“วันนี้อยากจะทำอะไรล่ะ? จะตามแผนเดิมที่ทำทุกวันหรือจะยังไง?”
ทุกคนมองหัวหน้าสาวตาปริบๆ ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเห็นเธอถามความเห็นของใครเลยสักครั้ง
“ฉันหมายถึง อยากจะไปด้วยกันหมดหรืออยากไปเป็กลุ่ม? ไหนๆ สมาชิกในหน่วยก็พร้อมกันหมดแล้ว...”
“ฉันล่ะ...?” ซิลเวสเตอร์ขัดเสียงอ่อย
นี่ก็หลายวันแล้วหลังซิลเวสเตอร์มาเข้าหน่วย จากวันนั้นถึงวันนี้ สิ่งที่เขาทำได้ไม่ใช่การยิงธนูจริงๆแต่เป็การเอาลูกธนูไล่จิ้มหัวคนต่างหาก ตอนนี้เขาจึงถือหอกด้ามยาวไว้ในมือผอมๆ ของตนเองด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“เฮ้อ...นายก่อปัญหาประจำเลยนะ”อรุโณทัยพูดอย่างเบื่อหน่าย “ฉันไม่อยากให้พวกเธอเครียดจนเกินไปจากการต้องออกไปนอกบาเรียเป็เวลานาน...ฉะนั้นอยากให้จับกลุ่มกันขอให้สมดุลที่สุด จะเป็กลุ่มเหมือนแต่ก่อนก็ได้หรือจะจับใหม่ก็ได้”
ไม่ต้องหันไปมองหน้า ลัคนาก็รู้ว่าเธอถูกฮิบิคิดึงเข้ากลุ่มเรียบร้อยแล้ว
ทุกคนจับกลุ่มกันเสร็จอย่างง่ายดาย อรุโณทัยและหยางดึงซิลเวสเตอร์ไปดูแลเรียบร้อยดูเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกอย่างไรชอบกล ลอร์น่าและนิชพรยังคงจับคู่กันเหมือนเดิม และอึนริวก็เข้ามาติดหนึบอยู่กับฮิบิคิอีกคน
“...เอาที่สบายใจเถอะ”อรุโณทัยพูดก่อนจะชี้จุดที่แต่ละกลุ่มต้องไปตรวจตราในวันนี้
ลอร์น่าและนิชพรที่พร้อมอยู่แล้วล่วงหน้าไปก่อนเพราะต้องไปค่อนข้างไกลอรุโณทัยยังเทศนานายซิลไม่จบจึงยังอยู่อีกสักพัก หยางโบกมือให้พวกลัคนาเล็กน้อยบอกว่าไปได้
“ฮิบิคิ~” อึนริวเดินเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนผีดิบจีน คนถูกเรียกแค่มองหน้าเขาเหนื่อยๆ
“วันนี้หัวหน้าประกายมาศเหนื่อยน่าดูเลยนะต้องฝึกคนแถมยังต้องจัดประชุมอีก” ลัคนาพูดลอยๆ อึนริวโบกมือไปมาตรงหน้าเธอ
“เป็อะไรหรือเปล่า? สบายดีนะ?” ร่างสูงถามด้วยสีหน้าจริงจัง
“...ทำไมเหรอ?” เด็กสาวเลิกคิ้วมองคนถาม
“ดูเหนื่อยๆ” เขาให้เหตุผลแบบง่ายๆ
“ไม่เป็ไรหรอก”
“อย่างเธอน่ะคิดมากเกินไปแล้วหัดคิดให้มันน้อยๆ หน่อยสิ”
“ฮิบิคิติคนอื่นเป็อย่างเดียวแฮะ”อึนริวพูดขำๆ
“ฉันว่าปากไม่ตรงกับใจมากกว่า”ลัคนาช่วยเสริม
“รุมแกล้งกันใช่ไหมเนี่ย?” เด็กหนุ่มมองทั้งคู่สลับไปมา
“อากาศข้างล่างนั่นเป็ไงบ้าง?” อึนริวทำท่าชะเง้อมองลงไปข้างล่างจนลัคนากลั้นหัวเราะไม่อยู่
“....จะไปกันได้รึยัง? ใครมันจะไปสูงเป็ต้นตาลแบบนายกัน?”
...
ทั้งสามกึ่งเดินกึ่งวิ่งมุ่งหน้าไปสู่สถานที่ที่ถูกเรียกว่าแท่นบูชา
เลยูเาสามฤดูก็จะเจอกับเนินเขาลูกใหญ่ สิ่งที่อยู่บนยอดเนินที่รายล้อมด้วยป่าไม้ทะเลสาบ และน้ำตก...คือแท่นบูชาหินอ่อนที่สะท้อนแสงแดดยามบ่ายคล้อย ลักษณะคล้ายกับวิหารขนาดเล็กมอนสเตอร์ที่อยู่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จะเป็นางฟ้าตัวเล็กที่ไม่ทำร้ายใครก่อน พวกมันมีสีสันสวยงามที่ผสมกันระหว่างสีเหลืองชมพู และเขียว ลักษณะเหมือนตุ๊กตาทำจากแก้ว
“น่าอิจฉาคนที่ตื่นตรงนี้ชะมัดเลยเนอะ”อึนริวบอกขณะกำลังเดินขึ้นเนินไปยังแท่นบูชา
“อึนริว...ตื่นขึ้นที่ไหนอย่างนั้นเหรอ?”
“ทุ่งสายรุ้ง อยู่คนละฝั่งกับบาเรียพอดีแถมผู้เล่นเยอะแยะเลย”เขาตอบ สายตามองไปไกลๆ เหมือนนึกอะไรอยู่ “แต่มันสวยมาก สวยจนลืมหายใจ”
“ฮิบิคิล่ะ?” ลัคนาหันไปถามเด็กหนุ่ม
“...มันสำคัญด้วยเหรอ? ถึงจะสวยอะไรแค่ไหนฉันก็ไม่สนหรอก” เขาตอบแห้งๆ ลัคนามองหน้าเขาอยู่พักหนึ่งก่อนจะยิ้มออกมา
“ฮิบิคิคงจะชอบอะไรที่มันโรแมนติกอย่าง...พระอาทิตย์ตกดินสินะ?”
“โห จริงเหรอ? ท่าทางนายจะเป็เสือผู้หญิง?” อึนริวหัวเราะจนตาหยี
“ฉันไม่น่ามาอยู่กับพวกเธอเลยจริงๆ!”
เขาไม่ได้พูดว่าวิธีพูดของอึนริวเมื่อครู่ทำให้เขานึกถึงปีมากขนาดไหน พอคิดว่าเด็กชายที่ะโเสียงดังและทำให้คนอื่นอมยิ้มคนนั้นไม่อยู่แล้วในอกก็จะรู้สึกหน่วงๆ
ความสูญเสียบางอย่างจะทิ้งช่องโหว่ไว้ในใจของเราไม่ว่าจะพยายามลืมสักแค่ไหน...
ฮิบิคิเป็คนแสดงอารมณ์ไม่เก่ง จึงไม่มีใครรู้ว่าเขาคิดถึงเด็กชายที่เขาเรียกเล่นๆว่า ‘ไอ้ลูกพี่’ มากแค่ไหน
พวกเขาไม่ค่อยได้คุยกันนักตอนฮิบิคิยังลาดตระเวนคนเดียว แต่สุดท้ายคนเพื่อนน้อยอย่างเขาก็ซี้ปึ้กกับปีและอึนริว...และเรืองฤทธิ์ด้วย
“ตรงนี้ไม่มีใครอยู่”ฮิบิคิพูดขึ้นก่อนอีกสองคนจะพูดอะไรแปลกๆ อีก
“ต่อไปก็...วงกตกุหลาบแล้วเราก็กลับได้แล้ว” ลัคนาหันไปทางซ้ายเพื่อจะเดินลง เหล่านางฟ้าตัวน้อยกระพือปีกหลีกทางให้มีเสียงเหมือนกระดิ่งเล็กๆ ทุกครั้งที่ขยับ
“นี่ก็เป็...มอนสเตอร์อย่างนั้นใช่ไหม?”
“ก็ใช่สิ”
เป็มอนสเตอร์แต่กลับไม่ทำร้ายคน โลกนี้เต็มไปด้วยความพิศวงจริงๆ
วงกตกุหลาบประกอบด้วยแนวพุ่มไม้ตัดแต่งจนกลายเป็ทรงเหลี่ยมสูงประมาณศีรษะทางเข้าเป็ซุ้มกุหลาบที่ออกดอกสีแดงสดเต็มต้น ทั่วทั้งเขาวงกตบานสะพรั่งไปด้วยกุหลาบสีแดงมีกลิ่นหอมหวานโชยออกมา
ป้ายไม้ขนาดเล็กถูกทิ้งเอาไว้ตรงทางเข้า มันเขียนไว้ว่า “Beware: Rose Rabbit”
“เห็นขยะนี่แล้วนึกถึงยูรินะ”อึนริวพูดด้วยรอยยิ้มล้อเลียนวิธีพูดของชายหนุ่ม พูดจบก็หัวเราะกับมุกตลกของตัวเองจนตัวโยนพูดเองขำเอง...
“อยากให้อุลริกตื่นขึ้นจังนะฉันอยากรู้ว่าเขา้าจะบอกอะไรกันแน่” ลัคนาฟังอึนริวรำลึกถึงยูริก็อดนึกถึงคู่หูคนสุดท้ายของเขาไม่ได้
“ตั้งใจหน่อย” ฮิบิคิสะกิดแล้วเดินนำเข้าไปคนแรก
จากทุกคนในหน่วยลาดตระเวน มีเพียงแค่อุลริก เรืองฤทธิ์และยูริเท่านั้นที่รู้ทางในเขาวงกตนี้อย่างทะลุปรุโปร่งในเมื่อไม่มีใครเหลืออยู่เลย ทั้งสามจึงต้องคลำทางกันเอาเอง
“ถ้าเลี้ยวซ้ายตรงนี้จะน่าจะเป็สวนมีคนตื่นที่นี่อยู่บ้าง” ฮิบิคิพูดอย่างเป็งานเป็การในขณะที่อีกสองคนตามไปอย่างสบายๆ
“ฮิบิคิจริงจังชะมัด”อึนริวเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย
ไม่ว่าเมื่อไหร่ฮิบิคิก็จะจริงจังกับการลาดตระเวนเสมอ ไม่ใช่แค่การลาดตระเวนเท่านั้นแต่ทั้งการฝึกหรือต่อสู้เด็กหนุ่มมักจะมีสีหน้าจริงจังและสงบเสงี่ยมกว่าปกติที่เอาแต่แขวะคนอื่นไปวันๆมาก นั่นก็เป็ส่วนหนึ่งที่ลัคนาชอบเกี่ยวกับเขา
มีเสียงดังออกมาจากพุ่มไม้ กระต่ายสีขาวขนฟูฟ่องปรากฏตัวขึ้น มันยืนสองขาแล้วดึงดาบเรเปียร์ออกมาจากฝักแล้วชูขึ้น
“ผู้บุกรุก! มาดวลกับข้าเดี๋ยวนี้!”
เสียงของมันเป็เสียงผู้ชายแหลมสูง พออึนริวได้ฟังก็หัวเราะจนตัวงอ
“ผู้บุกรุก! มาดวลกับข้าเดี๋ยวนี้!”
มันย้ำคำเดิม ลัคนายังลังเลว่าจะทำยังไงกับมันดีขณะที่ฮิบิคิเอาดาบแทงคอมันไปเรียบร้อย
โรส แรบบิทล้มลงอย่างง่ายดาย
“ไปดูให้เสร็จแล้วกลับกันเถอะ”
“โหดจัง ฮิบิคิ~” อึนริวที่ยังหัวเราะไม่หยุดเดินตามฮิบิคิที่เดินตึงตังลึกเข้าไป
ลัคนาไม่ได้พูดคุยกับอึนริวมากนัก ปกติเขามักจะใจลอย สีหน้าเหม่อๆ มึนๆเวลาจริงจังเขาก็เก่งไม่แพ้ใคร เพียงแต่สีหน้าเอ๋อๆ ไม่เคยจากใบหน้าเขาไปไหนเลยเท่านั้นอีกอย่างคือวิธีพูดของเขาเดี๋ยวเร็วเดี๋ยวช้าทำให้ตอนแรกอาจจะฟังไม่ค่อยรู้เื่เท่าไหร่
ท้องฟ้าเหนือศีรษะค่อยๆ เปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ระหว่างที่ทั้งสามเดินเลี้ยวโค้งสุดท้ายเข้าสู่ส่วนในของเขาวงกต
“อ๊ะ...”
ดวงตาคมสีดำขลับช้อนขึ้นมามองลัคนา
เ้าของดวงตาคู่นั้นเป็เด็กสาวผมสีเหมือนนกกา ผมยาวประบ่าถักเปียแบบลวกๆเธอนั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่บนพื้นที่เป็ผ้านวมแทนที่จะเป็หญ้า ข้างเธอมีกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าทำจากเหล็กตั้งอยู่ขนาดของมันพอจะให้คนเข้าไปได้พอดี ฝาของมันยังเปิดเผยให้เห็นเหล็กแข็งกระด้างที่อยู่ข้างใน
รอบตัวเธอมีโต๊ะและเก้าอี้สีขาวสำหรับผ่อนคลาย รถเข็นอาหารที่มีขนมหลากหลายและดอกกุหลาบสีแดงส่งกลิ่นหอมไปทั้งบริเวณ แต่ถึงจะอยู่ท่ามกลางของเหล่านี้เด็กสาวคนนั้นก็ไม่ได้ดูมีความสุขเลยสักนิด
“บางคนก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองโชคดีขนาดไหน”ฮิบิคิพึมพำ ลัคนายังจำได้ว่าตอนที่เธอ ‘ตื่น’ ขึ้นมาก็โดนผู้เล่นไล่ฆ่าแทบจะทันที
อึนริวเดินเข้าไปหาเด็กสาว
“สวัสดี ฉันอึนริวนะต่อจากนี้เธอเป็เพื่อนของพวกเราแล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก ไปที่ปลอดภัยกันเถอะ” น้ำเสียงของเขาร่าเริงและเป็ธรรมชาติเสียจนลัคนาอดทึ่งไม่ได้
“...เพื่อน...? ปลอด...ภัย...?” เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมองอึนริวด้วยดวงตาเหมือนกระต่ายตัวเล็ก พอได้มองหน้าชัดๆ ก็เห็นว่าเธอมีใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก
“ใช่แล้ว”
“...เชื่อได้...เหรอ?” เธอกระถดถอยหลังไปชิดกับตู้เหล็ก “...ทำไมถึงใจดี...?”
ลัคนามองอึนริวว่าเขาจะตอบสนองกับคำพูดนั้นยังไง
“เพราะว่าเธอเองก็อยากมีชีวิตไม่ใช่เหรอ?”
เด็กสาวหยุดสั่นแล้วมองหน้าเขา ลัคนาได้เห็นอึนริวพูดคุยกับคนที่เพิ่งตื่นหลายครั้งก็ยังอดทึ่งไม่ได้ความสามารถด้านการโน้มน้าวใจนี้คงจะเป็สิ่งที่หัวหน้าอรุโณทัยให้ความสำคัญมาก
“หึ ก็ใช้ได้นี่”ฮิบิคิมองอึนริวด้วยความชื่นชม แต่ในประกายตาของเขามีอะไรบางอย่างอยู่
ความอิจฉา...อย่างนั้นเหรอ?
เพราะเป็ฮิบิคิที่ปากไม่ตรงกับใจ ก็เลยไม่สามารถจะพูดคำพูดที่อ่อนโยนกับใครได้อย่างง่ายดาย
“ออกไปจากที่นี่ก่อนจะมืดเถอะ”เขาเร่ง อึนริวพยุงเด็กสาวให้ลุกขึ้น
“จริงสิ เธอชื่ออะไรเหรอ?”
“...ลินิน...” เธอตอบเสียงแ่
...
ลินินเดินขาสั่นๆ ด้วยความเร็วที่น่าใ
“ไม่ต้องรีบเดินมากก็ได้นะ...”ลัคนาพยายามทำให้เด็กสาวใจสงบลง
“ถ้าเกิดอะไรขึ้นก็ทิ้งฉันไว้เลยนะ”ลินินกล่าว เธอก้มหน้ามองพื้นพลางย่ำเท้าต่อไปเรื่อยๆ
“ไม่หรอก ยังไงก็ไปด้วยกันนี่แหละ”อึนริวตอบหน้าตาเฉย
ฮิบิคิรั้งท้ายขบวนด้วยใบหน้าเซ็งๆ
“โฮกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”
ตอนนั้นเองเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณ สองหนุ่มกวาดตามองหาต้นเสียงส่วนลินินก็กระตุกด้วยความใแล้วทรุดลงไปกองกับพื้น
“ตายแน่...ตายแน่...!”
“ใจเย็นก่อน เ้าของเสียงไม่ได้อยู่แถวนี้หรอก”
ลัคนาพูดถูก เพราะเสียงคำรามดังมาจากแท่นบูชาซึ่งอยู่ห่างไปจากเชิงเขาของูเาสามฤดูค่อนข้างไกล
“นั่นคือเสียงของัน้ำลีไวอาซันที่จะปรากฏตัวแถวแท่นบูชาเป็ครั้งคราว”เด็กสาวอธิบาย
“ั?!” ลินินลุกพรวดด้วยความตื่นตระหนก
“รีบกลับเถอะ” ฮิบิคิเริ่มหงุดหงิดอีกครั้ง“แถวนั้นต้องมีผู้เล่นอยู่แน่”
“ไปไหนกัน? เรากำลังจะไปที่ไหนกันเหรอ? ห่างแค่ไหน? ไปยังไง?” ลินินยังลุกลี้ลุกลน
ยังไม่ทันทำให้เด็กสาวสงบสติอารมณ์ได้ก็มีเสียงย่ำเท้าและเสียงชุดเกราะฮิบิคิและลัคนาดึงแขนลินินคนละข้างให้เข้าไปหลบหลังพุ่มไม้ที่ใกล้ที่สุด ฮิบิคิหันขวับไปถามลัคนาทันที
“เห็นรึยัง?”
เด็กสาวส่ายหน้า สายตาของเธอยังสอดส่องหาต้นเสียงต่อไปในขณะที่อึนริวนั่งเอามืออุดปากลินินไม่ให้ร้องด้วยความตระหนก
เสียงนั้นเป็เสียงของผู้เล่นไม่ผิดแน่เพราะแทบจะไม่มีมอนสเตอร์ตัวไหนเลยที่ใส่เกราะเดินเสียงโครมครามครึ่งนาทีอันแสนกดดันผ่านไปต้นเสียงก็เข้ามาในระยะสายตา
“...ผู้เล่น...น่าจะระดับกลางๆห้าคน” ลัคนากระซิบ
“จะทำยังไง? หนีหรือสู้?” อึนริวถาม ฮิบิคิมองไปรอบตัวเพื่อวิเคราะห์สภาพพื้นที่
“น่าจะพอหลบไปได้อาจจะต้องออกที่โล่งตรงนั้นถ้าจะหนี”
“รอตรงนี้ไม่ได้เหรอ?”
“...เงียบ” ทั้งสี่คนนิ่งไม่กระดุกกระดิกเมื่อผู้เล่นกลุ่มนั้นเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ลัคนาต้องเอามือปิดจมูกและปากไว้เพื่อไม่ให้เสียงหายใจถี่ของเธอดังออกมาเสียงย่ำเท้าสม่ำเสมอผ่านไปข้างหลัง
“ตอนนี้แหละ ไปเลย”ฮิบิคิแทบจะไม่ขยับปาก ทั้งสี่ค่อยๆ ย่อตัวผ่านกลุ่มคนนั้นไป
“เฮ้ย จุดแดงนี่มันคืออะไรเหรอ?”
“เพิ่งมีมอนมาเกิดรึเปล่า?”
เสียงสนทนาดังขึ้นจนคนที่กำลังพยายามหนีต้องหยุดค้างอยู่กับที่
“วิ่งเลย!” ฮิบิคิสั่งด้วยเสียงที่พอได้ยินกันแค่สามคนทุกคนวิ่งสุดฝีเท้า
“มันหนีไปแล้ว...เฮ้ยอย่าบอกนะว่า....”
“MT? MT!” เสียงร้องใระคนดีใจดังขึ้นกลุ่มผู้เล่นหันไปยังทิศทางที่พวกลัคนาหนีไป
“เขารู้แล้ว ทำยังไงดีล่ะ?!” ลัคนาหันไปถามฮิบิคิ ขายังไม่หยุดวิ่ง
“ฮึก...ไม่เอา...ไม่เอาแล้ว...ทิ้งฉันไว้เถอะ...”ลินินร้องไห้ออกมา อึนริวยังจับข้อมือเธอไว้แน่นเพื่อไม่ให้เธอถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
“ก็อย่าหยุด...อึก!”
ฮิบิคิเซถลาไปข้างหน้า ลัคนาหันขวับไปข้างหลังก็เห็นว่าผู้เล่นคนหนึ่งถือปืนยาวกำลังเล็งตรงมาที่พวกเธอเด็กสาวรีบดึงฮิบิคิขึ้นมา เขาถูกยิงที่ไหล่ซ้าย เืเริ่มไหลซึมจนเสื้อเปลี่ยนเป็สีเข้ม
“ฮิบิคิ—” ลัคนารู้สึกเหมือนมีอะไรกระแทกที่ลำตัวตอนแรกก็รู้สึกชา แต่เมื่อความเ็ปแล่นไปทั่วร่างเธอถึงรู้...เธอโดนยิงที่สี่ข้างมือที่แตะแผลเป็สีแดงสด
อึนริวปล่อยมือจากลินินแล้วกึงพยุงกึ่งลากทั้งสองคนออกจากวิถีะุแต่ผู้เล่นกลุ่มนั้นก็ตามมาอย่างกระชั้นชิดลินินตามมาอยู่ห่างๆ สีหน้าเริ่มซีดเผือดเมื่อเห็นคนาเ็ ร่างของเธอสั่นงันงกและฟันก็กระทบกันดังกึกๆจนคนอื่นได้ยิน
“ไม่เป็ไร” ฮิบิคิลุกขึ้นสีหน้ากลับไปใกล้เคียงปกติ “ช่วยลัคนาเถอะ”
“ฉันเองก็...”
ฮิบิคิเอามือปิดปากเธอแล้วพยุงตัวเด็กสาวขึ้นมา
“อย่าฝืนทำเป็เก่งหน่อยเลย”เขาพูดห้วนๆ แต่ก็ช่วยพยุงเธอ
อึนริวชักดาบออกมา แน่ใจแล้วว่าต้องสู้แน่ๆ คนที่ไวขนาดตัดะุได้ตอนนี้ยังมีแค่ฮิบิคิแต่อึนริวยังสามารถปัดการโจมตีอื่นๆ ที่เข้ามาได้ เขาแกว่งไกวดาบด้วยความเฉียบขาดรวดเร็วแผ่นหลังของหนุ่มตาตี่ในตอนนี้ดูพึ่งพาได้และน่าไว้ใจฝากชีวิตไว้ด้วย
ลินินทรุดเอามือกุมศีรษะจนฮิบิคิโกรธจัด
“นี่เธอ! ถ้าไม่อยากตายก็รีบหนีเข้าสิ!”
“ไม่เอา...กลัว...ไม่เอา....”เธอพูดงึมงำเหมือนคนเสียสติ “อ๊า!”
ะุเฉี่ยวมือของเธอเข้า เืสีแดงไหลซิบ
ผู้เล่นเริ่มตีวงเข้ามาเหมือนซักซ้อมกันไว้ดีแล้ว มีคนใช้ดาบและโล่สองคนที่เหลืออีกสองใช้หอกยิ่งทำให้การป้องกันยากขึ้นไปอีก ถ้าอึนริวพลาดขึ้นมาเขาอาจจะโดนเจาะพรุนเลยก็ได้แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังยืนหยัดจะถ่วงเวลาไว้ด้วยความแน่วแน่
“ฮิบิคิ ปล่อย ฉันจะช่วย”ลัคนาผลักฮิบิคิเบาๆ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย
สีหน้าของเด็กหนุ่มที่จับดาบยังดูมึนๆ แต่ร่างกายของเขาเตรียมพร้อมเต็มที่
“Aim…”
“อัก...!” อึนริวพยายามหลบแต่ะุก็ยังถากแขนเขาเป็แผลยาวและลึกจนเืกระฉูดออกมา เด็กหนุ่มต้องถอยออกจากวงล้อมตอนนี้ไม่อย่างนั้นเขาไม่อาจกลับไปที่บาเรียอีกเป็ครั้งที่สองแน่นอน
ฮิบิคิส่งตัวลัคนาให้ลินินคอยช่วยพยุง ส่วนตัวเองก็ชักดาบสั้นออกมา
“คอยระวังหลังให้ฉัน”พูดจบเด็กหนุ่มก็พุ่งเข้าไปยังผู้เล่นที่อยู่ใกล้ที่สุด
อึนริวสังเกตเห็นว่าฮิบิคิเข้ามาช่วย เขาจึงย่อตัวหลบหอกที่พุ่งเข้ามาแล้วหันหน้าไปยังผู้เล่นที่ฮิบิคิจะโจมตีอึนริวโจมตีจากด้านหน้าและฮิบิคิโจมตีจากด้านหลัง
แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น
ผู้เล่นที่ยืนอยู่ใกล้คนที่กำลังจะตกเป็เหยื่อใช้พลังของเขา ฟาดหอกลงกับพื้นทำให้เกิดคลื่นแสงที่พุ่งตรงไปยังอึนริวแล้วแผ่รัศมีกว้างออกไปจนลัคนากับลินินยังโดนลูกหลงไปด้วยเด็กหนุ่มล้มลง ขาเป็แผลเหวอะหวะและเืสาดไปทั่วพื้น ภาพนั้นชวนให้นึกถึงวันนั้นที่ปีโดน...
“บ้าเอ๊ย!” ฮิบิคิล็อกต้นคอของผู้เล่นที่เขาเล็งไว้ตอนแรกจากด้านหลังแล้วเอาดาบสั้นปาดคอแบบไร้ความลังเลเพราะส่วนสูงที่น้อยกว่าโขทำให้เขาต้องดึงผู้เล่นให้หงายหลังก่อนแล้วค่อยฟัน ทำให้เส้นเืทุกเส้นในคอัักับคมดาบของเขา
ผู้เล่นคนนั้นล้มลง แถบสีเขียวบนศีรษะยังไม่หมดแต่ก็ใกล้เต็มที
การโจมตีของฮิบิคิทำให้ผู้เล่นหันเข้ามาหาเขาพร้อมกันหมดทุกคน ะุที่ยิงมาจากระยะไกลเขาพอปัดได้แต่เพราะดาบและหอกที่ต้องคอยหลบทำให้พลาดโดนยิงอีกหลายนัด สภาพตอนนี้จะล้มเมื่อไรก็ไม่แปลก
ลัคนากับลินินหลบเข้าไปพยุงอึนริวขึ้น สภาพเด็กหนุ่มตอนนี้ก็สาหัสไม่แพ้ฮิบิคิสติของเขาเริ่มเลือนราง
“พาไปซ่อนเร็ว” ลัคนาสั่งลินินเด็กสาวตอบรับด้วยเสียงสั่นๆ แล้วลากอึนริวเข้าไปในพุ่มไม้โดยทิ้งรอยเืไว้เป็ทางตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว ลัคนาข่มความเ็ปแล้ววิ่งเข้าไปช่วยฮิบิคิ
เธอรู้ตัวว่าทั้งความเร็วทั้งเรี่ยวแรงของตัวเองตกไปมาก แต่เธอจะปล่อยฮิบิคิให้ตายไปต่อหน้าต่อตาไม่ได้
“ถ้ากลับมาหาผมที่สตาร์ดัสต์เรล์ม...”
“เฮือก...!”
เสียง...เสียงที่ดังก้องอยู่ในหัว....
ลัคนาทรุดลงกับพื้น
“หนีไปเซ่! หนีไปตอนนี้เลย!ทำอะไรอยู่ยัยบ๊อง?!”
เสียงะโของฮิบิคิเหมือนอยู่ไกลแสนไกล
“ฮิ...บิคิ...” ขาของเธออ่อนปวกเปียกแต่เธอก็ยังคงวิ่งไปข้างหน้า มือจับดาบเอาไว้แน่น ไม่ว่ายังไง...ไม่ว่ายังไงก็จะไม่ปล่อยให้ฮิบิคิตายเด็ดขาด!
“สกปรก”
คำพูดหนึ่งดังขึ้นจากเหนือศีรษะของเธอ ผ้าคลุมสีดำสะบัดบดบังแสง เส้นผมสีน้ำตาลแดงสยายไปในอากาศ
“ยะ....”
“ยมทูต....”
“ผู้เล่น...หายไปซะ”
กรงเล็บสีทองขนาดั์ซัดผู้เล่นขึ้นไปกลางอากาศ พวกเขาตกลงมาแล้วโดนนิ้วแหลมคมเสียบทะลุกลางลำตัว
“ดูถูกกันมากเกินไปแล้วนะเว้ย!”ผู้เล่นที่เหลือลอยตัวขึ้นหรือะโหลบกรงเล็บได้อย่างทันท่วงที บ้างก็ใช้โล่กันเอาไว้พวกเขาเบนความสนใจจากฮิบิคิมาที่ผู้มาใหม่
ใบหน้าเ็าง่วงไร้อารมณ์ ตัวที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผล สัตว์มีขนที่เกาะอยู่บนศีรษะ...
ลัคนาเคยเจอกับผู้เล่นที่เข้าข้างสัตว์อสูรคนนี้มาแล้ว
“ปีศาจแห่งโซโลมอนเอยจงรับเืของข้าเป็เครื่องสังเวย—”
“เธอจะมีพลังอันไร้ขอบเขต ไร้ขีดจำกัด
ถ้าเธอยอมทิ้งทุกอย่างแล้วกลับมายังสตาร์ดัสต์ เรล์ม”
ทุกสิ่งทุกอย่างขาดห้วงไปชั่วขณะ
...
ลัคนารู้สึกตัวอีกทีเธอก็นั่งอยู่ในศาลาประชุมแล้ว
เธอมองรอบตัว ตอนนี้เป็เวลากลางคืน นอกจากเธอแล้วก็ไม่มีใครอีก
ไม่มีฮิบิคิ
หัวใจของเธอหล่นไปที่ตาตุ่ม พอลุกขึ้นก็รู้สึกเ็ปไปทั้งร่าง แล้วเธอก็พบว่าชุดที่ใส่อยู่เป็ชุดใหม่และบนร่างก็เต็มไปด้วยผ้าพันแผลเปรอะสีแดง
คำถามผุดเข้ามาเต็มสมอง เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? คนอื่นๆ ล่ะ? แล้วผู้เล่นคนนั้น...ไอชาล่ะ? ฮิบิคิเป็ยังไงบ้าง?
เด็กสาวค่อยๆ ลุกขึ้น แล้วขาของเธอก็ไปแตะกับอะไรเข้า
“งืม...ข้าวมันไก่...”
ลัคนาเลิกคิ้วเพราะคนที่นอนหลับอยู่แทบเท้าเธอคือซิลเวสเตอร์ เขานอนคู้อยู่บนพื้นเก่าๆของศาลา ไม่ได้รับาเ็หรือพกอาวุธ สีหน้าของเขาดูมีความสุขมากขณะละเมอถึงสิ่งที่เรียกว่าข้าวมันไก่
“ซิลเวสเตอร์...”เธอเขย่าเขาให้ตื่น คนถูกปลุกพลิกไปมาพักหนึ่งแล้วก็เด้งขึ้นเหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็นเขาอ้าปากพะงาบๆ ผมฟูฟ่องเพราะนอนดิ้น สภาพเรียกรอยยิ้มได้แม้จะเป็่เวลาเลวร้ายก็ตาม
“นา...” เขามองเธออึ้งๆ“ไม่ได้เป็...นี่ลัคนาจริงๆ ด้วยล่ะ!”
“ฉันทำอะไรลงไป? แล้วฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง? ฮิบิคิล่ะ?”
“เื่นั้นฉันบอกเองก็ได้”เสียงที่เธอไม่คุ้นเคยดังขึ้น
เ้าของเสียงเป็เด็กหนุ่มผิวสีแทน ผมหยักศกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ รูปร่างผอมแต่ไม่สูงมากสีหน้าของเขาแข็งกระด้าง ลัคนาจำได้ว่าเคยเห็นเขาเพียงครั้งสองครั้งเท่านั้น
“โฮเซ่...” ซิลเวสเตอร์พูดชื่อของเขาเหมือนเป็คำพูดต้องห้าม
“ฉันมองอยู่ตลอดแหละเธอเหมือนกับปีศาจไม่มีผิด กุญแจของปีศาจ”