้ย?”
“สดชื่นขึ้นเลยล่ะ”ผมตอบน้ำเสียงสดใส “คุณก็ลองดูสิ” ผมท้า แต่เค้าสายหน้าพรืด
“คุณเต็มที่ไปคนเดียวเลยผมจะเฝ้าเอง” คีย์ว่า
ผมผงกหัว มองคนตรงหน้าอย่างทึ่ง ๆ“คุณนี่มันแก๋วจริง ๆ” ผมยกนิ้วให้
“ไม่ได้หรอก ผมรับปากพี่ชายคุณแล้วเดี๋ยวจะเสียชื่อ”
“คนดีจังเลยน้า...” ผมชม
“เร็วไปที่จะชมผมตอนนี้นะ” เค้าบอก
“แล้วจะต้องนานขนาดไหนล่ะ?” ผมย้อน
คนถูกถามนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบ“นานเท่านาน... ชั่วชีวิต” พร้อมยิ้มบาง ๆ
ตึกตึก... ตึกตึก... ตึกตึก...
อะไรกัน นี่ผมใจเต้นเหรอเนี่ยบ้าไปกันใหญ่แล้ว!
ก่อนที่จะเริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้ผมรีบหัวเราะร่วนออกมา “รู้ตัวมั้ยว่าคำพูดคุณนี่มันเลี่ยนจริง ๆ” ตัวผมเองก็หัวเราะแห้งเช่นกันอย่างรู้ตัว “ถ้าใช้มุขพวกนี้จีบสาวนะ ติดมาเป็อวนเลย”
“แล้วใช้จีบคุณไม่ได้เหรอ?”เค้าย้อนทันควัน
เอาอีกแล้ว ฟังนะ คนมันจะทำทรงมันก็ตั้งหลักไม่ได้เนี่ย!
“อย่าจีบผมเลย” ผมตอบ เค้าดูอึ้งไปนิด “ผมมันน่ารำคาญจะตายทั้งเื่มาก ทั้งขี้บ่น ขี้นอยด์ กินก็เก่ง”
คนฟังหัวเราะเบา ๆ ไม่รู้ว่ากำลังขำหน้าผมเหรอเปล่า
“แต่ว่า...” ผมพูดต่อ “ขอบคุณที่จู่ ๆ... ก็โผล่มาอยู่ข้าง ๆ ผมนะ”พูดไปแล้วก็กลืนน้ำลายก้อนใหญ่ลงคอ “ถึงแม้จะมาในจังหวะที่ไม่ดีเท่าไหร่”
“ที่จริง...” คีย์กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง “คืนนี้ผมไม่ได้อยู่ข้าง ๆคุณคนเดียวหรอกนะ” ว่าแล้วเค้าก็ผิวปากส่งสัญญาณ ครู่เดียวก็มีคลื่นซัดมาแต่ไม่ใช่คลื่นทะเลหรอกนะ มันคือคลื่นมหาชนกำลังวิ่งทะลักมาที่เรา
“พี่วายยยน์” เสียงคิริน มันร้องพร้อมหนุนหน้าลงที่แผ่นหลังผม“คิดถึงจังเลยยย”
ข้างหลังนั่นมีเจ่เจ้ด้วย แล้วก็พวกมิว ซันกับอีกสองคนที่ผมยังไม่รู้จัก มีไตเติ้ลกับขนมผิงด้วย
“คุณเรียกพวกเค้ามาเหรอ” ผมหันไปถาม
“อือ” คีย์พยักหน้าตอบ “คุณจะได้ไม่เหงา”
“ผมกลัวมันจะเป็หายนะซะมากกว่าน่ะสิ”
คืนนี้สนุกแน่!