หลังจากปะทะคารมกับแม่ ความรู้สึกดิ่งและจิตใจที่กระวนกระวายทำให้การนอนหลับซึ่งเป็เื่ยากอยู่แล้วของฉู่ชิวไป๋ ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เขาต้องกินยานอนหลับไปหลายเม็ดกว่าจะข่มตาหลับลงได้อย่างยากลำบาก
ทว่า่เวลาแห่งการพักผ่อนอันน้อยนิด กลับถูก่ชิงไปกลางคันโดยแขกที่ไม่ได้รับเชิญ
ฉู่ชิวไป๋สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความง่วงงุน ใช้เวลาอยู่หลายวินาทีกว่าจะตระหนักได้ว่ามีใครบางคนอยู่บนเตียงของเขา ชุดนอนที่เคยเรียบร้อยมิดชิดอ้าออกอย่างน่าอาย กระดุมถูกปลดั้แ่เอวไล่ขึ้นมาจนถึงหน้าอก สาบเสื้อถูกทึ้งจนยุ่งเหยิงยิ่งกว่าเส้นผมชื้นเหงื่อที่ปรกอยู่บนหน้าผากเสียอีก
หลังจากความมึนงงผ่านพ้นไป ความโกรธเกรี้ยวก็ปะทุขึ้นมาแทนที่
“ฉู่เจียงไหล!” เขาคำรามราวกับสิงโตที่กำลังเกรี้ยวกราด พยายามจะถีบไอ้ตัวสารเลวที่ถือวิสาสะบุกเข้ามาให้ตกเตียง
"ครับผม!"
ทว่าฉู่เจียงไหลที่เข้ามารบกวนความฝันกลับไม่มีทีท่าจะสะทกสะท้านต่อท่าทีขึงขังของฉู่ชิวไป๋เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เขากลับได้คืบจะเอาศอก ยิ่งเบียดตัวเข้าหาฉู่ชิวไป๋ราวกับหมาป่าเ้าเล่ห์ที่เกาะขอบหม้อน้ำแกงเนื้อไม่ยอมปล่อย วางแผนสารพัดเพียงเพื่อจะได้ลิ้มรสอาหารอันโอชะที่กำลังร้อนระอุ
"ดึกป่านนี้แล้วไม่หลับไม่นอน เป็บ้าอะไรของนาย!"
"ผมไม่ได้ไม่นอนสักหน่อย เนี่ย... กำลังจะนอนอยู่นี่ไงครับ"
เพื่อพิสูจน์ว่าตนไม่ได้โกหก หมาป่าผู้หิวโหยจึงยิ้มจนตาหยีพลางปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตของตัวเองออกอีกสองเม็ด
“พี่ชิวไป๋ ผมเป็เด็กดีนะเห็นไหม พี่ดูสิ ผมกำลังถอดเสื้อผ้า เตรียมตัวจะนอนแล้ว”
ฉู่ชิวไป๋ที่ถูกกอดไว้อย่างถือสิทธิ์ััได้ถึงกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากอีกฝ่าย ลมหายใจนั้นร้อนผ่าว เสียงของคนเมาแหบพร่าแต่กลับฟังดูอ่อนโยน
"พี่ยังมีอะไรจะสั่งอีกไหมครับ ก่อนที่อัศวินประจำตัวของพี่จะเข้านอนอย่างเป็ทางการ? พี่ชิวไป๋ที่รักของผม"
"ปล่อยฉัน!"
"ไม่ปล่อยครับ..." ฉู่เจียงไหลหัวเราะในลำคอเบาๆ น้ำเสียงแหบห้าวนั้นเจือไปด้วยความไร้เดียงสาอยู่หลายส่วน “อัศวินของพี่ยอมทำให้ได้ทุกอย่าง ยกเว้นข้อนี้ข้อเดียว”
ฉู่ชิวไป๋หมดคำจะพูด ได้แต่พยายามดิ้นรนให้หลุดจากการเกาะกุม
นับั้แ่ฉู่เจียงไหลรับ่ต่อกิจการของครอบครัว คนในวงการต่างยกย่องเป็เสียงเดียวกันว่าเขามีวิธีการที่เด็ดขาดและมีพร์ที่หาตัวจับได้ยาก แม้แต่ลูกน้องเก่าแก่ของฉู่เจิ้นเทียนยังเอ่ยปากชมเขาว่า 'พ่อเป็เสือลูกย่อมไม่เป็สุนัข' [1] นับว่าตระกูลฉู่มีทายาทสืบทอดที่สมศักดิ์ศรีแล้ว
แต่ต่อหน้าฉู่ชิวไป๋... ผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการธุรกิจที่ใครๆ ต่างฝากความหวังไว้คนนี้ กลับทำตัวเหมือนเด็กไม่รู้จักโต
ฉู่ชิวไป๋ไม่มีอารมณ์จะมาบ้าบอด้วย เขาใช้แรงทั้งหมดที่มีสะบัดตัวจนหลุด แล้วเอื้อมมือไปเปิดโคมไฟ
แสงสว่างสาดส่องไปทั่วบริเวณ ขับไล่ความมืดมิดและเปิดเผยเื่ไร้สาระทั้งหมดให้เห็นตำตา
ฉู่เจียงไหลคุกเข่าข้างหนึ่งบนเตียง ใบหน้าหล่อเหลานั้นขึ้นสีแดงระเรื่อจากฤทธิ์สุรา แทนที่จะเหมือนอัศวิน เขาดูเหมือนรัชทายาทที่เดินหลงเข้ามาผิดตำหนักหลังงานเลี้ยงเสียมากกว่า และเมื่อเทียบกับคนเมาอย่างเขา ฉู่ชิวไป๋ที่กางเกงนอนถูกถอดร่นลงไปครึ่งหนึ่งกลับมีสภาพน่าอับอายยิ่งกว่า
เ้าหมาน้อยใสซื่อไม่ได้รู้สึกละอายหรือถอยหนีเมื่อไฟสว่างขึ้น เขาคิดเองเออเองว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด ก็แค่้าจะคลอเคลียพี่ชายสุดที่รักเท่านั้น
“พี่ชิวไป๋...”
ฉู่เจียงไหลอาศัยความเมาเข้ามาพัวพันแนบชิดไม่เลิก จนความอดทนของฉู่ชิวไป๋ขาดผึง น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและจริงจังขึ้น "นายจะเลิกบ้าได้หรือยัง?"
"ยัง!" ฉู่เจียงไหลที่ถูกผลักไสครั้งแล้วครั้งเล่าเริ่มขึ้นเสียง แววตาที่กดข่มความโกรธเอาไว้เย็นะเืจนน่ากลัว ทำให้ฉู่ชิวไป๋เริ่มสงสัยว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่ได้เมาจริงๆ
"ถึงขั้นนี้แล้ว! พี่ยังเพ้อฝันว่าผมจะอวยพรให้พี่กับผู้หญิงคนนั้นครองรักกันตราบนานเท่านาน มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมืองด้วยความจริงใจอย่างนั้นเหรอ?!!”
พอพูดถึงคำว่า “มีลูก” ฉู่เจียงไหลก็ขมวดคิ้ว ความเ็าในแววตาหายไปทันที แทนที่ด้วยความเ็ปรวดร้าวและไม่ยินยอมพร้อมใจ เขาหัวเราะเยาะตัวเอง “แต่ดูเหมือนพี่คงไม่ได้้าคำอวยพรจากผมเท่าไหร่หรอกมั้ง... ก็ในเมื่อผู้หญิงคนนั้นท้องได้สองเดือนแล้วนี่...”
พูดจบ ดวงตาที่เต็มไปด้วยความอำมหิตเมื่อครู่ก็ค่อยๆ เอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา ขอบตาของเขาแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างช้าๆ
หมอนี่ร้องไห้เก่งจริงๆ
เขาทำมันได้อย่างสมจริงทุกครั้ง จนคนมองแทบจะใจสลายตามไปด้วย ความรู้สึกบิดเบี้ยวที่มักรบกวนจิตใจฉู่ชิวไป๋ใน่นี้หวนกลับมาอีกครั้ง เขาเริ่มรู้สึกใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำอะไรไม่ถูก ได้แต่จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ความเงียบของเขากลับกระตุ้นให้ฉู่เจียงไหลแสดงความเ็ปออกมาได้อย่างสมจริงและรุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เขากำชายเสื้อของฉู่ชิวไป๋ไว้ไม่ยอมปล่อย พูดด้วยเสียงอู้อี้ขึ้นจมูกว่า "ั้แ่กลับมาจากจิงซื่อ ผมก็คิดมาตลอดว่าทำไมพี่ถึงเลือกเหวินอิน..."
ชายเสื้อชิ้นนั้นเปรียบเสมือน 'หาง' ของหยดน้ำตารูเพิร์ต [2] ที่เปราะบาง เมื่อถูกอีกฝ่ายกำไว้แน่น เกราะป้องกันที่ฉู่ชิวไป๋สร้างขึ้นก็แตกสลายลงในพริบตา ความรู้สึกแสบจมูกแล่นพล่านอย่างเลี่ยงไม่ได้ หัวใจของเขาราวกับมะนาวที่ถูกบีบเค้นอย่างแรงจนน้ำรสเปรี้ยวฝาดทะลักออกมา ชะโลมทั้งความหวาดระแวง ความแค้นเคือง และความหวาดกลัว จนทุกอย่างหลอมละลายปนเปกันไปหมด
ฉู่ชิวไป๋รู้มานานแล้วว่าฉู่เจียงไหลไม่ใช่คนดีเด่อะไร และเคยคิดด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายอาจจะมีปัญหาทางจิตอยู่บ้างเล็กน้อย เนื่องจากการแสดงออกทางอารมณ์ของฉู่เจียงไหลที่มีต่อเขานั้น มันทั้งรุนแรงและสุดโต่งเกินไป แตกต่างจากที่ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างสิ้นเชิง ราวกับการแสดงที่เล่นใหญ่จนเกินเบอร์
ฉู่ชิวไป๋ไม่ใช่คนโง่ เขามองออก แต่ก็มักจะหลอกตัวเองอยู่เสมอว่า... ถ้าความเว่อร์วังเ่าั้เป็สิ่งที่ฉู่เจียงไหลตั้งใจจะแสดงให้เขาเห็นแค่คนเดียว มันก็ไม่ได้แย่อะไร
ฉู่เจียงไหลเป็นักแสดงมือใหม่ และฉู่ชิวไป๋ก็ยินดีมอบโอกาสให้เขาได้ซ้อมบท จะให้เป็ผู้ชมเพียงคนเดียวหรือเวทีให้เขายืนก็ได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ฉู่เจียงไหล้า
มีความบกพร่องทางด้านอารมณ์นิดหน่อยแล้วจะเป็ไรไป? ตัวฉู่ชิวไป๋เองก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ เขาเป็คนเฉื่อยชา ไร้ความทะเยอทะยาน แถมยังไม่มีความกล้าได้กล้าเสีย
ฉู่เจียงไหลเป็เหมือนความเสี่ยงเพียงไม่กี่ครั้งในชีวิตที่ฉู่ชิวไป๋อยากจะไขว่คว้า เปรียบเสมือนดวงจันทร์เพียงดวงเดียวบนโลกที่แม้พื้นผิวจะเต็มไปด้วยหลุมบ่อ แต่ก็ไม่อาจลดทอนความสว่างไสวซึ่งเป็เอกลักษณ์ของเขาได้
“ผมเองก็ได้กลับไปทบทวนตัวเองว่าทำอะไรผิดไป...” จมูกของฉู่เจียงไหลแดงก่ำ ผมเผ้ายุ่งเหยิงปรกหน้าผาก เขาดูเหมือนเด็กน้อยที่ถูกพี่ชายไล่ให้ไปยืนสำนึกผิดหน้าห้องเพราะทำการบ้านไม่เสร็จ
ฉู่ชิวไป๋ยังคงมองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เกราะความเ็าที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้นั้น เริ่มละลายลงราวกับแท่งน้ำแข็งต้องลมฤดูใบไม้ผลิ
เขาคิดว่า... ความเ็ปที่ชัดเจนและลึกซึ้งจนแทบจับต้องได้ขนาดนี้ จะเป็ของปลอมไปได้ยังไง? แม้การแสดงออกจะดูเล่นใหญ่ไปบ้าง แต่ความเสียใจของฉู่เจียงไหลนั้นช่างดูสมจริงเหลือเกิน
แต่ถ้าความเ็ปนี้เป็เื่จริง แล้วฉู่เจียงไหลที่เสียใจจนร้องไห้เพียงเพราะเขาจะแต่งงานคนนี้ จะตัดใจทำร้ายเขาด้วยวิธีการที่โหดร้ายป่าและเถื่อนพรรค์นั้นได้ลงคอจริงๆ เหรอ?
ทุกสัญญาณบ่งบอกว่าฉู่เจียงไหลไม่ได้มีปัญหาทางด้านอารมณ์แค่เพียงเล็กน้อย แต่เขาอาจจะเป็คนเืเย็น เห็นแก่ตัว โกหกหน้าตาย และเสพติดการแสดงละครตบตาคนอื่น
แต่ไม่รู้ทำไม กับคนคนนี้ ฉู่ชิวไป๋ถึงได้ใจอ่อนอย่างไม่ลืมหูลืมตาเสมอ
"แล้วไง? นายคิดออกหรือยัง?" ฉู่ชิวไป๋ถาม
"อื้ม" ฉู่เจียงไหลที่ตาแดงก่ำขยับเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง เหมือนแมวที่กำลังจ้องตะครุบนก เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า "ก่อนหน้านี้ ผมพยายามหาข้ออ้างสารพัด แต่จริงๆ แล้วผมแค่้าหนีความจริง...”
“แล้วตอนนี้ล่ะ?”
“ผมขอโทษครับ” เขาซบหน้าลงบนไหล่ของฉู่ชิวไป๋ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อยๆ เพื่อเอาใจ “พี่ชิวไป๋ ผมผิดไปแล้ว...”
เขาขอโทษแล้ว
หัวใจของฉู่ชิวไป๋กระตุกอย่างแรง เหมือนจู่ๆ ก็เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะเฉียบพลัน ก้อนเนื้อในอกร้อนผ่าวแต่มือไม้กลับเย็นเฉียบ แม้ใบหน้ายังคงเรียบเฉย แต่ปากกลับหนักอึ้งราวกับขากรรไกรค้างจนพูดอะไรไม่ออก ใช้เวลาอยู่นานกว่าจะถามออกมาได้ว่า “ผิดเื่อะไร?”
“ผมไม่ควรปิดบังพี่เื่ที่ไปเจอผู้หญิงคนอื่น...”
ฉู่ชิวไป๋ตัวแข็งทื่อ เขาปล่อยให้ฉู่เจียงไหลซบต่อไป แล้วฟังอีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงใจว่า “แต่ผมกับพวกเธอไม่ได้มีอะไรกันจริงๆ นะครับ”
อ้อ... ที่แท้ก็ขอโทษเื่นี้
แต่นั่นมันเป็แค่ส่วนเล็กๆ ของเื่ที่ปิดบังไว้ไม่ใช่หรือไง
"ผมก็นึกว่าพี่จะไม่รู้ซะอีก" ฉู่เจียงไหลพูดจบก็รีบถามต่อทันที “ใครเป็คนบอกพี่ครับ? อาฉู่หรงงั้นเหรอ?”
สังคมของฉู่ชิวไป๋แคบมาก ในบรรดาคนที่เขาสนิทด้วย ฉู่หรงคือคนที่มีความเป็ไปได้มากที่สุดที่จะคาบข่าวลือพวกนี้มาบอก ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังเคยใช้ชีวิตที่นิวยอร์กอยู่ตั้งนาน ต่อให้ตัวไม่อยู่ แต่จะมีสายข่าวอยู่ที่นั่นสักสองสามคนก็ไม่ใช่เื่แปลก
เมื่อเห็นว่าฉู่ชิวไป๋เงียบไป ฉู่เจียงไหลก็พูดเหน็บแนมขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเ็า “อาเขาชอบดูไฟไหม้บ้านคนอื่นจริงๆ เลยนะครับ”
“เกี่ยวอะไรกับเธอด้วย?” ฉู่ชิวไป๋เกลียดนิสัยชอบเบี่ยงประเด็นเพื่อเอาตัวรอดของฉู่เจียงไหลที่สุด และยิ่งเกลียดที่เขาชอบโยนความผิดของตัวเองไปให้คนอื่น
เขาเบี่ยงตัวหลบปลายคางที่พยายามจะเกยขึ้นมาบนไหล่ ใช้น้ำเสียงที่เข้มขึ้น “นายไม่มีกระดูกสันหลังหรือไง นั่งให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้เหรอ?”
“อาฉู่หรงยุแยงเื่ผมกับพี่ แล้วพี่ยังจะมาช่วยเธอด่าผมอีก”
"นายจะบอกว่า ฉู่หรงเป็คนเอาปืนจี้บังคับให้นายไปเดตกับผู้หญิงพวกนั้นงั้นสิ?"
“อาไม่ได้บังคับผม แต่การที่เธอเอาเื่ดินเนอร์เข้าสังคมของผมมาตีความในแง่ร้ายต่อหน้าพี่ มันร้ายแรงยิ่งกว่าบังคับให้ผมไปเดตเป็หมื่นเท่า!”
ฉู่เจียงไหลเถียงข้างๆ คูๆ อย่างไม่ยอมแพ้ "ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็ฝีมือเธอ! อายุตั้งปูนนี้แล้วแท้ๆ ตัวเองไม่มีปัญญาหาแฟนแต่งงาน เลยชอบมาคอยป่วนคู่ชาวบ้าน!”
“ฉู่เจียงไหล!”
เมื่อถูกพี่ชายเรียกชื่อเต็ม ฉู่เจียงไหลก็รีบหุบปากทันที แต่ดวงตาที่แดงก่ำยังคงฉายแววไม่ยินยอมอย่างเห็นได้ชัด
“ความผิดของตัวเองอย่าไปพาลใส่คนอื่น! อีกอย่าง ฉันพูดตอนไหนว่าฉู่หรงเป็คนบอก?"
“ถ้าไม่ใช่อาแล้วจะเป็ใครได้อีกล่ะครับ?”
"ถ้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ ก็อย่าทำแต่แรกสิ" สีหน้าของฉู่ชิวไป๋กลับมาเ็าอีกครั้ง "ฉู่เจียงไหล นายไม่ใช่แค่ยังคิดไม่ได้ แต่นายไม่รู้สึกว่าตัวเองผิดเลยสักนิดต่างหาก"
รูปถ่ายพวกนั้นแน่นอนว่าฉู่หรงส่งมาให้เขาเพื่อแบ่งปันข่าวลือ แต่เธอไม่ได้มีเจตนาร้าย ฉู่เจียงไหลที่ไม่เคยเปิดตัวแฟนในประเทศ พอไปเมืองนอกกลับทำตัวอิสระเสรี ควงสาวไม่ซ้ำหน้า—เธอแค่เอาเื่นี้มาเม้าท์มอยเป็เื่สนุกปากในครอบครัวเท่านั้น
ในฐานะอาเล็ก ฉู่หรงคงไม่มีทางนึกฝันหรอกว่า การที่ฉู่เจียงไหลควงสาวๆ เข้าโรงแรมลับหลังครอบครัวนั้น มันมีความหมายยังไงสำหรับฉู่ชิวไป๋
หลังกลับจากจิงซื่อมาที่เจียงฮู่ ฉู่เจียงไหลคงจะกลับไปคิดทบทวนมาเยอะจริงๆ ถึงได้เล่นละครตบตาด้วยกลยุทธ์ล้อมเว่ยช่วยจ้าว [3] ที่ตื้นเขินแบบนี้
ฉู่ชิวไป๋รู้สึกเหนื่อยหน่ายและหนาวเหน็บขึ้นมาอีกครั้ง
“ช่างเถอะ พูดไปตอนนี้ก็ไม่มีความหมายแล้ว" เขาออกปากไล่ "กลับไปนอนซะ ดึกมากแล้ว"
แต่แขกไม่ได้รับเชิญกลับไม่มีทีท่าจะลุกไปไหน หนำซ้ำยังคว้าแขนเขาไว้แน่น ก่อนที่จะอ้อนวอนขอความเห็นใจ “อย่าไล่ผมเลยนะครับพี่ชิวไป๋ พี่พูดถูก ไม่ว่าใครจะเป็คนบอกพี่ ก็เป็ความผิดของผมคนเดียวทั้งหมด"
ฉู่เจียงไหลทำท่าหูตกเหมือนสุนัขผู้ซื่อสัตย์ที่รู้ตัวว่าทำผิด ขาดก็แต่ยังไม่ได้กระดิกหางเพื่อประจบเท่านั้น "แต่ผมสาบานได้! ผมกับคนพวกนั้นไม่เคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกันเลยแม้แต่นิดเดียว! ก็แค่ถูกเพื่อนๆ ยุ ผมปฏิเสธไม่ได้ก็เลยต้องไปเจอพวกเธอบ้างเป็บางครั้ง...”
ฉู่ชิวไป๋ไม่รู้ว่าเพื่อนแบบไหนกันที่ยุจนปฏิเสธไม่ได้ถึงขนาดต้องพาเข้าโรงแรม แต่เื่พวกนั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นคือ...
เขาพยายามนึกย้อนไปถึงความเ็ปที่ซุกซ่อนไว้ แต่พอแตะโดนเขตหวงห้ามในความทรงจำ สมองก็เริ่มทำงานติดขัด ราวกับเครื่องจักรที่ขึ้นสนิม ภาพตรงหน้ามืดดับ หูอื้ออึงไปด้วยเสียงหวีดแหลมของฟันเฟืองซึ่งเสียดสีกันอย่างรุนแรงเพราะขาดน้ำมันหล่อลื่น
ประเด็นสำคัญก็คือ...
สมองเหมือนทีวีดาวเทียมรุ่นเก่าคร่ำครึที่รับสัญญาณได้ไม่ดี ภาพแห่งความอัปยศค่อยๆ ผุดขึ้นมาอย่างบิดเบี้ยวและเลือนราง แต่ละเฟรมเปรียบเสมือนเศษแก้วแหลมคมที่แตกละเอียด ซึ่งกรีดลงบนหัวใจที่เต้นรัวจนเกิดเป็าแนับไม่ถ้วน
ฉู่ชิวไป๋รู้สึกถึงความเ็ปที่รุนแรงแต่จับต้องไม่ได้ เหมือนร่างกายถูกสับเป็ชิ้นๆ แล้วเย็บกลับเข้าไปใหม่ ตามรอยต่อมีเืไหลซึมออกมาไม่หยุด ทิ้งรอยแผลเป็ที่ไม่มีวันจางหายทุกหนทุกแห่ง เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงโคมไฟที่วางอยู่ในห้องนอนดวงนั้น ที่มีชื่อว่า 'รอยร้าวที่ซ่อนเร้น' ขมับปวดตุบๆ ส่วนหัวใจก็เต้นแรงจนหายใจแทบไม่ทัน เขารู้สึกเวียนหัวคลื่นไส้เหมือนจะอาเจียน
ผ้าปูที่นอนเนื้อนุ่มกลับให้ความรู้สึกเหมือนลิ้นสากๆ ของสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยเมือกเหนียว และฉู่ชิวไป๋ก็คือเหยื่อสังเวยเปลือยเปล่าที่แปดเปื้อนซึ่งถูกม้วนเข้าไปในปากของมันจนหมดหนทางหลบหนี
เกี่ยวกับเื่ที่ว่าฉู่เจียงไหลทำอะไรลงไปบ้างนั้น... เขาไม่อยากจะรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีกแล้ว
การรื้อฟื้นความทรงจำมีแต่จะทำให้การมีชีวิตอยู่ต่อไปกลายเป็เื่ที่ยากลำบาก ซึ่งไม่เป็ผลดีต่อใครทั้งนั้น สู้ให้มันจบลงแค่นี้ ปล่อยผ่านไปจะดีกว่า
“พี่ชิวไป๋ ผมไม่เคยทำเื่ผิดต่อพี่จริงๆ นะครับ... พี่ยกโทษให้ผมได้ไหม? ผม... ผมขาดพี่ไม่ได้จริงๆ"
ฉู่เจียงไหลที่ขาดฉู่ชิวไป๋ไม่ได้คือคนที่น่าสงสารที่สุดในโลก ฉู่ชิวไป๋ที่ผลักไสเขาต่างหากที่เป็ตัวร้ายผู้เืเย็น
การจินตนาการว่าตัวเองเป็คนเลวนั้นง่ายกว่ามาก เพราะมันช่วยให้หลุดพ้นจากบทบาทเหยื่ออันน่าสังเวช
Ignorance is bliss (ความไม่รู้คือความสุข)
เมื่อเทียบกับการต้องมารับรู้ความจริงอันโหดร้ายทั้งหมด การรับรู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป
ไม่มากไม่น้อยเกินไป แค่เพียงพอให้เขาขีดเส้นจบความรักที่ผิดศีลธรรมนี้ได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะเผชิญกับอะไรที่มากไปกว่านี้อีกแล้ว
ฉู่ชิวไป๋ผู้ที่รู้สึกว่าตนเองทั้งโง่เขลาและสกปรกโสโครก คิดขึ้นด้วยหัวใจที่ด้านชา