ตอนที่ 5: า 30 วัน และแผนการของวิวิช
หลังจากความวุ่นวายสงบลง น้ำมนต์และโมนานั่งพักกันอยู่ในซากสถานีรถไฟฟ้ามิติที่ดูทรุดโทรม กลิ่นอายของเทคโนโลยีที่ล่มสลายลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ โมนาลองกำหมัดและสำรวจร่างกายใหม่ของตัวเองด้วยความประหลาดใจ ขณะที่น้ำมนต์กำลังพยายามสื่อสารกับ 'เอเต้' อย่างเคร่งเครียด
"เอเต้ บอกฉันมาทีว่านายเป็ตัวอะไรแล้วตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับโลกของฉันกันแน่" น้ำมนต์ถามในใจ
"โอเคๆ เลิกทำหน้าซีเรียสได้แล้วเ้าหน้าจืด" เอเต้เปลี่ยนโหมดมาเป็ผู้ให้ข้อมูล "ตอนนี้ประตูมิติแบบเดียวกับที่พวกแกหลุดเข้ามา มันเปิดขึ้นพร้อมกัน 100 จุดทั่วโลกมนุษย์ นี่คือ 'เกมกระดาน' ของไอ้บ้าที่ชื่อ 'วิวิช' มันอยากจะคัดเลือกมนุษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดไปเป็ของเล่นของมัน"
"แล้วแกคืออะไร? "
"ฉันนะหรือ ฉันคือบอลพลังงานสุดหล่อ สุดเทพหนึ่งเดียวในจักรวาล"
"เก่งและเทพ? ฉันว่าฉันเห็นแกมีอาการติดๆ ดับๆ เหมือนกับของจะพังแหล่มิพังแหล่แบบนั้นอะนะที่เรียกว่าเก่งเทพ? " น้ำมนต์เบ้ปากพร้อมมองบน
"แหม มันก็แค่่อ่อนแอเป็บางครั้งแค่นั้นเอง"
"จะบอกได้หรือยังว่าแกคือตัวอะไร" น้ำมนต์ไม่เคลิ้มด้วย
เอเต้ถอนหายใจแล้วก็เริ่มเล่า "ข้าก็คือเศษเสี้ยวที่ยังหลงเหลืออยู่หลังจากที่าในมิตินี้จบลง หลังจากที่าเริ่มมาไม่นานข้าก็ถูกสร้างขึ้นมาเป็อาวุธและถูกพัฒนาขึ้นเพื่อที่จะนำมาต่อสู้กับสัตว์อสูรพวกนี้ แต่เมื่อถูกสร้างเสร็จและกำลังบู๊ตระบบรวบรวมความรู้และจัดรูปแบบความสามารถ กว่าจะเสร็จมันก็ไม่ทันแล้ว มิตินี้ล่มสลายไปเรียบร้อย ข้ากลิ้งไปกลิ้งมาอยู่นานจนจำไม่ได้ว่ามันนานขนาดไหน จนมาเจอแกนี่แหละ"
"พอเห็นแกเริ่มสู้กับสัตว์อสูร ไหนๆ ก็ไหนๆ เห็นแก่หน้าตาอันน่าเกลียดของแกเลยอยากจะช่วยต่อสู้นิดหน่อยก็เลยถือวิสาสะรวมร่างกับแกไปซะจะได้บอกให้โลกรู้ว่าข้ามันเทพขนาดไหน" เมื่อเอเต้พูดจบ เสียงในหัวน้ำมนต์ก็คิดขึ้นมาว่า มีปุ่มปิดความขิงของมันไหมและที่แน่ๆ วันนี้น้ำมนต์มองบนไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
"วิวิช? มันเป็ใคร?" น้ำมนต์รีบเปลี่ยนเื่
"มันคือเ้าแห่งสัตว์ร้าย ปกครองมิตินี้มานับพันปี มันกำลังจะส่งกองทัพสัตว์อสูรออกไปถล่มโลกมนุษย์ในอีก 30 วันข้างหน้า! ตอนนี้ประตูด้านในกับด้านนอกยังไม่เปิดเชื่อมกันเต็มที่ พวกแกมีเวลา 30 วันที่จะฝึกฝนและจัดการลูกสมุนของมันในนี้ เพื่อที่จะได้แข็งแกร่งพอจะหยุดยั้งาที่จะเกิดขึ้นข้างนอก!"
น้ำมนต์หน้าเครียดลงทันที 30 วัน... เวลาแค่นี้เขาต้องปกป้องโลกและปกป้องเด็กๆ ที่วัดให้ได้อย่างนั้นหรือ มองมุมไหนมันก็แทบจะเป็ไปไม่ได้ เขาไม่ใช่พระเ้า เขาไม่พร้อมที่จะแบกโลกนี้ไว้บนไหล่อย่างแน่นอน ถึงอยากจะทำแต่มันจะเริ่มจากตรงไหน จะไปต่อยังไง แม้แต่ตอนนี้จะออกจากที่นี่ยังไงเขายังไม่รู้เลย เอาแน่ๆ วันนี้เขาจะดำรงชีวิตอยู่ในนี้ยังไงเขายังคิดไม่ออกเลย น้ำมนต์ถอนหายใจพร้อมกับตั้งสติ เขาหันไปหาโมนาและเล่าเื่ที่เอเต้บอกให้ฟัง
"ฉันจะสู้กับนายด้วยน้ำมนต์" โมนาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "พ่อของฉันเป็ทหาร ฉันถูกสอนมาให้ปกป้องประเทศ และด้วยพลังนี้... ฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายโลกของเรา" เธอพูดออกมาด้วยความมั่นใจ
"แหมๆ ซึ้งกินใจจริงๆ กองทัพสองคนเนี่ยนะ!" เอเต้แซว "แต่ก็นะ... ตอนนี้มือถือพวกแกยังพอใช้คลื่นสัญญาณมิตินี้สื่อสารกับคนข้างนอกได้อยู่ ลองเช็คดูสิ ข่าวกร่อยๆ เพียบเลยล่ะ"
น้ำมนต์หยิบสมาร์ตโฟนที่หน้าจอแตกร้าวขึ้นมาดู และพบว่ามีข้อความแจ้งเตือนนับร้อยจากข่าวทั่วโลก มนุษย์บางคนได้รับพลังเหมือนพวกเขา บางคนโชคร้ายถูกฆ่าตาย แต่ที่น่าใคือ รัฐบาลโลกเริ่มมีการประกาศรับสมัคร 'ผู้ตื่นรู้' เพื่อจัดตั้งกองกำลังรับมือประตูมิติ
"เราต้องเก่งขึ้นกว่านี้อีกโมนา" น้ำมนต์กล่าวพลางลุกขึ้นยืน "เอเต้ แกบอกว่าแกโหลดวิชามวยไชยาให้ฉันได้ใช่ไหม? แล้ววิชาอาคมของฉันล่ะ แกทำอะไรกับมันได้ไหม?"
"แน่นอนสิเ้าโง่! ข้าสามารถแปลงรหัสอาคมของแกให้กลายเป็ 'วงจรอักขระพลังงาน' ที่รุนแรงกว่าเดิมสิบเท่าได้ แต่ข้าขอเตือนไว้อย่างหนึ่งนะ... วิวิชมันกำลังดูพวกแกอยู่ มันชอบให้เหยื่อเก่งก่อนแล้วค่อยกระทืบให้จมดินเพื่อความบันเทิงของมันเอง เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ!"
ไกลออกไปบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่มีออร่าสีแดงปกคลุม ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะทมิฬยืนจ้องมองจอภาพโฮโลแกรมที่แสดงภาพของน้ำมนต์และโมนา ั์ตาสีเืของ วิวิช ฉายแววสนุกสนาน
"มนุษย์ที่ใช้อาคม... กับมนุษย์ที่ได้รับยีนพัฒนา... น่าสนใจ" วิวิชพึมพำด้วยเสียงทุ้มลึก "จงดิ้นรนเข้าไปเถอะเหล่ามดปลวก เพราะวันสุดท้ายที่พวกเ้าคิดว่าชนะ... คือวันที่ข้าจะมอบนรกที่แท้จริงให้พวกเ้าเอง!"
การเดินทางในประตูมิติของน้ำมนต์ โมนา และเอเต้ พึ่งจะเริ่มต้นขึ้น ท่ามกลางความหวังและความลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืดของวันสิ้นโลกที่กำลังนับถอยหลัง!