บทที่10
ออกเดินทาง
ยามเดือนสามปลายๆเกือบย่างเข้าเดือนสี่เป็่เวลาเดียวกับที่ลู่หยางกำลังเตรียมพร้อมออกเดินทางในยามนี้เหตุการณ์วุ่นวายภายในแผ่นดินยิ่งมากกว่า
เขตปกครองหลันโจวที่ถูกปกครองโดยท่านอ๋องหลันผู้ที่เป็พระญาติสนิทขององค์ฮ่องเต้เกิดการคิดฏราชวงศ์ฉีแบ่งเขตปกครองออกไปมากมายให้ขุนนางที่มีคุณูปการและก็เหล่าเชื้อพระวงศ์แบ่งออกไปแยกปกครองตามเขตเขตนั้นโดยรับฐานันดรศักดิ์ว่าอ๋อง
หลันโจวเป็เขตปกครองที่มีหัวเมืองอยู่ภายในเขตการปกครองประมาณสิบหัวเมืองทางด้านทิศบูรพา
ตอนนี้ผู้ปกครองคิดก่อการฏมีทัพอยู่ภายในมือสามหมื่นนายคิดตั้งตนเป็ใหญ่โค่นล้มเ้าชีวิตเพื่อที่จะสถาปนาตนเองขึ้นกลายเป็เ้าผู้ปกครอง
เมื่อคิดล้มล้างราชวงศ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือการสยบทัพขนาดใหญ่เคลื่อนพลจากเมืองหลวงมุ่งตรงไปยังชายแดนทางทิศบูรพา
ทางฝั่งราชวงศ์ส่งทัพเคลื่อนพลไปจำนวนประมาณหกหมื่นนายคิดว่าใช้กำลังที่มากกว่าถึงสองเท่าเหยียบย่ำศัตรูให้จมดิน
ทัพขนาดใหญ่เคลื่อนพลไปหัวเมืองใดผู้คนนั้นต่างพากันสรรเสริญยกย่องเมื่อเห็นธงของตระกูลไป๋สะบัดพัดพริ้วอยู่บริเวณด้านหน้าผู้ที่นำทัพในครั้งนี้ขุนพลที่ผู้คนทั่วทั้งดินแดนต่างพากันยกย่อง
แม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ผู้ห้าวหาญออกทัพกำชัยมาั้แ่อายุสิบสี่ยามนี้ผ่านไปประมาณเจ็ดปีสามารถก้าวขึ้นรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ได้
แม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกรควบม้าศึกอยู่บริเวณด้านหน้าอาชาตัวสีดำอันน่าเกรงขามมัดกล้ามบนร่างกายของมันนั้นบ่งบอกถึงม้าศึกที่หาได้ยากยิ่งผู้ที่กำลังนั่งอยู่บนหลังของมันและควบมันไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วหาใช่บุรุษ
แต่ว่าเป็สตรีสตรีผู้สวมใส่อาภรณ์สีแดงคลุมทับด้วยชุดเกราะเหล็กสีทองผิวกายขาวประหนึ่งหิมะใบหน้าขาวผ่องงดงามดวงตาหงส์คู่นั้นสะกดสายตาของบุรุษมากมายริมฝีปากแดงอวบอิ่มเรือนผมสีดำขลับถูกรวบมัดเอาไว้พริ้วไสวไปตามสายลม ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังเ็าราวกับน้ำแข็ง ควบม้าด้วยท่าทางองอาจห้าวหาญสยบผู้คนหลายสิบหมื่นอยู่ใต้ฝ่าเท้า
แม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ฉีหาใช่บุรุษไม่แต่ว่าเป็สตรีต่างหากนางมีนามว่า ไป๋เฟิ่ง ผู้ที่ได้รับชื่อว่าหงส์ขาวสูงสง่าเต็มไปด้วยเกียรติยศที่ประดับร่างกาย
แม้ว่าคนผู้นี้จะเป็เป็สตรีแต่ไม่มีผู้ใดหาได้ติเตียนเกี่ยวกับเพศของนางไม่ตระกูลไป๋เป็ตระกูลขุนนางใหญ่ในตอนนั้นผู้นำตระกูลไป๋หรือว่าบิดาของไป๋เฟิ่งเป็แม่ทัพใหญ่ผู้กุมกำลังลบเอาไว้ภายใต้ตนเองมากมาย
แม่ทัพไป๋องอาจห้าวหาญไม่ว่าจะเป็การรบกี่ครั้งต่อกี่ครั้งเขาก็สามารถกุมชัยชนะได้แทบจะทั้งหมดสร้างชื่อคุณูปการมากมาย กลายเป็ตระกูลขุนนางอันดับ 1 ของราชสำนักแต่ว่าช่างน่าเสียดายตระกูลนี้มีแต่บุตรสาวไม่มีบุตรชายเอาไว้สืบทอด
ผู้คนคิดว่าอย่างไรเสียตะกูลไป๋ก็คงจะมีความรุ่งเรืองจบลงที่ยุคสมัยของแม่ทัพไป๋หารู้ไหมว่าเมื่อบุตรสาวคนโตของตระกูลนามว่าไป๋เฟิ่ง อายุสิบสี่ปีด้วยความห้าวหาญนางติดตามบิดาของตนเองออกไปทำศึก
ความอัจฉริยะและความเยือกเย็นหากผู้ใดเปรียบาในครั้งแรกนางสังหารผู้คนไปมากกว่าร้อยชีวิตยกชูศีรษะของศัตรูเหนือหัวของตนเองประกาศก้าวสะท้านะเืไปทั่วทั้งสมรภูมิ
ั้แ่นั้นมานางก็ทำการออกรบเคียงคู่บิดาของตนเองมาเรื่อยๆรวบรวมพื้นที่บริเวณรอบๆทำให้ราชวงศ์ฉีมันคง
นางสร้างชื่อเอาไว้มากมายยามที่ออกรบผู้คนกล่าวว่าและเรียกขานว่าหงสาผู้ควบอาชาสีดำนางเคลื่อนไหวงดงามสะกดสายตาของผู้คนกระบี่ภายในมือของนางผู้คนกล่าวว่าไม่มีผู้ใดสามารถรอดพ้นไปได้
ดวงตาคู่นั้นเฉียบคมราวกับสายตาของเหยี่ยวกระบี่ภายในมือราวกับว่าเป็คมเขี้ยวแห่งความตาย
ในแต่ละสมรภูมิสังหารศัตรูไปมากมายหลายร้อยชีวิตจนผู้คนนั้นหวาดกลัวั้แ่นั้นมาก็ไม่มีผู้ใดดูถูกดูแคลนสตรีผู้นี้อีก
ตอนที่เข้าสู่กองทัพในตอนแรกๆปฏิเสธไม่ได้ว่าที่เป็สตรีน่าจะมีผู้คนมากมายดูถูกในสมรภูมิแรกหลังจากที่สังหารศัตรูไปมากมายหลายร้อยชีวิตและยกชูศีรษะของแม่ทัพที่ตนเองตัดได้ขึ้นเหนือศีรษะะโกึกก้องไปทั่วทั้งสมรภูมิก็ไม่มีผู้ใดดูถูกนางมีแต่ยอมรับในความสามารถ
แม้ว่าตระกูลไป๋จะไร้ซึ่งบุรุษสืบทอดสกุลแต่นางก็พิสูจน์ให้ผู้คนมากมายได้มองเห็นแม้ว่านางเป็สตรีนางก็ทำหลายๆอย่างไม่ได้ด้อยไปกว่าบุรุษ
ไม่นานนักบิดาของนางหรือว่าแม่ทัพไป๋ถูกกล่าวขานว่าเป็ขุนนางที่เก่งทางด้านบู๋นและบู๊ถูกเสนอชื่อขึ้นเป็อัครมหาเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่มีอำนาจมากที่สุดภายในราชสำนักถูกเลื่อนตำแหน่งกลายเป็ขุนนางที่มีคุณูปการมากมาย
หลังจากผู้เป็บิดาละทิ้งตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ไป๋เฟิ่งผู้มีนามว่าหงสาขาวขึ้นรับตำแหน่งนี้แทนบิดาของตนเอง
เพียงแค่สองปีเท่านั้นความเด็ดขาดและความเก่งกาจของนางสยบกองทัพใหญ่ที่มีจำนวนคนกว่าห้าสิบหมื่นให้อยู่ใต้อาณัติของนางได้
ก่อนหน้านี้มีผู้คนมากมายต่างพากันไม่เห็นด้วยที่ให้สตรีขึ้นมาครองตำแหน่งแม่ทัพใหญ่พวกขุนนางภายในราชสำนักเกิดความริษยาและอิจฉา พวกมันไม่สามารถทำอันใดได้
ไปงานเลี้ยงที่มีคำประกาศการแต่งตั้งขุนนางมากมายต่างพากันคัดค้านสตรีผู้เด็ดเดี่ยวและห้าวหาญผู้นี้ยกกระบี่ของตนเองขึ้นมานำมันชี้ตรงไปที่ใบหน้าของพวกขุนนางที่ไม่เห็นด้วยแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเ็าว่า“ ประลองกระบี่ ”
สิ้นสุดเสียงนั้นไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านอีกเลยพวกมันรู้ดีว่านางกำลังจะบอกว่าให้หยิบกระบี่ขึ้นมาประลองผู้ใดชนะนางได้ให้เป็แม่ทัพใหญ่
แต่ว่าผู้ใดเล่าจะกล้าไป๋เฟิ่งเป็สตรีที่เก่งกาจร้ายกาจเพียงใดผู้ใดจะไม่รู้ใน่วัยสิบแปดนางอยู่ในระดับฝีมือลมปราณขั้นที่สองเหลืออีกเพียงหนึ่งขั้นก็ขึ้นไปอยู่ในระดับสูงสุดของลมปราณทั้งหมดเก้าระดับแล้ว
ผู้คนต่างพากันชื่นชมแม่ทัพผู้นี้ยามเคลื่อนที่ไปที่เมืองใดผู้คนก็ล้วนแล้วแต่เคารพนับถือมองนางให้เป็วีรบุรุษ
ไป๋เฟิ่งสตรีที่งดงามและมากความสามารถไม่ได้มีเพียงแค่บุรุษที่หมายปองนางเอาไว้มากมายแต่ว่าเหล่าสตรีเองก็ชื่นชมนางอยู่ภายในใจ
ครั้งนี้นางได้รับคำสั่งคุมทัพหกหมื่นมุ่งตรงไปยังเขตหลันโจวที่ตั้งอยู่บริเวณฝั่งชายแดนทิศบูรพาทำการสยบการฏในครั้งนี้
อาชามากมายควบตรงเป็แถวยาวมุ่งตรงยังไปยังบริเวณเขตชายแดน
…
ท้องนภาสาดส่องแสงสว่างไสวลงมาด้านล่างภายในูเาซ่อนลึกหรือว่าสถานที่ที่เรียกว่าเส้นทางสู่ปรโลกลู่หยางที่เร้นกายอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มานานปีคราวนี้ถึงเวลาอันสมควรที่เขานั้นจะเดินทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว
าุโทั้งสองมายืนส่งพ่อลูกที่กำลังจะเดินทางออกจากสถานที่แห่งนี้โดยลู่หยางเมื่อออกมาด้านนอกคุกเข่าลงเบื้องหน้าของอาจารย์ทั้งสองคำนับสามครั้งกล่าวด้วยน้ำเสียงตื้นตันใจ“ ขอบคุณท่านอาจารย์ทั้งสองที่สั่งสอน ”
ทั้งสองที่เป็อาจารย์พยักหน้าลู่หยางเป็ศิษย์ที่ดีในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยเกลียดค้านเลยแม้แต่น้อยเรียนรู้ทุกอย่างรวดเร็วเขาสามารถเรียนรู้หลักสูตรสิบปีที่คนธรรมดาต้องใช้เวลาในการร่ำเรียนให้สำเร็จได้ในระยะเวลาหนึ่งปีอัจฉริยะในยอดอัจฉริยะ
ลู่หยางที่จะจากลามอบของสำคัญของตนเองเอาไว้ให้กับอาจารย์ทั้งสองวันหนึ่งหวังว่าจะได้กลับมารับมันไป มันคือกล่องที่เป็ต้นตอของปัญหาทั้งหมด “ศิษย์ฝากของสิ่งนี้เอาไว้กับอาจารย์ทั้งสองวันนึงศิษย์จะกลับมาแล้วก็นำมันออกไปทวงความเป็ธรรมให้กับภรรยา ”
ลู่หยางมองเห็นว่านำพวกมันไปด้วยมันก็เทียบเท่ากับการพกะเิอยู่กับตัวเพราะแบบนั้นฝากไว้ที่อาจารย์ทั้งสองถือว่าเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด
ทั้งสองรับเอาไว้ก่อนที่จะมอบของบางอย่างให้กับศิษย์ของตนเองาุโติงมอบกล่องไม้กล่องนึงที่มีความยาวประมาณสี่เซียะมันคือกล่องไม้เก็บกระบี่ที่ด้านในมีกระบี่บรรจุเอาไว้ถึงเจ็ดเล่มด้านในมีช่องเล็กๆแบ่งอยู่ทั้งหมดเจ็ดช่อง หมุนตามลักษณะรูปวงกลมประหยัดพื้นที่ในการเก็บกระบี่ได้มันเป็เหมือนกับกล่องเก็บกระบี่ที่สามารถเก็บกระบี่ได้เล่มเดียวแต่จริงๆแล้วมีกระบี่ซ่อนเร้นอยู่ถึงเจ็ดเล่ม
กระบี่ทั้งเจ็ดเล่มผู้เป็อาจารย์บอกกล่าวว่ามันคือกระบี่ชั้นยอดที่เขานั้นใช้สร้างชื่อภายในยุทธภพ
อาจารย์หญิงเขาได้มอบสิ่งที่เรียกว่าซองเข็มเทวะเป็เข็มที่ใช้ในการรักษาคนด้านในมีเข็มบรรจุอยู่ทั้งหมดสิบหกเล่มล้วนแล้วแต่ใช้ตามอาการถือได้ว่าเป็ของชั้นยอดในด้านทางการแพทย์
หลังจากที่รับของจากท่านอาจารย์ทั้งสองลู่หยางคำนับท่านอาจารย์ที่เปรียบเสมือนกับบิดาและมารดาของตนเองอีกครั้ง
สองพ่อลูกได้รับการช่วยเหลือจากผู้าุโทั้งสองเอาไว้มากมายทั้งสองนั้นก้มคารวะศีรษะโขกลงที่พื้นดิน ก่อนที่จะลุกขึ้นจูงมือแล้วเดินจากไป
ลู่หยางสะพานกล่องไม้เอาไว้ด้านหลังเดินมุ่งตรงไปยังบริเวณทางออกจากสถานที่แห่งนี้าุโทั้งสองที่เปรียบเสมือนกับบิดาและมารดาจ้องมองบุตรของตนเองเดินจากไป
หารู้ไม่ว่าอาจารย์หญิงที่เป็คนเ็ามาโดยตลอดยามที่ต้องแยกจากกันแม้แต่นางยังหลั่งน้ำตา
ผู้เป็สามีหันไปมองภรรยาที่หลั่งน้ำตารู้สึกประหลาดใจจนต้องอุทานออกมา“ เ้าไม่ได้หลั่งน้ำตามานานขนาดไหนแล้ว!!! ”
ในขณะเดียวกันก็ยื่นมือไปโอบกอดภรรยาของตนเองอย่างอบอุ่นเฝ้ามองทั้งสองที่เดินจากไปจนสุดระยะสายตาก่อนที่ทั้งสองจะเข้าเรือนของตนเองอีกครั้ง
ลู่หยางเดินทางออกมาจากูเาซ่อนเร้นสถานที่ที่ผู้คนกล่าวขานว่าเป็เส้นทางแห่งปรโลกเป้าหมายของเขาคือเมืองที่ตั้งอยู่ห่างจากสถานที่แห่งนี้ไปไกลประมาณนึงการที่เลือกเมืองแห่งนั้นเป็เพราะว่าได้รับอาจารย์ทั้งสองนั้นแนะนำมา
จบบท