"ข้ามี" ณิชายื่นจดหมายที่ถูกปิดผนึกอย่างแ่าไปให้ทหารยามคนนั้น ก่อนจะก้มศีรษะทำความเคารพทั้งสองอีกครั้ง แล้วรีบหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
โชคยังดีที่นางได้ข้อมูลสำคัญมาจากแม่บ้านผู้โชคร้ายคนนั้น ทำให้รู้ว่าการจะออกไปจากเขตนอกประตูใหญ่ได้นั้น จำเป็ต้องมีตราสารอนุญาตที่หัวหน้าแม่บ้านเป็ผู้อนุมัติ
แต่จดหมายที่นางยื่นไปนั้นหาใช่ของจริงไม่ มันคือตราสารเรียกตัวของนางเองที่ 'มาวิน' เคยมอบให้!
นางตั้งใจผนึกมันให้แ่าเป็พิเศษ เพื่อเป็การถ่วงเวลาในการหลบหนีของนางให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้
"โอ้วว...นางฟ้าของข้าจากไปเสียแล้ว" ปรีชาทำเสียงละห้อย ส่งสายตาโศกเศร้ามองตามร่างของณิชาอย่างเสียดายสุดซึ้ง
"นางดูรีบร้อนนักนะ ข้ายังมิได้ทันเปิดดูตราสารที่นางให้ไว้เลยด้วยซ้ำ" ทหารยามอีกคนพยายามหาวิธีแกะผนึกจดหมายอย่างระมัดระวัง โดยไม่ให้เกิดความเสียหายแม้แต่น้อย
"เ้านี่มันจะขยันทำงานไปถึงไหนกันหา! ได้มาแล้วก็เก็บๆ มันไปเถอะน่า! ขยันผิดที่สิบปีก็ไม่เจริญ!" ปรีชาปัดเื่ตราสารนั้นตกไปอย่างไม่ใส่ใจ
"ข้าเชื่อท่านสหาย...เดินตามนักปราชญ์ หมามิอาจกัด" ทหารยามอีกคนคล้อยตาม ก่อนจะโยนผนึกตราสารของณิชาไปยังกองเอกสารที่วางระเกะระกะอยู่ข้างๆ อย่างไม่แยแส
ถือเป็ความโชคดีอย่างเหลือเชื่อของณิชา แต่อาจจะเป็ความโชคร้ายมหันต์ของพวกเขาเองก็เป็ได้...หมาอาจจะไม่กัดจริง...แต่กับคนที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ล่ะ...ไม่แน่!
สิบนาทีผ่านไปไวเหมือนโกหก ก็มีทหารร่างกำยำนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นมาจากด้านในเขตตระกูล ตรงมายังประตูทางเข้าหลักด้วยความรวดเร็ว
"นี่พวกเ้า! เห็นสาวรับใช้ร่างเล็กๆ หน้าตาจิ้มลิ้มเดินมาแถวนี้บ้างหรือไม่หา!?" เสียงนี้คือเสียงของ 'สอง' ผู้ซึ่งกำลังหัวเสียและร้อนรนกับการไล่ตามจับตัวณิชานั่นเอง!
ในระหว่างทางที่เขาไล่ตามมานั้น มีทหารของคุณชายหกคอยสกัดรั้งเขาไว้เป็ระยะ ทำให้มิสามารถหลุดออกมาจากวงล้อมได้โดยง่าย เมื่อเขาหาณิชาไม่พบ จึงรีบตรงมาสอบถามยามหน้าประตูเพื่อสร้างความมั่นใจว่านางยังมิได้หลบหนีออกไปจากที่นี่
"เอ๊ะ!!" O-O ปรีชาเบิกตากว้างด้วยความใ
"เอ๊ะ!!" O.O ทหารเฝ้าประตูอีกคนก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
"มะ...ไม่มีนะขอรับ! พวกเราสองคนไม่เห็นใครน่าสงสัยเดินมาแถวนี้เลยแม้แต่คนเดียวขอรับ!" ปรีชารีบตอบปฏิเสธไปด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พยายามเก็บซ่อนพิรุธ ทหารเฝ้าประตูอีกคนก็รีบพยักหน้าหงึกๆ อย่างรู้งานทันควัน
"หืมมมม..." สองขมวดคิ้วมุ่น ทำหน้าตาครุ่นคิดอย่างหนัก
‘นังเด็กนั่นมันหนีไปไหนกันนะ! เมื่อครู่ข้าไปเจอสาวใช้ตัวจริงที่ควรจะสวมเสื้อผ้าชุดนั้นนอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่ตรงพุ่มไม้ใกล้ๆ แสดงว่านางสวมรอยเป็สาวใช้เพื่อหลบหนี!’
'ถ้าหากนางยังไม่ได้ออกไปจากประตูนี้จริงๆ แสดงว่านางจะต้องแฝงตัวเป็สาวใช้อยู่ในเขตตระกูลนี่แหละ! บัดซบที่สุด!'
สองยกมือกุมขมับด้วยความหงุดหงิด เนื่องจากตอนแรกเขาคิดว่าจะสามารถจับตัวนางได้อย่างง่ายดาย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาคงต้องเสียเวลาตามหาอีกนานโขเป็แน่
เขาอยากจะจับตัวนางให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยที่อาจจะเกิดขึ้นจากสถานการณ์อันปั่นป่วนวุ่นวายในสนามรบที่ยังไม่สงบลง
"ถ้าหากพวกเ้าพบเห็นสาวใช้ร่างเล็กๆ ที่มีลักษณะน่าสงสัย ให้รีบทำลายแผ่นป้ายนี้ทันที!" สองยื่นแผ่นป้ายเล็กๆ ส่งไปให้ทหารยามทั้งสอง แผ่นป้ายนี้จะสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังเขาได้โดยตรง
'สอง' ค่อนข้างร้อนใจเป็อย่างมาก หากเขาจับนางไม่ได้ในครั้งนี้ เขาจะต้องถูกลงโทษสถานหนักอย่างแน่นอน! คิดได้ดังนั้น เขาก็รีบวิ่งกลับเข้าไปหาหัวหน้าแม่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือในการตามหาตัวณิชาอีกทางหนึ่ง
…..
อนิจจา...เมืองหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้...เต็มไปด้วยสิ่งปลูกสร้างและอาคารบ้านเรือนสูงต่ำลดหลั่นกันไป
ณ ถนนสายแคบๆ แห่งหนึ่ง มีสาวน้อยในชุดแม่บ้านคนหนึ่งกำลังเดินหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ไม่ใช่ใครที่ไหน...คือ ณิชา นั่นเอง ที่เพิ่งจะหลบหนีออกมาจากอาณาเขตของตระกูลวรกุลได้อย่างหวุดหวิด!
นางวิ่งหลบหนีเอาชีวิตรอดมาตลอดทางจนแทบจะหายใจไม่ทัน จึงต้องเปลี่ยนมาเป็เดินเร็วๆ แทน
นางถอดส่วนที่เป็ผ้ากันเปื้อนสีขาวของชุดแม่บ้านออก เพื่อไม่ให้ดูเหมือนชุดสาวใช้มากจนเกินไปนัก นางคิดว่าชุดสาวใช้มันค่อนข้างจะสะดุดตาและเป็ที่สังเกตได้ง่ายเกินไปสำหรับในเมืองที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้
ในที่สุดนางก็เดินทางมาถึงชานชาลารถม้าโดยสารสาธารณะ
"แป๊นๆ!" ผ่านไปสักพักใหญ่ ก็มีเสียงแตรลมอันเป็เอกลักษณ์ของรถม้าโดยสารดังขึ้น เป็สัญญาณว่ารถได้เดินทางมาถึงแล้ว ณิชาไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว รีบก้าวขึ้นรถม้าคันนั้นไปทันที
ณิชาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเส้นทางของรถม้าคันนี้จะมุ่งหน้าไปยังที่แห่งใด นางเพียง้าออกห่างจากบริเวณใกล้เคียงกับคฤหาสน์ของตระกูลวรกุลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เสียก่อน
น้อยครั้งนักที่นางจะได้มีโอกาสออกมาท่องเที่ยวในที่ต่างๆ นี่ถือเป็ครั้งแรกที่นางได้เดินทางเข้ามาในเขตใจกลางเมือง
นางไม่รู้เลยว่ามันจะมีความแตกต่างอะไรกับแถบชานเมืองที่นางเคยอาศัยอยู่บ้างหรือไม่ ซึ่งนางก็ค่อนข้างจะใกับความโอ่อ่าอลังการของสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ มันช่างแตกต่างกับบ้านเรือนที่นางเคยพบเห็นมาราวกับอยู่คนละโลก!
[ผู้โดยสารในรถม้า]
"ท่านพ่อท่านแม่ขอรับ! นั่นรูปปั้นของใครกันหรือขอรับ!ใหญ่โตมโหฬารจริงๆ!" เด็กผู้ชายตัวเล็กคนหนึ่งที่นั่งอยู่ในรถม้าคันเดียวกับณิชา ชี้มือไปยังรูปปั้นขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยความตื่นตาตื่นใจ
"อุ๊ย! ไม่ได้นะลูก! ห้ามชี้ไม้ชี้มือแบบนั้นใส่ท่านผู้สูงศักดิ์นะจ๊ะ! นั่นเป็รูปปั้นของท่านเ้าเมืองผู้ปกครองเมืองแห่งนี้ยังไงล่ะจ๊ะ!" ผู้เป็แม่ของเด็กน้อยรีบห้ามปรามบุตรชายของนางอย่างร้อนรนและหวาดกลัว
ครอบครัวของนางเป็คนต่างถิ่นที่กำลังอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอาศัยอยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ พวกเขาโดยสารรถม้าคันนี้มาก่อนที่ณิชาจะขึ้นมา
พวกเขาได้ทำการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่และกฎระเบียบต่างๆ ของเมืองนี้มาบ้างพอสมควรแล้ว จึงรู้ดีว่าการชี้นิ้วไปยังรูปเคารพของผู้ปกครองนั้นถือเป็การไม่ให้เกียรติและลบหลู่อย่างร้ายแรง ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็เพียงรูปปั้นก็ตามที
หลังจากรถม้าเคลื่อนตัวออกจากเขตชุมชนอันแออัดไปได้สักพักใหญ่ ทัศนียภาพสองข้างทางก็แปรเปลี่ยนเป็ทุ่งหญ้าโล่งกว้างอันสวยงามตามธรรมชาติ
แต่ ณ ที่แห่งนั้น กลับมีสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่ดูยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาด ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่โอบล้อมเอาไว้ มองเห็นได้อย่างโดดเด่นแต่ไกล สองแม่ลูกลงจากรถม้าเพราะได้เดินทางถึงที่หมายปลายทางของพวกเขาแล้ว
"ท่านแม่ขอรับ แล้วนั่นคือสถานที่ใดหรือขอรับ? ดูน่าเกรงขามจังเลย!" เด็กน้อยหันไปชี้ชวนให้มารดาของตนมองยังสถานที่แห่งนั้นอีกครั้ง ในขณะที่ผู้เป็แม่กำลังจะอ้าปากตอบคำถามของบุตรชาย ก็มีบุรุษผู้หนึ่งได้เอ่ยตอบขึ้นมาแทนเสียก่อน
"นั่นน่ะรึ...มันคือ 'วิหารศักดิ์สิทธิ์' ยังไงล่ะพ่อหนู! สวยงามและยิ่งใหญ่ใช่ไหมล่ะ! ฮ่าๆๆ!" สารถีผู้บังคับรถม้าตอบคำถามของเด็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู
ณิชาเองก็มองเห็นสถานที่แห่งนั้นเช่นกัน ตรงบริเวณนั้นมีรูปปั้นของเหล่าสตรีในชุดนักบุญมากมายหลายสิบตน กำลังทำท่าทางคล้ายกำลังคุกเข่ากราบไหว้อะไรบางอย่างอยู่
ตอนนี้นางรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งร่างกายและจิตใจเป็อย่างมาก ้าหาที่ซ่อนตัวให้พ้นจากเงื้อมมือของตระกูลวรกุลโดยเร็วที่สุด
นางไม่กล้ากลับบ้าน เพราะกลัวว่าจะมีทหารไปดักจับตัวนางอยู่ที่นั่น นางรู้สึกเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้งเมื่อหวนคิดถึงวันเก่าๆ อันแสนอบอุ่นที่เคยได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับบิดามารดาบุญธรรม
ใน่ขณะที่นางกำลังเหม่อลอยอยู่นั้นเอง รถม้าก็ได้เคลื่อนตัวต่อไปข้างหน้าอย่างช้าๆ
"ตอนนี้ที่นั่นน่ะ กำลังครึกครื้นและคึกคักเป็พิเศษเลยนะแม่นาง เพราะว่าเขากำลังมีการคัดเลือกรับศิษย์ใหม่เข้าสำนักกันอยู่พอดี! "
"โอ๊ะ! ข้าต้องรีบขับไปส่งแม่นางแล้วสิ เดี๋ยวจะไปไม่ทันการณ์นะ!" สารถีหันไปบอกกล่าวกับณิชาด้วยความเป็ห่วง
ในสายตาของเขานั้น ณิชาที่อุตส่าห์ดั้นด้นขึ้นรถม้ามาถึงที่นี่ ก็คงเพราะ้าจะเข้าร่วมการทดสอบของวิหารศักดิ์สิทธิ์อย่างแน่นอนที่สุด เพราะว่านั่นคือจุดหมายปลายทางสุดท้ายของสายรถม้าที่เขาทำหน้าที่บังคับอยู่นั่นเอง
ณิชามิได้เอ่ยคำใดออกมา คำพูดของสารถีเมื่อครู่นี้ทำให้นางพลันได้สติขึ้นมาจากภวังค์แห่งความฝันกลางวันในทันใด นางมิได้มีที่หมายปลายทางที่แน่นอนอยู่ในใจ เพราะยังคงหาหนทางออกไปจากเมืองนี้ไม่เจอ
แต่คำพูดของสารถีนั้นกลับตรงกับความ้าของนางในตอนนี้มากที่สุดพอดี...นั่นคือที่ซ่อนตัวอันปลอดภัย!
ตรงบริเวณด้านหน้าทางเข้าอันโอ่อ่าของวิหารศักดิ์สิทธิ์ สารถีกล่าวคำอำลาณิชา แล้วเขาก็บังคับรถม้าจากไปตามเส้นทางเดิมที่เคยมา
ณิชาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ ทำใจให้กล้าหาญเพื่อที่จะเดินเข้าไปในสถานที่อันแปลกตาและไม่คุ้นเคยอย่างวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้
แต่ยังไม่ทันที่ณิชาจะได้ก้าวเท้าเข้าไปด้านใน ทันใดนั้นเองก็มีนักบุญหญิงนางหนึ่งเดินออกมาจากด้านใน แล้วหยุดยืนขวางทางนางไว้!
"หยุดนะ! ที่นี่หมดเวลารับสมัครศิษย์แล้ว! เ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในอีก!" เสียงตะคอกข่มขู่อันเกรี้ยวกราดของนักบุญหญิงที่เข้ามาหยุดยั้งณิชาดังขึ้นอย่างไม่เป็มิตร
"ท่านนักบุญเ้าขา โปรดเมตตาข้าน้อยด้วยเถิด ข้าน้อยเดินทางมาไกลแสนไกลด้วยความยากลำบากยิ่งนัก หากท่านไม่รับข้าน้อยไว้ ข้าน้อยก็สุดจะรู้ได้แล้วว่าจะเอาชีวิตไปพึ่งพาผู้ใดได้อีกต่อไป"
ณิชาทรุดกายลงคุกเข่าอ้อนวอนขอความเมตตาต่อนักบุญหญิงผู้นั้นอย่างน่าสงสาร
นาง้าที่ซ่อนตัวจากอันตรายโดยเร็วที่สุด นางจึงเห็นว่านี่อาจจะเป็โอกาสสุดท้าย จึงต้องลองพยายามอ้อนวอนดูก่อน ไม่ว่าจะสามารถเข้าไปได้หรือไม่ก็ตามที ถ้าหากสามารถเข้าไปได้ ต่อให้ต้องคุกเข่าอีกกี่ครั้งกี่หนนางก็ยอม!
"ที่นี่ไม่ใช่องค์กรการกุศลหรือโรงทานรับเลี้ยงคนจรจัดไร้ที่ไป! เชิญเ้ากลับไปเสียแต่โดยดี! หากยังดื้อดึงอยู่ล่ะก็...อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ!"
นักบุญหญิงผู้นั้นมิได้มีความรู้สึกสงสารหรือเห็นใจในชะตากรรมของณิชาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งนางยังรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ณิชาที่มองดูแล้วน่าจะเป็เพียงสตรีชนชั้นต่ำอีกด้วย
ถึงแม้ว่าจะมิได้มีกฎเกณฑ์เื่ชนชั้นระบุไว้ในใบประกาศอย่างชัดเจน แต่ทุกคนในเมืองนี้ต่างก็รู้ดีว่า ผู้ที่มาเข้าร่วมการทดสอบเพื่อเป็ศิษย์ของวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้นั้น มีแต่เหล่าลูกหลานคนใหญ่คนโตและผู้มีอิทธิพลเท่านั้น!
นักบุญหญิงผู้นั้นยังคงตะคอกขับไล่นาง ด่าทอนางสารพัด และเริ่มจะถึงขั้นลงไม้ลงมือผลักไสไล่ส่งนางอย่างรุนแรง
จนกระทั่งณิชารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวังอย่างที่สุด นางกำลังตัดสินใจที่จะหันหลังแล้วเดินจากไปเผชิญชะตากรรมตายเอาดาบหน้า ดีกว่าที่จะต้องมาทนเสียเกียรติเสียศักดิ์ศรีอยู่เช่นนี้ต่อไป แต่ทันใดนั้นเอง! ก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างเงียบงัน...
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่กัน?" เสียงของหญิงสาวผู้มาใหม่นั้นไม่ดังและไม่เบาจนเกินไปนัก น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยพลังอำนาจและความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่ทำให้ทุกคนที่ได้ยินต้องหันมามองด้วยความสนใจ
นักบุญหญิงที่กำลังข่มขู่ณิชาอยู่นั้น เมื่อเห็นว่าผู้ที่มาใหม่เป็ใคร นางก็ถึงกับตื่นตระหนกหน้าซีดเผือด พร้อมกับรีบก้มลงทำความเคารพอย่างหวาดกลัวจนตัวสั่น!
"เรียนท่านาุโนักบุญเ้าขา เด็กสาวผู้นี้มาขอสมัครเป็ศิษย์เ้าค่ะ แต่เนื่องจากการทดสอบรอบแรกได้เริ่มไปแล้ว ข้าน้อยจึงได้ทำการเชิญนางให้ออกจากที่นี่ไปตามระเบียบเ้าค่ะ"
นักบุญหญิงผู้นั้นรีบรายงานอย่างออดอ้อนนอบน้อมถ่อมตนเป็ที่สุด แตกต่างจากท่าทีที่ดุด่าและเกรี้ยวกราดใส่ณิชาเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง!
'นั่นน่ะรึ...ที่เรียกว่าเชิญออกไป? ช่างเป็คำพูดที่ไพเราะเสนาะหูเสียจริง!' ณิชาคิดในใจอย่างหม่นหมองและขมขื่นกับชะตากรรมอันแสนอาภัพของตนเอง
าุโนักบุญหญิงผู้นั้น หันมามองสำรวจณิชาั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างพินิจพิเคราะห์ มีรอยประหลาดใจบางอย่างฉายวาบขึ้นในแววตาของนางอยู่เพียงชั่วครู่ โดยที่ไม่มีผู้ใดทันได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่คนเดียว
"เ้า...เข้าไปได้" นางหันมาพูดกับณิชาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิม แล้วก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
นักบุญหญิงที่เข้ามาขวางทางณิชาไว้เมื่อครู่ ได้แต่ยืนนิ่งอึ้งตัวแข็งทื่อ ไม่ทันได้เอ่ยคำคัดค้านใดๆ ออกมา นางได้แต่ทำหน้าถมึงทึงด้วยความหงุดหงิดและไม่พอใจอย่างยิ่ง
นางไม่้าให้ณิชาเข้าไปในวิหารแม้แต่น้อย เพราะรังเกียจที่ณิชาเป็เพียงสตรีชนชั้นต่ำ แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะขัดคำสั่งของาุโนักบุญหญิงท่านนั้นได้ เพราะตำแหน่งของท่านผู้นั้นช่างแตกต่างกับนางราวกับอยู่กันคนละโลกโดยสิ้นเชิง!
ณิชารีบก้มลงกราบขอบพระคุณ แล้วตรงเข้าไปด้านในวิหารทันที นางรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจในคราวเดียวกัน นางสามารถเข้ามาในนี้ได้แล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อไป
ณิชากลัวว่าจะเดินหลงเข้าไปผิดที่ผิดทาง และอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญก็คือ นางยังไม่รู้เลยว่าตนเองจะต้องเข้ารับการทดสอบอะไร และอย่างไรบ้าง นางเดินเข้ามาได้สักพักใหญ่ๆ ก็เห็นผู้คนจำนวนมากกำลังยืนออกันอยู่ที่บริเวณลานกว้างขนาดใหญ่
"ขึ้นแสง 3 จุด! ผ่าน! คนต่อไป!"
"ขึ้นแสง 2 จุด! ไม่ผ่าน! คนต่อไป!"
"ขึ้นแสง 1 จุด! ไม่ผ่าน! คนต่อไป!"
เสียงของหญิงชราผู้หนึ่งที่ฟังดูทรงอำนาจดังออกมาจากบนเวทีที่ตั้งอยู่เบื้องหน้าแท่นศิลาขนาดมหึมา ที่แท่นศิลานั้นมีเม็ดวงกลมใสๆ คล้ายอัญมณีฝังอยู่จำนวน 5 เม็ด ติดเรียงกันอยู่บนแท่นศิลา
เม็ดอัญมณีเ่าั้มันกำลังเรืองแสงสลับกันไปมา บางครั้งก็ 3 จุดบ้าง 2 จุดบ้าง หรือบางครั้งก็เพียงจุดเดียว เหมือนกับที่หญิงชราผู้นั้นกำลังประกาศผลอยู่ไม่ผิดเพี้ยน
ผู้ที่ทดสอบแล้วได้ผลเพียง 2 จุด หรือ 1 จุด ต่างก็พากันคอตกด้วยความเสียใจและผิดหวัง บางคนถึงกับร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร
"กรี๊ดดด! เป็ไปไม่ได้! ข้าผู้สูงศักดิ์เช่นนี้จะได้แค่ 1 จุดได้อย่างไรกัน! ข้าขอลองใหม่อีกครั้ง!" เสียงโวยวายอย่างไม่พอใจของหญิงสาวนางหนึ่งที่เพิ่งจะทำการทดสอบเสร็จสิ้นไปดังขึ้น
"ไม่ได้! อนุญาตให้ทำการทดสอบได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น! คนต่อไป!" เสียงของหญิงชราเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาดและไม่แยแสต่อคำร้องขอใดๆ ทั้งสิ้น
"กล้าดียังไงมาพูดกับข้าเช่นนี้! รู้หรือไม่ว่าข้าผู้นี้เป็ใคร!" หญิงสาวคนนั้นตวาดลั่น พร้อมกับโชว์เข็มกลัดอันล้ำค่าที่ประดับอยู่บริเวณเอวของตนให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดๆ
ณิชาที่ยืนมองอยู่ถึงกับรู้สึกตื่นตระหนกจนหัวใจแทบหยุดเต้น! เพราะนั่นมันคือเข็มกลัดประจำตระกูลวรกุล! ตระกูลที่นางเพิ่งจะหลบหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิดเมื่อสักครู่นี้เอง!
"หุบปากของเ้าเสีย!" หญิงชราตวาดกลับเสียงดังกว่าเดิม
"ต่อให้เ้าจะเป็ถึงลูกหลานเ้าเมือง ข้าก็มิอนุญาตให้เ้าทำการทดสอบซ้ำเป็ครั้งที่สอง! คนต่อไป!"
หญิงชรายังคงมีท่าทีไม่แยแสและไม่เกรงกลัวอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น นางเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาบ่อยครั้งมากแล้ว กับบรรดาลูกคุณหนูจากตระกูลชนชั้นสูงที่มักจะโวยวายตีโพยตีพายหลังจากได้ผลการทดสอบที่ไม่เป็ไปตามที่ตนเองคาดหวัง
คนเหล่านี้มักจะชอบอ้างเอาชื่อเสียงและบารมีของตระกูลตนเองมาแสดงอำนาจและข่มขู่ผู้อื่น ถ้าหากเป็สถานที่อื่นนอกวิหารทั่วไปก็คงจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่กับที่นี่...วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้! ไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎเกณฑ์!
"โบยนาง 50 ครั้ง! แล้วโยนออกไปจากที่นี่ซะ!" หญิงชราออกคำสั่งเสียงกร้าว ไม่นานนัก ก็มีนักบุญหญิงฝึกหัดร่างกำยำสองคนเดินเข้ามาควบคุมตัวหญิงสาวผู้โอหังจากตระกูลวรกุลคนนั้นออกไปจากบริเวณลานทดสอบทันที
หญิงสาวจากตระกูลวรกุลถึงกับหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตของนางที่มีคนกล้าไม่เห็นหัวและไม่ให้เกียรติตระกูลของนางถึงเพียงนี้!
ความจริงแล้วนางก็ได้รับคำตักเตือนจากบิดามารดาของนางมาแล้วว่าห้ามมิให้แสดงอำนาจบาตรใหญ่หรืออวดอ้างชื่อเสียงของตระกูลที่วิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็อันขาด
แต่นางก็หาได้ใส่ใจไม่ นางรับปากบิดามารดาไปอย่างส่งๆ โดยมิได้เก็บมาคิด ั้แ่เกิดมายังไม่เคยมีผู้ใดเคยกล้าขึ้นเสียงหรือขัดใจนางมาก่อน นางจึงเผลอตัวเอาอำนาจของตระกูลไปกดขี่ข่มเหงผู้อื่นตามความเคยชิน
นางลืมไปเสียสนิทว่าที่นี่คือ...วิหารศักดิ์สิทธิ์! สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่ผู้ปกครองเมืองก็ยังต้องให้ความเคารพยำเกรง!