ไม่ว่าจะเป็นเพราะการให้เกียรติครูหวัง หรือเพราะยังหวาดกลัวเหตุการณ์ที่หลินกั๋วผิงเคยเอามีดจ่อคอสามี การขอโทษครั้งนี้ของภรรยาหวงควนจึงดูจริงใจเป็นอย่างยิ่ง
แต่ถึงแม้ภรรยาหวงควนจะขอโทษอย่างจริงใจเพียงใด หลินกั๋วผิงก็ไม่ได้คิดจะให้เรื่องจบลงง่ายๆ
“หวงเทาแกล้งเสียวเสวี่ยลูกสาวผมครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วนะ แกล้งลูกสาวผมจนตกใจหมดสติไป โชคดีที่ยังไม่เป็นอะไรมาก ไม่อย่างนั้นพวกคุณคิดว่าจะรับผิดชอบไหวเหรอ?”
ภรรยาหวงควนรีบกล่าว “ฉันรู้ค่ะว่าครั้งนี้เทาเทาทำเกินไปจริงๆ เอาแบบนี้ไหม ฉันจะซื้อของบำรุงมาให้เสียวเสวี่ยเป็นการขอโทษ ดีไหมคะ?”
แม้ครูหวังจะโกรธในความดื้อด้านของหวงเทาและต้องการปกป้องทิงเสวี่ย แต่เมื่อเห็นแม่ของหวงเทาลดท่าทีลงและขอโทษขอโพยเช่นนี้ เขาก็คิดว่าหลินกั๋วผิงน่าจะยอมอ่อนข้อลงบ้าง เพื่อให้เรื่องนี้จบลงด้วยดี
แต่หลินกั๋วผิงกลับทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาไม่ได้มองหน้าภรรยาหวงควน แต่หันไปมองครูหวัง
“ผมคิดว่าเสียวเสวี่ยกับหวงเทาไม่เหมาะที่จะเรียนอยู่ห้องเดียวกันอีกต่อไปแล้วครับ ครูหวัง ผมหวังว่าคุณครูจะแยกห้องให้พวกเขาสองคน จะให้เสียวเสวี่ยย้ายไปห้องสอง หรือจะให้หวงเทาย้ายไปก็ได้ครับ”
ครูหวังถึงกับพูดไม่ออก “…”
ภรรยาหวงควนคิดไม่ถึงว่าหลินกั๋วผิงจะเรียกร้องเช่นนี้ แต่ก็รีบตอบสนอง “ครูหวังคะ ในเมื่อคุณหลินกั๋วผิงอยากให้เด็กสองคนแยกห้อง งั้นก็แยกเถอะค่ะ คุณครูกลับไปปรึกษากับคุณครูจางดูนะคะ ไม่ว่าจะให้เทาเทาลูกชายฉันย้ายไป หรือจะจัดการยังไง เราไม่มีปัญหาเลยค่ะ”
เมื่อเห็นว่าผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ครูหวังจึงตอบตกลง “เรื่องนี้ผมจะกลับไปหารือกับคุณครูจาง ครูประจำชั้นห้องสองก่อน แล้วค่อยตัดสินใจนะครับ แต่ไม่ว่าจะแยกหรือไม่แยก หวงเทาก็ยังต้องถูกลงโทษให้ยืนเรียนหนึ่งสัปดาห์อยู่ดี”
......
ช่วงบ่ายวันนั้น ครูหวังก็ไปปรึกษากับครูจาง
แน่นอนว่าเขาอยากส่งหวงเทาไปห้องสอง เพราะทิงเสวี่ยเป็นนักเรียนหัวกะทิ มีครูประจำชั้นคนไหนอยากจะปล่อยเพชรเม็ดงามไปง่ายๆ
แต่หวงเทาเป็นเด็กเรียนไม่เก่ง หากส่งไปดื้อๆ ครูจางคงไม่ยอมรับแน่ ครูหวังจึงเสนอให้ ‘แลกเปลี่ยนนักเรียน’ โดยย้ายหวงเทาไปห้องสอง แล้วให้ห้องสองย้ายนักเรียนที่ผลการเรียนใกล้เคียงกันมาห้องหนึ่งแทน แบบนี้ก็ถือว่ายุติธรรม
คุณครูจางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเสนอ “ห้องเรามีนักเรียนน้อยกว่าห้องหนึ่งอยู่แล้ว เอาแบบนี้ไหม ย้ายหวงเทามา แล้วย้ายนักเรียนเรียนดีมาอีกคน หรือไม่ก็ย้ายหลินทิงเสวี่ยมาห้องเรา แล้วให้หวงเทาอยู่ห้องหนึ่งตามเดิม”
ครูหวังรีบปฏิเสธ “ผมไม่ยอมแลกหลินทิงเสวี่ยหรอกนะ! เอาแบบนี้ ให้หวงเทาไปห้องสอง แล้วผมจะย้ายต่งน่า หัวหน้าฝ่ายดนตรี ไปห้องคุณด้วย ผลการเรียนของต่งน่าคุณก็รู้ดี แค่ด้อยกว่าหลินทิงเสวี่ยไปนิดเดียวเท่านั้น”
คุณครูจางพยักหน้า “ก็ได้ ให้หวงเทากับต่งน่ามาห้องสองด้วยกัน”
คุณครูจางเป็นครูประจำชั้นห้องสองและสอนคณิตศาสตร์ห้องหนึ่งด้วย เขารู้จักนักเรียนห้องหนึ่งเป็นอย่างดี แม้ต่งน่าจะด้อยกว่าทิงเสวี่ยเล็กน้อย แต่ถ้าไปอยู่ห้องสอง เธอก็มีโอกาสเป็นที่หนึ่งได้แน่นอน
เมื่อครูทั้งสองตกลงกันได้ ก็จัดการย้ายห้องในวันนั้นทันที หวงเทากับต่งน่าจึงย้ายไปอยู่ห้องสอง แต่ถึงอย่างนั้น จำนวนนักเรียนห้องสองก็ยังน้อยกว่าห้องหนึ่งอยู่ดี
สำหรับหวงเทา การย้ายห้องไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก เขาเรียนไม่เก่งอยู่แล้ว จะอยู่ห้องไหนก็ไม่เป็นที่ชื่นชอบของครูอยู่ดี แต่ต่งน่ากลับไม่คิดเช่นนั้น เธอไม่คิดว่าตัวเองจะต้องพลอยย้ายมาห้องสองไปด้วย
ห้องสองก็ไม่ได้แย่เท่าไร ตงเหว่ย ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็เรียนอยู่ห้องนี้ และผลการเรียนก็ไม่เลว
“หลินทิงเสวี่ย ถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันแล้ว แต่การแข่งขันของเรายังไม่จบนะ” แม้จะต้องย้ายไปแล้ว ต่งน่าก็ยังไม่วายแขวะทิงเสวี่ย
ทิงเสวี่ยยังคงไม่ใส่ใจเหมือนเดิม “เธออยากจะแข่งก็แข่งไปสิ ฉันไม่เคยคิดจะแข่งกับเธออยู่แล้ว เธอไปอยู่ห้องสองก็ดีแล้ว อยู่ห้องนี้เธอก็ไม่มีทางได้ที่หนึ่งหรอก ไปอยู่โน่น เผื่อฮวงจุ้ยจะถูกโฉลกกับเธอมากกว่า ไม่แน่อาจจะได้ที่หนึ่งสมใจก็ได้นะ”
ต่งน่าถึงกับอึ้ง “…”
......
แม้จะรู้ว่าทิงเสวี่ยปลอดภัยแล้ว แต่ฉินหยวนเฟิงก็ไม่คิดจะปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ หวงเทาแกล้งทิงเสวี่ยมาหลายครั้งแล้ว เขาจะต้องสั่งสอนไอ้เด็กเหลือขอนี่ให้หลาบจำ
หลังเลิกเรียน ฉินหยวนเฟิงจึงไปหาหวังกังเพื่อวางแผน
ฉินหยวนเฟิงเอ่ยขึ้น “ฉันว่าจะสั่งสอนหวงเทาสักหน่อย ให้มันไม่กล้ามายุ่งกับทิงเสวี่ยอีก ถึงจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันแล้ว แต่ก็ต้องเจอกันอยู่ดี นายมีความคิดอะไรไหม?”
หวังกังตอบทันควัน “จะไปยากอะไร เราสองคนลากมันไปอัดที่ป่าให้หนักๆ สักที แค่นี้มันก็รู้แล้วว่าทิงเสวี่ยมีเราคุ้มครองอยู่ ต่อไปก็ไม่กล้ามายุ่งอีก”
ฉินหยวนเฟิงส่ายหน้า “ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว ฉันกับทิงเสวี่ยไปเก็บลูกสนบนเขา เจอหวงเทามาหาเรื่อง ฉันเลยอัดไปทีหนึ่ง พอกลับมา แม่มันก็บุกไปถึงบ้านตายายฉันเลย ฉันอยากสั่งสอนมัน แต่ก็ไม่อยากให้ตายายฉันต้องเดือดร้อนไปด้วย”
หวังกังเกาหัว “อ้อ เข้าใจแล้ว นายหมายความว่าอยากอัดมันให้น่วม แต่ห้ามให้มันรู้ว่าใครเป็นคนอัดถูกไหม?”
ฉินหยวนเฟิงพยักหน้า นั่นแหละคือสิ่งที่เขาต้องการ
“แบบนี้คงต้องใช้สมองหน่อยแล้วแฮะ”
สำหรับหวังกัง การใช้กำลังเป็นเรื่องง่าย ต่อให้หวงเทามาพร้อมกันสามคน เขาก็ไม่หวั่น แต่ถ้าจะเล่นแบบมีชั้นเชิง มันก็ต้องคิดกันหน่อย เด็กหนุ่มสองคนซุ่มปรึกษากันอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป
ฤดูร้อนฟ้ามืดช้า แต่ตอนที่ฉินหยวนเฟิงกลับถึงบ้าน ฟ้าก็เริ่มมืดแล้ว
ยายหวังรีบถาม “ทำไมวันนี้กลับมาช้าจัง?”
ฉินหยวนเฟิงอธิบาย “ผมไปเล่นกับหวังกังมาครับ”
ยายหวังพยักหน้ารับ แล้วให้เขาไปล้างมือกินข้าว
......
ไม่กี่วันต่อมา เรื่องที่หวงเทาเอางูใส่กล่องดินสอของทิงเสวี่ยจนเธอตกใจหมดสติก็แพร่กระจายไปทั่วโรงเรียนอย่างรวดเร็ว
เด็กซนมีอยู่ทุกที่ แต่ซนถึงขั้นนี้หาได้ยากนัก โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ที่กลัวงู ผู้ปกครองที่มีลูกสาวต่างก็กำชับให้ลูกหลานตัวเองอยู่ห่างๆ หวงเทา ตอนนี้หวงเทาย้ายมาอยู่ห้องสอง ซึ่งก็มีเด็กผู้หญิงอยู่ไม่น้อย พวกเธอก็กลัวว่าจะโดนแกล้งเหมือนกัน
ในห้องสอง มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ อู๋เฟยเฟย เธอทั้งเรียนเก่ง หน้าตาสวย นิสัยเปิดเผย ตรงไปตรงมา กล้าได้กล้าเสีย ไม่เพียงแต่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะเชื่อฟังเธอ แม้แต่เด็กผู้ชายหลายคนก็ชอบเล่นกับเธอและยอมรับในความเป็นผู้นำของเธอ
อู๋เฟยเฟยจึงเป็นตัวตั้งตัวตีในการคว่ำบาตรหวงเทา ทำให้คนในห้องสองแทบไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วยเลย ซึ่งต่งน่าที่ย้ายมาพร้อมกันก็พลอยซวยโดนหางเลขไปด้วยอีกคน
ต่งน่าเป็นคนชอบทำตัวเด่น ตอนอยู่ห้องหนึ่ง เธอเคยชินกับการเป็นจุดสนใจและมักจะเป็นฝ่ายหาเรื่องทิงเสวี่ยก่อน แต่ทิงเสวี่ยกลับไม่ค่อยตอบโต้ แต่พอมาอยู่ห้องสอง มันต่างออกไป เธออยากจะเด่นเหมือนเดิม แต่กลับเจออู๋เฟยเฟยที่ชอบเด่นเหมือนกัน และที่สำคัญ อู๋เฟยเฟยไม่ได้สงบเสงี่ยมเหมือนทิงเสวี่ย
เพียงไม่กี่วัน ต่งน่าก็ถูกอู๋เฟยเฟยข่มรัศมีจนแทบโงหัวไม่ขึ้น ซ้ำยังถูกกลุ่มเพื่อนผู้หญิงกีดกันไม่เล่นด้วย เธอเพิ่งซึ้งใจว่าชีวิตตอนอยู่ห้องหนึ่งนั้นสบายใจแค่ไหน จนแทบอยากจะหนีกลับไปใจจะขาด
แล้วทำไมเธอถึงต้องย้ายมาอยู่ห้องสองที่น่ารำคาญนี่ด้วย? ก็เพราะโดนหวงเทาลากมาไม่ใช่เหรอ!
ครูหวังย้ายหวงเทามาหนึ่งคน แต่แถมเธอมาอีกหนึ่ง เธอกลายเป็นของแถมที่ถูกส่งมาห้องสอง! ต่งน่าเกลียดหวงเทาเข้ากระดูกดำ
......
บ่ายวันหนึ่งหลังเลิกเรียน จู่ๆ ก็มีเด็กผู้ชายแปลกหน้าวิ่งเข้ามายัดกระดาษโน้ตใส่มือหวงเทา แล้วรีบวิ่งหนีหายไป
บนกระดาษมีข้อความเขียนว่า “ฉันรอนายอยู่ที่ป่าใกล้โรงเรียน มาสิ มีซาลาเปาไส้เนื้ออร่อยๆ ให้กิน ถ้าไม่กล้ามาก็เป็นลูกหมา”
กระดาษในมือยังมีกลิ่นหอมจางๆ ลอยเตะจมูก... ไม่ผิดแน่ มันคือกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของซาลาเปาไส้เนื้อร้านหลินทิงเสวี่ย! เขาไม่ได้กินซาลาเปาอร่อยๆ แบบนั้นมานานมากแล้ว เสียดายที่มันแพงเกินไป!
สาเหตุที่เขาเอางูใส่กล่องดินสอหลินทิงเสวี่ย ก็เพื่อระบายความคับแค้นใจ โดยพาลโกรธว่าเธอเป็นต้นเหตุ นับตั้งแต่พ่อถูกปลดจากการเป็นลูกบุญธรรม เขาก็ไม่ใช่หลานรักของปู่ย่าอีกต่อไป จะไปขอของอร่อยๆ กินเหมือนเมื่อก่อนก็ไม่ได้ แล้วทำไมซาลาเปาบ้านเธอต้องทำออกมาอร่อยขนาดนี้ แถมยังขายแพงบรรลัยอีกด้วย! มันน่าโมโหจริงๆ!
นอกจากข้อความแล้ว บนกระดาษยังวาดรูปหมาดำตัวเล็กๆ นอนหมอบอยู่ บนตัวหมามีคำว่า ‘หวงเทาเป็นลูกหมา’ เขียนด้วยดินสอสีแดงตัวใหญ่ๆ ห้าตัว สะดุดตาอย่างยิ่ง
หวงเทาไม่รู้ว่าใครเรียกเขาไป แต่ในใจก็คิดว่า ไปก็ไป! ป่าเล็กๆ ใกล้โรงเรียนนั่น เขาก็เคยไป ไม่เห็นจะมีผีสางหรือหมาป่าที่ไหน
หวงเทาสะพายกระเป๋านักเรียน เดินวางก้ามเข้าไปในป่าเกาลัดขนาดย่อม ป่าเกาลัดแห่งนี้ปลูกมานานหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ชาวบ้านยังทำนารวมกัน จากต้นกล้าเล็กๆ ในวันนั้น ตอนนี้เติบโตกลายเป็นต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาเขียวชอุ่มไปทั่วบริเวณ
หวงเทาเดินเข้าไปในป่าอย่างไม่รีบร้อน เขามองไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นใครเลย หรือว่าจะโดนหลอก?
ขณะที่เขากำลังจะหันหลังกลับ เงาร่างสองสายก็พุ่งวูบลงมาจากต้นไม้เหนือศีรษะ! ยังไม่ทันที่หวงเทาจะได้ตั้งตัว กระสอบใบใหญ่ก็ถูกคลุมลงมา ก่อนที่ทั้งร่างก็ถูกจับยัดเข้าไปข้างในจนมิดชิด
หวงเทาที่ถูกยัดอยู่ในกระสอบร้องตะโกนสุดเสียง แต่ก็ไร้ประโยชน์ หมัดและเท้ากระหน่ำซัดลงมาไม่ยั้งราวกับพายุ เสียงร้องโหยหวนปานหมูถูกเชือดดังลั่นก้องป่า
ยิ่งร้องก็ยิ่งเจ็บ เพราะยิ่งเขาแหกปาก อีกฝ่ายก็ยิ่งลงมือหนักข้อขึ้น จนกระทั่งเสียงร้องนั้นค่อยๆ แผ่วลงเพราะหมดเรี่ยวแรง
คนที่ยัดหวงเทาใส่กระสอบแล้วรุมกระทืบก็คือหวังกังกับฉินหยวนเฟิงนั่นเอง ส่วนทิงเสวี่ย ก็นั่งมองเหตุการณ์อยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ไม่ไกลออกไป
แม้นึกสะใจที่เห็นหวงเทาโดนสั่งสอนเสียบ้าง แต่ลึกๆ เธอก็กลัวว่าเพื่อนทั้งสองจะมือหนักเกินไปจนทำอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัส เมื่อเห็นว่าสมควรแก่เวลา ทิงเสวี่ยจึงส่งสัญญาณด้วยการเลียนเสียงนกร้อง ‘กาเหว่า’
ฉินหยวนเฟิงกับหวังกังที่กำลังอัดอย่างเมามัน รู้ดีว่าเสียงนั้นหมายความว่าอะไร คนหนึ่งกระทืบซ้ำไปอีกที อีกคนก็เตะส่งท้ายไปอีกสองสามครั้ง ก่อนจะหยุด ตอนนี้หวงเทาถูกอัดจนน่วม นอนนิ่งหมดสภาพ ไม่มีแรงแม้แต่จะครางออกมา