นายท่านใหญ่เสิ่นสวมชุดสุภาพทบขวา[1] สีหน้าเคร่งขรึม พอเห็นบุตรสาวคนโตหน้าตาน่ารักยืนอยู่ในห้อง ก็หยุดฝีเท้าลง ทำหน้านิ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ยัยหนูอิ๋งยังอยู่ที่นี่หรือ อีกสักครู่เ้าก็ไปดูน้องหน่อยไป นางคุกเข่ามาครึ่งวันแล้ว หัวเข่าบวมหมดแล้ว”
ซิ่วอิ๋งหลุบตาลง ในใจหนาวเหน็บ
เสิ่นซิ่วเหลียนเพิ่งจะคุกเข่าแค่ครึ่งวันเท่านั้น ต้องเป็ท่านพ่อที่ออกปากขอให้ท่านย่ายกโทษให้นางแน่นอน ชาติก่อนนางคุกเข่าที่หอบรรพชนอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ตอนนั้นเขาไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้ยังอยากให้นางไปดูเสิ่นซิ่วเหลียนอีก คนผิดไม่ใช่เสิ่นซิ่วเหลียนหรืออย่างไร
อาศัยอะไรถึงจะให้ตนไปดูนาง
ซิ่วอิ๋งไม่ได้ตอบรับ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยืนเงียบอยู่ภายในห้อง เด็กน้อยที่ตัวเพิ่งจะสูงถึงเอวนั้นชัดเจนว่าเป็ผู้ที่ถูกทำร้าย แต่กลับโดนบิดาตำหนิว่านางไม่ยอมน้องสาว แค่มองก็ทำให้คนรู้สึกเ็ปหัวใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่รู้ความจริงในเื่นี้ และเสิ่นจวินเซี่ยวล้วนมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก
โดยเฉพาะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่เห็นด้วยกับการลงโทษเมื่อวาน ภายหลังก็เป็นางเองที่ทนคำขอของลูกชายไม่ได้ ยกเว้นการลงโทษให้เสิ่นซิวเหลียนก็เป็นาง ตอนนี้นางรู้สึกกระอักกระอ่วนยิ่ง ไม่พอใจที่บุตรชายเอ่ยวาจาเช่นนี้
“เป็ยัยหนูเหลียนก่อเื่เอง” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพูด “นี่เ้าจะโทษยัยหนูอิ๋งเพียงผู้เดียวเพื่ออะไรอีก นางใอยู่แล้ว”
นายท่านใหญ่เสิ่นไม่คิดเลยว่าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจะพูดแทนบุตรสาวคนโตจึงนิ่งงันไป จากนั้นก็คิดได้ว่าตนเองหักหน้าฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นอยู่บ้าง หัวเราะสองครั้ง ก่อนจะปล่อยผ่านมันไป
นายท่านรองเสิ่นเองได้ยินเื่นี้มาแล้ว ถึงแม้จะไม่ทั้งหมด ตอนนี้ได้ฟังคำของมารดาและน้องชายอีก ก็เข้าใจได้เองว่าสองพี่น้องบ้านใหญ่ปะทะกันอีกแล้ว และเป็ยัยหนูลูกอนุที่ผิด
เป็แค่ลูกสาวสายรอง พี่ชายใหญ่ของเขาเลอะเลือนขนาดนี้แล้วเชียวหรือ ลำเอียงเข้าข้างลูกสาวสายรองคนเดียว
นายท่านรองเองก็สงสารหลานสาวคนโตมาก แม้แต่น้องชายก็ไม่ถามไถ่ เดินไปนั่งยองๆ ข้างซิ่วอิ๋ง หยิบชิ้นหยกขนาดเล็กที่แกะสลักเป็รูปถั่วลิสงออกมาจากชายแขนเสื้อ เขามอบมันให้นาง ยิ้มและพูดว่า “ยัยหนูอิ๋งไม่ต้องกลัว อารองมีอะไรสนุกๆ มาให้เล่น”
นายท่านรองเป็ผู้ที่ใจดีที่สุดในบรรดาสามพี่น้อง ปีนี้ยี่สิบห้า เจอผู้คนก็ยิ้มให้ก่อน ตอนเขายังหนุ่มทุกคนในเมืองหย่งผิงยกย่องเป็คุณชายหน้าหยกผู้อ่อนโยน เขายังปฏิบัติต่อซิ่วอิ๋งอย่างดี บางครั้งก็มีของเล่นมาให้ พี่น้องบ้านรองมีอะไร นางก็มีเช่นกัน
ซิ่วอิ๋งถูกบิดาทำร้ายจิตใจ ถึงแม้จะรู้ว่าบิดานั้นลำเอียง แต่พอได้พบครั้ง ไม่ว่านางจะอายุเท่าไรก็ยังเ็ปใจอยู่ดี
นางรับถั่วลิสงหยกจากนายท่านรองด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ นายท่านรองจับมือเล็กของนางไว้ ใช้แรงเล็กน้อย มีเสียงแตกหัก ไม่นึกเลยว่าหยกถั่วลิสงนั้นจะแยกออกจากกันได้ ด้านในยังมีหยกแกะสลักเป็เมล็ดสองเมล็ด ขาวๆ อวบๆ กลมดูน่ารัก
หยกถั่วลิสงนี้ที่แท้มีกลไก
ซิ่วอิ๋งถูกดึงดูดโดยสิ่งประดิษฐ์ละเอียดอ่อนชิ้นนี้ สีหน้าก็ไม่ได้เรียบเฉยเหมือนเดิมแล้ว
นายท่านรองเสิ่นเห็นเข้าก็ยิ้มแล้วลูบศีรษะของนาง จากนั้นหันไปทางน้องชายที่นอนอยู่บนเตียง “น้องสามรู้สึกอย่างไรบ้าง ดูดีแล้วนี่ บุรุษก็ควรเป็เช่นนี้”
“เ้าน่าจะลองล้มดูบ้าง!” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถูกคำกล่าวหยอกเย้าของบุตรชายคนรองทำให้ขบขัน ใช้สายตาดุเขา
นายท่านรองหัวเราะแหะๆ
นายท่านใหญ่เสิ่นเห็นน้องชายปลอบใจบุตรสาวคนโตแม้ในใจรู้สึกไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร เขาเดินไปข้างเตียงโน้มตัวมองน้องชายที่กำลังพูด “รู้สึกเป็อย่างไรบ้าง เ้ามุทะลุเกินไปแล้ว ยังดีที่ไม่เกิดเื่อะไรขึ้น”
สีหน้าเสิ่นจวินเซี่ยวที่กำลังพูด ั์ตาหงส์เรียวยาวกวาดมองนายท่านใหญ่เสิ่น ในนั้นััความเ็าอยู่ เขาพูดว่า “เป็สิ่งที่คนในครอบครัวควรทำ จะเรียกว่ามุทะลุได้อย่างไร หรือพี่ใหญ่รู้สึกว่าข้าไม่ควรช่วยนางหรือ ข้าทำตัวเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์อย่างพี่ใหญ่ไม่ได้หรอก…”
นายท่านใหญ่เสิ่นถูกคำพูดโต้กลับของเขาทำเอาสะอึก สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนเป็เขียวคล้ำ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นและนายท่านรองเสิ่นก็สีหน้าเปลี่ยน พวกเขาไม่คิดว่าเสิ่นจวินเซี่ยวจะลุกขึ้นมาประจันหน้ากับพี่ใหญ่ของเขา เื่นั้นผ่านมาตั้งนานแล้ว พวกเขาสองคนทำไมยังเป็เช่นนี้ได้
เดิมที ปีนั้นเสิ่นจวินเซี่ยวอายุเจ็ดแปดปีเคยตกน้ำครั้งหนึ่ง เป็นายท่านใหญ่เสิ่นที่เหยียบพลาด แล้วดึงเขาตกลงไปด้วย เวลานั้นเสิ่นจวินเซี่ยวยังเด็ก ส่วนนายท่านใหญ่เสิ่นโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว แต่นายท่านใหญ่เสิ่นเวลานั้นคิดก็ไม่คิด กดเขาเพื่อให้ตัวเองลอยอยู่พักหนึ่ง
เสิ่นจวินเซี่ยวเมื่อโดนช่วยขึ้นมา เหลือแค่ลมหายรวยริน โชคดีที่มีชีวิตลอดมาได้ นับแต่นั้นเป็ต้นมา เสิ่นจวินเซี่ยวก็รู้ว่าพี่ใหญ่นั้นไม่ได้ชอบตนมากเท่ากับที่เขาแสดงออกมา ถึงแม้จะพูดว่าคนที่อยู่ใน่คับขัน สัญชาตญาณคือเอาตัวรอด แต่พี่ใหญ่เสิ่นนั้นตอนที่มีคนมาช่วยก็ยังกดเขาลงไปในน้ำอย่างแรง ในตอนนั้น เสิ่นจวินเซี่ยวรู้สึกว่าเขาอยากจะฆ่าตัวเองจริงๆ
แน่นอนเื่เหล่านี้เขาไม่ได้พูดกับใคร ทุกคนเพียงแต่คิดว่าเขาโทษพี่ชายที่ตอนตกน้ำดึงเขาลงไปด้วย ไม่ต้องพูดถึงว่า ภายหลังยังมีเื่อื่นอีก ในหัวของเสิ่นจวินเซี่ยวปรากฏภาพมือที่เหี่ยวย่นของมารดาที่จับมือของเขามั่น และร่างของเขายังเปื้อนไปด้วยโลหิตสีดำที่มารดากระอักออกมา... คลื่นพายุก่อขึ้นในตาของเขาโดยฉับพลัน มือสั่นและกำแน่น หลับตาลงถึงค่อยใจเย็นลง
“น้องสามพูดแบบนี้เพื่ออะไร ข้าย่อมขอบคุณเ้าที่ช่วยบุตรสาวข้าอยู่แล้ว” นายท่านใหญ่นึกว่าน้องชายโทษเขาเพราะเื่ดึงเขาลงน้ำปีนั้น อย่างไรก็ตามตอนนั้นเสิ่นจวินเซี่ยวยังเด็ก ทั้งลนลาน เขารู้สึกว่าตนเองปิดกั้นความคิดได้ดีมาก
เสิ่นจวินเซี่ยวระงับอารมณ์ ยิ้มเย้ยหยัน “ใช่ บุตรสาวท่าน” คำพูดเขาแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก แต่เขาไม่รอให้พี่ชายของเขาทันได้ครุ่นคิด พูดขึ้นอีกว่า “เช่นนั้นพี่ชายใหญ่ก็ทำตัวยุติธรรมบ้างเถิด”
ถูกน้องชายหาว่าไม่ยุติธรรม นายท่านใหญ่เสิ่นสีหน้าเคร่งขรึม ไม่พูดอะไรอีก เสิ่นจวินเซี่ยวคร้านจะสนใจพี่ชายจอมเสแสร้งคนนี้ หันไปทางซิ่วอิ๋งที่ยังยืนอยู่แล้วพูดขึ้น “เหยาเหย่ารีบไปกินมื้อเช้าเถิด จะเย็นหมดแล้ว”
เป็ความห่วงใยที่ห้ามปฏิเสธ
กลุ่มคนถึงค่อยให้ความสนใจกับอาหารไม่กี่อย่างบนโต๊ะ ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นโบกมือให้นาง “ยัยหนูอิ๋งเมื่อคืนลำบากเ้าเฝ้าอาสามแล้ว รีบไปกินอะไรสักหน่อยเถอะ”
ซิ่วอิ๋งหันไปคารวะทุกคนอีกครั้ง ปล่อยให้สาวใช้ดึงตัวเองกลับไปนั่งบนเตียงเตาอีกรอบ เวลานี้นายท่านใหญ่เสิ่นปากขยับ แต่เห็นบุตรสาวั้แ่ต้นจนจบไม่มองมาที่ตนเลย เขาจึงไม่พูดอะไร
ซิ่วอิ๋งนั่งกินอาหารบนเตียงเตา เงี่ยหูฟังพวกผู้ใหญ่ที่อยู่ตรงนั้นคุยกัน “น้องสามเ้าต้องรักษาาแให้ดีๆ เร็วๆ นี้อย่าเพิ่งจับหนังสือเลย” นายท่านรองพูด ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเองก็คล้อยตาม ส่วนนายท่านใหญ่เสิ่นนิ่งเงียบ
เสิ่นจวินเซี่ยวปีนี้สิบสี่แล้ว วางแผนไว้ว่าจะลงสนามสอบ ทุกคนเพียงอยากให้เขาได้ลองสอบเท่านั้น อย่างไรเขาก็ยังเด็กอยู่
สอบผ่านได้ตอนอายุสิบสี่ปีก็ถือเป็อัจฉะริยะในยุคนี้แล้ว
ซิ่วอิ๋งได้ฟังก็หยุดเคี้ยวซาลาเปาที่อยู่ในปาก นางจำได้ว่าอาสามปีนี้สุดท้ายก็ไม่ได้ลงสนาม แต่เพราะอะไรนางก็จำไม่ค่อยได้แล้ว ยังไงซะเขาก็สอบผ่านตอนอายุสิบเจ็ดปี หลังจากนั้นกลายเป็บัณฑิตจิ้นซื่อ[2] ประจำการที่สำนักฮั่นหลิน[3]
พูดแล้ว อารองของนางก็เป็บัณฑิตจิ้นซื่อ มีเพียงบิดาของนางที่ไม่ได้เป็ ถงอย่างนั้นอาชีพการงานของบิดาก็ดูเหมือนจะดีกว่าอารอง ตอนนี้ระดับขุนนางเทียบเท่ากับอารองแล้ว หลังจากอาสามได้เป็บัณฑิตจิ้นซื่ออีกคน หนึ่งบ้านสองบัณฑิตจิ้นซื่อนำมาซึ่งความรุ่งโรจน์สูงสุด ตระกูลเสิ่นย้ายไปเมืองหลวง ตระกูลเก่าแก่มีเกียรติเ่าั้เวลาปฏิบัติกับพวกตนยังนับว่าต้องเกรงใจอยู่
ระหว่างซิ่วอิ๋งกำลังคิด ฝั่งเสิ่นจวินเซี่ยวตอบตกลงอย่างสบายๆ “น้องชายทราบแล้ว”
“นี่ถึงจะถูกต้อง รอเ้าดีขึ้นแล้ว พี่รองค่อยพาเ้าออกไปเจอใครคนหนึ่ง เมื่อก่อนพี่รองก็ให้เขาชี้แนะ”
“เื่เหล่านี้ไม่รีบกระมัง” เสิ่นจวินเซี่ยวตอบแบบไม่ใส่ใจ เขาในตอนนี้มีหรือไม่มีอาจารย์ล้วนไม่เป็ไร ถึงไปก็คงไปเก้อ
นายท่านรองก็ไม่พูดอะไรอีก ยังไงซะ หน้าที่ของพี่ชายที่ต้องคอยดูแลแนะนำน้องชายเขาก็ได้ทำไปแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเห็นสามพี่น้องมัวพูดแต่เื่เป็การเป็งาน หาหัวข้อคุยได้ไม่หยุด บรรยากาศของพี่น้องทั้งสามดูกลมเกลียวกันมาก รอจนซิ่วอิ๋งยัดซาลาเปาคำสุดท้ายเข้าปาก พวกผู้ใหญ่ก็ใกล้จากไปแล้ว
นายท่านรองไม่ได้รับราชการอยู่ที่เมืองหย่งผิง แต่อยู่ในเมืองหลวง ได้ยินว่าน้องชายาเ็จึงรีบกลับมาอย่างเร่งรีบโดยเฉพาะ คาดว่าน่าจะรีบเดินทางมาตลอดทั้งคืน ประเดี๋ยวไปเยี่ยมภรรยาและลูกแล้วก็คงกลับ
นายท่านใหญ่ก็จากไปพร้อมกัน ก่อนจะจากไปมองลูกสาวที่อยู่บนเตียงเตาสายตาหนึ่ง
แสงแดดส่องกระทบอยู่บนใบหน้าเล็กกลมของเธอ ปรากฏแสงสะท้อนอยู่รางๆ คิ้วคล้ายกับเฟิงซื่อเหลือเกิน งามไร้ที่ติ ยังถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี อ้วนๆ กลมๆ มองดูแล้วเหมือนกับตุ๊กตา เขาไม่อาจปฏิเสธได้ว่าบุตรสาวคนโตจริงๆ แล้วน่ารักน่าเอ็นดูกว่าบุตรสาวคนรองมาก
แต่เฟิงซื่อ… ก็หลายปีผ่านมาแล้ว แต่นางยังปฏิบัติต่อตนเช่นนั้น คิดถึงท่าทางของภรรยาเอก นายท่านใหญ่รู้สึกอึดอัดในใจ ไม่มองซิ่วอิ๋งอีก เดินหน้าขรึมจากไป
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] ชุดที่สวมจากทางขวาไปทางซ้าย
[2] คำเรียกผู้สอบคัดเลือกขุนนางผ่านสามลำดับแรก
[3] สำนักฮั่นหลินเป็หน่วยงานหนึ่งในราชสำนักจีน ทำหน้าที่ร่างฎีกา บันทึกประวิตศาสตร์ เขียนตำรา สอนหนังสือให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ ถือเป็แหล่งรวมตัวของผู้มีความสามารถ