ถึงนายอำเภอท่านจะยุติธรรม แล้วยังไงกัน
หนิงเยี่ยนไม่ได้ทำอะไรผิด ต่อให้บ้านเมืองยุคนี้ปกครองด้วยหลักกตัญญูแล้วยังไงกัน เธอมีครอบครัวของตัวเองแล้ว ตามกฎหมายถือว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับบ้านตระกูลหนิงอีก
ตามหลักจริยธรรมนั้น หากเธอมีลูกแล้วนั่นเท่ากับว่าเธอ ‘แต่งงานแล้ว’ ถ้าออกเรือนแล้วต้องเชื่อฟังสามี ถ้าสามีตายแล้วให้เชื่อฟังลูกชาย แล้วเธอเองก็มีลูกชาย แบบนี้ทำไมเธอยังต้องไปเชื่อฟังคนบ้านตระกูลหนิง ? ‘หลักสามเชื่อฟัง สี่จรรยา’ ก็บอกไว้ชัดเจน ตอนนี้ลูกชายต่างหากที่มีสิทธิ์ในตัวเธอ
เงินถูกขโมยไป มาตามเอาคืนผิดหรือไง? ดูตามหลักกฎหมาย ถ้าไปแจ้งความขึ้นมาจริง ๆ เธอเองก็ไม่ได้เสียเปรียบ
แต่แน่นอนว่าถูกยายแก่ต้าหลี่ชื่อะโใส่แบบนั้น หนิงเยี่ยนจึงรู้สึกตัวขึ้นมาว่าน่าจะต้องไปหากฎหมายราชวงศ์ซวนมาอ่านสักเล่ม ถ้าศึกษาได้เข้าใจถ่องแท้จะได้ไม่เสียเปรียบ
“ข้าไม่ใช่โจรหรอก ท่านรีบไปเรียกแม่ข้าออกมา เงินข้าหายไป นางเองก็หายไป…”
คำพูดของหนิงเยี่ยนไม่ไว้หน้าใคร ถึงอย่างไรคนที่มองดูก็คนในตระกูลหนิง ยังไงก็ไม่ได้ออกไปขายหน้าให้ใครเห็น ยิ่งไปกว่านั้น ถึงจะมีคนนอกหนิงเยี่ยนก็ไม่ได้เกรงกลัว สวีชื่อลักขโมยเช่นนี้ หนิงเยี่ยนไม่ได้กลัวเสียหน้า ถ้ามีคนรู้ยิ่งดี ต้นตอของเื่จะได้มารับผลของการกระทำ
พอฟังหนิงเยี่ยนว่าจบ สายตาที่มองสวีชื่อกับต้าหลี่ชื่อของคนในตระกูลหนิงก็เปลี่ยนไป
การแบกสวีชื่อที่ป่วยไปทิ้งไว้ที่บ้านของหนิงเยี่ยน ต้าหลี่ชื่อยังทำไปได้ ในฐานะคนในตระกูลเดียวกัน รู้สึกอับอายขายหน้ามาก แต่นี่เป็เื่ภายในครอบครัว หัวหน้าวงศ์ตระกูลยังไม่มีสิทธิ์ไปจัดการ พวกเขาที่เป็เพียงคนในตระกูลเดียวกันจะไปจัดการได้ยังไง ได้แต่ถอนหายใจให้ที่หนิงเยี่ยนมีชีวิตลำบากเช่นนี้
สวีชื่อนับวันยิ่งร้ายกาจ หนิงเยี่ยนคอยปรนนิบัติพัดวีเธอ แต่เธอกลับขโมยเงินของหนิงเยี่ยนมา
ชีวิตของหนิงเยี่ยนช่างลำบาก มองแทบไม่เห็นความหวังข้างหน้า
แล้วยายแก่ต้าหลี่ชื่อเพียงเพราะแค่หมาตัวเดียว ก็จะไปแจ้งความร้องทุกข์เอาเื่หลานตัวเอง แบบนี้ยังเรียกว่าครอบครัวหรือ?
แบบนี้มันเรียกว่าคู่อริต่างหาก!
ไม่รู้จริง ๆ ว่าหน้าหนาหน้าด้านขนาดไหน ให้เขาคอยดูแล พอคลาดสายตาก็ขโมยเงินออกมา แล้วไม่ยอมรับผิดไม่พอ ยังไปตำหนิอีกฝ่ายเสียอีก
พอถูกมองเช่นนั้น สวีชื่อก็ลมจับเกือบทรุดลงกับพื้น
ลูกชายของเธอต้องได้เป็ขุนนาง แต่ถ้าความประพฤติของเธอไม่ดี ลูกชายจะไม่มีแม้แต่คุณสมบัติไปเข้าสอบ
สวีชื่อจ้องมองหนิงเยี่ยน ในใจเต็มไปด้วยความพยาบาทเคียดแค้น เอาเงินมาแค่ 2-3 ตำลึงแล้วยังไง? เธอเป็แม่นะ! ทำไมจะไม่มีสิทธิ์เอาเงินมา ได้ออกมายืนเป็ตัวแบบนี้ก็เพราะเธอเป็คนเบ่งออกมา เอาเงินมานี่ถือเป็เื่เล็กน้อย ต่อให้เธอเอาชีวิตหนิงเยี่ยนมาก็ไม่ผิด!
หนิงเยี่ยนล่ะี้เีที่จะไปเข้าใจตรรกะพัง ๆ ของสวีชื่อ
เอาเหตุผลไปคุยกับคนในบ้านนี้ก็เสียเวลาเปล่า จะจัดการคนบ้านตระกูลหนิงมันต้องทำให้พวกเขาหวาดกลัว
หนิงเยี่ยนขว้างขวานในมือออกไป โชคยังดีที่ไปตกอยู่ปลายเท้าของสวีชื่อ หากขยับเข้าไปอีกสัก 1 มิลลิเมตร คงจะตัดเอานิ้วเท้าของสวีชื่อหลุดออกมา
“กรี๊ด......”
สวีชื่อส่งเสียงกรีดร้อง ร่างกายอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น กางเกงเปียกชุ่มไปหมด โชคดีที่ฟ้ามืดไปแล้ว เลยไม่มีใครได้เห็นภาพอันน่าอับอายของเธอ
หนิงหว่านพอเห็นขวานถูกปามาหยุดอยู่ตรงหน้าสวีชื่อ ก็รีบไปซ่อนอยู่หลังแม่ ไม่กล้าแม้แต่จะโผล่หน้าออกมา ยายแก่ต้าหลี่ชื่อตัวสั่นหงึก ๆ ชี้ไปที่หนิงเยี่ยน ปากย่น ๆ นั้นสั่นเทา
“จะ...จะ...เ้านี่มันเป็ผีร้าย ....จะ...เ้า”
ทันทีที่ยายแก่ต้าหลีชื่อพูดออกมา เหล่าคนที่ยืนรุมอยู่หน้าประตูต่างตัวสั่นไปตามกัน มองไปที่หนิงเยี่ยนตอนไหนก็หวาดผวา
2-3 วันที่ผ่านมาหนิงเยี่ยนเปลี่ยนไปขนาดไหนคนเหล่านี้ก็ได้เห็น แต่ไม่เคยคิดในมุมนี้มาก่อน ที่ยายแก่ต้าหลี่ชื่อพูดออกมามันก็ดูจะสอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของหนิงเยี่ยน
ในใจของทุกคนจึงเริ่มเอนเอียงไปทางฝั่งยายแก่
หนิงเยี่ยนกลอกตาแล้วเดินไปที่หน้าประตู ถึงแม้ไฟในตะเกียงน้ำมันจะสลัว ๆ แต่ทุกคนก็ยังมองเห็นเงาของหนิงเยี่ยน
“ผีมันไม่มีเงา พวกท่านตั้งใจมอง ข้าน่ะมีเงา!”
น้ำเสียงของหนิงเยี่ยนเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
“ย่า นี่ท่านกำลังให้ข้าไปตายหรือเปล่า?”
“อินังต่ำตมอย่างเ้ารีบไปตายเถอะ เกิดมาไม่มีใครสั่งใครสอน เ้าทำให้จาวหยางของข้าตายไม่พอ ต้องให้ยายแก่อย่างข้าตายตามไปอีกหรือไง ถึงจะมีความสุข”
พักนี้พฤติกรรมที่ผิดแปลกไปของหนิงเยี่ยนทำให้สวีชื่อเหมือนจะเป็โรคประสาท
คำหยาบทุกชนิดหลุดออกมาจากปากหนา ๆ ของยายแก่ ยายแก่พูดกราดใส่หนิงเยี่ยนต่อหน้าทุกคนว่า หนิงเยี่ยนนี่มันตัวซวย มีแต่นำความซวยมาให้ ในยุคนี้ถ้าถูกคนในครอบครัวว่าให้ขนาดนี้ รับรองว่าขายไม่ออกไม่ได้แต่งงาน
ถ้าไม่ได้จงเกลียดจงชังแค้นฝังอกคงไม่กล้าสาปแช่งขนาดนี้
พอได้ฟังคำพูดเ่าั้ ในที่สุดหนิงเยี่ยนจึงตัดสินใจอย่างแน่วแน่ หนิงเยี่ยนมองไปยังถุงเงินที่อยู่บนร่างของสวีชื่อ แล้วหันหน้าไปมองผู้หญิงผมหงอกขาวที่ยืนอยู่หน้าประตู หญิงแก่คนนี้คือย่าทวดผู้าุโในครอบครัวของหนิงเยี่ยน อายุก็ 70 กว่าปีแล้ว ในยุคนี้น้อยคนนักจะอยู่ได้นานขนาดนี้
คนอายุ 70 กว่าปีเห็นจักรพรรดิก็ไม่ต้องคุกเข่า ทุกวันได้รับของบำรุงขวัญจากราชสำนัก คนแบบนี้ใครก็ต้องเคารพยำเกรง
“ย่าทวด ท่านต้องช่วยข้า เพราะเงินในถุงนั้น...”
เพราะคนที่มามุงดูเริ่มมากขึ้นทุกที หนิงเยี่ยนจึงไม่ได้พูดคำว่าขโมยออกไป
“ข้าตัดสินใจว่าจะให้เ้าหนูโหย่วหยูไปเรียนหนังสือ ยากลำบากมากกว่าจะรวมเงินได้สักก้อน แม่มาขอเงินจริง ๆ ข้าควรจะให้ แต่เ้าหนูโหย่วหยูยังเด็กมาก ตัวก็ผอมไม่ได้แข็งแรงแบบใครเขา ถ้าหากไม่ได้เรียนหนังสือ ต่อไปข้างหน้าคงมีชีวิตลำบาก”
“เ้าอย่ามาพูดอะไรซี้ซั้ว ใครพิสูจน์ได้ว่าเงินเป็ของเ้า เ้าเรียกเงิน แล้วมันตอบกลับได้หรือไง?”
เสี่ยวหลี่ชื่อกลัวว่าเงินที่อยู่กับสวีชื่อจะโดนหนิงเยี่ยนเอาไปจึงสะบัดตัวให้หลุดจากการกอบกุมของหนิงฮวน แล้วรีบเสนอหน้าออกไป ยื่นนิ้วหนา ๆ เหมือนหัวไชเท้าชี้ไปยังหนิงเยี่ยน
“เื่นี้.......”
หนิงเยี่ยนมองไปที่ย่าทวด
ย่าทวดถอนหายใจออกมา ไม่มองแม้กระทั่งถุงเงินบนเอวของสวีชื่อ แล้วพูดออกมาอย่างจนปัญญา
“แม่หนูหนิงหากไม่ยอมคนเช่นนี้ หลังจากนี้จะยิ่งลำบาก......”
“เพราะข้าไม่ยอมคน ข้าถึงอยู่รอดมาได้”
มีครอบครัวหน้าหนาหน้าทนแบบนี้ ถ้าไม่สู้คนคงจะได้กล้ำกลืนฝืนทนกับความไม่เป็ธรรมจนตายเอาน่ะสิ
เหมือนกับเ้าของร่างนี้ ที่เอาแต่ทำตามคำสั่งสวีชื่อ แล้วผลลัพธ์เป็แบบไหน!?
อดจนผอมโซเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก โดนจับขายให้เ้าเป๋หยางเอ้อร์ แทบจะไม่เหลือความหวังในชีวิต
เพราะแบบนี้จึงต้องพึ่งพาตัวเอง
เข้าใจว่าหนิงเยี่ยนกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดี ย่าทวดเองก็อยากพูดอย่างอื่นแต่ดูเหมือนจะพูดไม่ออก ได้แต่อ้าปากถามอย่างช้า ๆ ว่า
“เ้าพิสูจน์ได้ไหมล่ะว่าเงินนั่นเป็ของเ้า?”
“ได้!”
หนิงเยี่ยนพยักหน้า เธอแค่อยากจะทำให้บ้านตระกูลหนิงขายหน้า ขายไปทั่วหมู่บ้านเลยยิ่งดี แต่ก่อนคิดว่าจะจัดการคนในบ้านนั้น การใช้กำลังจะได้ผล แต่มันไม่ได้ผล คนพวกนี้คิดแต่ว่าตนเป็ผู้ใหญ่ เป็ครอบครัว จะทำอะไรก็ไม่ผิด
“เงินนั่นข้าตัดสินใจว่าจะเอาไว้ให้เ้าหนูโหย่วหยูเรียน ข้าจึงใช้หมึกดำแต้มไว้เพื่อทำเครื่องหมาย”
“ไปดูซิ!”
พอย่าทวดสั่งขึ้น หญิงสอดรู้สอดเห็นคนหนึ่งจึงเดินไปหาสวีชื่อ หยิบเอาถุงเงินบนตัวสวีชื่อมา แล้วเอามันเดินกลับไปหาย่าทวด เมื่อหยิบเงินออกมา จริงดังว่า บนเงินนั้นแต้มหมึกเอาไว้
“พวกเ้าฟัง...แม่หนูหนิงเขาแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวของตัวเองแล้ว มันก็เหมือนลูกสาวแต่งออกเรือนนั่นล่ะ เอ๋...คำพูดนั้นมันว่าไงนะ....ลูกสาวแต่งงานแล้วก็เหมือนสาดน้ำทิ้ง มันแปลว่าพวกเ้าไม่มีสิทธิ์มีเสียงในตัวนางแล้ว ถ้ายังไปวุ่นวายกับนางอีก ข้าจะจัดการพวกเ้า”
ย่าทวดว่าจบ มือสาก ๆ แห้ง ๆ เหมือนเปลือกไม้ของต้าหลี่ชื่อก็สั่นขึ้นอย่างรุนแรง ตอนต้าหลี่ชื่อยังเด็กต้องอยู่ใต้อาณัติยายแกุ่์นี่ ทุกวันมีแต่ความลำบาก พูดถึงทีไรก็มีแต่น้ำหูน้ำตา อยากจะร้องไห้เป็สายเื คิดย้อนขึ้นมาตอนนี้ก็มีแต่ความหวาดกลัว
...............