เมื่อท่านอ๋องทั้งสามมาถึง ตงฉิงก็ได้รับข่าวและรีบไปรายงานต่อนางหลี่ว์ทันที
พอทราบว่าเหล่าท่านอ๋องมาถึงตำหนักบูรพาแล้ว แต่ไม่มาพบนางในฐานะพี่สะใภ้ก่อน กลับมุ่งตรงไปหาจูอวิ่นเถิง สีหน้าของนางหลี่ว์ก็พลันดูแย่ลงทันที
นี่เท่ากับว่าพวกเขาเมินเฉยต่อนางโดยสิ้นเชิง
“เสด็จแม่”
จูอวิ่นเหวินกล่าวด้วยความกังวลว่า “เมื่อครู่ที่ตำหนักใหญ่ จูอวิ่นเถิงทำให้เสด็จอาทุกคนกลายเป็ศัตรูของลูกไปหมดแล้ว”
ต่อให้ไม่มีเื่ในวันนี้ ในใจของเขา บรรดาเสด็จอาก็คือศัตรูอยู่ดี
เขาเห็นด้วยกับคำที่พวกหวงจื่อเฉิงเคยกล่าวไว้ว่า เหล่าอ๋องผู้ครองหัวเมืองคือภัยคุกคาม ในอนาคตจะต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับเสด็จอาทั้งหลายให้ได้
“เ้าตามไปดูพวกเขาเดี๋ยวนี้”
นางหลี่ว์ครุ่นคิดหาแผนรับมืออย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวเสริมว่า “หากเป็ไปได้ เ้าต้องอธิบายเื่นี้ให้ชัดเจน บอกว่าจูอวิ่นเถิงจงใจใส่ร้ายเ้า พยายามดึงพวกเขากลับมาเข้าข้างเราให้ได้มากที่สุด”
ในหมู่ขุนนางฝ่ายบู๊ ไม่มีใครสนับสนุนพวกนางเลย
ดังนั้น แรงสนับสนุนจากเหล่าอ๋องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
แต่ตอนนี้ ดูเหมือนเหล่าท่านอ๋องจะเลือกยืนข้างจูอวิ่นเถิงอย่างชัดเจน
จูหยวนจางให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ทางสายเืมาก อิทธิพลของท่านอ๋องย่อมส่งผลอย่างมหาศาล ยิ่งใหญ่กว่าขุนนางฝ่ายบู๊หรือฝ่ายบุ๋นเสียด้วยซ้ำ
ถึงแม้จะไม่ได้พวกเขามาสนับสนุน แต่นางหลี่ว์ก็คิดว่าต้องทำลายแผนการของจูอวิ่นเถิงให้ได้ เพื่อไม่ให้พวกเขาสนับสนุนฝ่ายนั้น อย่างน้อยที่สุดก็ต้องเรียกความรู้สึกดี ๆ กลับคืนมาก่อน
“เอ๋?” จูอวิ่นเหวินส่ายหน้าซ้ำ ๆ
ถ้าเหล่าเสด็จอาเห็นเขาตอนนี้ มีหวังไม่ถูกฉีกทิ้งเป็ชิ้น ๆ หรือ?
สายตาที่พวกเขามองมาเมื่อวานมันช่างน่ากลัวเหลือเกิน
จูอวิ่นเหวินนึกถึงแล้วยังรู้สึกขยาด ความใจปลาซิวของเขาไม่กล้าพอที่จะไปเผชิญหน้ากับเสด็จอาทั้งสามในเวลานี้
“เอ๋อะไร? ไปเดี๋ยวนี้!”
นางหลี่ว์เอ็ด “พวกเขาไม่กินเืกินเนื้อเ้าหรอก ถ้าอยากชิงบัลลังก์ก็จงฟังแม่”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเหวินได้แต่จำนนต่อคำสั่ง แต่ก่อนที่จะเดินไปถึง ใจเขาก็เต้นรัวด้วยความหวาดกลัวไปก่อนแล้ว
สิ้นเสียงอันขลาดเขลาของจูหลิงซิ่ว จูซ่างและพี่น้องรวมสามคนก็ได้เดินเข้ามาแล้ว
“เสด็จอารอง เสด็จอาสาม เสด็จอาสี่”
จูอวิ่นเถิงรู้สึกค่อนข้างประหลาดใจกับการมาเยือนของพวกเขา ทว่ามารยาทนั้นต้องมี เขาจึงก้มคำนับตามธรรมเนียมอย่างเป็ทางการ
ในการชิงอำนาจครั้งต่อไป เขายัง้าแรงสนับสนุนจากคนเหล่านี้ เขาต้องพิสูจน์ให้เสด็จปู่เห็นว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอาหลานสมัครสมานกลมเกลียวกัน จะไม่มีเหตุการณ์นองเืเกิดขึ้นเด็ดขาด
“ข้าก็นึกว่าพอเสด็จพ่อพาเ้ากลับมา เ้าจะต้องถูกไม้เรียวเล่นงานเสียแล้ว”
จูซ่างเห็นว่าจูอวิ่นเถิงปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนจึงกล่าวขึ้นเป็คนแรก
“นึกไม่ถึงว่าเสด็จพ่อจะไม่ลงโทษเ้าเลย ดูท่าพระองค์จะลำเอียงมารักใคร่เ้าเข้าให้แล้ว”
หลังจากเหตุการณ์เมื่อเช้า จูซ่างรู้สึกใกล้ชิดกับจูอวิ่นเถิงมากขึ้น
ก่อนหน้านี้เขาก็เหมือนกับคนอื่น ๆ ที่มักจะมองข้ามจูอวิ่นเถิงไป เพราะหลานคนนี้ดูธรรมดาเกินไป อีกทั้งยังเป็เพราะนางหลี่ว์ที่จงใจกีดกัน จนจูอวิ่นเถิงไม่มีโอกาสได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน
ทว่าการแสดงออกอย่างเด็ดเดี่ยวในวันนี้ กลับทำให้พวกเขาทุกคนต้องทึ่ง
“เสด็จอารองล้อเล่นแล้ว เสด็จปู่เพียงแค่ไม่อยากลดตัวลงมาลงโทษข้ามากกว่า”
จูอวิ่นเถิงยิ้มอย่างถ่อมตัว ขณะที่กล่าวเขาก็หันมองไปยังจูตี้
ในที่สุดก็ได้เห็น ‘ฮ่องเต้หย่งเล่อ’ ในอนาคตอย่างใกล้ชิดเสียที
แต่น่าเสียดาย... เมื่อมีจูอวิ่นเถิงอยู่ที่นี่แล้ว ฮ่องเต้หยงเล่อในตำนานก็คงจะหายลับไป
จูตี้สังเกตเห็นสายตาของจูอวิ่นเถิง จึงยิ้มกล่าวว่า “เสด็จพ่อยังคงโปรดปรานอวิ่นเถิงอยู่ไม่น้อย จนทำให้พวกเราอดอิจฉาไม่ได้เลยจริง ๆ ”
เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า น้ำเสียงของตัวเองดูจะมีกลิ่นอายความอิจฉาลึก ๆ เจือปนอยู่
ตามปกติแล้ว เขาก็คิดเหมือนกันว่าจูอวิ่นเถิงต้องโดนลงโทษ แต่เมื่อไม่มี นั่นย่อมหมายความว่าจูหยวนจางพึงพอใจในตัวจูอวิ่นเถิงมาก
จูซ่างนั้นนิสัยรุนแรง กดขี่ราษฎรจนชื่อเสียงย่ำแย่
จูกังหยิ่งยโส ดุดันไม่ต่างกัน ชื่อเสียงไม่ได้ดีไปกว่าจูซ่างนัก
จูตี้คิดว่าเมื่อสิ้นจูเปียวแล้ว บัลลังก์ย่อมไม่อาจตกมาถึงมือลูกชายที่เหลวแหลกของจูเปียวได้
ส่วนเขาที่เป็ลูกคนที่สี่ ทั้งเก่งกาจและกล้าหาญ มีผลงานามากมาย ทั้งยังได้รับการยกย่อง เสด็จพ่อเคยเอ่ยว่า ‘เ้าสี่เหมือนพ่อที่สุด’
การกลับมาครั้งนี้ จูตี้จึงแอบตั้งความหวังไว้ในใจ
สำหรับจูอวิ่นเหวินนั้น จูตี้ไม่ได้เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย
ทว่าตอนนี้ จูอวิ่นเถิงกลับมาร่วมวงชิงอำนาจด้วย เมื่อดูจากการแสดงผลงานเมื่อเช้านี้ นับว่าเพียงพอที่จะเขี่ยจูอวิ่นเหวินให้ตกกระป๋อง และเป็ภัยคุกคามต่อตัวเขาเองแล้ว
แถมยังได้รับการโปรดปรานจากจูหยวนจางอีก จูตี้รู้สึกได้ว่าหลานชายคนนี้แหละคือคู่ปรับที่น่ากลัวที่สุด
จูอวิ่นเถิงฟังน้ำเสียงแปลก ๆ ของจูตี้ออก แต่ไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เขากล่าวว่า “เสด็จอาทั้งสามเชิญนั่งก่อน หลิ่วลิ่ว ยกน้ำชามา”
หลังจากเชื้อเชิญให้นั่งลงแล้ว จูอวิ่นเถิงก็กล่าวต่อว่า “ความจริงต่อให้เสด็จอาไม่มา หลานก็ตั้งใจจะไปหาที่จวนอยู่แล้ว ตอนนี้หลานไร้ทั้งบิดาและมารดา ซ้ำยังไม่ได้รับความสำคัญจากเสด็จปู่ โดดเดี่ยวอ้างว้างเหลือเกิน จึงอยากขอให้เหล่าเสด็จอาช่วยสนับสนุนหลานด้วย”
เขากุมมือโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
“อวิ่นเถิง เ้าหมายความว่าอย่างไร?” จูกังเอ่ยถาม
จูอวิ่นเถิงไม่ลังเล และเข้าประเด็นทันที “หลานเชื่อว่าเหล่าเสด็จอาคงทราบดีแล้ว หลาน้าชิงตำแหน่งสืบทอดอำนาจ หลานหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากเสด็จอาทุกท่าน”
“เ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าพวกเราจะยินดีช่วย?”
จูซ่างถามด้วยรอยยิ้ม “เ้าไม่กลัวว่าพวกเราจะมาแย่งจากเ้าไปเองหรือ?”
“ไม่กลัวพ่ะย่ะค่ะ!”
จูอวิ่นเถิงกล่าวด้วยความมั่นใจ “เสด็จพ่อของหลานปฏิบัติกับพวกเสด็จอาอย่างไร? และพระมารดาของหลาน ปฏิบัติกับพวกท่านอย่างไร?”
เมื่อกล่าวถึงจูเปียวและชายาเอกตระกูลฉาง พวกเขาก็พลันนึกถึงอดีตที่ผ่านพ้นมา
“พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ล้วนเป็คนดีอย่างยิ่ง” จูตี้กล่าว “พวกเขาปกป้องน้องชายอย่างเรามาโดยตลอด ข้าจำได้ ตอนที่จะเดินทางไปประจำที่หัวเมือง พี่สะใภ้กลัวว่าข้าจะลำบากที่เป่ยผิง นางยังส่งข้าวของไปให้ข้ามากมาย”
จูซ่างและจูกังพยักหน้าตามด้วยความสลดใจ ทั้งสองดีกับพวกเขาจริง ๆ
เมื่อคิดว่าพี่ใหญ่เพิ่งป่วยหนักจนสิ้นใจไปไม่นาน ในใจก็รู้สึกเศร้าโศกขึ้นมา
จูอวิ่นเถิงจึงกล่าวต่อเพื่อความมั่นใจ “เช่นนั้นหลานจะกลัวอะไรเล่า? หลานคือบุตรชายสายตรงของพระมารดา พวกท่านเคารพเสด็จพ่อเสด็จแม่ และพวกท่านก็คือเสด็จอาแท้ ๆ ของหลาน หลานจึงไม่กลัวแม้แต่น้อย อีกอย่าง...เสด็จปู่เองก็ตัดขาดหนทางของพวกท่านไปนานแล้ว สตรีชาวมองโกลที่อยู่ในจวนเสด็จอารอง คือเครื่องยืนยันว่าเสด็จปู่้าตัดหนทาง เสด็จอารองไม่ได้คิดเช่นนั้นแล้ว แล้วเสด็จอาสามกับเสด็จอาสี่เล่า... กล้าคิดหรือไม่?”
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของจูซ่างก็ดูอึดอัดเล็กน้อย
นึกไม่ถึงว่าหลานคนนี้จะมองลึกถึงเพียงนี้
นั่นคือสาเหตุที่เขาเ็ากับสตรีชาวมองโกลผู้นั้น
ก็เพราะนางนี่แหละ ที่ทำให้เขาเป็ได้เพียงท่านอ๋องผู้ครองหัวเมืองเท่านั้น
แต่ในเมื่อเจตจำนงของเสด็จพ่อชัดเจนขนาดนี้ จูซ่างรู้ดีว่าไม่ควรไป่ชิงตำแหน่งนั้น พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ก็แสนดีเหลือเกิน และหลานคนนี้ก็ไม่เลว ตราบใดที่ไม่ใช่จูอวิ่นเหวิน เขาก็ไม่ขัดข้อง
หากจะดึงดันแย่งมาจริง ๆ กลัวว่าเสด็จพ่อจะเป็คนจัดการเขาก่อนใคร! จนสุดท้ายอาจไม่เหลือแม้แต่ตำแหน่งอ๋อง
“ข้าย่อมไม่กล้าอยู่แล้ว” จูกังส่ายหน้าพลางกล่าวอย่างหนักแน่น “อวิ่นเถิงคือบุตรภรรยาเอกสายตรงของพี่สะใภ้ ข้าขอยืนหยัดเคียงข้างเ้าแน่นอน”
จูตี้กล่าวสำทับว่า “เมื่อพี่ใหญ่และพี่รองยังอยู่ ข้าก็ย่อมไม่มีความคิดเช่นนั้นแน่นอน อวิ่นเถิง เ้าวางใจเถิด อาพูดคำไหนคำนั้น จะคอยช่วยเ้าเสมอ”
หึ...
จูอวิ่นเถิงยิ้มหยันในใจเมื่อฟังคำพูดของจูตี้ ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ข้ามมิติมาล่ะก็ คงหลงเชื่อไปแล้ว
แค่การที่มี ‘พระปีศาจ’ อย่างเหยากว่างเสี้ยวอยู่ข้างกาย จูตี้ไม่มีทางที่จะไม่มีมักใหญ่ใฝ่สูงหรอก
“พูดตามตรงนะ การกลับมาครั้งนี้ข้าเคยมีความหวัง คิดว่าเมื่อพี่ใหญ่จากไปแล้ว เสด็จพ่อคงจะเลือกข้า” จูซ่างพูดออกมาตามตรง “แต่ในเมื่อพี่ใหญ่และพี่สะใภ้ดีกับข้าถึงเพียงนี้ ข้าก็ไม่ควรไปแย่งจากเ้า อีกอย่าง ใจของเสด็จพ่อคงไม่ได้อยู่ที่พวกเราแน่ ๆ ถึงแย่งมาจนตายก็คงไม่ได้อยู่ดี อวิ่นเถิงวางใจเถิด อารองจะหนุนหลังเ้าเอง”
“ขอบพระทัยเสด็จอาทั้งสาม!” จูอวิ่นเถิงก้มคำนับอีกครั้ง
ในที่สุดเขาก็ได้รับแรงสนับสนุนจากเหล่าอ๋องทั้งสาม
ความประทับใจที่พยายามสร้างให้พวกเขาระลึกถึงเมื่อ่เช้า ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่าทีเดียว
เห็นได้ชัดว่า จูซ่างและจูกังให้ความสัตย์ด้วยความจริงใจ ส่วนจูตี้นั้น...
เป็คำพูดที่ไม่ตรงกับใจนัก แต่ก็ถือว่าปกติ ไม่เช่นนั้นเขาจะก้าวขึ้นเป็ฮ่องเต้หย่งเล่อผู้ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร?