คลังอสูรบรรพกาล

    ตอนที่ 111 : เม็ดยาสีเทา

     

           ท้องฟ้าสดใสไร้หมู่เมฆ บรรยากาศยามเช้าอันไร้คลื่นลม มาพร้อมกับความเงียบสงบอันหาได้อยากในอาณาจักรวายุอัสนี กระนั้นบนท้องถนนก็ยังคงเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน ถึงไม่ได้มากดังเช่นวันงานเลี้ยง แต่ก็เรียกได้ว่าปกติสุขกว่าที่ควรเป็น

     

           ใช้เวลาทำเรื่องแจ้งออกอยู่หลายนาที พอเสร็จชิลจึงเดินออกจากหอพัก ก้าวเท้าตรงไปยังอาณาเขตกองทัพเพื่อไปพบลาม่อนหน้าถ้ำพฤกษาม่วง

     

           ทว่าระหว่างทางเขากลับพบคนที่มิควรพบ เรียกได้ว่าโชคชะตามักเล่นตลกกับเราเสมอ

     

            “เจ้า! เหตุใด...”

     

            “โนมาน”

     

           ชิลกล่าวเสียงค่อย นี่ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาของโนมานบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด อย่างไรเขาก็มิใช่ผู้ฝึกฝนรากฐาน การเข้าโจมตีบุรุษผู้เคยได้รับฉายานาทีร้อยศพในสงครามปากซอยร้อยมังกร ถือเป็นความคิดโง่เขลาที่ราวกับฆ่าตัวตาย

     

            “ข้านึกว่าเจ้าตายไปแล้ว”

     

           โนมานกล่าวเสียงต่ำด้วยร่างอันสั่นเทา ปัจจุบันตระกูลแรนเชอไร้ซึ่งกำลังพลระดับสูงอย่างแท้จริง เนื่องจากการบุกโจมตีวังเมฆาสูญสิ้นไม่สำเร็จในครานั้น ทำให้ตัดเรื่องคิดเรียกคนเข้าจับกุมหรือสังหารบุรุษนัยน์ตาองุ่นตรงหน้าไปได้เลย

     

            “ข้ายังไม่ตาย”

     

            “เหตุใดจึงไม่ตายๆไปเสีย”

     

           โนมานกัดฟันแน่น ยืนจ้องเขม็งก่อนกล่าวต่อ

     

            “เพราะเจ้า”

     

           ร่างบุรุษชุดคลุมน้ำเงินสั่นไปด้วยความโกรธและอัดอั้น

     

            “ที่ริเช่ต้องตายทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า”

     

           ได้ยินคำกล่าว ชิลจึงหลับตาลงด้วยท่าทางนิ่งสงบ เขามิได้ยอมรับ แต่เข้าใจ

     

            “ตั้งแต่วันที่เจ้าออกจากตระกูล ท่านน้าริเช่ได้พร่ำกล่าวเรื่องเจ้าทุกวี่วัน ข้าผู้อยู่ใกล้นางมากกว่าใคร รู้ดีว่านางมีใจให้เจ้า!”

     

           โนมานกล่าว พลันน้ำตาได้ไหลออกมาอาบแก้มทั้งสอง เขาจ้องมองชิลด้วยอารมณ์อันหลากหลาย ไม่นานจึงตะโกนเสียงดัง

     

            “แล้วอย่างไร! เจ้ากลับตอบแทนนางด้วยความตาย ทั้งยังไม่เคยแม้แต่โผล่หัวไปเยี่ยม รู้หรือไม่ว่าหลุมศพนางตั้งอยู่ที่ใด ยังจำหน้านางได้อยู่หรือไม่!!”

     

           ด้วยเสียงอันดังก้อง ทำให้ผู้คนแถวนั้นหันมองทั้งคู่กันทั่ว กระนั้นเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงการทะเลาะกันของชายหนุ่มสองคน ทั้งยังไม่ได้ลงมือลงไม้อะไร หลายคนจึงหมดความสนใจและทำกิจวัตรของตนต่อ

     

            “เหตุใดจึงไม่พูดอะไรบ้าง เจ้ายังคงเป็นเช่นเดิมที่ดีแต่เงียบ บ้าเอ๊ย!”

     

           เห็นชิลได้แต่ยืนฟังอย่างนิ่งเงียบ โนมานจึงหัวเสียวาดเท้าเตะฝุ่นไปมาราวคนบ้า ทิ้งช่วงครู่ก็หยุดนิ่ง ก่อนยกมือขึ้นชี้หน้า

     

            “ข้าขอแช่งให้เจ้าตายดังเช่นนางในเร็ววัน”

     

           ว่าแล้วก็หันตัวจ้ำเดินผละออกไปโดยไม่หันกลับมามอง

     

           นัยน์ตาองุ่นมองร่างโนมานที่ค่อยๆเล็กลง สักพักจึงถอนหายใจ พลางหันตัวเดินไปยังทางที่ตั้งอาณาเขตกองทัพ 

     

            “ความรู้สึก.. ข้ามีมากเกินพอแล้ว”

     

           บางทีคำตอบสำหรับคนที่ไม่ต้องการรับ สิ่งที่ดีที่สุดอาจเป็นความเงียบ

     

           ใช้เวลาเดินเอื่อยอยู่หลายนาที ไม่นานก็มาถึงด้านหน้าถ้ำพฤกษาม่วงที่มีลาม่อนยืนยิ้มแป้นพร้อมกับชายชราชุดม่วงผู้หนึ่งที่ชิลรู้จัก

     

           ด้วยหัวโล้นมันใสพร้อมกับหนวดสีขาวยาวจนลากพื้นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้นอกจากออรุสเจ้าของร้านเทอรีน ผู้คลั่งไคล้ในอักษรโบราณและศิลาจารึก

     

           แม้ไม่รู้ประวัติความเป็นมาระหว่างลาม่อนกับชายชราชุดคลุมม่วงรองเท้าแดงมากนัก ทว่าเมื่อคิดถึงคราที่พวกเขาไปโบราณสถานด้วยกัน ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ฉันมิตรมากพอดู

     

           ไม่รอช้าลาม่อนได้อธิบายว่าออรุสคือคนดูแลนกที่ชิลร้องขอ ด้วยการที่เขาเป็นคนตระกูลเทอรีนซึ่งขายทุกสิ่งตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ เลยทำให้พอมีความเข้าใจในการเลี้ยงนกปากเงินอันเป็นสัตว์อสูรวิญญาณขาวอยู่ไม่น้อย 

     

           แน่นอนว่าการที่ลาม่อนสามารถลากเจ้าของร้านเทอรีนให้มาทำเรื่องเช่นนี้ โดยทิ้งธุรกิจตนเองไว้ด้านหลัง ย่อมต้องยื่นข้อเสนอที่คุ้มค่าเกินปฏิเสธ อย่างไรชิลก็ไม่คิดไถ่ถามมากความ ในเมื่อคนมาแล้วก็เอาตามนั้นไป

     

           คุยสัพเพเหระสองสามประโยคลาม่อนก็เดินนำชิลผ่านถ้ำพฤกษาม่วงเลยเข้าไปยังส่วนลึกของอาณาเขตกองทัพ จนพบที่โล่งแจ้งอันมีความกว้างกว่าสองกิโลเมตร ใจกลางพื้นที่ยืนไว้ด้วยนายพลพานเซอกับนายทหารหนึ่งนายยืนจูงนกปากเงินอยู่

     

            “เหตุใดจึงรีบไปนัก”

     

           ยังไม่ทันเข้าใกล้เสียงนายพลพานเซอก็ดังขึ้น นี่ทำให้ลาม่อนเผยยิ้มพลางกล่าวตอบ

     

            “พอดีข้าเบื่อพวกบ้าอำนาจแถวนี้”

     

            “แล้วอย่างไร ก็ข้ามีอำนาจจะบ้าบ้างก็ใช่เรื่องแปลก ไม่เหมือนใครบางคน”

     

           นายผลพานเซอเลิกคิ้วอย่างมีนัยยะ ก่อนทำเป็นไม่สนใจชายชราใบหน้ารูปไข่ที่กำลังขมวดคิ้ว พลางหันมาหาชิล

     

            “เจ้าหนุ่ม ไม่คิดเป็นทหารให้อาณาจักรนี้หน่อยรึ หากเจ้าสมัครใจ ข้าจะจัดตั้งหน่วยพิเศษให้เจ้าเป็นหัวหน้า พร้อมยศนายพันดังเช่นเอิลกับเทซา ว่าอย่างไร”

     

           ในเรื่องนี้หาได้ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร เพราะหลังจากที่ชิลสิ้นสุดสภาวะมันตามหันต์ เขาก็แวะมาพบลาม่อนบ้างประปราย แน่นอนเมื่อเข้าอาณาเขตกองทัพย่อมต้องเจอนายพลพานเซอเป็นธรรมดา

     

           คราแรกที่พานเซอเห็นชิลก็ทึ่งในศักยภาพอันมากล้นที่สามารถใช้อาคมคุกวารีสี่ทิศคุมขังเอิลไว้ใต้น้ำโดยที่ตนเองยังอยู่เพียงระดับผสานกายขั้นแรก จึงมีความคิดอยู่ลึกๆว่าหากเด็กหนุ่มผู้นี้มีรากฐานสูงอีกหน่อยคงจะดีหากนำเข้าร่วมกองทัพ

     

           ต่อมาเขาก็ได้ข่าวว่าชิลตายแล้ว แม้จะรู้สึกเสียดายความอัจฉริยะ แต่ในเมื่อสิ้นชีวิตจึงถือเป็นจุดจบ เขามิใช่พวกคิดเล็กคิดน้อยเลยไม่ได้สนใจอะไรมาก

     

           กระนั้นเมื่อชายหนุ่มที่ตายแล้วกลับมามีชีวิตทั้งยังก้าวพรวดเดียวจากผสานกายสู่วัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นสูง นี่ทำให้แม้เป็นถึงผู้มากอำนาจระดับนายพลก็จำต้องหันมอง 

     

           อัจฉริยะเช่นนี้แทบหาไม่ได้ในสามอาณาจักรรอบป่าพันวิญญาณ เขาไม่สนใจที่ชิลเคยมีเรื่องราวอะไรกับวังเมฆาสูญสิ้น ไม่ได้สนใจเกี่ยวกับตระกูลแรนเชอ ไม่ได้สนใจว่าเทซาจะรู้สึกเช่นไร เขาเพียงต้องการให้ชายหนุ่มผู้มากศักยภาพตรงหน้าเข้าร่วมกองทัพ จึงเอ่ยปากชวนหลายต่อหลายครา แต่สุดท้ายกลับถูกปฏิเสธ

     

            “เฮ้ หลานชาย เหตุใดจึงเงียบอีกแล้ว ข้ารู้ว่าอาณาจักรเล็กๆเช่นนี้มิได้มีทรัพยากรมากนัก แต่หากลองคิดดูดีๆ ถ้าเจ้ากลายเป็นผู้นำยุคสมัยใหม่ของพวกเรามันจะยิ่งใหญ่เพียงใด อาณาจักรวายุอัสนีอาจไปไกลจนขึ้นเป็นขุมอำนาจที่หกในแถบทะเลอสูรคำรามเลยก็ได้”

     

           นายผลพานเซอร่ายยาว พร้อมก้าวเท้าเข้ามากอดไหล่ชิลด้วยท่าทางสนิทสนมจอมปลอม ต้องเรียกว่าทั้งคู่เปิดปากคุยกันคราแรกก็เกี่ยวกับผลประโยชน์ในเรื่องถ้ำพฤกษาม่วง เจอกันอีกคราก็เรื่องผลประโยชน์กองทัพ 

     

           หากนับเป็นช่วงเวลาหนึ่งปี ชิลกับนายพลพานเซอเจอกันเพียงแค่สองช่วงเท่านั้น เลยแทบเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมีเวลาไปสนิทสนมกับชายชราบ้าอำนาจที่ดีแต่ชอบการสู้รบเป็นชีวิตจิตใจ

     

           มองนายพลพานเซอพูดพร่ำเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่ชิลจะได้รับหากเข้าร่วมกองทัพ ลาม่อนก็แสยะยิ้มพร้อมกล่าวเสียงเรียบ

     

            “ข้าว่านายผลเช่นเจ้า ควรไปเอาดีเรื่องการขายมากกว่าสู้รบ”

     

            “หืม”

     

            “เหอะ เลิกขายฝันเสียที ไปๆข้ารีบ”

     

           ลาม่อนเอ่ยพลางเดินผ่านทำท่าสะบัดมือราวไล่แมลง

     

            “หึ มิต้องไปสนใจคนแก่ หากเจ้าไปยังหมู่เกาะหมื่นอสรพิษแล้วไม่มีความสุข รู้ไว้ว่าอาณาจักรวายุอัสนีพร้อมต้อนรับเจ้าเสมอ”

     

           โดยไม่สนใจชายชราใบหน้ารูปไข่ นายผลพานเซอยังคงกล่าวกับชิลด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทว่าด้วยคำพูดไม่เข้าหูบางอย่างส่งให้ลาม่อนหันมาเปิดปากโวยวาย

     

            “เพ้ย! ปากเสีย เจ้ากับข้าก็อายุไม่ต่างกัน”

     

           สบถเสียงชิชะสองสามครา ชายชราใบหน้ารูปไข่ก็ตัดสินใจเดินตรงไปยังพื้นที่โล่งโดยไม่สนสิ่งที่พานเซอพูดอีก

     

           นิ่งค้างเพียงครู่ จึงวาดมือเรียกเม็ดยาสีเทาออกมา

     

           เม็ดยาทรงกลมลอยค้างกลางอากาศ ก่อนที่ลาม่อนจะตวัดมือเขียนอักขระคำว่าเปิด ส่งมันลอยออกไป

     

           เมื่ออักขระลอยกระทบเม็ดยา ควันสีเทาหนาทึบก็ระเบิดลอยคละคลุ้งไปทั่ว เพียงหนึ่งลมหายใจเรือสีน้ำตาลขนาดเล็กจึงปรากฏสู่สายตา

     

           แม้รูปร่างจักคล้ายเรือทั่วไปที่หาได้ตามท้องสมุทร ทว่าสิ่งที่แตกต่างก็คือใบเรือมิได้ถูกสร้างมาจากผ้า แต่เป็นพลังงานสีขาวซึ่งน่าจะเป็นพลังงานสวรรค์ พร้อมใต้ท้องเรือที่ลอยอยู่เหนือพื้นคอยส่งคลื่นพลังงานออกมาเป็นระลอก

     

           ชิลมองนิ่งไปยังเรือบินด้านหน้า แม้จะรู้เรื่อง เห็นภาพ มากความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งนี้ กระนั้นก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทึ่งเล็กน้อย อย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็กมากความรู้ที่มิเคยสัมผัสกับของจริงด้วยตนเอง

     

           ยืนเก้ๆกังๆชั่วครู่ ออรุสก็เดินเข้าไปจูงนกปากเงินขึ้นเรือ 

     

           ลาม่อนที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อออรุสผ่านหน้าเขาจึงบอกทางว่าควรนำนกปากเงินไปเก็บไว้ที่ใด ก่อนหันมาแสยะยิ้มให้นายพลพานเซอ พลางกล่าวเสียงดัง

     

            “อาณาจักรเจ้ามีแบบนี้หรือไม่”

     

           ฟังดังนั้นพานเซอก็กัดฟันแน่น แน่นอนว่าเรือบินนับเป็นสิ่งที่วิทยาการในแผ่นดินทวิเทวาไปไม่ถึง อย่าว่าแต่เรือบินเลย เพียงเรือแล่นบนน้ำที่ควบคุมด้วยคลื่นพลังงานก็ยังไม่มี แม้ใจจะไม่ยอมแพ้ แต่ก็ต้องยอมรับ เลยเบ๊ะปากส่งหนึ่งครา พลางกล่าวเสียงค่อย

     

            “เหอะ ขี้อวด”

     

           มองนายพลพานเซอที่เริ่มทำหน้าหงุดหงิดไม่สนโลก ชิลก็ถอนหายใจเบา พร้อมเดินผละตรงขึ้นเรือไป